Masukคำโปรย “เจ้ามันสตรีวิปลาส แต่งงานได้สี่วันกลับยื่นหนังสือหย่าให้ข้า” “ก็เพราะว่าข้ามีสามีแบบนี้อย่างไร จึงได้ขอหย่า หากไม่อยากตายเร็ว รีบลงนามในหนังสือหย่าเสีย!” เกริ่นนำ แม่สามีที่ว่าร้าย ต้องพ่ายแพ้ให้กับลูกสะใภ้อย่างจ้าวกุ้ยหลิน เมื่อลูกสะใภ้สุดแสบ ไม่ชอบฝีปากแม่สามี วัน ๆ เอาแต่เหน็บแนม พ่นคำพูดไม่น่าฟัง เหยียดหยามกำพืดชั้นต่ำของนาง มีหรือจ้าวกุ้ยหลินจะยอม น้ำแกงไก่ นางก็จัดการเชือดเองกับมือ ไก่ตัวนั้นมิใช่ไก่ธรรมดาแต่เป็นเจ้าบ่าวไก่ของนางที่ถูกส่งเข้าพิธีแทนเจ้าบ่าวตัวจริงและนางก็บังเอิญทำรองเท้าตกลงไปในถ้วยน้ำแกง พูดมากไปหน่อยน้ำลายก็ลงไปอยู่ในถ้วยน้ำแกงเสียอย่างนั้น จ้าวกุ้ยหลิน ไม่นึกว่าแม่สามีจะชอบ ยกซดน้ำแกงไก่สูตรพิเศษจนหมดถ้วยทีเดียว ใครจะร้ายกาจเผ็ดร้อนเหมือนนางกันเล่า วาจายอกย้อน ดูเชือดเฉือนอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละแต่อย่างใด หย่าเป็นหย่า ในเมื่อนางมีมือมีเท้า เหตุใดจะต้องทนอยู่ด้วย
Lihat lebih banyakแคว้นโจว
เปิดเสรีการค้าขายกับต่างชาติ ดังนั้นขนบธรรมเนียมจึงมิได้เคร่งครัด สตรีแต่งงานรับสามีเข้าจวนมิใช่เรื่องแปลกประหลาด สตรีแต่งงานมีสามีได้มากกว่าหนึ่งมิใช่สตรีมากราคะ บุรุษแต่งงานมีภรรยาได้หลายคน ดังนั้นสตรีเองก็ไม่แตกต่างกัน นั่นคือความเสมอภาค เท่าเทียมกัน
และอีกอย่าง สตรีที่แต่งงานแล้วจะใช้แซ่ของตนเองหรือเปลี่ยนมาใช้แซ่ของสามีย่อมได้มิได้บีบบังคับ ส่วนใหญ่สตรีที่แต่งงานก็พร้อมใจเปลี่ยนใช้แซ่ของสามี หากเพียงแค่บุตรที่คลอดออกมาจากสตรีที่แต่งงานแล้ว มีกฎมณเฑียรบาลของแคว้นตั้งเอาไว้ว่าจะต้องใช้แซ่ของสามีเท่านั้น
ตอนที่ 1 แต่งงาน
จ้าวกุ้ยหลิน นางเติบโตขึ้นมาเป็นสาวสะพรั่ง งดงามไม่น้อยใบหน้าเรียวเล็กรูปไข่ รูปร่างบอบบางอรชรนัก ทว่านางมีคู่หมั้นคู่หมายตั้งแต่เด็ก ด้วยเหตุผลที่ว่าตระกูลจ้าวเคยตกปากรับคำ กับตระกูลกวนเอาไว้ เมื่อเด็กทั้งสองเติบโตขึ้นมาจะให้แต่งงานกัน
กวนเหวินปิน ชายหนุ่มรูปงาม ลูกชายขุนนางผู้หนึ่ง เขานิสัยเป็นอย่างไร จ้าวกุ้ยหลินไม่เคยรู้เลย เพราะวัน ๆ กุ้ยหลินเอาแต่ลงมือทำสวนปลูกผัก ตามที่ท่านแม่เคยสอนเอาไว้ เมื่อท่านแม่จากไปก็หลงเหลือเพียงแค่นางกับท่านพ่อ
ครอบครัวของนางเป็นญาติห่าง ๆ และก็คงจะห่างมาก ๆ ของรองแม่ทัพจ้าวเกาเหวิน กระนั้นเมื่อได้ยินข่าวว่ารองแม่ทัพจ้าวแต่งงานกับกงจู่แคว้นฉู่ นางฉีกยิ้มอย่างยินดี แม้จะไม่เคยพบหน้าหรือจะเจอกันมาก่อน เช่นนั้นสายเลือดตระกูลจ้าวเช่นนางย่อมยินดี กับรองแม่ทัพจ้าว
มารดาของจ้าวกุ้ยหลินเป็นสตรีข้ามภพมายังยุคที่แตกต่าง นางสอนสั่งลูกสาวตั้งแต่เริ่มจำความได้ สอนสั่งอักษรที่แปลกตา นั่นเพราะว่าแคว้นโจวมีชาวต่างชาติ ตัวสูงใหญ่คล้ายกับยักษ์ อีกทั้งยังมีตาสีฟ้า ผมสีทองอีกด้วย
กลุ่มนี้จะอยู่ในแดนใต้เท่านั้น มิได้เข้ามาทำการค้าในเมืองหลวง จ้าวกุ้ยหลินตั้งแต่เด็กก็นึกแปลกใจ ที่มารดาของนางเหตุใดจึงพูดภาษาประหลาดได้ จึงได้รับคำตอบคือ ท่านแม่ของนางข้ามภพมาและช่างเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อยิ่งนัก
กุ้ยหลินไม่อยากจะเชื่อคำกล่าวอ้างของท่านแม่ แต่ถึงอย่างนั้นนางเกรงว่าท่านแม่จะโป้ปดแต่ว่ากาลเวลาพิสูจน์แล้ว ท่านพ่อยังออกปากชมว่าท่านแม่นั้นเก่งนักช่วยดูแลครอบครัวให้อยู่ดีกินดี มีเงินจับจ่ายใช้สอยไม่ขาดมือ ครอบของกุ้ยหลินเป็นครอบครัวเล็ก ๆ
ทำกิจการก็มีเพียงแค่เปิดร้านขายน้ำเต้าหู้ และขายโจ๊กที่ไม่เหมือนใครก็แค่นั้นเอง ก่อนที่นางจะถึงวัยปักปิ่น ท่านแม่ที่เป็นที่พึ่ง ที่พักพิงก็จากไปด้วยโรคร้าย ทอดทิ้งนางให้อยู่กับบิดาเพียงแค่สองคนเท่านั้น สร้างความโศกเศร้าเสียใจยิ่งนัก แต่ชีวิตของนางกับท่านพ่อก็ต้องก้าวไปข้างหน้า
ท่านแม่บอกว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสัจธรรมของมนุษย์ ตอนนั้นนางไม่เคยเข้าใจเลยก็ว่าได้ แต่พอได้โตขึ้นมา ได้เรียนรู้คำสั่งสอนที่ท่านแม่เฝ้าอบรมนางในเรื่องที่มารดาผู้อื่นมิได้สอนสั่ง นั่นก็คือการปกป้องตนเองยามมีภัย
หมัดมวย แตะต่อยท่านแม่ก็สอนนางเอง อาหารที่หน้าตาประหลาด เมื่อไปซื้อของกับชาวผมสีทองตัวสูงใหญ่ นางก็พอจะพูดได้ถึงไม่เก่งนักก็ตามทีเถอะ อีกอย่างนางเป็นลูกพ่อค้าขายโจ๊กกับน้ำเต้าหู้ ดังนั้นก็รู้จักผู้คนมากมายเช่นเดียวกัน
ยามนี้กุ้ยหลินจะต้องแต่งงาน สินเดิมเจ้าสาวช่างดูน่าอนาถใจยิ่งนัก สมบัติของนางมีไม่มาก มีเพียงแค่หีบเล็ก ๆ หนึ่งใบช่างดูน่าเห็นอกเห็นใจเสียจริง ฝ่ายเจ้าบ่าวก็ดูแคลนหนักหนา เห็นว่าหากไม่ใช่คำมั่นสัญญาที่พูดคุยกันไว้ จะไม่แต่งงานกับนางเด็ดขาด
กุ้ยหลินนึกคับแค้นใจยิ่งนัก
ทว่าบิดาบอกกล่าวให้นางแต่งงาน อนาคตจะได้สบายไม่ต้องมาลำบากค้าขาย ยามฝนตกฟ้าร้อง หรือทำงานตากแดดร้อน ๆ จนผิวขาว ๆ ของนางกลายเป็นผิวคล้ำเพราะถูกแสงของแดดทำลายผิวสวย ๆ ของนางเสียจนคล้ำไปหมด
นางไม่อาจจะขัดคำสั่งของบิดาได้ ทำได้ก็เพียงแค่ทำใจแต่งงาน เมื่อถึงวันแต่งงาน ฝ่ายเจ้าบ่าวส่งเกี้ยวมารับ ขบวนที่คึกคักอึกทึกครึกโครมก็หาได้มีไม่ มีแต่เกี้ยวเจ้าสาวที่ว่างเปล่าวังเวงจับใจ สาวใช้ของนางก็ไม่มีสักคน นั่นเพราะฐานะของนางมิได้ร่ำรวย พอมีกินมีใช้ไม่ขาดมือ
งานบ้านทั่ว ๆ ไปนางก็ทำเองทุกอย่าง จึงไม่คิดจะจ้างคนงามมาช่วยดูแลสักนิด เพราะนางไม่อยากจะสิ้นเปลืองเงินทองที่กว่าจะหามาได้นั้นช่างยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน
ยืนปาดเหงื่อเรียกลูกค้าเข้าร้านของนางจนคอแหบแห้งเกี้ยวเจ้าสาวสีแดง มีคนหามแค่สี่คนเท่านั้น สีหน้าของแต่ละคน กุ้ยหลินไม่รู้เลยว่าแต่ละคนมีสีหน้าบึ้งตึงหรือยิ้มแย้ม นางถูกจับจูงออกจากบ้านหลังไม่ได้ใหญ่นัก ด้วยแม่สื่อของแดนใต้ ที่นางฝืนใจมาทำหน้าที่ให้ในเช้าของวันนี้ บิดาสอนสั่งลูกสาวคนเดียวเสียหลายคำด้วยความเป็นห่วง เพราะลูกสาวแต่งออกไปย่อมเหมือนน้ำที่ถูกสาดออก กว่าจะพูดบอกสอนสั่งจบ ก็ทำให้แม่สื่อนั้นพูดกระแทกเสียงอย่างไม่พอใจให้บิดาของเจ้าสาวในวันนี้
“เจ้าสาวขึ้นเกี้ยวได้แล้ว” แม่สื่อพูดเรียบ ๆ น้ำเสียงไม่ได้ยินดียินร้ายแต่อย่างใด เจ้าสาวสวมชุดแดงที่บิดานั้นหาเงินมาตัดชุดหวังให้ลูกสาวไม่อับอายขายหน้าผู้ใด ผ้าคลุมหน้าสีแดงช่างดูสดใสผิดกับใบหน้าที่อยู่หลังผ้าคลุมหน้านั้นคิ้วขมวดมุ่นและถอนหายใจไปหลายเฮือกแล้ว
นางกำลังครุ่นคิดว่า สามีของนางจะเป็นคนเช่นไร เขาจะเป็นคนดีหรือไม่ หรือว่าเป็นผู้ชายที่เห็นแก่ตัวมักมาก หากเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ชีวิตหลังแต่งงานก็คงจะหมองหม่นเป็นแน่
หนึ่งชั่วยามต่อมา
เกี้ยวเจ้าสาวสี่คนหามก็เดินทางมาถึงจวนตระกูลกวนแล้ว เจ้าสาวนั้นดูเก้ ๆ กัง ๆ เพราะเจ้าบ่าวไม่ได้มาต้อนรับนางด้วยตนเอง เพียงให้แค่พ่อบ้านมาดูแล จัดการให้นางทำพิธีกราบไหว้ฟ้าดินกับไก่ตัวผู้
เป็นที่น่าอับอายขายหน้ายิ่งนัก คอยดูเถิดนางจะเชือดเจ้าไก่ตันนี้ทำน้ำแกงกินเสีย กุ้ยหลินเดือดขึ้นปุด ๆ มาดหมายว่า อย่าให้เจอนะ นางจะเตะก้านคอสามีให้สักทีสองที โทษฐานเหยียดหยามนาง
กล้ามากวันแรกนางก็ถูกอีกฝ่ายดูแคลนขนาดนี้แล้ว
แม่สามีก็ทำหน้าราวกับคนเบื่อหน่าย ยิ่งพ่อสามียิ่งแล้วใหญ่ พวกเขาไม่ได้อวยพรอันใด เพียงแค่บอกว่า “รีบพานางไปให้พ้นหน้าข้า ไปที่เรือนหลังเล็กเล่า” น้ำเสียงของกวนฮูหยิน หรือแม่สามีของนางพูดกับสาวใช้ในจวน ให้เร่งพาลูกสะใภ้ไปให้พ้นหน้าของนางเสียที
กุ้ยหลินกำหมัดแน่น นางไม่อยากจะอาละวาดในวันแต่งงาน น้ำตาหรือหาได้มีสักหยด มีแต่ความคับแค้นใจที่คนพวกนี้ดูถูกเหยียดหยามศักดิ์ศรีของนาง หากไม่พอใจเหตุใดไม่ถอนหมั้นไปเลย จะแต่งงานกันเพื่ออะไร
“ฮูหยินน้อยค่อย ๆ เดินนะเจ้าคะ” สาวใช้ของตระกูลกวนทำหน้าที่พาเจ้าสาวมายังห้องหอ ระหว่างทาง สาวใช้คนนี้ดูแลนางเป็นอย่างดี ประคองนางให้เดินไม่สะดุดเตะก้อนหินสักก้อน ช่างเป็นสาวใช้ที่น้ำใจงามยิ่งนัก
“...” เจ้าสาวไม่พูดอันใด นางเก็บปากเงียบ ราวกับคนเป็นใบ้ แม้ว่าจะเจ็บใจอยากจะเปิดผ้าคลุมหน้าเดินออกจากจวนนี้ก็ตามที แต่นางต้องทำท่าทางนิ่งสงบเพราะหากนางทำเช่นนั้น เกรงว่าท่านพ่อจะเสียใจ ที่นางมิเชื่อคำสั่งสอนของท่านพ่อ
“ฮูหยินน้อย รอนายน้อยสักครู่นะเจ้าค่ะ” สาวใช้คนนี้พูดจารื่นหู ไม่มีน้ำเสียงไม่พอใจแม้แต่น้อยนิด ทำหน้าที่ได้ดีทีเดียว กุ้ยหลินนึกชื่นชมยิ่งนักผิดจากแม่สามี และ พ่อสามีที่ทำตัวห่างเหิน ราวกับว่านางเป็นคนอื่น
เจ้าบ่าวที่กำลังทำหน้าบึ้งตึง เพราะไม่อยากจะเข้าหอกับสตรีที่ไม่เคยเห็นหน้า อีกอย่างเพียงแค่ลูกว่าเป็นแม่ค้าขายน้ำเต้าหู้กับโจ๊กเขาก็นึกชิงชังนัก นางจะต้องเนื้อตัวมอมแมมเหม็นกลิ่นสาบเป็นแน่ แล้วเช่นนี้จะให้เขาร่วมหอกับนางได้อย่างไรกัน
เพียงแค่เขานึกก็รู้สึกขยะแขยงสตรีผู้นี้นัก นางคงจะดีใจกระมังที่ได้แต่งงานเป็นฮูหยินน้อยของครอบครัวขุนนางที่ร่ำรวยในแดนใต้ แต่คงจะฝันไปกระมังเขามิยอมให้นางนั่ง ๆ นอน ๆ กินเงินน้ำพักน้ำแรงของครอบครัวเขาเด็ดขาด
อีกทั้งฐานะทางสังคมชนชั้นสูงนางก็ได้หามีไม่ คงจะรู้จักแต่ชนชั้นล่างติดดินทำให้เจ้าบ่าวคนนี้ไม่พอใจยิ่งนัก ทั้งเหยียดหยามดูแคลนสารพัดอยู่ในใจของเขา
“ท่านแม่ เพราะท่านรับปากกับตาแก่จ้าวเอาไว้ เห็นหรือไม่ข้าจะต้องมาทนร่วมหอกับสตรีชั้นต่ำเช่นนั้น” ใครจะไปเข้าหอกันคนชั้นต่ำแบบนั้นได้กัน เขาไม่มีทางก้าวขาไปเหยียบเด็ดขาด ไม่รู้ว่าตัวนางเหม็นกลิ่นสาบหรือไม่
“ลูกแม่แต่งงานกับนางไปก่อน หากไม่ถูกใจแม่จะหาให้เจ้าอีกสักคนดีหรือไม่” กวนฮูหยินกล่าวกับลูกชายที่ดูท่าว่าจะไม่ยอมเข้าห้องหอเป็นแน่ เขาสวมชุดแดงของงานมงคล ทว่าภายในงานนั้นมิได้เชื้อเชิญใครมาร่วมงานให้มากมาย
เพราะมันเปลืองเงินที่แต่งลูกสะใภ้จน ๆ เข้ามาก็แค่นั้น
“ท่านแม่ งั้นข้าจะแต่งงานเฟยเอ๋อร์ ท่านก็รู้ว่าข้ารักนาง ท่านแม่ ข้าทำตามคำสั่งของท่านแล้วนะ” เขาทวงสัญญาที่มารดารับปากเอาไว้ หากเขายินดีรับปากแต่งงานเมื่อไหร่ อีกสองวันมารดาจะส่งเกี้ยวไปรับคนรักของเขามาอยู่ที่จวนนี้ด้วยกัน ในฐานะฮูหยินของเขา
“แม่จำได้ อีกสองวันแม่ส่งคนไปรับนาง แต่ว่าเจ้าพูดคุยกับนางแล้วรึ แล้วจะมีชุดเจ้าสาวทันได้อย่างไร” กวนฮูหยิน ยังสงสัย ระยะเวลากระชั้นชิดเช่นนี้จะแต่งงานรวดเร็วจะทันหรือ อีกอย่างนางจะต้องเตรียมของอีกมากมาย จะเอาเวลาไหนกัน เพียงแค่คิดก็รู้สึกปวดหัวไปหมด
“ท่านแม่ ข้านะเตรียมเอาไว้ก่อนแล้ว เฟยเอ๋อร์ของข้าจะต้องสวยที่สุด อีกอย่าง สินสอดจะต้องจัดให้มากเล่าอย่าให้ขายหน้าตระกูลโม่เด็ดขาด ทางนั้นรับปากข้าแล้ว ขอเพียงแค่วันนี้ข้าไปยืนยัน ไม่มีอะไรที่จะเร็วไป กลับช้าไปเสียด้วยซ้ำ”
กวนเหวินปินตระเตรียมเอาไว้อย่างรอบคอบ หากท่านแม่ของเขาไม่ยอมรับ เขาก็จะยืนกรานว่าจะแต่งนางเข้ามาให้ได้ ทุกอย่างเขาเตรียมเอาไว้หมดแล้ว รอแค่รับเจ้าสาวเข้ามาเท่านั้นเอง รอยยิ้มเล็ก ๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าของชายหนุ่มรูปงามแห่งแดนใต้
เจ้าบ่าวผู้นี้เมื่อเอ่ยกล่าวกับมารดาเรียบร้อย เขามิได้เข้าไปห้องหอแต่อย่างใด กลับกันเขาเร่งฝีเท้าออกจากจวนและกระโดดขึ้นมาตัวโปรดมุ่งหน้าไปยังจวนของคนรัก หมายมั่นว่าเขาทำตามที่ได้เอ่ยให้สัจจะเอาไว้
วันนี้เขาจะต้องไปยืนยันกับนาง
ส่วนเจ้าสาว นั่งรอจนปวดเมื่อยไปทั้งตัว กำปั้นน้อย ๆ ยกขึ้นมาทุบที่ไหล่ของตนเองให้หายจากอาการปวดล้าของกล้ามเนื้อ คนตัวเล็กยามนี้หิวก็หิว ตื่นก็ตั้งแต่ฟ้าไม่ทันสาง อาบน้ำแต่งตัวเพื่อแต่งงาน และนี่อะไรกันล่วงเลยมานานแล้ว และไม่เห็นมีทีท่าว่า เจ้าบ่าวจะเข้ามายังห้องหอสักนิด
“ฮูหยินน้อยหิวหรือไม่เจ้าคะ” สาวใช้เอ่ยถามขึ้นน้ำเสียงดูจะเป็นห่วงยิ่งนัก “หากท่านหิวพยักหน้าก็พอเจ้าค่ะ” สาวใช้เอ่ยขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นว่าคนที่นางถามนั้นไม่ยอมพูดอะไรกับนางสักครึ่งคำ
“ข้าถามจริง ๆ เขาจะมาหรือไม่” ในที่สุดกุ้ยหลินตัดสินใจเอ่ยถามขึ้นมา ด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจนักในยามนี้ อยากจะถอดชุดบ้า ๆ นี่ออกเสียที อาบน้ำนอนหลับพักผ่อนเสียหน่อย ต้องมานั่งเป็นหมาหงอยรอเจ้าของเช่นนี้ ช่างน่าขันนัก
“ข้าน้อยไม่ทราบเจ้าค่ะ แต่นายน้อยอย่างไรก็ต้องมาเข้าหอกับฮูหยินน้อยอยู่แล้ว” สาวใช้ผู้มองทุกอย่างในแง่มุมที่ดี เอ่ยขึ้นมาหวังให้กำลังใจเจ้าสาวที่นั่งมาตั้งนานแล้ว ดูเหมือนจะปวดเมื่อยไม่เบา เมื่อเห็นว่าเจ้าสาวเริ่มนั่งไม่นิ่ง ขยุกขยิกไปมา ยกมือขึ้นทุบที่ไหล่เบา ๆ ช่างน่าเห็นใจยิ่งนัก
ผู้ที่ถูกถามถึง ยามนี้เขาเร่งควบม้ามาทั้งชุดเจ้าบ่าว เมื่อถึงจวนตระกูลโม่ เขารีบร้อนวิ่งหน้าตั้งเข้าไปพบว่าที่ภรรยาด้วยความดีใจ ใบหน้าของเขานั้นประดับรอยยิ้มอย่างมีความสุข สาวใช้ในจวนนี้ต่างมิได้ขัดขวาง กลับเร่งพาชายหนุ่มสวมชุดแดง เข้าไปพบคุณหนูน้อย
“เฟยเอ๋อร์” น้ำเสียงอ่อนนุ่มส่งไปยังสตรีนางหนึ่งที่นอนอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าซีดเซียว นางกำลังเสียใจเมื่อชายคนรักนั้นแต่งงานกับสตรีอีกนาง นางกลัวว่าเขาจะไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้
“ในที่สุดท่านก็มาหาข้า ท่านรับปากข้าแล้วว่าจะไม่แต่งงานกับนาง เหตุใดกันจึงแต่งงกับสตรีนางนั้นด้วย ท่านเห็นข้าเป็นตัวอะไร”
“เฟยเอ๋อร์ ฟังข้าก่อน อีกสองวันข้าจะมารับเจ้าไปเป็นเจ้าสาว ระหว่างนี้ดูแลตัวเองให้ดี ข้าสัญญาว่าจะไม่เข้าหอกับนาง จะไม่พบหน้านาง จะไม่ไปเหยียบที่เรือนนอนของนาง ข้าสัญญา”
ตอนพิเศษเข้าหอ ฟางผิงซวน โม่อวี้เฟยฟางผิงซาน จ้าวกุ้ยหลิน เข้าหอ“เฟยเอ๋อร์ เรียกพี่ดัง ๆ สิ” น้ำเสียงแหบพร่าของฟางผิงซวน ที่เขากำลังกระแทกกระทั้นเข้าไปข้างในกายสาวของภรรยาที่เพิ่งจะแต่งงานสะโพกหนาแกร่งขยับเขยื้อน กระแทกกระทั้นเข้าไปอย่างไม่ลดละ สีหน้าของเขาดูบิดเบี้ยว ทว่าเต็มไปด้วยความสุขสม ภายในห้องนอนมีเสียงหวานร้องครางกระเส่า ผสมผสานกับเสียงเนื้อกระทบเนื้อ ดังอยู่ในห้องหอสีแดงในยามนี้เตียงนอนสีแดง มีผ้าสีขาวรองคาดกลางเอาไว้ มีรอยจุดเลือดพรหมจรรย์เป็นรอยอยู่บนผ้าสีขาว ฟางผิงซวนไม่เคยแน่ใจอะไรเท่านี้มาก่อน ภรรยาของเขามิเคยเข้าหอกับชายคนนั้น ทว่ายามเขากระแทกกระทั้นเข้าไปขยับสะโพกหนาแกร่งเข้าไปทีไร ภรรยาของเขามักจะส่งเสียงหวานร้องครางออกมา ทำให้เขาจวนเจียนจะแตกซ่านไม่น้อย“อื้อ อ้า” คนตัวเล็กร้องออกมา ยามเมื่อเขาขยับสะโพกซอยถี่ ๆ กายสาวของนางกำลังสั่นระริก เต็มไปด้วยความเสียวซ่านกระสัน พลางสุขล้น ลมหายใจร้อนผะผ่าว บางครั้งก็บางเบาราวกับจะขาดห้วงลงริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้มขบเม้มเข้าหากันแน่น มือเรียวขยำผ้าปูที่นอนจนยับย่น ไม่เรียบเหมือนเช่นเดิม คนตัวโตใบหน้ามีเหงื่อผุดขึ้นมา แผ่นหลัง
ตอนที่ 48 แต่งงานหนึ่งอาทิตย์ต่อมาตระกูลจ้าววันนี้ดูจะคึกคักยิ่งนัก เมื่อจ้าวกุ้ยหลินได้สวมชุดแต่งงานที่ดูหรูหรา งดงามโดดเด่นยิ่งนัก นั่นเพราะเพราะว่าพี่สะใภ้ของนางและกงจู่โจวซู่หนี่ว์ ช่วยกันจัดการชุดแต่งงานให้จ้าวกุ้ยหลินนางไม่รู้จะขอบใจพี่สาวทั้งสองได้อย่างไร เพียงแค่เห็นชุดเจ้าสาวก็ทำให้นางน้ำตาเอ่อคลอเสียแล้ว อีกทั้งยังมีรองเท้าคู่อีกด้วย พี่สะใภ้มอบของให้นางเพิ่มอีก คือกำไลหยกเนื้อมันวาวกระจ่างดูงดงามยิ่งนักจ้าวกุ้ยหลินสาวชุดแต่งงานแล้ว ตอนนี้กำลังถูกจับให้เกล้าผมแล้วก็บรรจงเสียบปิ่นหยก และยังมีผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวเป็นรูปนกคู่อีกด้วย เรียกได้ว่าตื่นเต้นยิ่งนัก ครั้งแรกที่แต่งงานยังไม่รู้สึกตื่นเต้นเช่นนี้สักนิด“หลินเอ๋อร์ ช่างดงามยิ่งนัก” ซูหนี่ว์ชมเปาะเมื่อเห็นเจ้าสาวของฟางผิงซานดูหวานละมุนซ่อนความเผ็ดร้อนไว้ภายใต้ใบหน้าที่งดงามดูไร้พิษสงใด ๆ“นั่นสิ งดงามยิ่ง” หมิงหลันยิ้มแก้มแทบปริ เมื่อเห็นว่าเจ้าสาวของใครบางคนงดงามเพียงใด ยิ่งคิดว่าคืนนี้จะเกิดอันใดขึ้น เพียงแค่นี้ก็ทำให้หมิงหลันใจเต้นโครมครามเสียแล้ว ใครว่ากงจู่เช่นนางจะเรียบร้อยกันนางแก่นแก้วและยังจับรองแม่ทัพจ้าวเกาเ
ตอนที่ 47 เดินทางพักผ่อนใจหลังจากงานเลี้ยงในคืนนั้นได้เสร็จสิ้นลง ตระกูลฟาง จึงได้พูดคุยว่า จะหาฤกษ์แต่งงานมงคลให้เร็วที่สุด กระนั้นทำให้ฟางผิงซานใจร้อนนัก เขาพูดขึ้นมาว่าอยากจะเร่งงานแต่งให้เร็วที่สุด ยิ่งอาทิตย์ได้ยิ่งดีใหญ่ท่านปู่จึงขบขันไม่น้อยเมื่อเห็นหลานเขยเลือดร้อนอยากจะเข้าหอกับหลานสาวของเขาตัวสั่นเช่นนี้ ทำให้ชายชรารู้สึกเอ็นดูว่าที่หลานเขยเช่นฟางผิงซานยิ่งนัก แม้จะมุทะลุไปบ้างก็ตาม ยังนึกถึงวันที่เคยพร่ำสอนเด็กพวกนี้ได้อยู่เลยเผลอเพียงแค่ไม่กี่ปี ต่างก็เติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาว แต่งงานออกเรือนมีลูกกันเสียแล้ว ฟางผิงซานก็คือหนึ่งในลูกศิษย์ที่ท่านราชครูเคยสอนมา ตำแหน่งราชครูมิใช่มีแค่ในวังหลวงเท่านั้น ยังเป็นท่านอาจารย์ใหญ่ในสำนักศึกษาหลวงด้วยเช่นกันในวงสนทนามีเพียงคนผู้หนึ่งที่ยิ้มไม่ออก หัวเราะไม่ได้ นั่นคือท่านอาสาม ที่กำลังปั้นหน้าเสแสร้ง แต่ทว่าภายในใจของเขาดูจะบอบช้ำและเจ็บปวดไม่น้อยจ้าวจินหมิง คิดว่าตนเองนั้นหักห้ามใจแล้ว ที่จะไม่รักหลานสาว แต่ทว่ามันกลับไม่เป็นผลเอาเสียเลย กระนั้นหลานสาวยังอดที่จะเห็นใจท่านอาสามไม่ได้ นางเคยพูดว่าขอให้ท่านอาของนางได้พบรักแท้จริง ๆ เ
ตอนที่ 46 งานเลี้ยงเมืองหลวงรุ่งอรุณรับวันใหม่ ในจวนตระกูลจ้าวดูจะวุ่นวายไม่น้อย เนื่องด้วยตอนเย็นวันนี้ที่จวนจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับลูกชายคนโต และหลานสาวเพียงคนเดียวของตระกูลจ้าว ที่ไม่ได้พบหน้ากันมายี่สิบปีจ้าวหมิงหลัน พี่สะใภ้เดินทางมาถึงจวนนี้ในยามสายของวันแล้ว นางนำชุดที่แสนพิเศษมามอบให้น้องสาวผู้นี้ วันนี้นางมาอยู่เป็นเพื่อนของกุ้ยหลิน เพื่อมารับอาหารมื้อกลางวัน แสนจะอร่อยก็ว่าได้กุ้ยหลินเข้าครัว จัดทำอาหารให้พี่สะใภ้อย่างง่าย ๆ เป็นข้าวผัดแล้วก็มีเพียงแค่ไข่เจียวยัดไส้ด้วยหมูสับกับมะเขือเทศ และอีกจานก็คือมะเขือเทศผัดไข่ กุ้ยหลินอยากจะดูแลพี่สะใภ้ผู้นี้เมื่อมื้อกลางวันได้จบลง สตรีทั้งสองก็ต้องแต่งตัว เพื่อรองานเลี้ยงที่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกแค่ไม่กี่ชั่วยามเท่านั้น และจ้าวหมิงหลัน ต้องการให้จ้าวกุ้ยหลินดูโดดเด่นที่สุดในงาน และให้เป็นที่กล่าวขานกันไปหลายหัวเมือง ว่าหม้ายสาวผู้นี้ช่างมีเสน่ห์เหลือร้ายนัก“กุ้ยหลิน” น้ำเสียงหวานเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นว่าจ้าวกุ้ยหลินสวมชุดสีชมพูอ่อน ปักดิ้นสีแดงเล็ก ๆ เป็นรูปดอกไม้ และดิ้นสีทองนั้นปักเป็นรูปดวงดาว ที่ทอแสงเปล่งประกายวาววับ ทำให้กุ้ยหลิ











