Share

บทที่ 6

last update Tanggal publikasi: 2026-01-01 10:18:28

เสี่ยวเอ้อมองความมืดสลัวนั้นด้วยความประหลาดใจแต่ก็ไม่ได้เอ่ยถาม เขาเดินออกไปครู่ใหญ่ก็กลับมาพร้อมถังน้ำร้อน “ต้องการให้ข้าน้อยจุดเทียนหรือไม่ขอรับ”

“ไม่ต้องข้าจะเข้านอน”

“ขอรับ” รับคำแล้วเดินจากไป

โจวจินเซวียนถอนหายใจก่อนเดินไปปิดประตูลงกลอน นางจุดเทียนเพื่อให้ความสว่างก่อนนำผ้าไปชุบน้ำแล้วเช็ดตัวให้เขา กลิ่นสุราจากร่างแกร่งบ่งบอกชัดว่าเขาดื่มไปมากเพียงใด

นางมองเส้นผมรุงรังนั้นแล้วรู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้างจึงมองไปยังน้ำร้อนสองถังซึ่งเสี่ยวเอ้อเพิ่งยกเข้ามา จากนั้นหญิงสาวก็ลงมือสระผมให้บุรุษแปลกหน้าหลังจากที่เช็ดตัวให้เขาเสร็จแล้ว

แม้นางนับเป็นคุณหนูในห้องหอซึ่งบิดารักและทะนุถนอม กระนั้นในยามที่เกิดภัยแล้งหรือโรคระบาดในเมืองอันอี้ นางก็ได้ติดตามบิดาออกไปช่วยเหลือผู้คนโดยไปพร้อมกับท่านหมอหลายคน ดังนั้นเรื่องดูแลคนเจ็บป่วยหรืองานเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช็ดตัวคนป่วย ทำแผล ใส่ยา กระทั่งงานจำพวกซักผ้าเช่นนี้ นางก็ได้ลงมือทำบ้างเป็นบางครั้ง ไม่เช่นนั้นหากตกระกำลำบากอย่างที่นางเป็นยามนี้นางคงไม่สามารถทำอะไรได้

กว่าจะวางมือจากร่างสูงที่นอนหายใจเป็นจังหวะสม่ำเสมอ โจวจินเซวียนก็เหงื่อซึมจนรู้สึกอยากอาบน้ำอีกรอบ แต่จนใจเพราะมีบุรุษอยู่ในห้องนางจึงใช้ผ้าชุบน้ำแล้วเช็ดตัวง่ายๆ ก่อนดับเทียนนั่งลงกับเก้าอี้แล้วตั้งใจจะฟุบหลับบนโต๊ะ เสียงพึมพำของเขาทำให้นางชะโงกมอง เงาบนเตียงที่ขยับไหวทำให้นางเดินเข้าไปใกล้เตียงนอน

“อี้เอ๋อร์ อี้...เอ๋อร์”

“ท่าน...ท่านรู้สึกอย่างไรบ้างจ้าคะ ข้าทำแผลและใส่ยาทั้งยังพันแผลแล้ว ว้าย!” นางหวีดร้องเมื่อเขาลุกขึ้นนั่งอย่างไม่มีสัญญาณ ในความมืดสายตาวาววับน่ากลัวของเขาทำให้นางหวั่นใจ

ร่างเล็กเพิ่งจะขยับเขากลับคว้าแขนนางแล้วออกแรงดึง หญิงสาวไหนเลยจะสู้แรงของเขาได้ ร่างเล็กกว่าโผเข้าไปหาเขากระทั่งล้มลงไปเกยกับร่างแกร่ง

“เหตุใดเจ้าทรยศข้า!” เขาเอ่ยพร้อมกัดฟันกรอด แรงโทสะปะปนมากับน้ำเสียงและแรงที่เขาบีบข้อมือของนาง

โจวจินเซวียนตื่นตระหนกพร้อมกับดิ้นรนสุดแรงเกิด นางหวาดกลัวดวงตาเกลียดชังที่วาววับท่ามกลางแสงอันน้อยนิดในห้อง โทสะของเขาแผ่ซ่านออกมาจนทำให้นางสั่นระริก

“ขะ...ข้าไม่ใช่นาง ไม่ใช่ ท่านปล่อยข้านะ!”

“เจ้ากลัวข้าหรือ เหตุใดจึงกลัวข้า!” เขาไม่นำพาแม้นางปฏิเสธ “เจ้าเป็นของข้า เจ้าจะแต่งให้ผู้ใดไม่ได้!”

เอ่ยจบก็รั้งนางเข้าสู่อ้อมแขน ดวงตาวาววับเย็นชาและบาดแผลบนใบหน้าของเขา ทำให้นางหวาดกลัวจนร่างสั่นระริก มือใหญ่ฉีกทึ้งอาภรณ์บนกายของหญิงสาว เสียงกรีดร้องหายไปเมื่อเขากดริมฝีปากฉกฉวยและดูดกลืนลมหายใจของนางเอาไว้

มือใหญ่ควานสะเปะสะปะไปทั่วร่างขาวเนียนดุจแพรชั้นดี เรี่ยวแรงขัดขืนของนางไม่นำพาต่อบุรุษร่างแกร่งที่ดึงดันเอาแต่ใจในยามเมามายไม่ได้สติ แม้ในยามที่เล็บของนางครูดลงไปยังผ้าพันแผลบนหน้าอก เขาส่งเสียงออกมาเพียงครั้งเดียว ก่อนกลืนกินนางอย่างโหดร้าย ไม่ยอมให้นางได้มีโอกาสปฏิเสธ

ความเกลียดชังปนเปมากับความอ่อนโยน ความโกรธเกรี้ยวที่นางไม่เข้าใจ ความสับสนเจ็บปวดในสายตาเขาในยามพึมพำนามของสตรีผู้หนึ่ง...อี้เอ๋อร์

นามนั้นนำมาซึ่งความขมขื่นให้นางต้องแบกรับ ในยามที่นางถูกเขาโอบกอดเขากลับคิดว่านางเป็นสตรีอื่น...

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรกว่าที่เขาจะรามือ โจวจินเซวียนรู้เพียงตอนนี้นางอ่อนล้าทั้งกายและใจ กระทั่งในที่สุดเขาก็ปล่อยนางเป็นอิสระ ลมหายใจที่ยังคงหอบดังขึ้นข้างหู หญิงสาวหมุนกายเปลือยเปล่าหันหลังให้เขาแล้วร้องไห้เงียบๆ

ท่ามกลางความมืดมิดและเสียงสะอื้นของคนที่ขดตัวเข้าหากันอย่างสิ้นหวัง อ้อมแขนแกร่งยังคงเอื้อมมารั้งนางเข้าไปหา กกกอดนางจากด้านหลังไม่ยอมให้นางผละออกห่าง นางเหนื่อยจนไม่อาจดิ้นรน ดังนั้นทั้งสองจึงหลับไปเพราะความเหนื่อยอ่อนกระทั่งรุ่งสาง

“แม่นาง แม่นางขอรับ” เสียงของเสี่ยวเอ้อปลุกโจวจินเซวียนขึ้นในยามสาย นางโผเผลุกขึ้นก่อนเรียบเรียงเหตุการณ์ที่เกิด ร่างเปลือยเปล่าที่เต็มไปด้วยร่องรอยของบุรุษแปลกหน้า ซึ่งยังคงนอนหลับอยู่บนเตียง ส่งผลให้ความเสียใจเอ่อท้นขึ้นมาในจิตใจของหญิงสาว ไม่ว่าจะก้าวไปทางใดล้วนแล้วแต่ต้องพบเจอกับเดรัจฉานทั้งสิ้น

“มีอะไร” นางส่งเสียงถามเสี่ยวเอ้อเสียงเบา ดวงตาเคียดแค้นชิงชังจดจ้องไปยังบุรุษที่นอนหายใจเป็นจังหวะสงบนิ่งบนเตียง

“นายท่านได้ว่าจ้างรถม้าเพื่อไปส่งท่านยังเมืองต้าเหลียง แต่ว่ามีปัญหาเล็กน้อยอยากให้ท่านไปดูและตกลงกันขอรับ”

“สักครู่ข้าจะลงไป”

แม้จะประหลาดใจแต่นางไม่มีเวลามาซาบซึ้งกับความหวังดีจอมปลอมของเขาอีก โจวจินเซวียนมองไปยังมีดสั้นเล่มหนึ่งที่หล่นอยู่ข้างเตียง จำได้ว่าเมื่อคืนตอนที่นางดิ้นรนต่อสู้คว้ามีดเล่มนี้ออกมา เขากลับยังคงเร็วกว่านางแย่งนางและโยนมันลงข้างเตียง หญิงสาวคว้ามีดสั้นก่อนเงื้อขึ้นเหนือศีรษะ ตั้งใจจะจ้วงแทงลงไปยังหน้าอกที่ยังคงกระเพื่อมไหว

กระนั้น...นางกลับใจไม่แข็งพอ  นางไม่กล้าลงมือแม้ใจในโกรธแค้นเขาสักเพียงใด

โจวจินเซวียนกลั้นสะอื้น ก่อนทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น นางมองไปยังเสื้อผ้าของตนที่ถูกเขาฉีกทึ้ง กระทั่งเป็นนานกว่าจะตั้งสติได้

เสี่ยวเอ้อมาเร่งนางอีกครั้งด้วยน้ำเสียงบ่งบอกถึงความหงุดหงิด นางจึงไม่มีทางเลือกต้องสวมเสื้อผ้าที่ซักตากเอาไว้ ก่อนจะเดินตามเสี่ยวเอ้อลงมายังรถม้าที่จอดรออยู่

รถม้าที่บุรุษผู้นั้นว่าจ้างให้ไปส่งนางที่เมืองต้าเหลียงหลงเหลือเพียงคันเดียว กระนั้นยังมีบุรุษและสตรีวัยกลางคนคู่หนึ่งต้องการร่วมทางไปพร้อมนาง ดังนั้นจึงลดราคาและคืนเงินค่าว่างจ้างให้นาง นางตกลงและให้พวกเขารอในยามที่นางไปเก็บสัมภาระ

โจวจินเซวียนตั้งใจจะจากไปก่อนที่บุรุษผู้นั้นจะตื่นขึ้น กระนั้นนางกลับพบว่านางยังช้ากว่าเขาไปก้าวหนึ่ง เพราะในยามที่นางเปิดประตูห้องออกหญิงสาวพลันตัวแข็งทื่อ

เขา...ไหนเลยจะยังนอนอยู่บนเตียง ในห้องว่างเปล่าไม่มีผู้ใดอยู่ บนเตียงไร้ซึ่งร่างแกร่งของบุรุษผู้นั้น มีเพียงตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึงวางอยู่ท่ามกลางเสื้อผ้าของนางที่ถูกฉีกทึ้ง

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เงารักกลางม่านเมฆา   บทที่ 71 จบ

    มือเล็กยกขึ้นลูบใบหน้าของเบาแผ่วเบา ยื่นหน้าเข้าไปจุมพิตสันจมูกได้รูปก่อนผละออก เขายังคงหลับสนิทแต่มือทั้งสองข้างกลับยังคงกอดนางเอาไว้ในอ้อมแขน“เซวียนเอ๋อร์ ...ตัดเล็บ ข้าต้องตัดเล็บ”นางหลุดหัวเราะออกมาเสียงเบาเมื่อได้ยินเสียงเขาละเมอออกมา เพราะมู่หรงอวิ๋นเฟิ่งเกรงว่าเล็บของตนจะครูดผิวของลูกๆ ดังนั้นเขาจึงย้ำแล้วย้ำอีกว่าต้องตัดเล็บให้สั้นกุด อีกทั้งต้องล้างมือให้สะอาดก่อนอุ้มเสียงเอ๋อร์และอวี้เอ๋อร์เมื่อเห็นใบหน้าที่หลับอย่างเป็นสุขนั้น หญิงสาวพลันนึกถึงใบหน้าเจ็บปวดของเขาในอดีต ทุกวันนี้ดวงตาของเขาไม่เคยปรากฏแววตาเช่นนั้นอีก เขาแทบจะหายใจเข้าออกเป็นนางและบุตรทั้งสองรอยยิ้ม เสียงหัวเราะของนางและบุตร คือสิ่งที่เขาปรารถนาที่จะได้เห็นทุกวัน เขาต้องการมีส่วนร่วมในทุกๆ โอกาส เป็นบิดาที่รักใคร่และทำทุกอย่างเต็มความสามารถ เป็นสามีที่ให้เกียรติฮูหยินของตนอย่างที่นางไม่คาดว่าเขาจะทำความสุขทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา นางกับบุตรคืออันดับหนึ่ง ความทุกข์หรือเรื่องร้อนใจทุกเรื่องเขาเป็นคนแบกรับ และไม่ยอมให้ภัยใดเข้ามาแพ้วพานรอยยิ้มอ่อนโยนของโจวจินเซวียนคือสิ่งแรกที่มู่หรงอวิ๋นเฟิ่งลืมตาขึ้นมาเห็น

  • เงารักกลางม่านเมฆา   บทที่ 70

    “ท่าน...เหตุใดแต่งตัวเช่นนี้เล่า”“ข้าไปแจ้งข่าวพี่ใหญ่ที่ตระกูลมู่หรง คนของซู่เฟยพยายามรวบรวมขุนนางเพื่อกล่าวหาองค์ชายห้าว่าลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้ พี่ใหญ่คือหนึ่งในขุนนางที่มีผู้พยายามดึงเข้าร่วม เขาจะช่วยข้ากับองค์ชายห้ารวบรวมรายชื่อคนเหล่านั้นเงียบๆ”“เรื่องนี้...อันตรายหรือไม่” นางเงยหน้าขึ้นมองเขาทั้งยังถามด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลมู่หรงอวิ๋นเฟิ่งเดินกลับมานั่งที่เตียง อ้อมแขนอบอุ่นยังคงตวัดนางเข้าสู่อ้อมกอด “ข้าจะดูแลตัวเองดีๆ ไม่ทำอันใดเสี่ยงอันตรายเป็นอันขาด เจ้าวางใจได้”“ข้ารู้ว่าท่านจะทำตามที่รับปากข้า” นางเอ่ยจบก็ยกมือขึ้นวางบนครรภ์ของตัวเอง ตอนนั้นเองที่มู่หรงอวิ๋นเฟิ่งก้มลงไปมอง มือใหญ่วางทาบลงไปยังหลังมือของนางบนครรภ์นูนป่อง รอยยิ้มอ่อนโยนของเขากว้างขึ้นในยามที่กระซิบกับบุตรในครรภ์ของนาง“เจ้าเป็นเด็กดีห้ามกวนมารดาของเจ้าเป็นอันขาด เข้าใจหรือไม่”โจวจินเซวียนหัวเราะคิกกับกิริยานั้น มู่หรงอวิ๋นเฟิ่งมองนางนิ่ง สายตาของเขาเต็มไปด้วยความสุขที่เห็นรอยยิ้มของนาง ทั้งยังได้ยินเสียงหัวเราะสดใสนั้น“ข้ามีความสุขมาก”ไม่ต้องเอ่ยอะไรมาก เพราะนางเองก็เข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการบอก“เรื่อง

  • เงารักกลางม่านเมฆา   บทที่ 69

    ใบหน้างงงันของนางทำให้เขายิ้มออกมาด้วยความกระอักกระอ่วน “ตอนแรกข้าคงถูกย้ายออกไปแล้ว หากไม่ได้ท่านแม่ทัพทำให้ข้าได้ย้ายเข้าไปในกรมพิธีการ ข้าไหนเลยจะยังมีจุดยืนในราชสำนักอีกเล่า”นี่คงเป็นสาเหตุของชุดขุนนางที่ต่างไปจากเดิมกระมังโจวจินเซวียนพยักหน้ารับรู้ เรื่องราวของบุรุษและเหล่าขุนนาง นางเพียงรับฟังเงียบๆ ไม่อยากออกความเห็น แต่การที่พี่ชายของสามีเอาแต่เรียกน้องชายว่าแม่ทัพ ทำให้นางรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง“ใต้เท้าเกรงใจไปแล้ว เราหาใช่คนอื่นไกล อย่างไรเลือดย่อมข้นกว่าน้ำ ท่านแม่ทัพเองก็คงตระหนักถึงเรื่องนี้ดี ดังนั้นจึงช่วยให้ท่านยังคงรั้งตำแหน่งในเมืองหลวง ตระกูลมู่หรงไม่อาจขาดผู้นำ วันหน้ายังคงต้องไปมาหาสู่”มู่หรงเฟยอวี่ได้ยินดังนั้นแม้คาดไม่ถึงอยู่บ้างแต่ก็มองนางด้วยความซาบซึ้งใจ เขาไม่คิดว่ามู่หรงอวิ๋นเฟิ่งจะปิดบังฮูหยินของตน เรื่องที่คนตระกูลมู่หรงพยายามยัดเยียดบุตรีของมหาเสนาบดีคนใหม่ให้แต่งกับผู้เป็นน้องชาย ทั้งนี้เพื่อให้ฐานอำนาจของตระกูลมู่หรงแข็งแกร่งขึ้นตระกูลมู่หรงกำลังเสื่อมโทรมเพราะทายาทอย่างสายบู๊อย่างมู่หรงซานซื่อ นำพาคนออกมาเข้ากับจวนหย่งเซวียน ตัวเขาเองก็ไม่อาจส่งเสริ

  • เงารักกลางม่านเมฆา   บทที่ 68

    “ข้ารู้ว่าเจ้าเข้าใจ ไม่ต้องกังวลกับสิ่งใด วันนี้ข้าจะปล่อยให้ทรงรั้งอยู่นอกวังนานสักหน่อย เพราะอีกไม่นานคงยากที่จะให้องค์ชายทรงออกมางานมงคลด้วยพระองค์เองเช่นนี้”“ข้าเห็นใจพระองค์ยิ่ง” นางพยักหน้าก่อนเงยหน้ามองเขา “เช่นนี้ยิ่งไม่ต้องอยู่กับพระองค์ให้นานอีกหน่อยหรือเหตุใดจึงหนีเข้ามาเสียแล้ว ข้าไม่หนีไปไหนเสียหน่อ”มู่หรงอวิ๋นเฟิ่งหัวเราะ นิ้วชี้ยื่นมาเคาะหัวคิ้วที่กำลังมุ่นของนางเบาๆ “เจ้าช่างใจร้ายกับข้าเสียจริง ข้าหรืออุตส่าห์เป็นห่วงว่าเจ้าจะเหนื่อยล้าจึงเข้ามาดูแล...”พูดยังไม่ทันจบเสียงฝีเท้าของคนหลายคนหน้าประตูกลับทำให้มู่หรงอวิ๋นเฟิ่งขมวดคิ้ว เขารั้งหญิงสาวให้ยืนขึ้นก่อนดันตัวนางให้ไปยืนด้านหลังอย่างเบามือ“เกิดอะไรขึ้น” โจวจินเซวียนชะโงกหน้าไปมองประตูห้องหอที่ถูกผลักเข้ามาอย่างเร่งร้อน“ท่านแม่ทัพ” เป็นจื่อซานนั่นเอง“เกิดอะไรขึ้นหรือ”“มีข่าวไม่สู้ดีจากวังหลวงขอรับ ตอนนี้คนของเราอารักขาองค์ชายห้ากลับวังหลวงแล้ว”“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ เจ้ารั้งอยู่ที่นี่กับฮูหยิน”“ขอรับ”โจวจินเซวียนรั้งมือใหญ่เอาไว้ด้วยความกังวล “พาเขาไปกับท่าน ข้าไม่เป็นไร”“เซวียนเอ๋อร์ ข้าไม่ไว้ใจผู้อื่น”“พี

  • เงารักกลางม่านเมฆา   บทที่ 67

    ขอบตาของนางร้อนผ่าวยามที่มองมือใหญ่ของเขาคว้ามือนางไปกุมไว้ด้วยความลังเล ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการจับดาบไล้เบาๆ ลงไปยังหลังมือเนียนนุ่ม นางก้มลงมองเงียบๆ ซึมซับความหวาดหวั่นของเขาผ่านปลายนิ้วที่สั่นเทาจนแทบไม่อาจสัมผัสได้“อวิ๋น” โจวจินเซวียนเรียกเขาเสียงเบาครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่นางเรียกชื่อเขาตรงๆ ต่อหน้า ทั้งยังเงยหน้าขึ้นสบตาดุดันที่ฉายแววหวั่นใจจนไม่อาจปิดบัง “ข้าจะอยู่เคียงข้างท่าน” ทุกประโยคนางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สบตากับเขาเพื่อมอบความมั่นใจ“ไม่ว่าก่อนหน้านี้เพราะความบังเอิญหรือโชคชะตาทำให้ข้ากับท่านได้พบกัน แต่นับจากนี้ข้าจะพยายามเพื่อให้เราได้อยู่ร่วมกัน ข้าจะไม่ทอดทิ้งท่านให้โดดเดี่ยว ไม่หวั่นไหวเพียงเพราะใครก็ตามที่ต้องการแยกเราออกจากกัน หากสิ่งใดที่สามารถทำให้ท่านมั่นใจว่าข้าจะมั่นคง หนักแน่น และทำทุกอย่างให้คู่ควรยืนอยู่ข้างท่าน ข้าจะทำ”มู่หรงอวิ๋นเฟิ่งจ้องลึกลงไปในดวงตาของนางโจวจินเซวียนไม่หลบ กระทั่งรอยยิ้มของเขาปรากฏแต่นางทันได้เห็นครู่เดียวเพราะโดนคนตัวโตรั้งเข้าไปกอด หญิงสาวสัมผัสได้ว่าเขาตัวสั่นเล็กน้อยจึงยกมือขึ้นลูบแผ่นหลังแกร่งนั้น คางเล็กเกยลงบนไหล่ของ

  • เงารักกลางม่านเมฆา   บทที่ 66

    ใกล้จะถึงบ้านแล้วโจวจินเซวียนยกมือรั้งม่านรถม้าขึ้น ยามที่มองออกไปนอกม่านรถม้าไปยังบ้านหลังเล็ก ร่างสูงซึ่งยืนหันหลังอยู่ที่รั้วด้านนอกนั้นหญิงสาวจดจำได้ในทันทีว่านั่นคือมู่หรงอวิ๋นเฟิ่งเขาอยู่ในชุดผ้าไหมเนื้อดีสีเขียวเข้ม ผมยาวรวบมวยทรงสูงยึดเอาไว้ด้วยเกี้ยวหยกสีขาว อาจเพราะเสียงตะโกนของเสี่ยวไป๋ ทำให้เขาค่อยๆ หันมายังทิศทางที่รถม้ากำลังจอดลงใบหน้าหล่อเหลาที่ยังคงมีเค้าดุดันหันกลับมาช้าๆ ทำให้หัวใจของหญิงสาวเต้นตึกตัก รอยยิ้มและสายตาอ่อนโยนเผยออกมา ทันทีที่มองมายังหน้าต่างรถม้าโจวจินเซวียนมองสบตากับมู่หรงอวิ๋นเฟิ่งอย่างเหม่อลอย หัวใจที่คล้ายเพิ่งจะได้รับการปลดปล่อยจากความกังวลเต็มตื้นขึ้นครั้งนี้นางรู้สึกเหมือนตัวเองมองเขาได้ชัดเจนกว่าทุกครั้ง ก่อนหน้านี้เคยมองเขาผ่านม่านหมอกแห่งความสับสน ความกังวล และความหวาดระแวง แต่ทุกสิ่งนั้นพลันถูกปลดเปลื้อง หลังจากการกระทำของเขาที่ทำให้หลายๆ เริ่มชัดเจนขึ้นใบหน้าที่ฉายแววห่วงหาอาทรของเขา ทำให้ดวงตาของนางเปล่งประกายแห่งความยินดีไม่ว่าจะเพราะสิ่งใดที่นำพาให้นางกับเขามาพบกัน จะโชคชะตาหรือเหตุบังเอิญ แต่นับจากวันนี้ไปนางจะประคับประคองให้ทั้ง

  • เงารักกลางม่านเมฆา   บทที่ 2

    “คุณหนูท่านว่าพวกเขาจะเลิกตามล่าเราหรือยังเจ้าคะ” ปี้หรูกระซิบถามโจวจินเซวียนในยามที่ช่วยใช้ผ้าซับน้ำตามเรือนผมให้อีกฝ่าย“ข้าไม่รู้ นี่ผ่านมาสิบกว่าวันแล้ว ไม่รู้ว่าการปราบปรามเหวินอู่โหวเป็นอย่างไรบ้าง ท่านพ่อ...ท่านพ่อให้ข้ารับปากว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้าก็ต้องเดินทางไปยังเมืองต้าเหลียง ฉะนั้นเร

  • เงารักกลางม่านเมฆา   บทที่ 1

    ขบวนรถม้าที่กำลังวิ่งอยู่บนอันแสนขรุขระอย่างรีบเร่ง ทำให้บรรดาสัตว์น้อยใหญ่แตกตื่นพร้อมวิ่งหนีอย่างลุกลี้ลุกลน เหล่านกน้อยบินหวือออกไปทุกทิศทางเพราะความหวาดหวั่น เช่นเดียวกันกับใบหน้าของผู้คนที่อยู่ในขบวนรถม้า พวกเขาทุกคนต่างมองไปรอบทิศอย่างหวาดระแวงเสียงฝีเท้าม้าซึ่งตามหลังมาส่งผลให้ใบหน้าของพวกเข

  • เงารักกลางม่านเมฆา   บทที่ 16

    “ตอนนี้ข้าทำได้เพียงเล่นไปตามบทบาทที่เสด็จพ่อทรงกำหนด แต่ทางหนึ่งเจ้าว่าข้าสมควรขัดขวางเหวินอู่โหวดีหรือไม่ หาไม่เรื่องนี้คงไม่สมจริงเท่าไหร่”เห็นชัดว่าอีกฝ่ายมีแผนอยู่ในใจ กระนั้นเมื่อมองดวงตาไม่มั่นคงของเว่ยหย่วนฉี ไม่รู้เพราะสาเหตุใดมู่หรงอวิ๋นเฟิ่งจึงรู้สึกไม่ใคร่จะสบายใจนัก“เจ้าว่าจะเกิดอะไร

  • เงารักกลางม่านเมฆา   บทที่ 14

    “ล่อองค์ชายห้าออกไปจากเมืองหลวง” หวังจื่อถงขมวดคิ้วด้วยความเป็นกังวล “ข้าพอจะเดาออกแล้วว่าเจ้าหมายถึงสิ่งใด หากโชคดีทรัพย์สมบัติเหล่านั้นอาจล่อลวงเหวินอู่โหวให้ถึงแก่ความตาย ในยามนี้องค์ชายห้ายังคงมีศึกติดพันที่ชายแดน แม่ทัพมู่หรงบาดเจ็บสาหัสยังไม่อาจลุกจากเตียง บุตรชายคนเล็กผู้ซึ่งเป็นรองแม่ทัพหาย

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status