LOGINเมื่อกวาดสายตามองไปยังกลุ่มคนเหล่านั้น ใบหน้าของชายหนุ่มที่เดินตามหวั่นชิงมา ทำเอาเฉินซีเลิกคิ้วและดูเหมือนเขาเองก็ประหลาดใจไม่น้อยที่พบหญิงสาว
“คุณ... ทำไมมาอยู่ที่นี่ละครับ”
ทุกคนมีท่าทางประหลาดใจในที ก่อนที่หวั่นเยว่จะเอ่ยถามขึ้นก่อนใคร “รู้จักกันเหรอ”
“ไม่เชิงรู้จักหรอก ฉันบังเอิญพบเขาบนรถไฟ เขาทำกระเป๋าสตางค์หล่น”
“บังเอิญขนาดนั้น” ดูเหมือนหวั่นเยว่จะไม่ค่อยชอบใจความบังเอิญ เฉินซีได้แต่ยักไหล่
“ผมยังไม่ได้ขอบคุณคุณเลยที่ช่วย ขอบคุณนะครับ ผมหวั่นเกาครับ”
และแล้วการแนะนำตัวที่สุดแสนจะวุ่นวายก็เกิดขึ้น หวั่นเยว่แนะนำให้เฉินซีรู้จักเหล่าญาติที่มาเจอกันอย่างฝืนใจ
หวั่นชิงหันไปยิ้มเยาะพี่ชายอย่างรู้เท่าทัน พร้อมกันนั้นก็ลากสายตามามองเฉินซี ใบหน้าส่อประกายที่ทำให้เฉินซีรู้สึกโกรธขึ้นมา
เฉินซีไม่มีเวลาใส่ใจอีกฝ่ายนัก เนื่องจากต้องพยายามจำชื่อทุกคนจนปวดเศียรเวียนเกล้า ถึงอย่างนั้นกลับจำได้ไม่กี่คนเพราะหวั่นเยว่ลากออกมาเสียก่อน
ความจริงหญิงสาวก็เข้าใจหวั่นเยว่ไม่น้อย ท่าทีของญาติๆ ที่มาขอเข้าพบเหยียนเฉิงอวี่นั้น เห็นชัดว่าหากไม่มาเพราะความร้อนใจก็มาเพราะความเคลือบแคลง
มองย้อนกลับไปยังประตูเรือนหลัก ป้าจีกำลังปฏิเสธไม่ให้คนจากสามตระกูลเข้าไปด้านใน คำถามก็คือแล้วทำไมหวั่นเยว่จึงได้เข้าพบเหยียนเฉิงอวี่ รวมไปถึงเธอที่เป็นคนนอกยังได้เข้าไป ทั้งที่คนของคฤหาสน์ตระกูลเหยียนถูกปฏิเสธ
ด้านหลังสุดมีสายตาของหวั่นเกามองมา เฉินซีรีบหันกลับอย่างรวดเร็วกระทั่งมั่นใจว่าอีกฝ่ายยังคงมองตามจนลับสายตา
ไม่ใช่ว่าหลงตัวเอง แต่เหมือนเฉินซีจะเคยพบเจออยู่บ่อยครั้ง ใครกันที่พูดว่าผู้หญิงเป็นฝ่ายที่ ‘ให้ท่า’ ผู้ชายได้ฝ่ายเดียว เพราะสมัยนี้ผู้ชายที่พยายาม ‘ทอดสะพาน’ ให้ผู้หญิงก็มีออกบ่อยครั้ง
ในห้องรับรองกว้างขวางของเรือนหลัก เหยียนเฉิงอวี่กำลังก้มหน้าอ่านแฟ้มบางอย่างด้วยใบหน้าเรียบเฉย กระทั่งเสียงก้าวเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าห้อง
“เข้ามาสิ” เขากล่าวโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่
“คุณชาย พวกเขามากันแล้ว ป้าจีกำลังพยายามปฏิเสธครับ”
เหยียนเฉิงอวี่เงยหน้าขึ้นพร้อมกับปิดแฟ้มในมือ “รายละเอียดมีไม่มาก นายไปสืบด้วยตัวเอง หาข้อมูลมาให้ได้”
“แต่ที่นี่...”
“หยวนฝาน” คิ้วเข้มมุ่นลงเพียงเล็กน้อยแต่ชายหนุ่มอีกคนกลับก้มหน้าลงในทันทีอย่างสำนึกผิด
“ขอโทษครับ ผมจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้”
เสียงถอนหายใจดังขึ้นเบาๆ “มะรืนนี้อาหลิงก็จะมาถึงแล้ว ที่นี่ไม่มีอะไรต้องห่วง”
หยวนฝานเปิดแฟ้มหน้าแรกขึ้น หน้ากระดาษมุมบนขวามือมีรูปถ่ายใบหนึ่งแปะอยู่ ใบหน้ายิ้มแย้มด้านข้างนั้นก็คือใบหน้าของเฉินซี
“คุณชายสงสัยอะไรเป็นพิเศษหรือครับ”
เหยียนเฉิงอวี่ลุกขึ้นยืน “ไม่รู้สิ แค่เห็นก็รู้ว่าน่าสงสัยไม่ใช่หรือไง”
หยวนฝานไม่ปฏิเสธ “แต่หากเคยพบกันมาก่อนเราก็ต้องนึกออก”
“นั่นสิ”
เห็นผู้เป็นนายกำลังจะเดินออกไปนอกห้อง หยวนฝานรีบเดินตามพร้อมวางแฟ้มเอาไว้ “คุณชายจะออกไปหรือครับ”
“ออกไปพบคนพวกนั้นหน่อย ลำพังเหยียนลั่วคงรับมือไม่ได้ง่ายๆ” เขาเรียกหญิงชราที่เป็นผู้นำออกมาด้วยชื่อแซ่ตรงๆ และหยวนฝานเองก็ไม่ได้มีท่าทีประหลาดใจ
“คงถึงเวลาที่ต้องจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้ว นายออกไปกับฉัน คืนนี้ค่อยออกเดินทาง”
“ครับ”
เฉินซีลนลานล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมา หลังจากที่หวั่นเยว่รีบร้อนออกไป ทั้งนี้ก็เพื่อบอกเรื่องที่เกิดขึ้นหน้าเรือนหลักให้พ่อกับแม่รับรู้
รูปถ่ายเก่าๆ ใบหนึ่งถูกพับครึ่งหันด้านที่มีพ่อของเธอออกมา ส่วนอีกด้านถูกพับเอาไว้
ชายหนุ่มอายุราวๆ ยี่สิบห้ายี่สิบหก ใบหน้าเรียบเฉยสวมชุดสูทภูมิฐานดูสุภาพน่าเชื่อถือ เขายืนเคียงข้างกับผู้เป็นพ่อ
ใบหน้าซึ่งเหมือนกันกับเหยียนเฉิงอวี่ ราวกับเป็นคนคนเดียวกัน ทำให้คิ้วเรียวของหญิงสาวขมวดมุ่น ความสงสัยในใจทำให้ตัดสินใจล้วงมือถือออกมากดโทรออก
“คุณน้าสบายดีมั้ยคะ” ปลายสายก็คือเพื่อนเก่าของผู้เป็นพ่อทั้งยังแซ่เดียวกันกับเธอ
“หนูมีเรื่องหนึ่งอยากจะรบกวน เรื่องรูปที่คุณน้าให้มาน่ะค่ะ ...ใช่ค่ะ หนูอยากถามหน่อยว่าคุณน้าพอจะจำได้มั้ยว่าอาจารย์ที่ปรึกษาของคุณพ่อ ...ใช่ค่ะคนที่อยู่ในรูป เขาชื่อแซ่อะไรคุณน้าพอจะจำได้มั้ยคะ”
“ไม่ต้องกลัวนะครับ พวกมันไม่เคยเข้ามาในเขตหมู่บ้าน คงเหมือน...อาณาเขตของสัตว์กินเนื้อ สัตว์กินพืชจะไม่เข้าใกล้อาณาเขตนี้”“แล้วสัตว์กินเนื้อด้วยกันละคะ?!”เหยียนเฉิงอวี่หันมายิ้มหล่อเหลา “เราเหนือกว่าสัตว์กินเนื้อเหล่านั้นเยอะครับ”“แหม” เฉินซีอดค้อนเขาไม่ได้แน่ละอสูรย่อมเหนือกว่าสัตว์เหล่านั้น แต่ไม่เห็นต้องทำหน้าตาเหมือนผู้ชนะแบบนั้นเลย มันน่าหมั่นไส้!!!ช่วงที่เหยียนเฉิงอวี่ขึ้นเขาหลายคนในหมู่บ้านเดินผ่านทางเดิน พวกเขาทุกคนทำท่าทีกล้าๆ กลัวๆ ที่จะเข้ามาทักทาย เฉินซีเดินออกไปช้าๆ ยิ้มให้ผู้หญิงสองคนที่กำลังเดินผ่าน ทั้งที่บ้านหลังนี้อยู่สุดทางเดิน และไม่สมควรเรียกว่าเป็นการเดินผ่านทาง“สวัสดีค่ะ”“สวัสดีค่ะนายหญิง”นายหญิง!!!“นายท่านสั่งเอาไว้ก่อนขึ้นเขาว่านายหญิงจะมาอยู่ในหมู่บ้านก่อนคลอด บ้านของเราอยู่ฝั่งโน้นหากขาดเหลืออะไรบอกได้นะเจ้าคะ”“ฉันมาอยู่ที่นี่ได้สามปีแล้ว ที่นี่น่าอยู่มาก นายหญิงต้องชอบ”และอีกอื่นๆ มากมายล้วนแล้วแต่เป็นคำชมทั้งนั้น เฉินซีเห็นถึงความจริงใจของคนในหมู่บ้าน ที่สำคัญไปกว่านั้นทุกคนล้วนแล้วแต่มีรอยยิ้มที่บ่งบอกถึงความสุขความรู้สึกเคารพนับถือที่มีต่อเหยี
“ค่ะ” เฉินซีลุกขึ้นและก้าวลงจากเตียง จนถึงตอนนี้จึงเพิ่งสังเกตว่าตนไม่ได้สวมชุดนอนตัวเดิม แต่กลับสวมชุดตัวยาวกับกระโปรงหรูฉวินสีฟ้าอมเขียวใบหน้าร้อนเห่อขึ้นพร้อมกับมองเขาเป็นเชิงถาม “คุณ...เป็นคนเปลี่ยนชุดให้ฉันหรือคะ”เหยียนเฉิงอวี่กลืนน้ำลาย “คือ...ผมกลัวว่าคุณจะไม่สบายตัว”เฉินซีรู้ว่าตัวเองคงหน้าแดงจนถึงลำคอไปแล้ว ความรู้สึกที่ว่าแม้แต่ส่วนในสุดยังถูกเปลี่ยน ทำให้เขินอายจนไม่รู้จะวางหน้ายังไง ในความเป็นจริงแล้วไม่สมควรเกิดความขัดเขิน เพราะอะไรต่อมิอะไรก็ล่วงเลยมาจนถึงตอนนี้ แต่ลึกๆ แล้วความไม่คุ้นเคยก็ยังมีอยู่“ชุดนอนของคุณบางเกินไป ผมกลัวคุณจะไม่สบาย ผมไม่มั่นใจว่าอากาศที่นี่จะเหมาะกับคุณ”“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวกล่าวขอบคุณเขาเสียงแผ่ว ก้าวลงจากเตียงแล้วเดินตามเขาออกมาข้างนอกคิ้วเรียวเลิกขึ้นเล็กน้อย บรรยากาศด้านนอกแตกต่างจากที่คิดโดยสิ้นเชิง บ้านหลังเล็กหลังนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ ที่ลดหลั่นจากภูเขาสูงด้านหลัง มองไปยังอีกด้านฝั่งตรงข้ามลำธาร ไกลออกไปยังมีบ้านหลังเล็กๆ อีกหลายหลังตั้งเรียงรายกันอยู่ ต่ำลงไปอีกยังมีนาข้าวที่กำลังเขียวชอุ่มนาข้าว!!!“พวกเขาเองก็เป็นมนุษย์กึ่งอสูร
เฉินซีขมวดคิ้วพร้อมกับหลบสายตาชายหนุ่ม“ผมรู้ว่าคุณสับสน หากมีอะไรสงสัยผมพร้อมที่จะ...” เห็นหญิงสาวใจเย็นเกินไปทั้งยังไม่โวยวายเช่นเดิม เหยียนเฉิงอวี่คาดเดาสิ่งที่อยู่ในใจเฉินซีไม่ออก“คุณติดค้างคำอธิบายฉันจริงๆ เอาเป็นว่าบอกมาตั้งแต่ต้น เริ่มจาก...คุณบอกว่าฉันถูกมนต์สะกด เรื่องที่ฉันจำอะไรไม่ได้เกี่ยวกับมนต์สะกดนั่นด้วยหรือเปล่า”“ใช่”“ผู้ชายคนนั้น...”“เงา เขาคือเงาของผมเอง”เฉินซีขมวดคิ้ว “หมายถึงเขาก็คือคุณ”“ไม่ใช่ เขาคือเงา เหมือนสิ่งที่สะท้อนในกระจก แต่เขาแตกต่างเพราะเขาคือเงามืด ทุกคนมีเงามืดในใจ ผมอยู่มานาน...” เหยียนเฉิงอวี่ขมวดคิ้วเพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มเล่ายังไงดี“ผมคือเทพมารกึ่งอสูรที่ทำหน้าที่รักษาประตูภพภูมิ ทำหน้าที่นี้มาสามพันปี...”เฉินซีมองเขาคล้ายคิดว่าเขากำลังล้อเล่น แต่เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งในยามที่มีสติดี กับในยามที่ถูกมนต์สะกดไม่รู้ทำไมจึงหวนกลับมาทำให้หญิงสาวตระหนักในทุกๆ เรื่อง“ช่วงเวลายาวนานที่ผันผ่าน ผมพบว่าในใจของผมมีความชั่วร้ายสะสมอยู่ ผมเคยเกือบจะทำอะไรขาดสติหลายครั้ง แต่ยังโชคดีที่หยุดตัวเองได้ หลังจากนั้นผมจึงเริ่มสร้างตัวตนหนึ่งขึ้นในโลกแห่งเงามายาเพ
หญิงสาวผุดลุกขึ้นและขืนตัวออกจากวงแขนชายหนุ่ม ตอนนี้เขาและเธอนั่งอยู่เบาะหลังและรถยนต์คันนี้กำลังวิ่งไปที่ไหนสักแห่ง คนขับก็คือหนึ่งในเลขาคนสนิทของเหยียนเฉิงอวี่“คุณกำลังลักพาตัวฉันอยู่เหรอคะ นี่มัน...ผิดกฎหมายนะ!!”“เด็กทำให้ฉันสะกดเธอไม่อยู่แล้ว” เหยียนเฉิงอวี่ถอนหายใจออกมา เขาพยายามทำให้หญิงสาวสงบเมือพบว่าอีกฝ่ายเริ่มโวยวาย“เสี่ยวซี ฟังผมก่อน ผมมีเหตุผลที่ต้องพาคุณมา คุณไม่ใช่อยากรู้มาตลอดเหรอว่าเกิดอะไรขึ้น”หญิงสาวชะงัก “หรือว่า...เรื่องทุกอย่างนั่นเป็นความจริง มันไม่ใช่ความฝัน คุณ...เป็นคนลักพาตัวฉันไปจนทำให้ฉัน...”หยวนฝานหักรถเข้าข้างทาง ดวงตาของเขาอยู่ๆ ก็พร่าเลือน รู้สึกหายใจไม่ออกชั่วขณะเหยียนเฉิงอวี่รู้ดีว่านั่นมีสาเหตุมาจากหญิงสาว เด็กในท้องของเฉินซีจะแสดงอารมณ์ออกมาผ่านความรู้สึกของผู้เป็นแม่ หากเฉินซีโกรธ ทุกอย่างรอบๆ ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย“ไม่ใช่ เอ่อ ความจริงไม่ใช่แบบนั้นทั้งหมด คุณใจเย็นๆ อย่าโกรธได้มั้ย” มองประกายสีดำที่ล้อมรอบหญิงสาว เหยียนเฉิงอวี่สูดลมหายใจเข้าลึก ระลอกความโกรธของหญิงสาวกระเพื่อมไหวในอากาศ“นายลงไปจากรถก่อนฉันจัดการเอง”หยวนฝานรีบลงไปจากรถ มอ
เฉินเซวียนบอกว่าหวั่นเยว่หายตัวไป เหยียนเฉิงอวี่เองก็เข้ามาเยี่ยมเฉพาะเวลาที่หญิงสาวหลับ หากวันนั้นไม่เผอิญตื่นขึ้นในตอนที่เขาอยู่ในห้อง หญิงสาวก็คงไม่ได้พบท่าทางอึดอัดของเขา และก็คงไม่ได้พบหน้าเขาเป็นแน่ในความฝันเขามักจะอ่อนโยน รอยยิ้มหล่อเหลาและเสียงกระซิบแผ่วเบา ‘ผมรักคุณ’เฉินซีส่ายหน้าไปมา พยายามลืมเลือนทุกอย่างที่ทำให้ตัวเองไขว้เขว ภาพความทรงจำทั้งหมดเลือนหาย แต่กลับมีภาพความฝันตามหลอกหลอน กระทั่งบางทีเธอก็เคยคิดจะไปพบจิตแพทย์เช่นกันกับทุกคืนเฉินซียังคงเอาแต่ฝันถึงเหยียนเฉิงอวี่ เขาเดินเข้ามาหาพร้อมกับรอยยิ้มทรงเสน่ห์ ‘หิวหรือยังครับ ผมทำกับข้าวเอาไว้สองสามอย่าง’‘อยากกินอย่างอื่นมากกว่า’เฉินซีที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จผลักเหยียนเฉิงอวี่ให้เดินถอยหลังไปยังโต๊ะกลางห้อง เขายิ้มพร้อมสอดสองแขนรอบเอวอรชร‘อะไรก็ได้ครับที่รัก’ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาหา พร้อมมือที่สอดเข้ามากุมสะโพกนิ่ม กดให้กายด้านหน้าเสียดสีกับความต้องการที่เริ่มสนองตอบอารมณ์ความต้องการชายหนุ่มไม่รั้งรอเวลากลับใช้นิ้วสอดเข้าไปในแพนตี้ลูกไม้ ก่อนที่เขาจะแทรกกายเข้าหา หากไม่ใช่ว่า...เฉินซีสะดุ้งเฮือกพร้อมกับผุดตัวขึ้นจากเต
เหยียนเฉิงอวี่เลิกคิ้วเมื่อมองเห็นระลอกคลื่นบนกระจกเงา ร่างสูงที่ก้าวออกมายิ่งทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ‘เงา’ ที่มีตัวตนเหมือนเขาทุกอย่าง รูปร่าง ใบหน้า ท่าทาง ไม่ใช่เงามืดที่เป็นดังเงาเช่นทุกครั้ง“นาย...”ดวงตาที่เหมือนกับเขาแต่ดูดุดันกว่า มาบัดนี้อ่อนแสงลง ‘ประตูนั่นจะเปิดในอีกสองวันใช่มั้ย’เหยียนเฉิงอวี่หรี่ดวงตาลง “นายถามทำไม”‘เหยียนเฉิงอวี่ ฉันคือนาย และนายคือฉัน ตอนที่ฉันส่งนายกับเฉินซีเข้าไปในโลกแห่งมายา ที่นั่นไม่มีผลต่อร่างกายเฉินซีแต่ไม่ใช่กับเสี่ยวเยว่’เงาเดินมาหยุดตรงหน้าเหยียนเฉิงอวี่ ถึงตรงนี้ชายหนุ่มได้แต่อ้าปากค้างมองคนตรงหน้า เงาสะท้อน...เขาคล้ายกำลังยืนอยู่เบื้องหน้ากระจกเงาที่สะท้อนตัวเอง เพียงแต่เส้นผมของ ‘เงา’ กำลังเปลี่ยนสีผมหงอก!!!“นี่...มันอะไรกัน เกิดอะไรขึ้น!!!”‘นายเคยบอกฉัน นาย...ตัวนายไม่ใช่ทั้งมนุษย์และอสูร นายบอกฉันสิอะไรที่ดูดกลืนพลังของฉันกับนายได้’เหยียนเฉิงอวี่สะท้านวาบในใจ “ไม่...เป็นไปไม่ได้ นายกับหวั่นเยว่”‘ใช่ เสี่ยวเยว่ท้อง อสูรน้อยตนนั้นกำลังดูดกลืนพลังชีวิตของทั้งฉันและเสี่ยวเยว่ ตัวฉันไม่เป็นไรแต่เสี่ยวเยว่กำลังแย่ ยังมีเรื่อ







