LOGINอิงดาวนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลสามคืนสี่วัน อุณหภูมิของร่างกายก็ลดลงจนเหลือสามสิบแปดองศา แพทย์เจ้าของไข้จึงอนุญาติให้กลับบ้านได้ โดยที่ไร้เงาของสามีมาเยี่ยมและรับกลับบ้าน แม้แต่โทรมาถามไถ่อาการก็ไม่มีเลยสักครั้ง
“พี่ปิ่นกลับไปก่อนนะคะ พอดีฟ้ามีธุระ”
“เอ่อ จะดีเหรอคะ”
ปิ่นมีสีหน้าลำบากใจ เกรงว่าจะถูกมาเฟียหนุ่มตำหนิที่ปล่อยให้ภรรยาของเขากลับบ้านเอง
“ธุระจำเป็นจริง ๆ ค่ะ ฟ้าขอเวลาส่วนตัวหน่อยนะคะ”
“ก็ได้ค่ะ”
อิงดาวลงลิฟต์ไปชั้นหนึ่งพร้อมกับแม่บ้าน ก่อนจะแยกตัวไปยังหอผู้ป่วยศัลยแพทย์ระบบประสาท และเธอก็ได้เจอกับแพทย์คนหนึ่งซึ่งรับหน้าที่ผ่าตัดให้กับผู้เป็นแม่พอดี จึงเข้าไปทักทาย
“สวัสดีค่ะพี่หมอ”
“สวัสดีครับอิงดาว พี่กะว่าจะโทรไปหาหลังจากตรวจคนไข้เสร็จพอดี วันนี้คุณน้าได้ย้ายออกจากห้องไอซียูแล้วนะครับ ตอนนี้พักอยู่ที่วอร์ดศัลยกรรมประสาทชั้นสาม”
“งั้นดาวเข้าไปเยี่ยมท่านได้แล้วใช่ไหมคะ”
“ตอนนี้เลยบ่ายโมงแล้ว เข้าเยี่ยมได้อีกทีห้าโมงถึงสองทุ่มครับ ถ้าอิงดาวไม่มีธุระที่ไหน เข้าไปคุยกับพี่ที่ห้องทำงานเกี่ยวกับอาการของคุณน้าก่อนสิครับ”
“ได้ค่ะ”
อิงดาวเดินตามศัลยแพทย์หนุ่มไปยังห้องทำงานส่วนตัว ยูตะก็ผายมือให้เธอนั่งลงบนโซฟา แล้วเขาก็หย่อนก้นลงนั่งบนโซฟาอีกตัว
ดวงตาคมของคนเป็นหมอได้สังเกตเห็นปลาสเตอร์ปิดแผล ที่ตำแหน่งเจาะให้น้ำเกลือบนหลังมือของหญิงสาว จึงเอ่ยถาม
“ไม่สบายเหรอครับ”
“ค่ะ ดาวมีไข้สูง อาการเพิ่งดีขึ้น พอหมอให้ออกจากโรงพยาบาลก็เลยแวะมาดูแม่ที่นี่”
ศัลยแพทย์หนุ่มหล่อได้ยินว่าเธอไม่สบาย จึงถือวิสาสะยื่นมือหนาขึ้นไปแตะบนหน้าผากด้วยความเป็นห่วงทันที ซึ่งอิงดาวก็เอนตัวหลบเล็กน้อย แต่อีกฝ่ายก็ยังใช้ฝ่ามือวัดอุณหภูมิได้สำเร็จ
“ขอโทษนะครับ ตัวไม่ร้อนแล้วค่อยวางใจหน่อย พอดีคุณน้าเพิ่งย้ายมาจากไอซียู พี่เลยเป็นห่วงเรื่องอาการแทรกซ้อน”
ยูตะผละมือออก พร้อมกับหาเหตุผลมารองรับกับกิริยาที่ไม่เหมาะสมของตัวเอง แม้ว่าจะเป็นห่วงอิงดาวมากแค่ไหน แต่เพราะอีกฝ่ายนั้นมีสามีแล้ว เขาจึงไม่สมควรทำแบบเมื่อครู่
“ไม่เป็นไรค่ะ ดาวสะเพร่าเองที่ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้”
“เดี๋ยวถึงเวลาเยี่ยมก็หยิบแมสบนโต๊ะพี่ไปด้วยนะครับ ป้องกันเอาไว้ก่อน”
“ค่ะ”
จากนั้นเขาก็เอ่ยถึงอาการผู้เป็นแม่ของหญิงสาว
“ผลตรวจร่างกายของคุณน้าพบว่ามีอาการอัมพาตครึ่งซีก ทำให้ร่างกายอ่อนแรง สูญเสียการควบคุมและการเคลื่อนไหวร่างกายทางซีกขวา และมีปัญหาเรื่องการพูดและการสื่อสาร”
หัวใจของลูกสาวอย่างเธอหล่นวูบไปอยู่ตาตุ่ม ดวงตาเห่อร้อนและมีน้ำสีใสเอ่อคลอด้วยความรู้สึกเจ็บปวดแทนผู้เป็นแม่ ก่อนจะเอ่ยถามยูตะเสียงสั่นเครือ
“แล้วแม่จะมีโอกาสหายไหมคะ”
“ยังพอมีโอกาสครับ ในช่วงสามถึงหกเดือนแรกคุณน้าจะได้รับการทำกายภาพบำบัดเพื่อป้องกันข้อติดและกล้ามเนื้อลีบ ซึ่งกำลังใจจากญาติเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถ้าอิงดาวมีเวลา พี่อยากให้มาเยี่ยมคุณน้าทุกวันนะครับ”
“ค่ะ ดาวจะหาเวลามาหาแม่ให้ได้ทุกวัน แล้วมีอะไรที่ดาวพอจะทำได้อีกไหมคะ”
“ถ้าให้พี่แนะนำ หลังจากคุณน้าเริ่มช่วยตัวเองได้บ้างแล้ว พี่อยากขออนุญาตส่งตัวคุณน้าไปที่ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายของโรงพยาบาลชิเร็นกะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแม่ของสยาม พรินซ์ โตเกียว”
“ถ้าส่งตัวแม่ไป แม่ของดาวจะหายดีใช่ไหมคะ”
“ทางการแพทย์ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าจะหายดีร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่พี่เชื่อว่าทีมแพทย์และนักกายภาพบำบัดของที่นั่น จะต้องฟื้นฟูร่างกายของคุณน้าให้กลับมาช่วยเหลือตัวเองได้มากที่สุด”
“แล้วเรื่องค่าใช้จ่ายล่ะคะ”
“โปรแกรมแบบพักค้างคืน ถ้าตีเป็นเงินไทยก็ประมาณเจ็ดพันถึงสองหมื่นสามพันบาทต่อคืน ขึ้นอยู่กับว่าเลือกห้องพักแบบไหน แต่ว่าอิงดาวไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนี้นะครับ การรักษาคุณน้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ส่วนเรื่องเงินถ้ามีเมื่อไหร่ก็ค่อยทยอยคืน”
“ขอบคุณพี่หมอมากเลยนะคะ ตอนนี้ดาวยังพอมีค่ะ ขอแค่อาการของแม่กลับมาดีขึ้นและใช้ชีวิตปกติได้ ไม่ว่าค่ารักษาจะสูงแค่ไหน ดาวก็พร้อมจ่ายค่ะ”
“โอเคครับ งั้นพี่จะเร่งประสานเรื่องกับทางนั้นให้ รวมถึงทำพาสปอร์ตให้คุณน้าด้วย ถ้าคุณน้าพอจะเดินทางได้แล้ว จะได้รีบส่งตัวไปทันที ถ้าอิงดาวไม่สะดวกตามไปด้วย พี่จะขอให้พ่อจัดหาพยาบาลพิเศษมาช่วยดูแลคุณน้า ถึงเวลาเยี่ยมก็วิดีโอคอลไปให้กำลังใจคุณน้าได้ตลอด เพราะยังไงญาติก็ไปนอนเฝ้าไม่ได้อยู่แล้วครับ”
“ดาวเอาตามที่พี่หมอแนะนำทุกอย่างเลยค่ะ”
“งั้นอิงดาวนั่งพักที่ห้องนี้ไปก่อนนะครับ พี่ยังมีตรวจคนไข้ต่อ”
“ค่ะ ขอบคุณพี่หมออีกครั้งนะคะ”
บรรยากาศในห้องรับประทานอาหารดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและเป็นกันเอง จนกระทั่งมาถึงมื้อของหวานตบท้าย เสียงของยูตะก็ดังขึ้น เรียกความสนใจจากทุกคนให้หันมามองที่เขาอย่างพร้อมเพรียง“ผมมีเรื่องสำคัญจะบอกกับทุกคนครับ”“เรื่องอะไรคะ”อิงดาวเอ่ยพลางจ้องมองคนที่เธอนับถือเป็นพี่ชาย รอฟังคำตอบ ขณะเดียวกันทอรุ้งที่นั่งอยู่ข้างกายแฟนหนุ่มก็เปิดกระเป๋าสะพาย หยิบซองสีชมพูอ่อนออกมายื่นให้เธออิงดาวหยิบการ์ดที่อยู่ในซองออกมาดู ก่อนจะช้อนดวงตาเปล่งประกายขึ้นมองใบหน้าของยูตะและทอรุ้งสลับกัน สีหน้าแสดงออกถึงความยินดี“พี่หมอกับคุณรุ้งจะแต่งงานกัน ดาวยินดีด้วยนะคะ ดีใจกับพี่หมอมากจริง ๆ จากนี้ไปพี่จะมีผู้หญิงที่น่ารักแบบคุณรุ้งคอยดูแลกันและกัน”เอ่ยจบเธอก็ยื่นซองพร้อมกับการ์ดเชิญให้สามี คิณรับไปถือเอาไว้ ไล่สายตาอ่านเพียงชื่อเจ้าบ่าวเจ้าสาว ใบหน้าหล่อก็เงยขึ้นมองสองคนนั้น“ยินดีกับทั้งสองคนด้วยนะ งานแต่งนี้ครอบครัวของพวกเราจะไปร่วมอย่างแน่นอน”มือของยูตะเลื่อนเข้าไปประสานกับมือของว่าที่เจ้าสาวของเขา แววตาที่จ้องมองกันเปี่ยมล้นไปด้วยความรักอันลึกซึ้ง ทั้งสองคนมีแพลนจะแต่งงานกันในอีกสองเดือนข้างหน้า แม้จะคบหาดูใ
1 ปีผ่านไปหนูอายวัยหนึ่งขวบสี่เดือนละความสนใจไปจากหนังสือนิทานที่ทำจากผ้าสีสันสดใส คลานไปหาพี่สาวที่นั่งอยู่ด้วยกัน ใช้มือเล็ก ๆ เกาะขาคนเป็นพี่ ยันตัวขึ้นในท่าตั้งไข่โอนเอนเล็กน้อย แต่ดีที่เกาะบ่าทั้งสองข้างของหนูเอมเอาไว้ พลางส่งเสียงประท้วง“หม่ำ หม่ำ หม่ำ”“ใจเย็นนะคะ คุณแม่กำลังทำของอร่อยให้อยู่”“แมะ แมะ”“ใช่ค่ะ คุณแม่เตรียมอาหารให้พวกเราอยู่ในครัว หนูอายเล่นกับพี่เอมรอแป๊บนึงนะคะ”คิณนั่งทำงานในโน้ตบุ๊กอยู่บนโซฟา หันใบหน้ามองลูกสาวคนโตเอ่ยกับน้องน้ำเสียงอ่อนโยน ใบหน้าจิ้มลิ้มของหนูเอมมีรอยยิ้มหวาน หนูอายก็ทำหน้าเหมือนจะเข้าใจ ปล่อยมือจากไหล่ของคนเป็นพี่ หย่อนก้นลงบนเบาะรองคลาน แล้วเล่นของเล่นกันต่อไม่ถึงห้านาที เจ้าตัวเล็กของเขาก็คลานมาหา ก่อนจะใช้มือทั้งสองเกาะขาผู้เป็นพ่อยันตัวลุกขึ้นยืน“ป้อ ป้อ”“มีอะไรคะ อยากให้คุณพ่อไปเล่นด้วยเหรอ”“หม่ำ นำ”“อ๋อ หิวน้ำนี่เอง”“พี่เอมเอาน้ำให้นะคะ”หนูเอมได้ยินเสียงน้องเอ่ยกับผู้เป็นพ่อ เธอก็อาสาไปหยิบแก้วน้ำแบบมีหลอดดูดสำหรับเด็กเล็ก ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะหน้าโซฟามาให้น้องสาวดื่ม ทว่าเด็กน้อยก็ยังไม่ยอมปล่อยมือออกจากขาของบิดา“ป้อ ป้อ”ลูก
เด็กน้อยวัยสี่เดือนเริ่มจ้ำม่ำ และเพิ่งค้นพบว่าการพ่นน้ำลายจนริมฝีปากสั่นมันสนุกมากแค่ไหนหนูอายส่งเสียง “ปรือ… ปรือ…” นอนถีบแข้งถีบขา ขยับแขนทั้งสองข้างอยู่บนเบาะนอนในห้องนั่งเล่น โดยที่มีคุณปู่คุณย่าคอยอยู่เป็นเพื่อนหลังเลิกงานคิณก็ไปรับลูกสาวคนโตที่โรงเรียน และสิ่งแรกที่สองพ่อลูกจะทำเมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์ ก็คือเข้ามาหาหนูอาย“สวัสดีค่ะคุณปู่คุณย่า”หนูเอมยกมือไหว้ชายหญิงวัยกลางคนอย่างนอบน้อม ก่อนจะเข้าไปสวมกอดทั้งสองท่านที่นั่งอยู่บนเบาะหนานุ่มขนาดใหญ่ที่ปูอยู่บนพื้น“ไปเรียนเป็นยังไงบ้างจ๊ะ เล่าให้ย่าฟังหน่อย” เกสราเอ่ยถามหลานสาว“สนุกมากค่ะ คาบเรียนวิทยาศาสตร์คุณครูสอนทำภูเขาไฟลาวาด้วยค่ะ”“อู้ว… เก่งมากเลยจ้ะ”“เทอมนี้ถ้าสอบได้คะแนนดี ปู่จะมีรางวัลให้” ไอศูรย์เอ่ยด้วยรอยยิ้มบางเบา“จริงเหรอคะ”“หนูเลือกได้เลยว่าอยากซื้อของ ไปเที่ยว หรือไปกินของอร่อย ปู่จะตามใจหนูหนึ่งวัน”“คุณปู่เตรียมเงินไว้เลยค่ะ หนูเอมจะตั้งใจเรียนและสอบให้ได้คะแนนดี ๆ คิกคิก”เด็กหญิงส่งเสียงหัวเราะแผ่วเบา ก่อนจะหันใบหน้าไปหาน้องสาว พร้อมกับยกมือขึ้นปิดใบหน้าของตัวเอง“จ๊ะเอ๋ พี่เอมมาแล้วค่า หนูอายคิดถึงพี่ไ
“พี่ขออุ้มหลานได้ไหมครับ” ยูตะเอ่ยขออนุญาตแม่ของหลานสาวตัวน้อย“ได้ค่ะ”อิงดาวเอ่ยอนุญาต มือหนาก็ประคองร่างเล็ก ๆ เข้ามาอุ้มในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง ทอรุ้งขยับเข้าไปยืนอยู่ข้างกายยูตะ ชะโงกใบหน้ามองหลานสาวของเขาที่มีใบหน้าจิ้มลิ้ม สวยได้ทั้งพ่อและแม่ตั้งแต่ยังแบเบาะ“น่ารักน่าชังจัง น้องชื่ออะไรเหรอคะ”“ชื่ออายค่ะ”“ชื่อน่ารักมากเลยค่ะ โตมาต้องสวยเหมือนพี่สาวแล้วก็คุณแม่แน่ ๆ”ทอรุ้งเอ่ยกับอิงดาวด้วยรอยยิ้มหวาน ก่อนที่เธอกับยูตะจะเผลอช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าของกันและกัน และค้างไว้แบบนั้นครู่หนึ่ง จนกระทั่งได้ยินเสียงแซวของคิณดังขึ้น ทำให้เปลือกตาของทั้งคู่กระพริบ ละสายตาออกจากกัน“จ้องแบบนั้นเดี๋ยวก็ท้องกันพอดี”“คนนะ ไม่ใช่ปลากัด”“อ้าว ทันมุกเหมือนกันเหรอไอ้หมอ”คิณกระตุกยิ้มส่งเสียงขำในลำคอ ยูตะก็ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยด้วยท่าทางสุขุมบรรยากาศในห้องพักผู้ป่วยพิเศษทำให้ทอรุ้งรู้สึกถึงความเป็นกันเอง หลานสาวทั้งสองคนของยูตะก็น่ารักมาก ๆ หลังจากเยี่ยมทารกน้อยใบหน้าจิ้มลิ้มเสร็จแล้ว เธอและยูตะก็ขอตัวกลับไปทำงานต่อขณะยืนรอลิฟต์ ยูตะก็เอ่ยขึ้น“ผมยังพอมีเวลาอีกสิบนาทีก่อนจะถึงเวรห้องตรวจ คุณร
“ดาวอยากให้พี่คิณตั้งชื่อให้ลูกค่ะ”อิงดาวเอ่ยกับสามีเสียงแผ่วเบา เนื่องจากยาชาเริ่มหมดฤทธิ์ทำให้เจ็บระบมช่วงล่าง และรู้สึกเหนื่อยล้าจากการคลอดลูก ทำให้เธอแทบไม่มีแรงจะขยับตัวคิณชะงักไปครู่หนึ่งราวกับตัวเองฟังผิดไป ก่อนเอ่ยถาม“แน่ใจเหรอครับว่าจะให้พี่ตั้งให้”“ค่ะ”วินาทีนี้หัวใจของมาเฟียหนุ่มเต้นระรัวด้วยความดีใจ ลูกสาวคนแรกเขาไม่เคยมีโอกาสได้เฝ้ามองตอนหนูเอมลืมตาดูโลก ทว่าลูกสาวคนที่สอง เขากลับได้รับความรักและความไว้ใจจากอิงดาว ดวงตาคมร้อนผ่าวและรื้นไปด้วยน้ำสีใส ริมปากคลี่ยิ้มตลอดเวลา ขณะในหัวกำลังครุ่นคิดว่าจะตั้งชื่อให้เจ้าตัวน้อยคนนี้ว่าอย่างไรดี“พี่ขอเวลาแป๊บนะ”มันตื่นเต้นจนเขาคิดอะไรไม่ออก ทำได้เพียงหลบมุมไปนั่งอยู่ตรงโซฟา นำโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง ค้นหาชื่อเด็กผู้หญิงในกูเกิล ก่อนจะถูกชะตากับชื่อหนึ่ง ผละตัวลุกออกไปยืนอยู่ข้างเตียงของภรรยา“ชื่ออายดีไหมครับ อาย อรณิชา”“น้องอายหลอคะ หนูเอมชอบ”ลูกสาวคนแรกเอ่ยด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม แล้วตามมาด้วยเสียงจากภรรยา“อรณิชา ชื่อเพราะดีนะคะ มีความหมายว่าอะไรเหรอ”“สตรีผู้บริสุทธิ์ครับ”“คนแรกหนูเอม คนที่สองหนูอาย ชื่อจริงก็ม
“จะทำอะไรคะ”อิงดาวเอ่ยถามสามีด้วยความสงสัย เพราะหลังจากกินมื้อเย็นอิ่มเขาก็ประคองเธอขึ้นมานั่งพักอยู่บนห้องนอน ทว่าอีกฝ่ายได้เดินไปหยิบอุปกรณ์บางอย่าง ก่อนจะกลับมานั่งลงบนพื้นตรงปลายเตียง จับเท้าของเธอวางลงบนขาของตัวเอง“พี่จะตัดเล็บให้ครับ”“ไม่ต้องทำหรอกค่ะ ดาวทำเองได้”เธอทำท่าจะชักขาออก ทว่ากลับถูกมือหนาของสามีรั้งเอาไว้“ท้องโตขนาดนี้ดาวคงก้มลำบาก พี่ขอทำให้นะ” อิงดาวเงียบไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าสามีมีความตั้งใจจะปรนนิบัติดูแลภรรยาตั้งครรภ์เข้าสู่ช่วงสัปดาห์ที่สามสิบ เธอจึงเผยรอยยิ้มหวาน พยักหน้าลงอนุญาต เพื่อบรรเทาความรู้สึกผิดที่สามีมักจะหลุดปากพูดถึงตอนเธออุ้มท้องลูกสาวคนแรก แล้วต้องอยู่ตามลำพังที่ญี่ปุ่นมือหนาของสามีจับนิ้วเท้าของเธอเบา ๆ ก่อนจะตัดเล็บให้ด้วยความระมัดระวัง จังหวะนั้นลูกสาวของทั้งสองคนก็ถูกผู้เป็นย่าพามาส่งที่ห้องหนูเอมเดินเข้าไปหาพ่อแม่ ก่อนเอ่ยถาม“ตัดเล็บให้คุณแม่หลอคะ”“ค่ะ หนูเอมเล็บยาวรึยัง ให้คุณพ่อตัดให้ไหม” คิณเอ่ยถามลูกสาว“ยาวนิดนึง แต่ตัดก็ได้ค่ะ”เด็กหญิงนั่งลงบนพื้นข้างกายผู้เป็นพ่อ หลังจากคิณตัดเล็บให้แม่ของลูกเสร็จ เขาก็หันไปตัดเล็บมือและเล







