Masukใครจะไปคิดว่าบุรุษหนุ่มที่เก็บเธอได้จากกลางป่า จะกลายมาเป็น 'สามี' ที่คลั่งรักที่สุดในใต้หล้า! จับพลัดจับผลูทะลุมิติมาอยู่ยุคโบราณไม่พอ 'ขวัญ' ยังถูกยกให้เป็นฮูหยินของ 'ไป๋อวี้เฉิน' มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งเจียงหนาน ชายหนุ่มผู้แสนเย็นชา แต่กลับอ่อนโยนและตามใจเธอเพียงผู้เดียว ชีวิตฮูหยินกำลังไปได้สวย สามีก็รักก็หลงจนแทบจะกลืนกิน... ทว่าจู่ๆ เธอกลับถูกมิติเวลาดูดกลับมายังโลกปัจจุบันเสียอย่างนั้น! ในขณะที่เธอแทบขาดใจเพราะคิดถึงเขา เธอพลันได้รู้ความจริงจากบันทึกโบราณว่า... สามีที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ไม่เคยหยุดตามหาและเฝ้ารอเธอจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต เมื่อรู้ว่าเขารักเธอมากเพียงใด ขวัญจึงตัดสินใจฝืนลิขิตสวรรค์ ทำทุกวิถีทางเพื่อตามหาประตูมิติ และกลับไปสู่อ้อมกอดของเขาอีกครั้ง! ทว่าปาฏิหาริย์แห่งกาลเวลา จะยอมเห็นใจดวงใจสองดวงที่แตกสลายหรือไม่?
Lihat lebih banyakเสียงล้อรถม้าไม้ชั้นดีบดขยี้ไปตามเส้นทางดินลูกรังที่ทอดยาวลงสู่แดนใต้ เสียงกุบกับของกีบเท้าม้าสอดประสานกับเสียงสายลมวสันต์ที่พัดผ่านทิวไผ่สองข้างทาง รถม้าคันหรูที่สลักลวดลายเมฆาคล้อยอันเป็นสัญลักษณ์ของสกุลคหบดีใหญ่แห่งเจียงหนานกำลังเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า
ภายในรถม้าที่ตกแต่งอย่างวิจิตร บุรุษผู้หนึ่งกำลังนั่งหลับตา เอนหลังพิงเบาะรองนั่งที่กรุด้วยจิ้งจอกหิมะ เขาคือ ‘ไป๋อวี้เฉิน’ คุณชายใหญ่แห่งตระกูลไป๋ บุรุษผู้มีรูปโฉมหล่อเหลาสง่างามดุจเซียนจำแลง รอยยิ้มของเขามักประดับอยู่บนใบหน้าเสมอ เป็นรอยยิ้มที่สามารถหลอมละลายน้ำแข็งในเหมันต์ฤดู ทว่าในยามนี้ ใบหน้าที่เคยประดับด้วยความอ่อนโยนกลับเรียบเฉย นัยน์ตาคมเข้มที่ซ่อนอยู่ใต้เปลือกตาคู่สวยนั้นเต็มไปด้วยความหม่นหมอง
‘ข้าขอโทษที่ผิดสัญญา ข้าขอโทษที่ไม่อาจตอบรับความรู้สึกดีๆ ของท่านได้... ท่านดีแสนดี เพียบพร้อมทุกอย่าง แต่เป็นข้าเองที่มีวาสนาไม่ถึง’
น้ำเสียงหวานใสทว่าเด็ดขาดของ ‘หลินเวย’ ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท ราวกับมีดเล่มเล็กที่กรีดซ้ำลงบนแผลเดิม ไป๋อวี้เฉินแค่นยิ้มหยันให้กับตัวเอง เขาผู้ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยรูปโฉม ทรัพย์สิน และสติปัญญา เขาไม่เคยมองสตรีคนไหน แต่พอเจอสตรีที่ถูกใจ นางก็กลับกลายเป็นของชายอื่น เขาเองต่างหากที่วาสนาไม่ถึง
ทว่าท้ายที่สุดแล้ว เขาก็เป็นได้แค่ ‘พี่ชาย’ เป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านให้ความเย็นสบายชั่วครู่ แต่มิใช่บ้านที่นางปรารถนาจะพักพิง หัวใจที่เคยเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังบัดนี้แหลกสลายไม่มีชิ้นดี การเดินทางกลับเจียงหนานในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการกลับบ้านเกิด แต่เป็นการหลบลี้หนีหน้าเพื่อรักษาแผลใจที่ไม่อาจให้ผู้ใดล่วงรู้
ฮี้! ฮี้!!!
เอี๊ยดดดด! ตึง!
ทันใดนั้นเอง ม้าเทียมรถทั้งสี่ตัวก็ส่งเสียงร้องลั่นพร้อมกับยกขาหน้าขึ้นสู่อากาศ คนขับรถม้าดึงบังเหียนอย่างแรงจนสุดรั้ง รถม้าคันใหญ่เบรกกะทันหันจนตัวรถสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งคัน!
แรงเหวี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวทำให้ไป๋อวี้เฉินที่กำลังเหม่อลอยลืมตาขึ้น ร่างสูงโปร่งเซถลาไปด้านหน้าเล็กน้อย แต่ด้วยสัญชาตญาณและวรยุทธ์ที่ติดตัวมา ทำให้เขาสามารถใช้มือยันผนังรถม้าและทรงตัวกลับมานั่งอย่างมั่นคงได้ในชั่วพริบตา
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น อาเฉวียน!” น้ำเสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจของไป๋อวี้เฉินเอ่ยถามออกไป แม้จะพยายามรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ แต่ก็แฝงไปด้วยความเข้มงวด
“คะ... คุณชาย! ข้าน้อยสมควรตาย! แต่... แต่ว่าข้างหน้านี้...” เสียงของ ‘อาเฉวียน’ คนขับรถม้าดังตะกุกตะกัก น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกตกใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“มีโจรป่าดักปล้นหรืออย่างไร?” ไป๋อวี้เฉินขยับตัวเตรียมพร้อม มือเรียวเอื้อมไปจับด้ามพัดจีบที่ซ่อนใบมีดไว้ภายใน
“มะ... มิใช่ขอรับคุณชาย! แต่เป็น... เป็นผีสาง หรือไม่ก็ปีศาจจิ้งจอกจำแลงกายมาแน่ๆ ขอรับ!” คราวนี้เป็นเสียงของ ‘หมิงซาน’ ผู้คุ้มกันฝีมือดีที่นั่งอยู่ด้านนอกคู่กับคนขับรถม้า ร้องตะโกนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ราวกับเห็นสิ่งที่ไม่สมควรมีอยู่บนโลกใบนี้
คำกล่าวของหมิงซานทำให้ไป๋อวี้เฉินรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก ผู้คุ้มกันของเขาล้วนผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน ไม่เคยหวาดหวั่นต่อคมดาบหรือศัตรูหน้าไหน แล้วนับประสาอะไรกับเรื่องภูตผีปีศาจที่ไร้สาระเช่นนี้ ชายหนุ่มตัดสินใจเลิกม่านผ้าไหมที่กั้นประตูรถม้าออก แล้วก้าวเท้ายาวๆ ออกมายืนอยู่บนระเบียงด้านหน้ารถม้าเพื่อดูให้เห็นกับตา
ทว่า เมื่อสายตาของไป๋อวี้เฉินทอดมองออกไปเบื้องหน้า ท่ามกลางหมอกบางๆ ของยามอู่ในป่าลึก ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ลมหายใจสะดุดกึกไปชั่วขณะ
ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ห่างจากหัวม้าไปเพียงไม่กี่ก้าว คือสตรีผู้หนึ่ง... ก็ดูจะผิดจารีตประเพณีของแคว้นไปมากโข เพราะสภาพของนางในยามนี้ แต่งกายประหลาดผิดแผกไปจากผู้คนในยุคนี้อย่างสิ้นเชิง!
นางมีเรือนผมสีน้ำตาลเข้มที่ถูกดัดเป็นลอนใหญ่ ปล่อยสยายยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง ใบหน้าของนางถูกแต่งแต้มด้วยสีสันที่เข้มจัด เปลือกตาถูกทาด้วยสีดำและมีกากเพชรระยิบระยับ ริมฝีปากถูกทาด้วยสีแดงสด ทว่าสิ่งที่ทำให้บ่าวไพร่ของเขาถึงกับตกตะลึงจนเสียอาการ คืออาภรณ์ที่นางสวมใส่
เสื้อท่อนบนของนางเป็นเพียงเศษผ้าสีดำมันวาวชิ้นเล็กจิ๋ว ที่มีเพียงเส้นด้ายเส้นเล็กๆ คล้องคอเอาไว้ เผยให้เห็นลาดไหล่ขาวเนียน เนินอกอวบอิ่ม และหน้าท้องแบนราบที่เปลือยเปล่าท้าทายสายลม ส่วนท่อนล่างยิ่งหนักหนากว่า เป็นเพียงเศษผ้ากระโปรงที่สั้นกุดจนน่าหวาดเสียว เผยให้เห็นเรียวขาขาวผ่องยาวสลวยตั้งแต่ต้นขาลงมาจนถึงข้อเท้าอย่างชัดเจน
“สวรรค์! สตรีไร้ยางอายจากหอนางโลมที่ใดกัน เหตุใดจึงกล้าแต่งกายวิปริตเช่นนี้มาเดินกลางป่ากลางเขา!” อาเฉวียนยกมือขึ้นปิดตา แต่ก็ยังแอบกางนิ้วออกเพื่อแอบดูสตรีเบื้องหน้า
สตรีปริศนาผู้นั้นเดินโซเซไปมา ท่าทางโอนเอนราวกับกิ่งหลิวที่ถูกพายุพัดกระหน่ำ ในมือข้างหนึ่งของนางถือวัตถุประหลาดรูปทรงสี่เหลี่ยมบางๆ ที่มีแสงสว่างวาบๆ ส่วนมืออีกข้างหิ้วรองเท้าส้นแหลมปรี๊ดที่ดูไม่น่าจะใส่เดินได้เอาไว้ นางก้าวเท้าเปล่าเปลือยเหยียบย่ำลงบนดินลูกรังด้วยท่าทีงุนงง ส่ายศีรษะไปมาพร้อมกับพึมพำถ้อยคำที่ไม่มีผู้ใดฟังเข้าใจ
“ที่นี่ที่ไหน...”
หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความรู้สึกหวาดกลัว นางจำได้แค่เพียงว่าตัวเองเพิ่งอกหัก ถูกแฟนทิ้ง จนต้องลากเพื่อนสนิทมาดื่มเป็นเพื่อน พอเดินพยุงกันออกมาจากผับ เพื่อนก็ทำของตกไว้บนพื้น มันเป็นของหน้าตาประหลาดที่เหมือนหยกและสลักภาษาจีนเอาไว้
พอก้มลงเก็บ กะว่าจะเอาคืนเพื่อนที่ยืนอยู่ข้างหน้า เงยหน้าขึ้นมาอีกที... นางก็มายืนอยู่กลางป่าบ้าๆ นี่แล้ว!
ร่างบางเดินสะเปะสะปะมาตั้งหลายชั่วโมง จนตอนนี้เรี่ยวแรงแทบไม่มีเหลือ แถมยังปวดหัวหนึบเหมือนคนเมาค้างอีกต่างหาก นางหยุดนิ่ง มองภาพตรงหน้าที่ดูเหนือจริง
‘เชี่ยอะไรวะเนี่ย...’ หญิงสาวสบถคำหยาบออกมาในใจ
สายตาของนางกวาดมองรถม้าไม้คันใหญ่ ม้าทั้งสี่ตัว และบุรุษในชุดโบราณสามคนที่ยืนเบิกตาโพลงมองนางอยู่
‘ไม่จริงน่า บ้าบอที่สุด...’ มันบ้าตั้งแต่หลุดเข้ามาในป่าตอนเก็บหยกจากพื้น แล้วยังต้องมาเจอคนแต่งตัวประหลาดพวกนี้อีก
“อย่าเข้ามานะนังปีศาจ!” หมิงซานชักดาบออกจากฝักเตรียมพร้อมรับมือ
ที่น่าตลกที่สุดคือนางฟังคนพวกนี้เข้าใจ! เรียกว่าปีศาจเลยเหรอ? หรือว่าคนที่แปลกประหลาดในที่นี้จะเป็นตัวนางเอง? ความตกใจทำให้ตอนนี้หญิงสาวเริ่มสร่างเมาขึ้นมาจริงๆ แล้ว
ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป นางคงได้ตายจริงๆ แน่ หญิงสาวพยายามฝืนส่งยิ้มที่คิดว่าเป็นมิตรที่สุดไปให้ ก่อนจะยกมือขึ้นปราม “จะ... ใจเย็นๆ ก่อนนะพี่ชาย...”
แต่เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันคงเกินลิมิตที่ร่างกายและสมองของนางจะรับไหว อยู่ดีๆ โลกทั้งใบก็หมุนคว้าง ภาพตรงหน้าเลือนราง และทุกอย่างก็ดับมืดไป
ตุบ!
ไป๋อวี้เฉินยืนนิ่งงันอยู่บนระเบียงรถม้า นัยน์ตาคมกริบที่เคยหม่นหมองบัดนี้เต็มไปด้วยความประหลาดใจและสับสนอย่างถึงที่สุด เขามองดูสตรีแปลกหน้าที่จู่ๆ ก็ล้มพับสลบไสลไม่ได้สติ กองอยู่บนพื้นด้วยเสื้อผ้าที่หมิ่นเหม่จนแทบจะเห็นไปถึงไหนต่อไหน
เขาเพิ่งถูกสตรีที่ชอบปฏิเสธมาหมาดๆ หัวใจยังคงบอบช้ำ สวรรค์ก็ยังส่งสตรีสติฟั่นเฟือนและแต่งกายวิปริตเช่นนี้มาสลบอยู่ขวางหน้ารถม้าของเขาอีกหรือ?
“คุณชาย... เอาอย่างไรดีขอรับ? จะให้ข้าน้อยโยนนางเข้าป่าข้างทางไปเลยหรือไม่ขอรับ?” หมิงซานเอ่ยถามอย่างระแวดระวัง สายตายังคงจับจ้องไปที่ร่างนั้นราวกับกลัวว่านางจะลุกขึ้นมากัดคอ
ไป๋อวี้เฉินถอนหายใจยาวเหยียด กลิ่นอายความโศกเศร้าในใจเมื่อครู่ถูกความวุ่นวายตรงหน้าพัดพาให้เจือจางลงไปชั่วขณะ เขาสะบัดชายแขนเสื้อเบาๆ ก่อนจะก้าวลงจากรถม้าอย่างสง่างาม
“คนสลบอยู่กลางป่า หากปล่อยทิ้งไว้คงไม่พ้นตกเป็นอาหารของสัตว์ร้าย หรือถูกโจรป่าฉุดคร่าไปกระทำย่ำยี” น้ำเสียงของไป๋อวี้เฉินกลับมานิ่งเรียบ ทว่าแฝงความเด็ดขาดดุจเดิม “นำเสื้อคลุมของข้าไปคลุมร่างนางเสีย แล้วพาขึ้นไปไว้บนรถม้า... ค่อยไปหาโรงเตี๊ยมข้างหน้าเพื่อสืบดูว่านางเป็นบุตรหลานบ้านใดที่สติฟั่นเฟือนหนีออกมา”
ตอนพิเศษ 2: ศึกชิงฮูหยินของสามพ่อลูกเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากและเสียงฝีเท้าเล็กๆ วิ่งตึงตังไปทั่วลานเรือนหอตระกูลไป๋ ปลุกให้บ่าวไพร่ที่เดินผ่านไปมาต้องลอบอมยิ้มด้วยความเอ็นดู“ดาวิน! ดีน! พวกเจ้าอย่าวิ่งเร็วนักสิ ประเดี๋ยวก็สะดุดล้มหรอก!”หลินเซวียนร้องเตือนพลางกุมขมับ แม้ชื่ออย่างเป็นทางการของบุตรชายฝาแฝดวัยกำลังซนทั้งสองคือ ‘ไป๋ต๋าเหวิน’ และ ‘ไป๋ตี๋เอิน’ แต่นางก็ดึงดันที่จะเรียกชื่อเล่นตามภาษาในโลกเดิมของนางว่า ‘ดาวิน’ และ ‘ดีน’ เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำเล็กๆ ที่ติดตัวข้ามภพมาร่างป้อมๆ ของตี๋เอินหรือ ‘น้องดีน’ วิ่งเตาะแตะเข้ามากอดขาผู้เป็นแม่แน่น ดวงตากลมโตที่ถอดแบบมาจากนางกะพริบปริบๆ ซุกใบหน้าลงกับตักเพื่อออดอ้อนขอขนมกุ้ยฮวา ในขณะที่ต๋าเหวินหรือ ‘พี่ดาวิน’ แฝดผู้พี่ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาสุขุมถอดแบบบิดามาทุกกระเบียดนิ้ว เดินเอามือไพล่หลังตามมาติดๆ แม้จะแสร้งทำทีเคร่งขรึม ทว่าสายตากลับจดจ้องขนมในมือมารดาตาไม่กะพริบ“ท่านแม่ น้องดีนกวนท่านอีกแล้ว ข้าในฐานะพี่ชายจะช่วยแบ่งเบาภาระกินขนมแทนเขาเองขอรับ” ดาวินเอ่ยเจื้อยแจ้วด้วยตรรกะที่ทำเอาคนเป็นแม่ถึงกับหลุดขำทว่ายังไม่ทันที่หลินเซวียนจะได้ส่
ตอนพิเศษ 1: ดวงใจของหมอเทวดาแสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาในห้องนอนอันสงบเงียบ ไป๋อวี้เซวียนนั่งนิ่งอยู่บนขอบเตียงท่ามกลางเงามืด ชายหนุ่มมิได้จุดโคมไฟให้สว่างจ้า ด้วยเกรงว่าแสงไฟจะรบกวนสตรีที่กำลังหลับใหลนัยน์ตาคมกริบที่มักสงบนิ่งและเด็ดขาดต่อหน้าผู้คน บัดนี้กลับทอดมองดวงหน้าเนียนของภรรยาด้วยประกายตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความทะนุถนอมและหวงแหนอย่างหาที่สุดมิได้ปลายนิ้วเรียวยาวที่คุ้นเคยกับการจับชีพจรและปลายเข็มเงิน ค่อยๆ เกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกแก้มนวลขึ้นทัดใบหูอย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นซ่านใต้ฝ่ามือทำให้ดวงใจที่เคยนิ่งสงบของเขาสั่นไหวด้วยความโล่งอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าผู้คนทั่วทั้งหล้าต่างยกย่องว่าเขาคือ ‘หมอเทวดา’ บุรุษผู้ยื้อชีวิตคนจากเงื้อมมือมัจจุราชได้เพียงพลิกฝ่ามือ ทว่ามีเพียงตัวเขาเองที่รู้ดี... บนโลกใบนี้ มีโรคชนิดหนึ่งที่แม้แต่ตำรายาโบราณนับพันเล่มก็ไม่อาจรักษาได้ โรคนั้นคือความรักที่หยั่งรากลึกลงในจิตวิญญาณ และเขาก็คือผู้ที่ยินยอมพ่ายแพ้ต่อโรคนี้ด้วยความเต็มใจหากย้อนเวลากลับไปในวันวิวาห์ เขาจำได้ดีถึงความกรุ่นโกรธในอกเมื่อรู้ว่าตระกูลหลินเล่นตลกตลบลวง สลับเปลี่ยนตัว
บทที่ 38 ตอนจบสามปีต่อมา... ณ เมืองเจียงหนานอันรุ่งเรืองบนถนนสายหลักที่คึกคักที่สุดของเมือง อาคารไม้สามชั้นตกแต่งอย่างประณีตด้วยผ้าแพรพรรณสีสันละมุนตา ตั้งตระหง่านดึงดูดสายตาผู้คน ป้ายไม้สลักตัวอักษรสีทองอร่ามคำว่า ‘หอประทินโฉม’ กลายเป็นสถานที่ที่เหล่าฮูหยินและคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ทั่วทั้งเจียงหนานและเมืองหลวง ต่างต้องส่งเทียบจองล่วงหน้านับเดือนเพื่อจะได้เข้ามาใช้บริการที่นี่ไม่เพียงจำหน่ายเครื่องประทินโฉมสูตรลับที่สกัดจากสมุนไพรล้ำค่า แต่ยังมีบริการนวดปรนนิบัติผิวพรรณ อบไอน้ำสมุนไพร และขัดผิวด้วยผงไข่มุก ซึ่งล้วนเป็นศาสตร์ความงามที่ ‘หลินเซวียน’ เถ้าแก่เนี้ยคนสวยนำมาจากความรู้ในโลกอนาคต ผสมผสานกับตำรายาชั้นเลิศของสามี จนกิจการเจริญรุ่งเรือง กอบโกยเงินทองเข้าคลังตระกูลไป๋จนแทบไม่มีที่เก็บภายในห้องพักรับรองชั้นสามที่มองเห็นทัศนียภาพอันงดงามของทะเลสาบเจียงหนาน...“ท่านพี่ ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่าว่าข้าตรวจสมุดบัญชีเองได้ ท่านไม่ต้องคอยตามมาเฝ้าข้าถึงที่นี่ทุกวันก็ได้นะเจ้าคะ”หลินเซวียนในชุดกระโปรงสีกลีบบัวอมส้มปักลายนกกระเรียนงดงาม เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ นางวางพู่กันลงบนแท่น
บทที่ 37แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลักเข้ามาภายในห้องนอน กลิ่นอายความอึดอัดหม่นมัวที่เคยปกคลุมมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงกลิ่นหอมกรุ่นของรังนกตุ๋นโสมที่ลอยอบอวลอยู่ข้างเตียงนับตั้งแต่หลินเซวียนฟื้นคืนสติ ไป๋อวี้เซวียนก็แทบจะกลายร่างเป็นเงาตามตัวของนาง เขาปฏิเสธการออกไปตรวจรักษาผู้ป่วยนอกจวนทุกกรณี สั่งย้ายโต๊ะเทียบยาเข้ามาไว้ในห้องนอน และแทบไม่ยอมให้นางขยับตัวทำสิ่งใดด้วยตนเอง แม้แต่การยกจอกน้ำ“ท่านพี่... ข้าหายดีแล้วนะเจ้าคะ ร่างกายก็มีเรี่ยวแรงขึ้นมากแล้ว ท่านให้ข้าลุกไปนั่งกินที่โต๊ะดีๆ เถิด”หลินเซวียนเอ่ยประท้วงเสียงอ่อน เมื่อเห็นผู้เป็นสามีกำลังก้มหน้าเป่ารังนกตุ๋นในช้อนกระเบื้องอย่างประคบประหงม ก่อนจะยื่นมาจ่อชิดริมฝีปากนาง“ไม่ได้ ร่างกายของเจ้าเพิ่งฟื้นตัวจากสภาวะขาดไออุ่น ลมปราณยังไม่นิ่ง หากโดนลมเย็นเข้าจะทรุดลงไปอีก” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเข้ม ทว่าแววตาที่ทอดมองมากลับเต็มไปด้วยความรักและหวงแหนอย่างสุดซึ้ง“อ้าปากเร็วเข้า ข้าป้อนเจ้าคำนี้เป็นคำสุดท้ายแล้ว”สตรีที่ถูกประคบประหงมราวกับแก้วตาดวงใจจำต้องอ้าปากรับรังนกตุ๋นอย่างว่าง่าย แม้ในใจจะรู้สึกอุดอู้ที
บทที่ 4: บุรุษธงเขียวเมิ่งซีลอบมองบุรุษชุดขาวตรงหน้า ท่วงท่าสง่างามและแววตาที่ให้เกียรติของเขา ทำให้นางไม่อาจมองเขาในแง่ร้ายได้เลย ให้ตายเถอะ... หล่อ รวย นิสัยดี แถมไม่ฉวยโอกาสตอนผู้หญิงตกที่นั่งลำบาก นี่มัน ‘ผู้ชายธงเขียว’ ระดับพรีเมียมชัดๆ!เมื่อสติสัมปชัญญะเริ่มกลับมาทำงานอย่างเต็มรูปแบบ หญิงสา
บทที่ 3: ไร้ที่ไปเสียงสะอื้นไห้ที่ดังก้องกังวานในห้องพักค่อยๆ ขาดห้วงและเบาบางลงเหลือเพียงเสียงสูดน้ำมูก หญิงสาวใช้หลังมือเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าอย่างลวกๆ ดวงตาที่เคยกลมโตบัดนี้บวมช้ำจนแดงก่ำ นางพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงสติสัมปชัญญะที่กระเจิดกระเจิงให้กลับเข้ารูปเข้ารอยไป๋อวี้เฉินไม่ได้เอ่ย
บทที่ 2: ความจริงที่ไม่อาจหลีกหนีความรู้สึกแรกที่ปลุกให้สติสัมปชัญญะกลับคืนมา คือกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรและกำยานไม้จันทน์ที่ลอยแตะจมูก...หญิงสาวค่อยๆ ขยับตัว ความปวดร้าวแล่นริ้วไปทั่วศีรษะราวกับมีใครเอาค้อนมาทุบอย่างแรง‘แค่ฝันไป... มันต้องเป็นแค่ความฝันแน่ๆ เมื่อคืนฉันคงดื่มหนักไปหน่อย พอตื่นมา
บทที่ 1: สตรีประหลาดเสียงล้อรถม้าไม้ชั้นดีบดขยี้ไปตามเส้นทางดินลูกรังที่ทอดยาวลงสู่แดนใต้ เสียงกุบกับของกีบเท้าม้าสอดประสานกับเสียงสายลมวสันต์ที่พัดผ่านทิวไผ่สองข้างทาง รถม้าคันหรูที่สลักลวดลายเมฆาคล้อยอันเป็นสัญลักษณ์ของสกุลคหบดีใหญ่แห่งเจียงหนานกำลังเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าภายในรถม้าที












Ulasan-ulasan