공유

บทที่ 2.2

last update 게시일: 2026-03-31 17:02:45

เมื่อกวาดสายตามองไปยังกลุ่มคนเหล่านั้น ใบหน้าของชายหนุ่มที่เดินตามหวั่นชิงมา ทำเอาเฉินซีเลิกคิ้วและดูเหมือนเขาเองก็ประหลาดใจไม่น้อยที่พบหญิงสาว

“คุณ... ทำไมมาอยู่ที่นี่ละครับ”

ทุกคนมีท่าทางประหลาดใจในที ก่อนที่หวั่นเยว่จะเอ่ยถามขึ้นก่อนใคร “รู้จักกันเหรอ”

“ไม่เชิงรู้จักหรอก ฉันบังเอิญพบเขาบนรถไฟ เขาทำกระเป๋าสตางค์หล่น”

“บังเอิญขนาดนั้น” ดูเหมือนหวั่นเยว่จะไม่ค่อยชอบใจความบังเอิญ เฉินซีได้แต่ยักไหล่

“ผมยังไม่ได้ขอบคุณคุณเลยที่ช่วย ขอบคุณนะครับ ผมหวั่นเกาครับ”

และแล้วการแนะนำตัวที่สุดแสนจะวุ่นวายก็เกิดขึ้น หวั่นเยว่แนะนำให้เฉินซีรู้จักเหล่าญาติที่มาเจอกันอย่างฝืนใจ

หวั่นชิงหันไปยิ้มเยาะพี่ชายอย่างรู้เท่าทัน พร้อมกันนั้นก็ลากสายตามามองเฉินซี ใบหน้าส่อประกายที่ทำให้เฉินซีรู้สึกโกรธขึ้นมา

เฉินซีไม่มีเวลาใส่ใจอีกฝ่ายนัก เนื่องจากต้องพยายามจำชื่อทุกคนจนปวดเศียรเวียนเกล้า ถึงอย่างนั้นกลับจำได้ไม่กี่คนเพราะหวั่นเยว่ลากออกมาเสียก่อน

ความจริงหญิงสาวก็เข้าใจหวั่นเยว่ไม่น้อย ท่าทีของญาติๆ ที่มาขอเข้าพบเหยียนเฉิงอวี่นั้น เห็นชัดว่าหากไม่มาเพราะความร้อนใจก็มาเพราะความเคลือบแคลง

มองย้อนกลับไปยังประตูเรือนหลัก ป้าจีกำลังปฏิเสธไม่ให้คนจากสามตระกูลเข้าไปด้านใน คำถามก็คือแล้วทำไมหวั่นเยว่จึงได้เข้าพบเหยียนเฉิงอวี่ รวมไปถึงเธอที่เป็นคนนอกยังได้เข้าไป ทั้งที่คนของคฤหาสน์ตระกูลเหยียนถูกปฏิเสธ

ด้านหลังสุดมีสายตาของหวั่นเกามองมา เฉินซีรีบหันกลับอย่างรวดเร็วกระทั่งมั่นใจว่าอีกฝ่ายยังคงมองตามจนลับสายตา

ไม่ใช่ว่าหลงตัวเอง แต่เหมือนเฉินซีจะเคยพบเจออยู่บ่อยครั้ง ใครกันที่พูดว่าผู้หญิงเป็นฝ่ายที่ ‘ให้ท่า’ ผู้ชายได้ฝ่ายเดียว เพราะสมัยนี้ผู้ชายที่พยายาม ‘ทอดสะพาน’ ให้ผู้หญิงก็มีออกบ่อยครั้ง

ในห้องรับรองกว้างขวางของเรือนหลัก เหยียนเฉิงอวี่กำลังก้มหน้าอ่านแฟ้มบางอย่างด้วยใบหน้าเรียบเฉย กระทั่งเสียงก้าวเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าห้อง

“เข้ามาสิ” เขากล่าวโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่

“คุณชาย พวกเขามากันแล้ว ป้าจีกำลังพยายามปฏิเสธครับ”

เหยียนเฉิงอวี่เงยหน้าขึ้นพร้อมกับปิดแฟ้มในมือ “รายละเอียดมีไม่มาก นายไปสืบด้วยตัวเอง หาข้อมูลมาให้ได้”

“แต่ที่นี่...”

“หยวนฝาน” คิ้วเข้มมุ่นลงเพียงเล็กน้อยแต่ชายหนุ่มอีกคนกลับก้มหน้าลงในทันทีอย่างสำนึกผิด

“ขอโทษครับ ผมจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้”

เสียงถอนหายใจดังขึ้นเบาๆ “มะรืนนี้อาหลิงก็จะมาถึงแล้ว ที่นี่ไม่มีอะไรต้องห่วง”

หยวนฝานเปิดแฟ้มหน้าแรกขึ้น หน้ากระดาษมุมบนขวามือมีรูปถ่ายใบหนึ่งแปะอยู่ ใบหน้ายิ้มแย้มด้านข้างนั้นก็คือใบหน้าของเฉินซี

“คุณชายสงสัยอะไรเป็นพิเศษหรือครับ”

เหยียนเฉิงอวี่ลุกขึ้นยืน “ไม่รู้สิ แค่เห็นก็รู้ว่าน่าสงสัยไม่ใช่หรือไง”

หยวนฝานไม่ปฏิเสธ “แต่หากเคยพบกันมาก่อนเราก็ต้องนึกออก”

“นั่นสิ”

เห็นผู้เป็นนายกำลังจะเดินออกไปนอกห้อง หยวนฝานรีบเดินตามพร้อมวางแฟ้มเอาไว้ “คุณชายจะออกไปหรือครับ”

“ออกไปพบคนพวกนั้นหน่อย ลำพังเหยียนลั่วคงรับมือไม่ได้ง่ายๆ” เขาเรียกหญิงชราที่เป็นผู้นำออกมาด้วยชื่อแซ่ตรงๆ และหยวนฝานเองก็ไม่ได้มีท่าทีประหลาดใจ

“คงถึงเวลาที่ต้องจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้ว นายออกไปกับฉัน คืนนี้ค่อยออกเดินทาง”

“ครับ”

เฉินซีลนลานล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมา หลังจากที่หวั่นเยว่รีบร้อนออกไป ทั้งนี้ก็เพื่อบอกเรื่องที่เกิดขึ้นหน้าเรือนหลักให้พ่อกับแม่รับรู้

รูปถ่ายเก่าๆ ใบหนึ่งถูกพับครึ่งหันด้านที่มีพ่อของเธอออกมา ส่วนอีกด้านถูกพับเอาไว้

ชายหนุ่มอายุราวๆ ยี่สิบห้ายี่สิบหก ใบหน้าเรียบเฉยสวมชุดสูทภูมิฐานดูสุภาพน่าเชื่อถือ เขายืนเคียงข้างกับผู้เป็นพ่อ

ใบหน้าซึ่งเหมือนกันกับเหยียนเฉิงอวี่ ราวกับเป็นคนคนเดียวกัน ทำให้คิ้วเรียวของหญิงสาวขมวดมุ่น ความสงสัยในใจทำให้ตัดสินใจล้วงมือถือออกมากดโทรออก

“คุณน้าสบายดีมั้ยคะ” ปลายสายก็คือเพื่อนเก่าของผู้เป็นพ่อทั้งยังแซ่เดียวกันกับเธอ

“หนูมีเรื่องหนึ่งอยากจะรบกวน เรื่องรูปที่คุณน้าให้มาน่ะค่ะ ...ใช่ค่ะ หนูอยากถามหน่อยว่าคุณน้าพอจะจำได้มั้ยว่าอาจารย์ที่ปรึกษาของคุณพ่อ ...ใช่ค่ะคนที่อยู่ในรูป เขาชื่อแซ่อะไรคุณน้าพอจะจำได้มั้ยคะ”

이 작품을 무료로 읽으실 수 있습니다
QR 코드를 스캔하여 앱을 다운로드하세요

최신 챕터

  • เงาลวง   บทที่ 10.2 จบ

    เหยียนอวี่เฉิงจุมพิตลากปลายลิ้นลงไปยังฐานรอบลำคอ เขาใช้มือหนึ่งลูบไล้เคล้นคลึงอกอิ่มผ่านชุดตัวสวย อีกมือสอดลงไปยังกลางกายสาว จุ่มจ้วงปลายนิ้วจากจังหวะเชื่องช้าเป็นจังหวะรุกเร้าที่ทำเอาหวั่นเยว่ขาสั่นภาพในกระจกเงาเกิดเป็นภาพแห่งความเร้าใจที่หวั่นเยว่ยังไม่เคยลอง ใบหน้าเคร่งขรึมของเหยียนอวี่เฉิง สานสบดวงตากับหวั่นเยว่ในกระจกเงา ดวงตาคมของเขาฉายแววความต้องการ แต่กลับยังคงรอคอยจนหญิงสาวปลดปล่อยเพียงเพราะปลายนิ้วหวั่นเยว่กรีดร้องพร้อมกับร่างอ่อนยวบ เหยียนอวี่เฉิงหมุนกายอรชรเข้าหาตัว ดันแผ่นหลังหญิงสาวชิดติดกระจกเงาบานใหญ่ ท่อนขาเพรียวข้างหนึ่งถูกยกขึ้น แพนตี้ลูกไม้ถูกแหวกออก จากนั้นตัวตนแกร่งกร้าวของเขาก็จ่อประชิด“อา...ที่รัก” หวั่นเยว่รับรู้ถึงส่วนปลายที่สอดแทรก แต่เขากลับหยุดยั้งเอาไว้เพียงแค่นั้น“คุณกำลังจะสายแล้วครับ” อยู่ๆ เขาก็กระซิบแต่ยังคงกักร่างหวั่นเยว่เอาไว้ในวงแขน ท่อนขาเพรียวที่ถูกยกสูงสั่นเทาจนแทบไม่อาจทรงตัวหวั่นเยว่ขบริมฝีปากแน่น ลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง เอวอ่อนเป็นฝ่ายดันเข้าหาตัวตนของเขา “เดี๋ยวนี้!” หญิงสาวร้องขอด้วยท่าทีโกรธกรุ่นแต่ก็ต้องอ้าปากครวญครางเพราะเขาโจนจ้วง

  • เงาลวง   บทที่ 10.1

    “เรียบร้อยแล้วครับ ลบตัวตนของนายหญิงหมดแล้ว แต่ยังต้องจัดการเรื่องพ่อกับแม่ของนายหญิงที่อยู่ในเรือนจำ”“สั่งการให้คนของเราจับตาดูไว้ นานๆ ครั้งหวั่นเยว่อาจอยากไปเยี่ยมพวกเขา อย่าให้พวกเขาเป็นอันตราย”“แล้วถ้าพวกเขาพยายามติดต่อมาละครับ”“ให้ดูเป็นอย่างๆ ไป ยังไงเสียก็คงออกมาไม่ได้ ไม่ใช่ในเวลาอันรวดเร็วนี้ ยังมี...คนที่ย้ายออกไปจากคฤหาสน์ จัดการให้พวกเขาอย่าได้คิดกลับมาตอแยกับที่นี่อีก”“ครับ”เสียงบางอย่างร่วงลงไปตกแตก เหยียนเฉิงอวี่ถอนหายใจออกมาเสียงยาว “พวกนายออกไปเถอะฉันจัดการเอง” ร่างสูงหมุนตัวเดินกลับไปยังในครัว เสียงร้อนรนของเฉินซีดังขึ้นเป็นระยะ คนที่ก้มลงเก็บกวาดกลับยังคงเป็นเหยียนเฉิงอวี่“นายจะอยู่กินมื้อเย็นที่นี่มั้ย” หยวนหลิงถามหยวนฝาน อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกา“ถ้าเป็นช่วงก่อนหกโมงเย็นฉันว่าจะอยู่ แต่ตอนนี้คงไม่ คราวก่อนท้องเสียไปสามวันเพิ่งอาการดีขึ้น” หยวนฝานนิ่วหน้า หากเป็นหวั่นเยว่ที่เข้าครัวเขาคงอยากอยู่กินข้าวกับผู้เป็นนาย แต่ตอนนี้เขาคงต้องรีบเผ่นหยวนหลิงเองก็เห็นด้วย ตอนนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องนายของตนที่ต้องระมัดระวังไม่ให้เงาครอบงำ กลางวันมีอีกคนที่แม้เคร่งขรึม

  • เงาลวง   บทที่ 9.5

    “ไปเสียนะคะ อย่าปรากฏตัวอีกเลย อย่าให้ความหวังกันอีก ฉันอยู่ได้จริงๆ นะคะ แต่อย่าทำแบบนี้เลย” หวั่นเยว่สะอื้นพร้อมหลับตาเพื่อไล่หยาดน้ำตาที่หลั่งรินอ้อมกอดอบอุ่นสวมกอดจากทางด้านหลัง หวั่นเยว่สะท้านเพราะเงานั้นคือใบหน้าของเหยียนเฉิงอวี่ แต่ดวงตากลับคุ้นเคยจนน่าตกใจ ดวงตาที่เธอโหยหา...เขาที่เธอคิดว่าชาตินี้คงไม่ได้พบกันอีก เหยียนอวี่เฉิง…“เสี่ยวเยว่”หวั่นเยว่สะอื้นแต่กลับไม่กล้าหมุนตัวกลับมา สองมือคว้ามือใหญ่ที่สอดประสานยังหน้าท้องแบนราบ“หากคุณคือคุณอาเหยียน ฉันขอร้องว่าอย่าทำแบบนี้”“ผมไม่ใช่เขา”หวั่นเยว่ยังคงไม่อยากเชื่อ หญิงสาวเอาแต่ร้องไห้จนคนที่ยืนอยู่รายรอบหันมามองด้วยความสนใจ “ผมว่า...เรากำลังตกเป็นเป้าสายตา มาเถอะครับคนดี ไปคุยกันที่ร้านกาแฟตรงนั้นก็ได้”หวั่นเยว่เดินตามเขาไปโดยดี มือใหญ่ที่กุมมือจูงเดินไปข้างหน้า แผ่นหลังของเหยียนเฉิงอวี่ แต่กลับมีกลิ่นอายของ ‘เงา’ เหยียนอวี่เฉิง …ชายคนรักที่ทำให้เธอไม่อาจเดินหน้าต่อไปได้“เสี่ยวเยว่ ผมจำเป็นต้องทำ เด็กคนนี้เป็นแค่เงาเหมือนผม เด็กอีกคนที่เป็นตัวจริงหากรวมร่างกลับเข้าไปดังเดิม ทั้งคุณ เฉินซีรวมไปถึงลูกของเราจะปลอดภัย ผมไม่ม

  • เงาลวง   บทที่ 9.4

    “เสี่ยวเยว่” เหยียนเฉิงอวี่รั้งหญิงสาวเอาไว้ “บางทีส่วนหนึ่งของเธออาจจะมีเสี่ยวซีอยู่”หวั่นเยว่หันกลับมายิ้มเศร้าพร้อมกับส่ายหน้า “เขาเองก็มีส่วนหนึ่งของคุณอยู่เหมือนกัน แต่ถึงยังไงก็ไม่ใช่คนคนเดียวกัน เหมือนกับที่คุณไม่ใช่เขา ‘เหยียนอวี่เฉิง’ คนนั้นที่อยู่กับฉันในโลกแห่งเงามายา ฉันคิดว่าคุณสมควรจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ฉันรู้ว่าคุณทำได้ ฉันไม่ต้องการพบทั้งคุณและเขา...ตลอดกาล”พูดจบหวั่นเยว่ก็เดินออกไปจากห้องรับรองของเรือนหลัก ความวุ่นวายทั้งหมดทั้งมวลไม่อาจรั้งหญิงสาวเอาไว้ได้ หญิงสาวเพียงเดินกลับไปที่ห้อง ทิ้งตัวลงนอนจากนั้นก็ปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ออกมา ปลดปล่อยทุกอย่างในใจออกมากับน้ำตาที่หลั่งรินทุกอย่างที่เกิดขึ้นยาวนานคล้ายชั่วอายุขัย แต่แท้ที่จริงกลับผ่านไปเพียงระยะเวลาสั้นๆ ถึงอย่างนั้นกลับตราตรึงในหัวใจจนยากจะลืมเลือนคดีทุกอย่างคลี่คลายหลังจากตำรวจสืบหาหลักฐานไม่กี่วัน คนร้ายก็คือสองสามีภรรยาจากตระกูลหวั่นคฤหาสน์ตระกูลเหยียนที่เคยรุ่งเรืองมั่งคั่ง มาบัดนี้สามตระกูลต่างก็ย้ายออกไปเงียบๆ ไม่มีใครรู้ว่าทุกคนแยกย้ายไปอยู่เมืองใด ไม่มีการติดต่อ ไม่มีการสอบถาม ต่างคนต่างก็ย้ายไป

  • เงาลวง   บทที่ 9.3

    ทั้งสองผละออกจากกัน เฉินซีเม้มปากเงยหน้าขึ้นมองเขา หัวใจเต้นรัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ฉันว่า...บางทีต้นเหตุอาจไม่ใช่คุณ”เหยียนเฉิงอวี่เลิกคิ้วมองด้วยความงุนงง“อาจเป็นเพราะฉันเองนี่ละที่ต้านทานเสน่ห์ของคุณไม่ไหว ไม่ใช่เพราะคุณหลงกลเจ้าเงานั่น” สองมือยื่นออกไปคว้าสาบเสื้อของชายหนุ่ม รั้งเขาให้ล้มตัวลงมาหาเหยียนเฉิงอวี่ถูกหญิงสาวดึงเข้าไปยังเตียงนอน ม่านหน้าเตียงถูกปลดลง ท่ามกลางเสียงหอบกระเส่าที่เล็ดลอดออกมา ความรู้สึกที่ยังคงวนเวียนอยู่กับความลุ่มหลง กระทั่งไม่อาจแยกออกว่าแท้ที่จริงแล้ว ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายต้องมนต์ หรือใครกันแน่ที่เต็มใจหลงวนในเพศรสที่แน่ๆ คือในเวลานี้สองวิญญาณต่างก็ตกเป็นทาสของอีกฝ่าย ไม่มีใครสามารถแยกออกจากใครได้อีกแล้วหลังผ่านช่วงเวลาแห่งความร้อนแรง เฉินซีตื่นขึ้นมากลางดึกในอ้อมแขนอบอุ่น หลายสิ่งที่ติดค้างในใจทำให้เฉินซีตัดสินใจเดินกลับไปยังกระจกเงาบานนั้น“เธอคือเงาของฉัน” หวั่นเยว่มองเฉินซีนิ่ง“ใช่” เฉินซีพยักหน้าพร้อมกับมองดูครรภ์ของหวั่นเยว่ อสูรน้อยในครรภ์ของหวั่นเยว่ไม่สมบูรณ์ เขาให้ความรู้สึกคล้ายไร้ซึ่งชีวิต ไม่เหมือนเด็กในครรภ์ของเธอเฉินซียื่นมือเข้าไป

  • เงาลวง   บทที่ 9.2

    เขาเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างยอมแพ้ หวั่นเยว่คว้าไหล่แกร่งเอาไว้พยุงกาย ปลายเท้าทั้งสองข้างจิกลงบนพื้น สะโพกงามยกขึ้นและกระแทกลงตามจังหวะของห้วงอารมณ์ที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้งความสุขสมระลอกใหม่แล่นพลิ้วขึ้นมาอีกครั้ง เสียงหอบครางสอดประสานอย่างไม่มีวันจบสิ้น เสียงกระทบกันของผิวเนื้อดังขึ้นถี่ยิบ สะโพกงามโยกขยับด้วยจังหวะที่ทำเอาแทบขาดใจชั่วขณะหนึ่ง ‘เงา’ ถึงกับคิดว่าเขาจะยอมตายคาอกของหวั่นเยว่ ขอเพียงชีวิตนี้เขาได้อยู่กับหญิงสาวอย่างนี้ตลอดไป หากไม่ใช่ว่า...เสียงของการร่วมรักอย่างถึงแก่น ทำให้เฉินซีที่เดินไปมารอบๆ ได้ยินเข้าเหยียนเฉิงอวี่ขึ้นเขาไปล่าสัตว์ หญิงสาวมีเวลาได้อยู่ลำพังจึงเดินวนเวียนรอบๆ ในห้องเก็บฟืนกลับมีเสียงครวญครางทำให้อดสงสัยไม่ได้จึงเดินเข้าไปดูกระจกเงาบานใหญ่คุ้นตาวางพิงอยู่ด้านในสุด ในนั้นมีภาพอันเร่าร้อนของคนสองคนกอดก่ายพัวพัน เฉินซีมองใบหน้าของหญิงสาวในกระจกเงา คนในกระจกเงาก็เหลือบสายตามองมาชั่วขณะที่เกิดเสียงปริร้าว กระจกเงาสั่นไหวราวกับกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ‘เงา’ ที่ไม่เคยรับรู้ตัวตนของตัวเองอย่างเฉินซีเพิ่งตระหนักถึงความเป็นจริงภาพทุกอย่างสลายหายไปราวกับ

  • เงาลวง   บทที่ 2.3

    ‘หล่อขั้นเทพขนาดนั้นหาได้ไม่ง่าย น้าจะจำไม่ได้ได้ยังไง น้ายังเคยถามพ่อเธอเลยว่ามีทางติดต่อกับเขามั้ย ถ้าสมัยนั้นมีมือถือสะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้ ป่านนี้น้าคงขอเขาแต่งงานไปแล้ว น้าจำแม่นเลยเพราะชื่อคล้ายกับสามีของน้า เขาแซ่เหยียนจ้ะ เหยียนอวี่เฉิง’“เอ๋ ไม่ใช่เหยียนเฉิงอวี่หรอกเหรอคะ” เฉินซีพูดเสียง

  • เงาลวง   บทที่ 2.3

    ‘หล่อขั้นเทพขนาดนั้นหาได้ไม่ง่าย น้าจะจำไม่ได้ได้ยังไง น้ายังเคยถามพ่อเธอเลยว่ามีทางติดต่อกับเขามั้ย ถ้าสมัยนั้นมีมือถือสะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้ ป่านนี้น้าคงขอเขาแต่งงานไปแล้ว น้าจำแม่นเลยเพราะชื่อคล้ายกับสามีของน้า เขาแซ่เหยียนจ้ะ เหยียนอวี่เฉิง’“เอ๋ ไม่ใช่เหยียนเฉิงอวี่หรอกเหรอคะ” เฉินซีพูดเสียง

  • เงาลวง   บทที่ 2.1

    ชายหนุ่มหล่อเหลาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสีเข้ม ใบหน้ามีรอยยิ้มอ่อนโยน แต่ดวงตากลับให้ความรู้สึกคล้ายผ่านอะไรมามากมายเฉินซีอธิบายไม่ถูก ท่าทีและการแสดงออกของเขาคล้ายมองและสนทนากับเด็ก ใช่...เขาเหมือนคนแก่ที่ผ่านโลกมากมาย ดังนั้นดวงตาจึงส่องประกายของความสุขุม ราวกับเข้าใจในทุกๆ สิ่ง“เสี่ยวซี” หว

  • เงาลวง   บทที่ 1.4

    เฉินซีลอบประหลาดใจ “เห็นไกลๆ มองไม่ออก แต่สงสัยอยู่ว่าทำไมเรือนตะวันออกกับเรือนหลักถึงไม่มีกำแพงกั้นเหมือนเรือนย่อยอื่นๆ”“ความจริงเมื่อก่อนคฤหาสน์ตระกูลเหยียนไม่ได้ใหญ่โตขนาดนี้หรอก คุณย่าเคยเล่าว่าเรือนย่อยของตระกูลหวั่น ตระกูลหวัง แล้วก็ตระกูลชุยเพิ่งสร้างขึ้นหลังๆ มานี่เอง ฉันเคยเล่าหรือเปล่าว่

더보기
좋은 소설을 무료로 찾아 읽어보세요
GoodNovel 앱에서 수많은 인기 소설을 무료로 즐기세요! 마음에 드는 작품을 다운로드하고, 언제 어디서나 편하게 읽을 수 있습니다
앱에서 작품을 무료로 읽어보세요
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.
DMCA.com Protection Status