로그인ใครจะไปคิดว่าบุรุษหนุ่มที่เก็บเธอได้จากกลางป่า จะกลายมาเป็น 'สามี' ที่คลั่งรักที่สุดในใต้หล้า! จับพลัดจับผลูทะลุมิติมาอยู่ยุคโบราณไม่พอ 'ขวัญ' ยังถูกยกให้เป็นฮูหยินของ 'ไป๋อวี้เฉิน' มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งเจียงหนาน ชายหนุ่มผู้แสนเย็นชา แต่กลับอ่อนโยนและตามใจเธอเพียงผู้เดียว ชีวิตฮูหยินกำลังไปได้สวย สามีก็รักก็หลงจนแทบจะกลืนกิน... ทว่าจู่ๆ เธอกลับถูกมิติเวลาดูดกลับมายังโลกปัจจุบันเสียอย่างนั้น! ในขณะที่เธอแทบขาดใจเพราะคิดถึงเขา เธอพลันได้รู้ความจริงจากบันทึกโบราณว่า... สามีที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ไม่เคยหยุดตามหาและเฝ้ารอเธอจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต เมื่อรู้ว่าเขารักเธอมากเพียงใด ขวัญจึงตัดสินใจฝืนลิขิตสวรรค์ ทำทุกวิถีทางเพื่อตามหาประตูมิติ และกลับไปสู่อ้อมกอดของเขาอีกครั้ง! ทว่าปาฏิหาริย์แห่งกาลเวลา จะยอมเห็นใจดวงใจสองดวงที่แตกสลายหรือไม่?
더 보기เสียงล้อรถม้าไม้ชั้นดีบดขยี้ไปตามเส้นทางดินลูกรังที่ทอดยาวลงสู่แดนใต้ เสียงกุบกับของกีบเท้าม้าสอดประสานกับเสียงสายลมวสันต์ที่พัดผ่านทิวไผ่สองข้างทาง รถม้าคันหรูที่สลักลวดลายเมฆาคล้อยอันเป็นสัญลักษณ์ของสกุลคหบดีใหญ่แห่งเจียงหนานกำลังเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า
ภายในรถม้าที่ตกแต่งอย่างวิจิตร บุรุษผู้หนึ่งกำลังนั่งหลับตา เอนหลังพิงเบาะรองนั่งที่กรุด้วยจิ้งจอกหิมะ เขาคือ ‘ไป๋อวี้เฉิน’ คุณชายใหญ่แห่งตระกูลไป๋ บุรุษผู้มีรูปโฉมหล่อเหลาสง่างามดุจเซียนจำแลง รอยยิ้มของเขามักประดับอยู่บนใบหน้าเสมอ เป็นรอยยิ้มที่สามารถหลอมละลายน้ำแข็งในเหมันต์ฤดู ทว่าในยามนี้ ใบหน้าที่เคยประดับด้วยความอ่อนโยนกลับเรียบเฉย นัยน์ตาคมเข้มที่ซ่อนอยู่ใต้เปลือกตาคู่สวยนั้นเต็มไปด้วยความหม่นหมอง
‘ข้าขอโทษที่ผิดสัญญา ข้าขอโทษที่ไม่อาจตอบรับความรู้สึกดีๆ ของท่านได้... ท่านดีแสนดี เพียบพร้อมทุกอย่าง แต่เป็นข้าเองที่มีวาสนาไม่ถึง’
น้ำเสียงหวานใสทว่าเด็ดขาดของ ‘หลินเวย’ ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท ราวกับมีดเล่มเล็กที่กรีดซ้ำลงบนแผลเดิม ไป๋อวี้เฉินแค่นยิ้มหยันให้กับตัวเอง เขาผู้ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยรูปโฉม ทรัพย์สิน และสติปัญญา เขาไม่เคยมองสตรีคนไหน แต่พอเจอสตรีที่ถูกใจ นางก็กลับกลายเป็นของชายอื่น เขาเองต่างหากที่วาสนาไม่ถึง
ทว่าท้ายที่สุดแล้ว เขาก็เป็นได้แค่ ‘พี่ชาย’ เป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านให้ความเย็นสบายชั่วครู่ แต่มิใช่บ้านที่นางปรารถนาจะพักพิง หัวใจที่เคยเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังบัดนี้แหลกสลายไม่มีชิ้นดี การเดินทางกลับเจียงหนานในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการกลับบ้านเกิด แต่เป็นการหลบลี้หนีหน้าเพื่อรักษาแผลใจที่ไม่อาจให้ผู้ใดล่วงรู้
ฮี้! ฮี้!!!
เอี๊ยดดดด! ตึง!
ทันใดนั้นเอง ม้าเทียมรถทั้งสี่ตัวก็ส่งเสียงร้องลั่นพร้อมกับยกขาหน้าขึ้นสู่อากาศ คนขับรถม้าดึงบังเหียนอย่างแรงจนสุดรั้ง รถม้าคันใหญ่เบรกกะทันหันจนตัวรถสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งคัน!
แรงเหวี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวทำให้ไป๋อวี้เฉินที่กำลังเหม่อลอยลืมตาขึ้น ร่างสูงโปร่งเซถลาไปด้านหน้าเล็กน้อย แต่ด้วยสัญชาตญาณและวรยุทธ์ที่ติดตัวมา ทำให้เขาสามารถใช้มือยันผนังรถม้าและทรงตัวกลับมานั่งอย่างมั่นคงได้ในชั่วพริบตา
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น อาเฉวียน!” น้ำเสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจของไป๋อวี้เฉินเอ่ยถามออกไป แม้จะพยายามรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ แต่ก็แฝงไปด้วยความเข้มงวด
“คะ... คุณชาย! ข้าน้อยสมควรตาย! แต่... แต่ว่าข้างหน้านี้...” เสียงของ ‘อาเฉวียน’ คนขับรถม้าดังตะกุกตะกัก น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกตกใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“มีโจรป่าดักปล้นหรืออย่างไร?” ไป๋อวี้เฉินขยับตัวเตรียมพร้อม มือเรียวเอื้อมไปจับด้ามพัดจีบที่ซ่อนใบมีดไว้ภายใน
“มะ... มิใช่ขอรับคุณชาย! แต่เป็น... เป็นผีสาง หรือไม่ก็ปีศาจจิ้งจอกจำแลงกายมาแน่ๆ ขอรับ!” คราวนี้เป็นเสียงของ ‘หมิงซาน’ ผู้คุ้มกันฝีมือดีที่นั่งอยู่ด้านนอกคู่กับคนขับรถม้า ร้องตะโกนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ราวกับเห็นสิ่งที่ไม่สมควรมีอยู่บนโลกใบนี้
คำกล่าวของหมิงซานทำให้ไป๋อวี้เฉินรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก ผู้คุ้มกันของเขาล้วนผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน ไม่เคยหวาดหวั่นต่อคมดาบหรือศัตรูหน้าไหน แล้วนับประสาอะไรกับเรื่องภูตผีปีศาจที่ไร้สาระเช่นนี้ ชายหนุ่มตัดสินใจเลิกม่านผ้าไหมที่กั้นประตูรถม้าออก แล้วก้าวเท้ายาวๆ ออกมายืนอยู่บนระเบียงด้านหน้ารถม้าเพื่อดูให้เห็นกับตา
ทว่า เมื่อสายตาของไป๋อวี้เฉินทอดมองออกไปเบื้องหน้า ท่ามกลางหมอกบางๆ ของยามอู่ในป่าลึก ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ลมหายใจสะดุดกึกไปชั่วขณะ
ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ห่างจากหัวม้าไปเพียงไม่กี่ก้าว คือสตรีผู้หนึ่ง... ก็ดูจะผิดจารีตประเพณีของแคว้นไปมากโข เพราะสภาพของนางในยามนี้ แต่งกายประหลาดผิดแผกไปจากผู้คนในยุคนี้อย่างสิ้นเชิง!
นางมีเรือนผมสีน้ำตาลเข้มที่ถูกดัดเป็นลอนใหญ่ ปล่อยสยายยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง ใบหน้าของนางถูกแต่งแต้มด้วยสีสันที่เข้มจัด เปลือกตาถูกทาด้วยสีดำและมีกากเพชรระยิบระยับ ริมฝีปากถูกทาด้วยสีแดงสด ทว่าสิ่งที่ทำให้บ่าวไพร่ของเขาถึงกับตกตะลึงจนเสียอาการ คืออาภรณ์ที่นางสวมใส่
เสื้อท่อนบนของนางเป็นเพียงเศษผ้าสีดำมันวาวชิ้นเล็กจิ๋ว ที่มีเพียงเส้นด้ายเส้นเล็กๆ คล้องคอเอาไว้ เผยให้เห็นลาดไหล่ขาวเนียน เนินอกอวบอิ่ม และหน้าท้องแบนราบที่เปลือยเปล่าท้าทายสายลม ส่วนท่อนล่างยิ่งหนักหนากว่า เป็นเพียงเศษผ้ากระโปรงที่สั้นกุดจนน่าหวาดเสียว เผยให้เห็นเรียวขาขาวผ่องยาวสลวยตั้งแต่ต้นขาลงมาจนถึงข้อเท้าอย่างชัดเจน
“สวรรค์! สตรีไร้ยางอายจากหอนางโลมที่ใดกัน เหตุใดจึงกล้าแต่งกายวิปริตเช่นนี้มาเดินกลางป่ากลางเขา!” อาเฉวียนยกมือขึ้นปิดตา แต่ก็ยังแอบกางนิ้วออกเพื่อแอบดูสตรีเบื้องหน้า
สตรีปริศนาผู้นั้นเดินโซเซไปมา ท่าทางโอนเอนราวกับกิ่งหลิวที่ถูกพายุพัดกระหน่ำ ในมือข้างหนึ่งของนางถือวัตถุประหลาดรูปทรงสี่เหลี่ยมบางๆ ที่มีแสงสว่างวาบๆ ส่วนมืออีกข้างหิ้วรองเท้าส้นแหลมปรี๊ดที่ดูไม่น่าจะใส่เดินได้เอาไว้ นางก้าวเท้าเปล่าเปลือยเหยียบย่ำลงบนดินลูกรังด้วยท่าทีงุนงง ส่ายศีรษะไปมาพร้อมกับพึมพำถ้อยคำที่ไม่มีผู้ใดฟังเข้าใจ
“ที่นี่ที่ไหน...”
หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความรู้สึกหวาดกลัว นางจำได้แค่เพียงว่าตัวเองเพิ่งอกหัก ถูกแฟนทิ้ง จนต้องลากเพื่อนสนิทมาดื่มเป็นเพื่อน พอเดินพยุงกันออกมาจากผับ เพื่อนก็ทำของตกไว้บนพื้น มันเป็นของหน้าตาประหลาดที่เหมือนหยกและสลักภาษาจีนเอาไว้
พอก้มลงเก็บ กะว่าจะเอาคืนเพื่อนที่ยืนอยู่ข้างหน้า เงยหน้าขึ้นมาอีกที... นางก็มายืนอยู่กลางป่าบ้าๆ นี่แล้ว!
ร่างบางเดินสะเปะสะปะมาตั้งหลายชั่วโมง จนตอนนี้เรี่ยวแรงแทบไม่มีเหลือ แถมยังปวดหัวหนึบเหมือนคนเมาค้างอีกต่างหาก นางหยุดนิ่ง มองภาพตรงหน้าที่ดูเหนือจริง
‘เชี่ยอะไรวะเนี่ย...’ หญิงสาวสบถคำหยาบออกมาในใจ
สายตาของนางกวาดมองรถม้าไม้คันใหญ่ ม้าทั้งสี่ตัว และบุรุษในชุดโบราณสามคนที่ยืนเบิกตาโพลงมองนางอยู่
‘ไม่จริงน่า บ้าบอที่สุด...’ มันบ้าตั้งแต่หลุดเข้ามาในป่าตอนเก็บหยกจากพื้น แล้วยังต้องมาเจอคนแต่งตัวประหลาดพวกนี้อีก
“อย่าเข้ามานะนังปีศาจ!” หมิงซานชักดาบออกจากฝักเตรียมพร้อมรับมือ
ที่น่าตลกที่สุดคือนางฟังคนพวกนี้เข้าใจ! เรียกว่าปีศาจเลยเหรอ? หรือว่าคนที่แปลกประหลาดในที่นี้จะเป็นตัวนางเอง? ความตกใจทำให้ตอนนี้หญิงสาวเริ่มสร่างเมาขึ้นมาจริงๆ แล้ว
ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป นางคงได้ตายจริงๆ แน่ หญิงสาวพยายามฝืนส่งยิ้มที่คิดว่าเป็นมิตรที่สุดไปให้ ก่อนจะยกมือขึ้นปราม “จะ... ใจเย็นๆ ก่อนนะพี่ชาย...”
แต่เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันคงเกินลิมิตที่ร่างกายและสมองของนางจะรับไหว อยู่ดีๆ โลกทั้งใบก็หมุนคว้าง ภาพตรงหน้าเลือนราง และทุกอย่างก็ดับมืดไป
ตุบ!
ไป๋อวี้เฉินยืนนิ่งงันอยู่บนระเบียงรถม้า นัยน์ตาคมกริบที่เคยหม่นหมองบัดนี้เต็มไปด้วยความประหลาดใจและสับสนอย่างถึงที่สุด เขามองดูสตรีแปลกหน้าที่จู่ๆ ก็ล้มพับสลบไสลไม่ได้สติ กองอยู่บนพื้นด้วยเสื้อผ้าที่หมิ่นเหม่จนแทบจะเห็นไปถึงไหนต่อไหน
เขาเพิ่งถูกสตรีที่ชอบปฏิเสธมาหมาดๆ หัวใจยังคงบอบช้ำ สวรรค์ก็ยังส่งสตรีสติฟั่นเฟือนและแต่งกายวิปริตเช่นนี้มาสลบอยู่ขวางหน้ารถม้าของเขาอีกหรือ?
“คุณชาย... เอาอย่างไรดีขอรับ? จะให้ข้าน้อยโยนนางเข้าป่าข้างทางไปเลยหรือไม่ขอรับ?” หมิงซานเอ่ยถามอย่างระแวดระวัง สายตายังคงจับจ้องไปที่ร่างนั้นราวกับกลัวว่านางจะลุกขึ้นมากัดคอ
ไป๋อวี้เฉินถอนหายใจยาวเหยียด กลิ่นอายความโศกเศร้าในใจเมื่อครู่ถูกความวุ่นวายตรงหน้าพัดพาให้เจือจางลงไปชั่วขณะ เขาสะบัดชายแขนเสื้อเบาๆ ก่อนจะก้าวลงจากรถม้าอย่างสง่างาม
“คนสลบอยู่กลางป่า หากปล่อยทิ้งไว้คงไม่พ้นตกเป็นอาหารของสัตว์ร้าย หรือถูกโจรป่าฉุดคร่าไปกระทำย่ำยี” น้ำเสียงของไป๋อวี้เฉินกลับมานิ่งเรียบ ทว่าแฝงความเด็ดขาดดุจเดิม “นำเสื้อคลุมของข้าไปคลุมร่างนางเสีย แล้วพาขึ้นไปไว้บนรถม้า... ค่อยไปหาโรงเตี๊ยมข้างหน้าเพื่อสืบดูว่านางเป็นบุตรหลานบ้านใดที่สติฟั่นเฟือนหนีออกมา”
บทที่ 7ณ เรือนโอสถของตระกูลไป๋ กลิ่นสมุนไพรหลายสิบชนิดลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ ไป๋อวี้เซวียนในชุดคลุมสีขาวสะอาดตากำลังนั่งคัดแยกเทียบยาและตรวจบันทึกอาการของคนไข้อย่างเงียบสงบ ใบหน้าครึ่งบนยังคงถูกสวมทับด้วยหน้ากากไม้แกะสลักเช่นเคยทว่าความเงียบสงบนั้นก็ถูกแทรกซึมด้วยเงาสายหนึ่งที่พุ่งทะยานลงมาจากหลังคาอย่างไร้สุ้มเสียง 'จิ่นอวิ๋น' ผู้คุ้มกันคนสนิทคุกเข่าข้างหนึ่งลงเบื้องหน้าผู้เป็นนาย“เรียนคุณชายรอง บัดนี้ที่เรือนหอเกิดเรื่องขึ้นเล็กน้อยขอรับ”มือหนาที่กำลังจับพู่กันชะงักไปชั่วครู่ “เจียงหย่าไปหาเรื่องนางหรือ?”เขาคาดเดาได้ไม่ยากนัก ในจวนตระกูลไป๋แห่งนี้ ผู้ที่กล้าสร้างความวุ่นวายและตั้งตนเป็นศัตรูกับฮูหยินของเขาก็มีเพียงญาติผู้น้องจอมเอาแต่ใจผู้นั้นเพียงคนเดียว“เป็นเช่นนั้นขอรับ คุณหนูเจียงหย่าบุกเข้าไปในห้องนอนและพูดจาถากถางฮูหยินรอง...” จิ่นอวิ๋นเว้นจังหวะไปเล็กน้อย คล้ายกำลังเรียบเรียงคำพูด “ทว่าฮูหยินรองหาได้ถูกรังแกไม่ ซ้ำยัง... ตอกกลับจนคุณหนูเจียงหย่าแทบกระอักเลือดเลยขอรับ”ผู้คุ้มกันคนสนิทรายงานบทสนทนาและเหตุการณ์ที่หลินเซวียนทุบถ้วยชาเพื่อใช้เศษกระเบื้องข่มขู่เจียงหย่าอย่างละ
บทที่ 6แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลัก หลินเซวียนค่อยๆ ปรือตาขึ้นมา ความรู้สึกแรกคือความอบอุ่นที่ห่อหุ้มร่างกาย ผิดกับทุกเช้าที่มักจะตื่นมาพร้อมกับความหนาวสั่นและอาการปวดกระดูกเตียงฝั่งข้างๆ ว่างเปล่าและเย็นชืดไปแล้ว บ่งบอกว่าเจ้าของร่างสูงใหญ่ลุกออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ ทว่ากลิ่นหอมของสมุนไพรจางๆ ยังคงติดอยู่บนหมอนและผ้าห่มเมื่อคืน... เขาไม่ได้ปล่อยให้ฉันหนาวตายจริงๆ ด้วยนางยิ้มบางๆ พลางยันตัวลุกขึ้นนั่ง ไม่นานนัก สาวใช้ประจำเรือนก็ยกอ่างน้ำล้างหน้าและถาดใส่ถ้วยยาต้มสีดำปี๋เข้ามา“คุณชายรองสั่งให้บ่าวอุ่นยาไว้รอฮูหยินเจ้าค่ะ คุณชายบอกว่าวันนี้มีคนไข้ที่ต้องไปตรวจแต่เช้า จึงให้ฮูหยินพักผ่อนอยู่แต่ในเรือน ห้ามออกไปตากลมเด็ดขาด” สาวใช้รายงานเสียงใส ก่อนจะวางถาดลงบนโต๊ะข้างเตียงหลินเซวียนมองถ้วยยาที่ส่งกลิ่นขมคอแล้วเบ้หน้า แต่สายตากลับสะดุดเข้ากับจานกระเบื้องใบเล็กๆ ที่วางอยู่ข้างกัน ในนั้นมี 'ลูกอมผลไม้กวน' สีสันน่ากินวางอยู่สองสามก้อนนางหลุดหัวเราะออกมาเบาๆปากบอกว่าเป็นหมอไม่ใช่คนขายขนม แต่สุดท้ายก็หาลูกอมมาให้จนได้... ปากร้ายแต่ใจดีจริงๆหลินเซวียนกลั้นใจยกถ้วยย
บทที่ 5เวลาผ่านไปไม่นาน บ่าวรับใช้ก็ยกอาหารเข้ามาจัดเตรียมไว้บนโต๊ะ อาหารทั้งหลายล้วนเป็นของชั้นเลิศที่ถูกคัดสรรมาเพื่อช่วยบำรุงร่างกายและบรรเทาอาการป่วยของนางโดยเฉพาะหลินเซวียนดวงตาเป็นประกาย นางนั่งลงที่โต๊ะแล้วตักซุปเข้าปากด้วยความหิวโหย รสชาติกลมกล่อมและตัวยาสมุนไพรที่ซึมซาบลงไปในลำคอ ทำให้ร่างกายที่เย็นเฉียบเริ่มมีความอบอุ่นแผ่ซ่านขึ้นมาบ้างไป๋อวี้เซวียนนั่งจิบชาฝั่งตรงข้ามพลางมองดูสตรีร่างบางเจริญอาหารด้วยแววตาเรียบนิ่ง ทว่าลึกๆ กลับรู้สึกเอ็นดูอยู่ในที“กินช้าๆ ไม่มีใครแย่งเจ้าหรอก” ชายหนุ่มเอ่ยเตือนเมื่อเห็นนางตักเนื้อไก่เข้าปากคำโต“ก็ข้าหิวนี่เจ้าคะ...” หลินเซวียนเคี้ยวตุ้ยๆ “ฝีมือพ่อครัวจวนท่านยอดเยี่ยมจริงๆ หากได้กินของอร่อยเช่นนี้ทุกวัน โรคของข้าต้องหายขาดในเร็ววันแน่”ชาติก่อนฉันทำงานหามรุ่งหามค่ำ ได้กินแต่พวกอาหารไร้ประโยชน์ ใครจะไปคิดว่าการได้ลาไปเที่ยวต่างประเทศในรอบหลายปี จะกลายเป็นเครื่องบินตกตายได้! ฉันล่ะอยากจะกรี๊ดใส่โชคชะตา อุตส่าห์ตีตั๋วมาเที่ยวประเทศจีน ไม่คิดว่าจะได้มาเที่ยวแบบทะลุมิติสิงร่างคนอื่นแบบนี้! นางลอบคิดในใจอย่างมันเขี้ยวปนปลงตกเมื่อจัดการอาหาร
บทที่ 4ไป๋อวี้เซวียนเผลอมองสตรีตรงหน้าเนิ่นนานจนกระทั่งหลินเซวียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ชายหนุ่มจึงรีบดึงสติกลับมา เขากระแอมในลำคอเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนอาการเสียกิริยา ก่อนจะหยิบหน้ากากไม้แกะสลักขึ้นมาสวมปิดบังใบหน้าครึ่งบนไว้ตามเดิม“จำข้อตกลงของเราเอาไว้ให้ดี... ตั้งแต่วินาทีนี้ที่ก้าวพ้นประตูห้องหอออกไป เจ้าคือฮูหยินของข้า” น้ำเสียงของเขากลับมาเรียบนิ่งและเยือกเย็นดังเดิม“วางใจเถิดเจ้าค่ะ ข้าไม่ทำให้ท่านผิดหวังแน่นอน” หลินเซวียนยิ้มรับ นางก้าวเดินไปข้างหน้า แต่เพียงแค่ก้าวที่สาม ร่างกายที่ยังอ่อนแอและเพิ่งฟื้นไข้ก็ประท้วงขึ้นมาทันที อาการหน้ามืดทำให้นางเซถลาจนเกือบจะล้มพับลงไปกองกับพื้นทว่าท่อนแขนแกร่งของบุรุษภายใต้ชุดคลุมสีขาวก็ตวัดโอบรอบเอวบางของนางเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที“ปากเก่งนักนะ... เดินยังจะไม่ไหว ยังจะอวดดีไปยกน้ำชาอีก” อวี้เซวียนดุเสียงเข้ม แต่กระนั้นเขากลับไม่ได้ปล่อยมือจากเอวของนาง ซ้ำยังช่วยพยุงและออกแรงรั้งร่างบอบบางให้เข้ามาแนบชิดกับอกกว้าง เพื่อให้นางทิ้งน้ำหนักพิงเขาได้ถนัดขึ้นหลินเซวียนลอบยิ้มในใจปากร้ายแต่การกระทำอ่อนโยน... ผู้ชายทรงไมโครเวฟเคลื่อนที่จริงๆ ด้วย
บทที่ 45: ความจริงเรื่องหยกตลอดเส้นทางกลับจากโรงน้ำชา บรรยากาศภายในรถม้าตระกูลไป๋เงียบกริบจนน่าอึดอัด ไป๋อวี้เฉิน นั่งหลังตรง นัยน์ตาคมทอดมองออกไปนอกหน้าต่างโดยมิเอื้อนเอ่ยสิ่งใด ทว่ามือหนาของเขากลับกุมมือเล็กของ เมิ่งซี เอาไว้แน่น... แน่นเสียจนนางสัมผัสได้ถึงความสับสนและรุ่มร้อนที่แฝงอยู่ภายในเม
บทที่ 40: กำแพงที่พังทลายถ้อยคำสารภาพอันหนักแน่นของไป๋อวี้เฉินดังก้องในหัวของเมิ่งซีซ้ำแล้วซ้ำเล่า นัยน์ตาคมกริบที่เคยเยือกเย็น บัดนี้กลับฉายแววตัดพ้อและเจ็บปวดอย่างลึกซึ้งชายหนุ่มค่อยๆ คลายมือที่บีบต้นแขนของนางออกอย่างเชื่องช้า ราวกับคนหมดสิ้นแรงใจ เขาหลุบตาลงต่ำเพื่อซ่อนความเจ็บปวดที่ไม่อาจปกปิ
บทที่ 39: คำถามที่ไร้คำตอบไป๋อวี้เฉินจูงมือเล็กของเมิ่งซีเดินลัดเลาะผ่านระเบียงทางเดินตรงไปยังเรือนอักษรซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัว ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู ชายหนุ่มก็หันไปสั่งความกับบ่าวไพร่ด้านนอกด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด“ห้ามผู้ใดเข้ามาใกล้ที่นี่เด็ดขาด หากไม่มีคำสั่งของข้า... ผู้ใดกล้ารบกวน ข้าจะลงโทษไม
บทที่ 31: วิชาสกัดจุดที่ไม่มีจริงความร้อนรุ่มแผดเผาจากช่องท้องลุกลามไปทั่วสรรพางค์กายอย่างรวดเร็ว ไป๋อวี้เฉินทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียง มือหนากำผ้าปูที่นอนแน่นจนยับยู่ยี่ ใบหน้าคมคายแดงซ่าน เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายตามกรอบหน้าอย่างควบคุมมิได้“ต้องเป็นฝีมือท่านแม่แน่ๆ...” เขาสบถลอดไรฟันด้วยความสับสนปนหงุ






리뷰