เข้าสู่ระบบใครจะไปคิดว่าบุรุษหนุ่มที่เก็บเธอได้จากกลางป่า จะกลายมาเป็น 'สามี' ที่คลั่งรักที่สุดในใต้หล้า! จับพลัดจับผลูทะลุมิติมาอยู่ยุคโบราณไม่พอ 'ขวัญ' ยังถูกยกให้เป็นฮูหยินของ 'ไป๋อวี้เฉิน' มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งเจียงหนาน ชายหนุ่มผู้แสนเย็นชา แต่กลับอ่อนโยนและตามใจเธอเพียงผู้เดียว ชีวิตฮูหยินกำลังไปได้สวย สามีก็รักก็หลงจนแทบจะกลืนกิน... ทว่าจู่ๆ เธอกลับถูกมิติเวลาดูดกลับมายังโลกปัจจุบันเสียอย่างนั้น! ในขณะที่เธอแทบขาดใจเพราะคิดถึงเขา เธอพลันได้รู้ความจริงจากบันทึกโบราณว่า... สามีที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ไม่เคยหยุดตามหาและเฝ้ารอเธอจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต เมื่อรู้ว่าเขารักเธอมากเพียงใด ขวัญจึงตัดสินใจฝืนลิขิตสวรรค์ ทำทุกวิถีทางเพื่อตามหาประตูมิติ และกลับไปสู่อ้อมกอดของเขาอีกครั้ง! ทว่าปาฏิหาริย์แห่งกาลเวลา จะยอมเห็นใจดวงใจสองดวงที่แตกสลายหรือไม่?
ดูเพิ่มเติมเสียงล้อรถม้าไม้ชั้นดีบดขยี้ไปตามเส้นทางดินลูกรังที่ทอดยาวลงสู่แดนใต้ เสียงกุบกับของกีบเท้าม้าสอดประสานกับเสียงสายลมวสันต์ที่พัดผ่านทิวไผ่สองข้างทาง รถม้าคันหรูที่สลักลวดลายเมฆาคล้อยอันเป็นสัญลักษณ์ของสกุลคหบดีใหญ่แห่งเจียงหนานกำลังเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า
ภายในรถม้าที่ตกแต่งอย่างวิจิตร บุรุษผู้หนึ่งกำลังนั่งหลับตา เอนหลังพิงเบาะรองนั่งที่กรุด้วยจิ้งจอกหิมะ เขาคือ ‘ไป๋อวี้เฉิน’ คุณชายใหญ่แห่งตระกูลไป๋ บุรุษผู้มีรูปโฉมหล่อเหลาสง่างามดุจเซียนจำแลง รอยยิ้มของเขามักประดับอยู่บนใบหน้าเสมอ เป็นรอยยิ้มที่สามารถหลอมละลายน้ำแข็งในเหมันต์ฤดู ทว่าในยามนี้ ใบหน้าที่เคยประดับด้วยความอ่อนโยนกลับเรียบเฉย นัยน์ตาคมเข้มที่ซ่อนอยู่ใต้เปลือกตาคู่สวยนั้นเต็มไปด้วยความหม่นหมอง
‘ข้าขอโทษที่ผิดสัญญา ข้าขอโทษที่ไม่อาจตอบรับความรู้สึกดีๆ ของท่านได้... ท่านดีแสนดี เพียบพร้อมทุกอย่าง แต่เป็นข้าเองที่มีวาสนาไม่ถึง’
น้ำเสียงหวานใสทว่าเด็ดขาดของ ‘หลินเวย’ ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท ราวกับมีดเล่มเล็กที่กรีดซ้ำลงบนแผลเดิม ไป๋อวี้เฉินแค่นยิ้มหยันให้กับตัวเอง เขาผู้ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยรูปโฉม ทรัพย์สิน และสติปัญญา เขาไม่เคยมองสตรีคนไหน แต่พอเจอสตรีที่ถูกใจ นางก็กลับกลายเป็นของชายอื่น เขาเองต่างหากที่วาสนาไม่ถึง
ทว่าท้ายที่สุดแล้ว เขาก็เป็นได้แค่ ‘พี่ชาย’ เป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านให้ความเย็นสบายชั่วครู่ แต่มิใช่บ้านที่นางปรารถนาจะพักพิง หัวใจที่เคยเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังบัดนี้แหลกสลายไม่มีชิ้นดี การเดินทางกลับเจียงหนานในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการกลับบ้านเกิด แต่เป็นการหลบลี้หนีหน้าเพื่อรักษาแผลใจที่ไม่อาจให้ผู้ใดล่วงรู้
ฮี้! ฮี้!!!
เอี๊ยดดดด! ตึง!
ทันใดนั้นเอง ม้าเทียมรถทั้งสี่ตัวก็ส่งเสียงร้องลั่นพร้อมกับยกขาหน้าขึ้นสู่อากาศ คนขับรถม้าดึงบังเหียนอย่างแรงจนสุดรั้ง รถม้าคันใหญ่เบรกกะทันหันจนตัวรถสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งคัน!
แรงเหวี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวทำให้ไป๋อวี้เฉินที่กำลังเหม่อลอยลืมตาขึ้น ร่างสูงโปร่งเซถลาไปด้านหน้าเล็กน้อย แต่ด้วยสัญชาตญาณและวรยุทธ์ที่ติดตัวมา ทำให้เขาสามารถใช้มือยันผนังรถม้าและทรงตัวกลับมานั่งอย่างมั่นคงได้ในชั่วพริบตา
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น อาเฉวียน!” น้ำเสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจของไป๋อวี้เฉินเอ่ยถามออกไป แม้จะพยายามรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ แต่ก็แฝงไปด้วยความเข้มงวด
“คะ... คุณชาย! ข้าน้อยสมควรตาย! แต่... แต่ว่าข้างหน้านี้...” เสียงของ ‘อาเฉวียน’ คนขับรถม้าดังตะกุกตะกัก น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกตกใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“มีโจรป่าดักปล้นหรืออย่างไร?” ไป๋อวี้เฉินขยับตัวเตรียมพร้อม มือเรียวเอื้อมไปจับด้ามพัดจีบที่ซ่อนใบมีดไว้ภายใน
“มะ... มิใช่ขอรับคุณชาย! แต่เป็น... เป็นผีสาง หรือไม่ก็ปีศาจจิ้งจอกจำแลงกายมาแน่ๆ ขอรับ!” คราวนี้เป็นเสียงของ ‘หมิงซาน’ ผู้คุ้มกันฝีมือดีที่นั่งอยู่ด้านนอกคู่กับคนขับรถม้า ร้องตะโกนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ราวกับเห็นสิ่งที่ไม่สมควรมีอยู่บนโลกใบนี้
คำกล่าวของหมิงซานทำให้ไป๋อวี้เฉินรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก ผู้คุ้มกันของเขาล้วนผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน ไม่เคยหวาดหวั่นต่อคมดาบหรือศัตรูหน้าไหน แล้วนับประสาอะไรกับเรื่องภูตผีปีศาจที่ไร้สาระเช่นนี้ ชายหนุ่มตัดสินใจเลิกม่านผ้าไหมที่กั้นประตูรถม้าออก แล้วก้าวเท้ายาวๆ ออกมายืนอยู่บนระเบียงด้านหน้ารถม้าเพื่อดูให้เห็นกับตา
ทว่า เมื่อสายตาของไป๋อวี้เฉินทอดมองออกไปเบื้องหน้า ท่ามกลางหมอกบางๆ ของยามอู่ในป่าลึก ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ลมหายใจสะดุดกึกไปชั่วขณะ
ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ห่างจากหัวม้าไปเพียงไม่กี่ก้าว คือสตรีผู้หนึ่ง... ก็ดูจะผิดจารีตประเพณีของแคว้นไปมากโข เพราะสภาพของนางในยามนี้ แต่งกายประหลาดผิดแผกไปจากผู้คนในยุคนี้อย่างสิ้นเชิง!
นางมีเรือนผมสีน้ำตาลเข้มที่ถูกดัดเป็นลอนใหญ่ ปล่อยสยายยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง ใบหน้าของนางถูกแต่งแต้มด้วยสีสันที่เข้มจัด เปลือกตาถูกทาด้วยสีดำและมีกากเพชรระยิบระยับ ริมฝีปากถูกทาด้วยสีแดงสด ทว่าสิ่งที่ทำให้บ่าวไพร่ของเขาถึงกับตกตะลึงจนเสียอาการ คืออาภรณ์ที่นางสวมใส่
เสื้อท่อนบนของนางเป็นเพียงเศษผ้าสีดำมันวาวชิ้นเล็กจิ๋ว ที่มีเพียงเส้นด้ายเส้นเล็กๆ คล้องคอเอาไว้ เผยให้เห็นลาดไหล่ขาวเนียน เนินอกอวบอิ่ม และหน้าท้องแบนราบที่เปลือยเปล่าท้าทายสายลม ส่วนท่อนล่างยิ่งหนักหนากว่า เป็นเพียงเศษผ้ากระโปรงที่สั้นกุดจนน่าหวาดเสียว เผยให้เห็นเรียวขาขาวผ่องยาวสลวยตั้งแต่ต้นขาลงมาจนถึงข้อเท้าอย่างชัดเจน
“สวรรค์! สตรีไร้ยางอายจากหอนางโลมที่ใดกัน เหตุใดจึงกล้าแต่งกายวิปริตเช่นนี้มาเดินกลางป่ากลางเขา!” อาเฉวียนยกมือขึ้นปิดตา แต่ก็ยังแอบกางนิ้วออกเพื่อแอบดูสตรีเบื้องหน้า
สตรีปริศนาผู้นั้นเดินโซเซไปมา ท่าทางโอนเอนราวกับกิ่งหลิวที่ถูกพายุพัดกระหน่ำ ในมือข้างหนึ่งของนางถือวัตถุประหลาดรูปทรงสี่เหลี่ยมบางๆ ที่มีแสงสว่างวาบๆ ส่วนมืออีกข้างหิ้วรองเท้าส้นแหลมปรี๊ดที่ดูไม่น่าจะใส่เดินได้เอาไว้ นางก้าวเท้าเปล่าเปลือยเหยียบย่ำลงบนดินลูกรังด้วยท่าทีงุนงง ส่ายศีรษะไปมาพร้อมกับพึมพำถ้อยคำที่ไม่มีผู้ใดฟังเข้าใจ
“ที่นี่ที่ไหน...”
หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความรู้สึกหวาดกลัว นางจำได้แค่เพียงว่าตัวเองเพิ่งอกหัก ถูกแฟนทิ้ง จนต้องลากเพื่อนสนิทมาดื่มเป็นเพื่อน พอเดินพยุงกันออกมาจากผับ เพื่อนก็ทำของตกไว้บนพื้น มันเป็นของหน้าตาประหลาดที่เหมือนหยกและสลักภาษาจีนเอาไว้
พอก้มลงเก็บ กะว่าจะเอาคืนเพื่อนที่ยืนอยู่ข้างหน้า เงยหน้าขึ้นมาอีกที... นางก็มายืนอยู่กลางป่าบ้าๆ นี่แล้ว!
ร่างบางเดินสะเปะสะปะมาตั้งหลายชั่วโมง จนตอนนี้เรี่ยวแรงแทบไม่มีเหลือ แถมยังปวดหัวหนึบเหมือนคนเมาค้างอีกต่างหาก นางหยุดนิ่ง มองภาพตรงหน้าที่ดูเหนือจริง
‘เชี่ยอะไรวะเนี่ย...’ หญิงสาวสบถคำหยาบออกมาในใจ
สายตาของนางกวาดมองรถม้าไม้คันใหญ่ ม้าทั้งสี่ตัว และบุรุษในชุดโบราณสามคนที่ยืนเบิกตาโพลงมองนางอยู่
‘ไม่จริงน่า บ้าบอที่สุด...’ มันบ้าตั้งแต่หลุดเข้ามาในป่าตอนเก็บหยกจากพื้น แล้วยังต้องมาเจอคนแต่งตัวประหลาดพวกนี้อีก
“อย่าเข้ามานะนังปีศาจ!” หมิงซานชักดาบออกจากฝักเตรียมพร้อมรับมือ
ที่น่าตลกที่สุดคือนางฟังคนพวกนี้เข้าใจ! เรียกว่าปีศาจเลยเหรอ? หรือว่าคนที่แปลกประหลาดในที่นี้จะเป็นตัวนางเอง? ความตกใจทำให้ตอนนี้หญิงสาวเริ่มสร่างเมาขึ้นมาจริงๆ แล้ว
ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป นางคงได้ตายจริงๆ แน่ หญิงสาวพยายามฝืนส่งยิ้มที่คิดว่าเป็นมิตรที่สุดไปให้ ก่อนจะยกมือขึ้นปราม “จะ... ใจเย็นๆ ก่อนนะพี่ชาย...”
แต่เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันคงเกินลิมิตที่ร่างกายและสมองของนางจะรับไหว อยู่ดีๆ โลกทั้งใบก็หมุนคว้าง ภาพตรงหน้าเลือนราง และทุกอย่างก็ดับมืดไป
ตุบ!
ไป๋อวี้เฉินยืนนิ่งงันอยู่บนระเบียงรถม้า นัยน์ตาคมกริบที่เคยหม่นหมองบัดนี้เต็มไปด้วยความประหลาดใจและสับสนอย่างถึงที่สุด เขามองดูสตรีแปลกหน้าที่จู่ๆ ก็ล้มพับสลบไสลไม่ได้สติ กองอยู่บนพื้นด้วยเสื้อผ้าที่หมิ่นเหม่จนแทบจะเห็นไปถึงไหนต่อไหน
เขาเพิ่งถูกสตรีที่ชอบปฏิเสธมาหมาดๆ หัวใจยังคงบอบช้ำ สวรรค์ก็ยังส่งสตรีสติฟั่นเฟือนและแต่งกายวิปริตเช่นนี้มาสลบอยู่ขวางหน้ารถม้าของเขาอีกหรือ?
“คุณชาย... เอาอย่างไรดีขอรับ? จะให้ข้าน้อยโยนนางเข้าป่าข้างทางไปเลยหรือไม่ขอรับ?” หมิงซานเอ่ยถามอย่างระแวดระวัง สายตายังคงจับจ้องไปที่ร่างนั้นราวกับกลัวว่านางจะลุกขึ้นมากัดคอ
ไป๋อวี้เฉินถอนหายใจยาวเหยียด กลิ่นอายความโศกเศร้าในใจเมื่อครู่ถูกความวุ่นวายตรงหน้าพัดพาให้เจือจางลงไปชั่วขณะ เขาสะบัดชายแขนเสื้อเบาๆ ก่อนจะก้าวลงจากรถม้าอย่างสง่างาม
“คนสลบอยู่กลางป่า หากปล่อยทิ้งไว้คงไม่พ้นตกเป็นอาหารของสัตว์ร้าย หรือถูกโจรป่าฉุดคร่าไปกระทำย่ำยี” น้ำเสียงของไป๋อวี้เฉินกลับมานิ่งเรียบ ทว่าแฝงความเด็ดขาดดุจเดิม “นำเสื้อคลุมของข้าไปคลุมร่างนางเสีย แล้วพาขึ้นไปไว้บนรถม้า... ค่อยไปหาโรงเตี๊ยมข้างหน้าเพื่อสืบดูว่านางเป็นบุตรหลานบ้านใดที่สติฟั่นเฟือนหนีออกมา”
ตอนพิเศษ 2: มิตรภาพข้ามเวลา และสมาคมหมูกระทะเวลาห้าปีผ่านพ้นไปราวกับสายน้ำ...ณ ลานกว้างริมสระบัวใหญ่ในจวนตระกูลไป๋ วันนี้ถูกเนรมิตให้กลายเป็นสถานที่รวมตัวของ สมาคมสตรีข้ามมิติ กลิ่นหอมฉุยของสามชั้นย่างและน้ำซุปกระดูกหมู ลอยกรุ่นมาจากเตาทองเหลืองสั่งทำพิเศษ สี่สาวเพื่อนซี้อย่าง เมิ่งซี (ขวัญ) หลินเวย (แพรว) เยว่ซิน (พิม) และ มู่หลาน (มีนา) กำลังนั่งล้อมวงคีบหมูย่างเข้าปาก พลางส่งเสียงหัวเราะพูดคุยด้วยภาษาไทยกันอย่างออกรส“น้ำจิ้มสูตรนี้เด็ดมากขวัญ! รสชาติเยียวยาจิตใจสุดๆ” พิมในร่างพระชายาเยว่ซินเอ่ยชมพลางคีบหมูสามชั้นจิ้มน้ำจิ้มรสแซ่บเข้าปาก “อยู่ที่ตำหนักอ๋อง กินแต่อาหารรสจืดจนลิ้นฉันจะพังอยู่แล้ว”“ก็ท่านอ๋องของแกห่วงสุขภาพแกนี่ยะ เอะอะก็สั่งห้องเครื่องให้ทำแต่ของบำรุง” มีนาหรือพระชายามู่หลานแซวเพื่อนขำๆ ก่อนจะหันไปชนแก้วน้ำชาที่ถูกนำมาใช้แทนน้ำอัดลมกับหลินเวย “ดื่มฉลองให้กับการรอดชีวิตและสมาคมแม่บ้านยุคโบราณของพวกเราหน่อย!”เมิ่งซีมองเพื่อนๆ แล้วหลุดหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข นานแค่ไหนแล้วที่พวกนางไม่ได้ปลดปล่อยความเป็นตัวเองได้เต็มที่ขนาดนี้ถัดออกไปไม่ไกลนัก ลานหญ้าเขียวขจีกลายเ
ตอนพิเศษ 1: สมาคมลับสตรีข้ามมิติการเดินทางมาเยือนเมืองหลวงครั้งแรกของเมิ่งซีเต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ ไป๋อวี้เฉินต้องเข้ามาจัดการเรื่องการขยายเส้นทางค้าขายของหอวิจิตรซีซี และแน่นอนว่าคหบดีผู้คลั่งรักย่อมไม่ยอมปล่อยภรรยาไว้ที่เจียงหนานเพียงลำพังเมื่อถึงเมืองหลวง ขณะที่สามีต้องออกไปเจรจาการค้า หลินเวย หรือ แพรว เพื่อนสนิทที่รอคอยอยู่แล้วก็รีบส่งรถม้ามารับเมิ่งซีไปยังศาลาพักผ่อนส่วนตัวกลางสวนของจวนตระกูลหลินทันทีทันทีที่ก้าวเข้าไป เมิ่งซีก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าภายในศาลามีสตรีงดงามในชุดหรูหราสูงศักดิ์นั่งจิบชาอยู่ก่อนแล้วสองคน หญิงสาวเตรียมจะย่อกายทำความเคารพตามธรรมเนียม ทว่าหลินเวยกลับรีบดึงแขนเพื่อนรักให้มานั่งลงข้างๆ เสียก่อน“ไม่ต้องเกร็งยัยขวัญ สองคนนี้คนกันเองทั้งนั้น” หลินเวยส่งยิ้มกว้าง ก่อนจะผายมือไปยังสตรีที่สวมปิ่นปักผมระย้า“คนนี้คือ พระชายาเยว่ซิน ชายาเอกของท่านอ๋องจวิ้นอวี้ หรือ 'พิม' อดีตนักศึกษาปริญญาโทแพทย์แผนจีน... คนนี้สามีหลงรักหัวปักหัวปำ มีแค่นางเป็นชายาเอกเพียงคนเดียว”พิมในร่างพระชายาเยว่ซินแย้มยิ้มอ่อนหวาน ทว่าแววตากลับซุกซนและเป็นกันเอง “ยินดีที่ได้รู้จักนะขวั
บทส่งท้าย: กาลเวลา ลิขิตสวรรค์ และนิรันดร์ของเราห้าปีต่อมา ณ เมืองเจียงหนานสายลมวสันต์พัดพาความอบอุ่นและกลิ่นหอมของดอกท้อให้ลอยอวลไปทั่วทั้งคฤหาสน์ตระกูลไป๋ บรรยากาศภายในจวนเต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงหัวเราะสดใสที่ดังแว่วมาจากลานกว้างหน้าเรือนใหญ่“ท่านพ่อ! จับข้าให้ได้สิขอรับ!”เด็กชายตัวน้อยวัยสี่หนาวนามว่า ‘เสี่ยวอวี้’ วิ่งเตาะแตะหนีผู้เป็นบิดาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มกว้าง นัยน์ตาคมกริบและโครงหน้าหล่อเหลาที่ถอดแบบมาจากไป๋อวี้เฉินราวกับพิมพ์เดียวกัน ทำให้บ่าวไพร่ทั้งจวนต่างหลงรักและตามใจคุณชายน้อยผู้นี้จนแทบจะเสียคนไป๋อวี้เฉิน ในวัยที่เติบโตและสุขุมขึ้น แสร้งทำเป็นวิ่งตามไม่ทัน ก่อนจะรวบตัวบุตรชายตัวแสบเข้ามากอดแล้วอุ้มชูขึ้นสูงจนเด็กน้อยหัวเราะเอิ๊กอ๊าก “เจ้าลูกเต่าตัวน้อย! คิดจะหนีพ่อรึ ยังเร็วไปร้อยปี!”เมิ่งซี นั่งเอนกายอยู่บนตั่งไม้นุ่มในศาลาริมน้ำ มือบางลูบหน้าท้องที่นูนป่องขึ้นมาตามอายุครรภ์เจ็ดเดือนของลูกคนที่สอง นางมองภาพสองพ่อลูกหยอกล้อกันด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุขจนล้นปรี่“ฮูหยิน ระวังลมเย็นนะเจ้าคะ ประเดี๋ยวบ่าวไปนำเสื้อคลุมมาให้” ชิงเยว่ ที่บัดนี้เป็นสาวใช้คนสนิ
บทที่ 69: พยานรักแห่งสองห้วงเวลาหลายสัปดาห์ผ่านไป ชีวิตในจวนตระกูลไป๋กลับมาสงบสุขและอบอวลไปด้วยความหวาน เมิ่งซีกลับไปดูแลกิจการหอวิจิตรซีซีอย่างขยันขันแข็ง โดยมีไป๋อวี้เฉินคอยรับส่งและดูแลแทบไม่ห่างกายทว่าในช่วงเช้าของวันหนึ่ง ขณะที่เมิ่งซีกำลังนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับไป๋อวี้เฉินและฮูหยินผู้เฒ่า กลิ่นปลาหนึ่งซีอิ๊วที่นางเคยโปรดปรานกลับทำให้จมูกของนางทำงานผิดปกติ“อุ๊ก...”เมิ่งซีชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก ใบหน้าของนางซีดเผือดลงทันตาเห็น รสชาติอาหารที่เคยกลมกล่อมกลับกลายเป็นความพะอืดพะอมที่พุ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ“เมิ่งซี เจ้าเป็นอะไรไป!” ไป๋อวี้เฉินวางตะเกียบลงทันที มือหนาประคองแผ่นหลังบางของภรรยาด้วยความตกใจ “เจ้าหน้าซีดมาก หรือว่าพักผ่อนไม่เพียงพอ?”“ข้า... ข้าได้กลิ่นปลาแล้วรู้สึกเวียนหัวเจ้าค่ะท่านพี่” นางตอบเสียงแผ่ว ก่อนจะทนไม่ไหวต้องลุกขึ้นวิ่งไปที่กระถางต้นไม้ด้านนอกเพื่ออาเจียนออกมาจนตัวโยนชิงเยว่รีบวิ่งตามไปลูบหลังให้เจ้านายสาวด้วยความเป็นห่วง ขณะที่ฮูหยินผู้เฒ่าไป๋ซึ่งนั่งมองเหตุการณ์อยู่ตลอดกลับมีรอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก แววตาของนางวาวโรจน์ไปด้วยคว












ความคิดเห็น