Share

บทที่ 2.1

last update publish date: 2026-03-31 07:21:51

ชายหนุ่มหล่อเหลาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสีเข้ม ใบหน้ามีรอยยิ้มอ่อนโยน แต่ดวงตากลับให้ความรู้สึกคล้ายผ่านอะไรมามากมาย

เฉินซีอธิบายไม่ถูก ท่าทีและการแสดงออกของเขาคล้ายมองและสนทนากับเด็ก ใช่...เขาเหมือนคนแก่ที่ผ่านโลกมากมาย ดังนั้นดวงตาจึงส่องประกายของความสุขุม ราวกับเข้าใจในทุกๆ สิ่ง

“เสี่ยวซี” หวั่นเยว่เรียกพร้อมสะกิด

เฉินซีสะดุ้ง ไม่รู้ว่าเผลอเสียมารยาทนานเท่าไรดังนั้นจึงได้แต่ยิ้มกลบเกลื่อน ความเครียดก่อตัวอย่างช่วยไม่ได้ รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกจ้องมอง

“ได้ยินมานานว่าเสี่ยวเยว่ของเรามีเพื่อนที่รักกันมาก ย่าเองก็อยากพบ ดีใจที่เราได้เจอกันในที่สุด มาครั้งนี้ก็อยู่เที่ยวนานๆ เสี่ยวเยว่จะได้ไม่เหงา ย่ายังคิดว่าให้ดีก็ลองไปดูที่โรงเตี๊ยม ย่าคิดอยู่ว่าจะให้เสี่ยวเยว่ดูแลที่นั่น ถ้าสนใจอยากจะอยู่ทำงานกับเสี่ยวเยว่ได้ยิ่งดี”

นี่สินะความหมายของคำว่ามาได้จังหวะเหมาะ...

“หา!” ดูเหมือนเรื่องนี้หวั่นเยว่เองก็เพิ่งรู้ ดังนั้นเจ้าตัวจึงถึงกับอ้าปากค้าง “แต่คุณย่าคะ ไม่ใช่ว่านางมาร...เอ่อ หมายถึงไม่ใช่ว่าที่นั่นพี่สามขอเข้าไปดูแลหรือคะ”

“ย่าบอกไปแล้วว่ายังไม่ได้ตัดสินใจ อีกอย่างย่าว่าเสี่ยวชิงไม่เหมาะ”

ไม่เพียงแค่พูด แต่สีหน้าและน้ำเสียงยังหนักแน่น เห็นชัดว่าเรื่องนี้ผู้นำตระกูลได้เลือกแล้ว ดังนั้นหวั่นเยว่จึงได้แต่ปิดปากเงียบ

มองดูท่าทีกระอักกระอ่วนของหวั่นเยว่ เฉินซีรู้ได้ในทันทีว่าปัญหาใหญ่กำลังก่อตัวแล้ว กระทั่งมาสะดุ้งกับประโยคถัดมาของคุณย่าเหยียน

“ตอนนี้เฉิงอวี่กำลังมองหาผู้ช่วย หรือจะให้เสี่ยวซีมาเป็นผู้ช่วยของของเฉิงอวี่ดี...”

“ไม่ดีค่ะ!”

ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ เฉินซีเองก็เพิ่งรู้ตัวว่าทำผิดพลาดครั้งใหญ่

...ถึงได้มีคนเคยบอกว่ายิ่งพยายามปกปิด ความมีพิรุธก็ยิ่งเห็นชัด ตอนนี้ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าคุณอาเหยียนของหวั่นเยว่กำลังมองมาด้วยความประหลาดใจ

ถึงตอนนี้เฉินซีนึกออกแล้วว่าเพราะอะไรจึงรู้สึกคุ้นหน้าอีกฝ่าย ตอนแรกนึกไม่ออกเพราะคิดไม่ถึง แต่ตอนนี้ยิ่งได้สบตาคมที่กำลังมองมา หญิงสาวก็ยิ่งคันไม้คันมืออยากล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมาเปิดดูให้รู้แล้วรู้รอด

ทำไมน่ะเหรอ...

ก็เพราในนั้นมีรูปถ่ายใบหนึ่งถูกพับครึ่งอยู่น่ะสิ รูปถ่ายเก่าแก่ที่เฉินซีพกติดตัวมาโดยตลอด รูปถ่ายของพ่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัยกับอาจารย์ที่ปรึกษา

...รูปเพียงใบเดียวที่หลงเหลืออยู่

เฉินซีกระอักกระอ่วนจนไม่รู้ว่าจะแก้สถานการณ์ยังไงดี “คือ...หนูยังไม่ได้คิดเรื่องงานน่ะค่ะ อยากเที่ยวที่นี่สักพัก อีกอย่างตอนแรกอยากหางานที่เซี่ยงไฮ้ก่อน”

หวั่นเยว่แม้รู้สึกแปลกใจกับสิ่งที่เพื่อนรักแสดงออก แต่ก็ได้แต่เออออไปด้วย

บทสนทนาหลังจากนั้นเฉินซีเพียงฟังผ่านๆ ไม่ได้จับใจความทั้งยังไม่ได้พยายามมีส่วนร่วม เพียงยิ้มและพยักหน้าพร้อมกับก้มหน้าฟังผู้อาวุโสกว่ากล่าววาจา มือทั้งสองข้างที่วางบนหน้าตักกุมกันแน่น

ความเครียดเกาะกุมหัวใจจนเหงื่อซึม ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าหรือหันไปมองชายหนุ่มสองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ในใจภาวนาให้คุณย่าเหยียนอนุญาตให้หวั่นเยว่บอกลา

“ถ้าอย่างนั้นหนูพาเสี่ยวซีออกไปเดินดูรอบๆ ก่อนนะคะ เผื่อวันหลังหลงทางจนเกิดเข้าเรือนผิดจะยุ่ง” หวั่นเยว่กล่าวทีเล่นทีจริง

“ได้จ้ะ แต่ต้องมากินมื้อเย็นเป็นเพื่อนย่ากับคุณอาบ่อยๆนะ”

‘ไม่นะ’ เฉินซีสวดมนต์ในใจหวังให้เพื่อนรักปฏิเสธ

“ได้เลยค่ะคุณย่า”

...และแล้วการสวดมนต์ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย

เมื่อออกมาจากเรือนหลักหวั่นเยว่เห็นเพื่อนรักมีท่าทีเงียบลง ทั้งยังท่าทางประหลาดๆ จึงคิดว่าอีกฝ่ายคงเหนื่อย บวกกับเฉินซีขอกลับเข้าห้อง ดังนั้นจึงได้แต่ไปส่งเพื่อนรัก

“เธอว่าเขาดูเป็นยังไง”

“แปลก”

“ฉันก็ว่าแปลก ฉันนึกว่าคุณอาเหยียนจะอายุสักสี่สิบ ไม่ก็ไม่น่าต่ำกว่าสามสิบห้า หรืออย่างน้อยๆ ก็คงอายุน้อยกว่าคุณพ่อกับคุณลุงไม่กี่ปี ที่ไหนได้ทั้งหนุ่มทั้งหล่อเฟี้ยว” หวั่นเยว่หัวเราะ

“ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยติดต่อมาเลยหรือ”

“ไม่เคย ยังสงสัยอยู่เลยว่าเขาไม่มีตัวตนแต่คุณย่าแค่อยากตัดปัญหาเพราะกลัวจะเกิดความขัดแย้ง เธอก็รู้นี่ว่าตระกูลเหยียนร่ำรวยออกขนาดนี้ รู้หน้าไม่รู้ใจใครๆ ก็เกิดความโลภได้”

ประโยคหลังหันไปมองข้างหน้าเซ็งๆ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหวั่นเยว่เห็นใครเข้า

ใช่แล้ว...ไม่เพียงแค่หวั่นชิงเท่านั้น แต่ข้างหน้าคนของตระกูลชุย ตระกูลหวัง รวมไปถึงตระกูลหวั่นอีกครอบครัวหนึ่ง ต่างก็กำลังยกขบวนเดินตรงเข้ามายังเรือนหลัก

เฉินซีมองหน้าเพื่อนรักด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถาม

“คงมาขอเข้าพบคุณย่ากับคุณอา ได้ยินมาว่าคุณอายังไม่ยอมให้ใครพบ คุณย่าเองก็ไม่ยอมให้พวกเขาเข้าไปในเรือนหลัก นี่คงได้ยินว่าฉันพาเธอมา”

“อ้อ”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เงาลวง   บทที่ 10.2 จบ

    เหยียนอวี่เฉิงจุมพิตลากปลายลิ้นลงไปยังฐานรอบลำคอ เขาใช้มือหนึ่งลูบไล้เคล้นคลึงอกอิ่มผ่านชุดตัวสวย อีกมือสอดลงไปยังกลางกายสาว จุ่มจ้วงปลายนิ้วจากจังหวะเชื่องช้าเป็นจังหวะรุกเร้าที่ทำเอาหวั่นเยว่ขาสั่นภาพในกระจกเงาเกิดเป็นภาพแห่งความเร้าใจที่หวั่นเยว่ยังไม่เคยลอง ใบหน้าเคร่งขรึมของเหยียนอวี่เฉิง สานสบดวงตากับหวั่นเยว่ในกระจกเงา ดวงตาคมของเขาฉายแววความต้องการ แต่กลับยังคงรอคอยจนหญิงสาวปลดปล่อยเพียงเพราะปลายนิ้วหวั่นเยว่กรีดร้องพร้อมกับร่างอ่อนยวบ เหยียนอวี่เฉิงหมุนกายอรชรเข้าหาตัว ดันแผ่นหลังหญิงสาวชิดติดกระจกเงาบานใหญ่ ท่อนขาเพรียวข้างหนึ่งถูกยกขึ้น แพนตี้ลูกไม้ถูกแหวกออก จากนั้นตัวตนแกร่งกร้าวของเขาก็จ่อประชิด“อา...ที่รัก” หวั่นเยว่รับรู้ถึงส่วนปลายที่สอดแทรก แต่เขากลับหยุดยั้งเอาไว้เพียงแค่นั้น“คุณกำลังจะสายแล้วครับ” อยู่ๆ เขาก็กระซิบแต่ยังคงกักร่างหวั่นเยว่เอาไว้ในวงแขน ท่อนขาเพรียวที่ถูกยกสูงสั่นเทาจนแทบไม่อาจทรงตัวหวั่นเยว่ขบริมฝีปากแน่น ลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง เอวอ่อนเป็นฝ่ายดันเข้าหาตัวตนของเขา “เดี๋ยวนี้!” หญิงสาวร้องขอด้วยท่าทีโกรธกรุ่นแต่ก็ต้องอ้าปากครวญครางเพราะเขาโจนจ้วง

  • เงาลวง   บทที่ 10.1

    “เรียบร้อยแล้วครับ ลบตัวตนของนายหญิงหมดแล้ว แต่ยังต้องจัดการเรื่องพ่อกับแม่ของนายหญิงที่อยู่ในเรือนจำ”“สั่งการให้คนของเราจับตาดูไว้ นานๆ ครั้งหวั่นเยว่อาจอยากไปเยี่ยมพวกเขา อย่าให้พวกเขาเป็นอันตราย”“แล้วถ้าพวกเขาพยายามติดต่อมาละครับ”“ให้ดูเป็นอย่างๆ ไป ยังไงเสียก็คงออกมาไม่ได้ ไม่ใช่ในเวลาอันรวดเร็วนี้ ยังมี...คนที่ย้ายออกไปจากคฤหาสน์ จัดการให้พวกเขาอย่าได้คิดกลับมาตอแยกับที่นี่อีก”“ครับ”เสียงบางอย่างร่วงลงไปตกแตก เหยียนเฉิงอวี่ถอนหายใจออกมาเสียงยาว “พวกนายออกไปเถอะฉันจัดการเอง” ร่างสูงหมุนตัวเดินกลับไปยังในครัว เสียงร้อนรนของเฉินซีดังขึ้นเป็นระยะ คนที่ก้มลงเก็บกวาดกลับยังคงเป็นเหยียนเฉิงอวี่“นายจะอยู่กินมื้อเย็นที่นี่มั้ย” หยวนหลิงถามหยวนฝาน อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกา“ถ้าเป็นช่วงก่อนหกโมงเย็นฉันว่าจะอยู่ แต่ตอนนี้คงไม่ คราวก่อนท้องเสียไปสามวันเพิ่งอาการดีขึ้น” หยวนฝานนิ่วหน้า หากเป็นหวั่นเยว่ที่เข้าครัวเขาคงอยากอยู่กินข้าวกับผู้เป็นนาย แต่ตอนนี้เขาคงต้องรีบเผ่นหยวนหลิงเองก็เห็นด้วย ตอนนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องนายของตนที่ต้องระมัดระวังไม่ให้เงาครอบงำ กลางวันมีอีกคนที่แม้เคร่งขรึม

  • เงาลวง   บทที่ 9.5

    “ไปเสียนะคะ อย่าปรากฏตัวอีกเลย อย่าให้ความหวังกันอีก ฉันอยู่ได้จริงๆ นะคะ แต่อย่าทำแบบนี้เลย” หวั่นเยว่สะอื้นพร้อมหลับตาเพื่อไล่หยาดน้ำตาที่หลั่งรินอ้อมกอดอบอุ่นสวมกอดจากทางด้านหลัง หวั่นเยว่สะท้านเพราะเงานั้นคือใบหน้าของเหยียนเฉิงอวี่ แต่ดวงตากลับคุ้นเคยจนน่าตกใจ ดวงตาที่เธอโหยหา...เขาที่เธอคิดว่าชาตินี้คงไม่ได้พบกันอีก เหยียนอวี่เฉิง…“เสี่ยวเยว่”หวั่นเยว่สะอื้นแต่กลับไม่กล้าหมุนตัวกลับมา สองมือคว้ามือใหญ่ที่สอดประสานยังหน้าท้องแบนราบ“หากคุณคือคุณอาเหยียน ฉันขอร้องว่าอย่าทำแบบนี้”“ผมไม่ใช่เขา”หวั่นเยว่ยังคงไม่อยากเชื่อ หญิงสาวเอาแต่ร้องไห้จนคนที่ยืนอยู่รายรอบหันมามองด้วยความสนใจ “ผมว่า...เรากำลังตกเป็นเป้าสายตา มาเถอะครับคนดี ไปคุยกันที่ร้านกาแฟตรงนั้นก็ได้”หวั่นเยว่เดินตามเขาไปโดยดี มือใหญ่ที่กุมมือจูงเดินไปข้างหน้า แผ่นหลังของเหยียนเฉิงอวี่ แต่กลับมีกลิ่นอายของ ‘เงา’ เหยียนอวี่เฉิง …ชายคนรักที่ทำให้เธอไม่อาจเดินหน้าต่อไปได้“เสี่ยวเยว่ ผมจำเป็นต้องทำ เด็กคนนี้เป็นแค่เงาเหมือนผม เด็กอีกคนที่เป็นตัวจริงหากรวมร่างกลับเข้าไปดังเดิม ทั้งคุณ เฉินซีรวมไปถึงลูกของเราจะปลอดภัย ผมไม่ม

  • เงาลวง   บทที่ 9.4

    “เสี่ยวเยว่” เหยียนเฉิงอวี่รั้งหญิงสาวเอาไว้ “บางทีส่วนหนึ่งของเธออาจจะมีเสี่ยวซีอยู่”หวั่นเยว่หันกลับมายิ้มเศร้าพร้อมกับส่ายหน้า “เขาเองก็มีส่วนหนึ่งของคุณอยู่เหมือนกัน แต่ถึงยังไงก็ไม่ใช่คนคนเดียวกัน เหมือนกับที่คุณไม่ใช่เขา ‘เหยียนอวี่เฉิง’ คนนั้นที่อยู่กับฉันในโลกแห่งเงามายา ฉันคิดว่าคุณสมควรจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ฉันรู้ว่าคุณทำได้ ฉันไม่ต้องการพบทั้งคุณและเขา...ตลอดกาล”พูดจบหวั่นเยว่ก็เดินออกไปจากห้องรับรองของเรือนหลัก ความวุ่นวายทั้งหมดทั้งมวลไม่อาจรั้งหญิงสาวเอาไว้ได้ หญิงสาวเพียงเดินกลับไปที่ห้อง ทิ้งตัวลงนอนจากนั้นก็ปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ออกมา ปลดปล่อยทุกอย่างในใจออกมากับน้ำตาที่หลั่งรินทุกอย่างที่เกิดขึ้นยาวนานคล้ายชั่วอายุขัย แต่แท้ที่จริงกลับผ่านไปเพียงระยะเวลาสั้นๆ ถึงอย่างนั้นกลับตราตรึงในหัวใจจนยากจะลืมเลือนคดีทุกอย่างคลี่คลายหลังจากตำรวจสืบหาหลักฐานไม่กี่วัน คนร้ายก็คือสองสามีภรรยาจากตระกูลหวั่นคฤหาสน์ตระกูลเหยียนที่เคยรุ่งเรืองมั่งคั่ง มาบัดนี้สามตระกูลต่างก็ย้ายออกไปเงียบๆ ไม่มีใครรู้ว่าทุกคนแยกย้ายไปอยู่เมืองใด ไม่มีการติดต่อ ไม่มีการสอบถาม ต่างคนต่างก็ย้ายไป

  • เงาลวง   บทที่ 9.3

    ทั้งสองผละออกจากกัน เฉินซีเม้มปากเงยหน้าขึ้นมองเขา หัวใจเต้นรัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ฉันว่า...บางทีต้นเหตุอาจไม่ใช่คุณ”เหยียนเฉิงอวี่เลิกคิ้วมองด้วยความงุนงง“อาจเป็นเพราะฉันเองนี่ละที่ต้านทานเสน่ห์ของคุณไม่ไหว ไม่ใช่เพราะคุณหลงกลเจ้าเงานั่น” สองมือยื่นออกไปคว้าสาบเสื้อของชายหนุ่ม รั้งเขาให้ล้มตัวลงมาหาเหยียนเฉิงอวี่ถูกหญิงสาวดึงเข้าไปยังเตียงนอน ม่านหน้าเตียงถูกปลดลง ท่ามกลางเสียงหอบกระเส่าที่เล็ดลอดออกมา ความรู้สึกที่ยังคงวนเวียนอยู่กับความลุ่มหลง กระทั่งไม่อาจแยกออกว่าแท้ที่จริงแล้ว ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายต้องมนต์ หรือใครกันแน่ที่เต็มใจหลงวนในเพศรสที่แน่ๆ คือในเวลานี้สองวิญญาณต่างก็ตกเป็นทาสของอีกฝ่าย ไม่มีใครสามารถแยกออกจากใครได้อีกแล้วหลังผ่านช่วงเวลาแห่งความร้อนแรง เฉินซีตื่นขึ้นมากลางดึกในอ้อมแขนอบอุ่น หลายสิ่งที่ติดค้างในใจทำให้เฉินซีตัดสินใจเดินกลับไปยังกระจกเงาบานนั้น“เธอคือเงาของฉัน” หวั่นเยว่มองเฉินซีนิ่ง“ใช่” เฉินซีพยักหน้าพร้อมกับมองดูครรภ์ของหวั่นเยว่ อสูรน้อยในครรภ์ของหวั่นเยว่ไม่สมบูรณ์ เขาให้ความรู้สึกคล้ายไร้ซึ่งชีวิต ไม่เหมือนเด็กในครรภ์ของเธอเฉินซียื่นมือเข้าไป

  • เงาลวง   บทที่ 9.2

    เขาเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างยอมแพ้ หวั่นเยว่คว้าไหล่แกร่งเอาไว้พยุงกาย ปลายเท้าทั้งสองข้างจิกลงบนพื้น สะโพกงามยกขึ้นและกระแทกลงตามจังหวะของห้วงอารมณ์ที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้งความสุขสมระลอกใหม่แล่นพลิ้วขึ้นมาอีกครั้ง เสียงหอบครางสอดประสานอย่างไม่มีวันจบสิ้น เสียงกระทบกันของผิวเนื้อดังขึ้นถี่ยิบ สะโพกงามโยกขยับด้วยจังหวะที่ทำเอาแทบขาดใจชั่วขณะหนึ่ง ‘เงา’ ถึงกับคิดว่าเขาจะยอมตายคาอกของหวั่นเยว่ ขอเพียงชีวิตนี้เขาได้อยู่กับหญิงสาวอย่างนี้ตลอดไป หากไม่ใช่ว่า...เสียงของการร่วมรักอย่างถึงแก่น ทำให้เฉินซีที่เดินไปมารอบๆ ได้ยินเข้าเหยียนเฉิงอวี่ขึ้นเขาไปล่าสัตว์ หญิงสาวมีเวลาได้อยู่ลำพังจึงเดินวนเวียนรอบๆ ในห้องเก็บฟืนกลับมีเสียงครวญครางทำให้อดสงสัยไม่ได้จึงเดินเข้าไปดูกระจกเงาบานใหญ่คุ้นตาวางพิงอยู่ด้านในสุด ในนั้นมีภาพอันเร่าร้อนของคนสองคนกอดก่ายพัวพัน เฉินซีมองใบหน้าของหญิงสาวในกระจกเงา คนในกระจกเงาก็เหลือบสายตามองมาชั่วขณะที่เกิดเสียงปริร้าว กระจกเงาสั่นไหวราวกับกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ‘เงา’ ที่ไม่เคยรับรู้ตัวตนของตัวเองอย่างเฉินซีเพิ่งตระหนักถึงความเป็นจริงภาพทุกอย่างสลายหายไปราวกับ

  • เงาลวง   บทที่ 8.3

    “ตอนนั้นที่ผมพบคุณในโลกแห่งเงามายา คุณเรียกผมว่า ‘ที่รัก’ ผมแค่...แค่ แค่คิดว่ามันดีที่เป็นคุณ”ทั้งสองคนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่ต่างฝ่ายต่างก็กระแอมแก้เขิน ไม่รู้ว่าหญิงสาวตาฝาดไปหรือไม่ แต่เหมือนมองเห็นข้างแก้มของเขาสีเข้มขึ้นเล็กน้อย‘ไม่จริงน่าเขาจะหน้าแดงได้ยังไงกัน!!!’แหม...ทำให้หนุ่มหล่ออายุ

  • เงาลวง   บทที่ 8.2

    “ไม่ต้องกลัวนะครับ พวกมันไม่เคยเข้ามาในเขตหมู่บ้าน คงเหมือน...อาณาเขตของสัตว์กินเนื้อ สัตว์กินพืชจะไม่เข้าใกล้อาณาเขตนี้”“แล้วสัตว์กินเนื้อด้วยกันละคะ?!”เหยียนเฉิงอวี่หันมายิ้มหล่อเหลา “เราเหนือกว่าสัตว์กินเนื้อเหล่านั้นเยอะครับ”“แหม” เฉินซีอดค้อนเขาไม่ได้แน่ละอสูรย่อมเหนือกว่าสัตว์เหล่านั้น แต

  • เงาลวง   บทที่ 8.1

    “ค่ะ” เฉินซีลุกขึ้นและก้าวลงจากเตียง จนถึงตอนนี้จึงเพิ่งสังเกตว่าตนไม่ได้สวมชุดนอนตัวเดิม แต่กลับสวมชุดตัวยาวกับกระโปรงหรูฉวินสีฟ้าอมเขียวใบหน้าร้อนเห่อขึ้นพร้อมกับมองเขาเป็นเชิงถาม “คุณ...เป็นคนเปลี่ยนชุดให้ฉันหรือคะ”เหยียนเฉิงอวี่กลืนน้ำลาย “คือ...ผมกลัวว่าคุณจะไม่สบายตัว”เฉินซีรู้ว่าตัวเองคงห

  • เงาลวง   บทที่ 7.5

    เฉินซีขมวดคิ้วพร้อมกับหลบสายตาชายหนุ่ม“ผมรู้ว่าคุณสับสน หากมีอะไรสงสัยผมพร้อมที่จะ...” เห็นหญิงสาวใจเย็นเกินไปทั้งยังไม่โวยวายเช่นเดิม เหยียนเฉิงอวี่คาดเดาสิ่งที่อยู่ในใจเฉินซีไม่ออก“คุณติดค้างคำอธิบายฉันจริงๆ เอาเป็นว่าบอกมาตั้งแต่ต้น เริ่มจาก...คุณบอกว่าฉันถูกมนต์สะกด เรื่องที่ฉันจำอะไรไม่ได้เก

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status