Share

บทที่ 1.4

last update publish date: 2026-03-31 07:21:47

เฉินซีลอบประหลาดใจ “เห็นไกลๆ มองไม่ออก แต่สงสัยอยู่ว่าทำไมเรือนตะวันออกกับเรือนหลักถึงไม่มีกำแพงกั้นเหมือนเรือนย่อยอื่นๆ”

“ความจริงเมื่อก่อนคฤหาสน์ตระกูลเหยียนไม่ได้ใหญ่โตขนาดนี้หรอก คุณย่าเคยเล่าว่าเรือนย่อยของตระกูลหวั่น ตระกูลหวัง แล้วก็ตระกูลชุยเพิ่งสร้างขึ้นหลังๆ มานี่เอง ฉันเคยเล่าหรือเปล่าว่าคุณตาเป็นคนรับอุปการะคุณพ่อกับคุณลุงทั้งสอง จริงๆ พวกเราไม่สมควรมีชีวิตหรูหราแบบนี้หรอก”

“อือ” เหมือนจะเคยได้ยินหวั่นเยว่กล่าวถึงครั้งหนึ่งจริงๆ แต่ไม่นึกว่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะอีกฝ่ายพูดเหมือนเป็นเรื่องล้อเล่นทำนองที่ว่าครอบครัวถูกเก็บมาเลี้ยง

“เมื่อก่อนคฤหาสน์ตระกูลเหยียนมีแค่เรือนหลัก เรือนด้านหลัง แล้วก็เรือนตะวันออก เรือนตะวันตกเล็กเกินไปจึงถูกทุบขยายออกมาด้านข้าง เรือนตะวันตกจริงๆ จะอยู่ตรงลานสวนเท่านั้น กำแพงล้อมจึงเหมือนเส้นแบ่งตระกูลเหยียนแล้วก็พวกเราสามตระกูลออกมา จนถึงเมื่อเร็วๆ นี้ที่ย่าให้พ่อกับพวกเราย้ายเข้ามา แต่กลับไม่อนุญาตให้คุณป้ากับนางมารนั่นย้ายตามมาด้วย”

“ก็ถูกแล้วไม่ใช่เหรอ หากเลือกคุณพ่อเป็นทายาท แล้วคุณป้าที่ไม่ได้เป็นผู้ถูกเลือกจะตามมาทำไม” ฟังดูก็รู้ว่าป้าหวั่นกับนางมารหวั่นชิงคงไม่พอใจ

“ใช่ แต่คนบางคนเขาไม่รู้จักพอนี่นา เมื่อก่อนไม่อยากนับญาติ แต่ถึงวันที่คนอื่นเกิดมีความสำคัญกลับอยากพาตัวเข้ามา” หวั่นเยว่เบ้หน้าอย่างไม่สบอารมณ์

หญิงสาวทั้งสองเดินเรื่อยไปจนถึงหน้าเรือนหลัก เฉินซีอดที่จะรู้สึกประหม่าไม่ได้ ได้ยินมาหลายครั้งว่าคุณย่าของหวั่นเยว่เป็นคนเข้มงวด แน่นอนว่าผู้หญิงที่มีฐานะเป็นผู้นำตระกูลใหญ่ย่อมไม่ธรรมดา ดังนั้นเฉินซีแม้รู้สึกเลื่อมใส แต่เพราะตัวหญิงสาวเองไม่เคยได้ใกล้ชิดญาติผู้ใหญ่ ดังนั้นจึงประหม่าจนฝ่ามือเปียกชื้นด้วยเหงื่อ

“มากันแล้วหรือ” เสียงอ่อนโยนดังขึ้นทันทีที่หวั่นเยว่เดินนำเฉินซีผ่านประตูเรือนหลัก หญิงวัยกลางคนเดินยิ้มแย้มออกมา

“ป้าจี คุณย่าอยู่ข้างในหรือเปล่าคะ”

“อยู่เจ้าค่ะ นายหญิงออกไปเดินเล่นในสวนกับคุณชาย ตอนนี้กลับมาแล้ว ป้าบอกนายหญิงว่าคุณหนูมาหาตอนนี้นายหญิงเลยรออยู่”

ป้าจีเป็นคนดูแลเรือนหลัก ฐานะเหนือกว่าคนงานในคฤหาสน์ทุกคน ทั้งยังเป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยทุกอย่าง ดังนั้นทุกคนจึงให้ความเกรงใจไม่มีใครกล้าล่วงเกิน ไม่เว้นแม้แต่คนของอีกสามตระกูลอย่างตระกูลหวั่น ตระกูลชุย และตระกูลหวัง

“นี่คงจะเป็นเพื่อนของคุณหนูสินะคะ”

“ค่ะ สวัสดีค่ะป้าจี หนูแซ่เฉิน เรียกหนูว่าเสี่ยวซีก็ได้”

“ชื่อเพราะสมตัว เข้ามาเถอะจ้ะ”

เมื่อเดินเข้าไปในห้องโถงรับรองของเรือนหลัก ใครจะคาดว่าคุณย่าเหยียนไม่ได้อยู่ที่นั่นเพียงลำพัง ข้างๆ ยังมีชายหนุ่มวัยไม่เกินยี่สิบห้าอีกสองคนอยู่ด้วย

คนที่นั่งอยู่น่าจะเป็น ‘คุณอาเหยียน’ คนนั้นไม่ผิดแน่ ส่วนอีกคนที่ยืนด้วยท่าทีสำรวมน่าจะเป็นคนของเขา

...คุณอาเหยียนคนนั้นไม่ได้ให้ความสนใจกับหญิงสาวทั้งสองที่เพิ่งมาถึง แต่ชายหนุ่มคนที่ยืนอยู่กลับจ้องมองมาก่อนแล้ว

เฉินซีชะงักเพราะรู้สึกได้ถึงสายตาคมกริบที่มองพิจารณามา ใบหน้าเรียบเฉย ดวงตาคล้ายอ่านความรู้สึกของคนอื่นได้ ทำให้ในใจรู้สึกหวั่นๆ เล็กน้อย แต่ก็ยังฝืนก้าวเท้าตามหวั่นเยว่เข้าไปกลางห้อง แสร้งทำเป็นไม่เห็นและไม่รู้สึกถึงสายตาน่ากลัวของอีกฝ่าย

“มากันแล้ว”

คุณย่าเหยียนยิ้มแล้วยื่นมือออกมาข้างหน้า หวั่นเยว่ยิ้มกว้างและรีบก้าวเข้าไปหา พร้อมกันนั้นก็ยื่นมือออกไปหาผู้อาวุโสกว่า

“ไหนละเพื่อนรักของหลานคนที่ว่า”

หวั่นเยว่คล้องแขนเฉินซีพร้อมกับดันเพื่อนรักไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง “คนนี้ไงคะคุณย่า”

“สวัสดีค่ะคุณย่า หนูแซ่เฉิน เรียกหนูว่าเสี่ยวซีก็ได้” เฉินซียิ้มพร้อมกับกล่าว รับรู้ได้ถึงสายตาของชายหนุ่มทั้งสองที่กำลังมองมา

“มาก็ดีแล้ว ตอนเย็นย่าว่าจะจัดงานเลี้ยงเล็กๆ เป็นการภายในต้อนรับอาเหยียนด้วย เสี่ยวซีก็มาด้วยกันนะไม่ใช่คนอื่นไกล มาได้จังหวะเหมาะจริงๆ”

รอยยิ้มอ่อนโยนของคุณย่าเหยียนทำให้เฉินซีรู้สึกว่าผู้อาวุโสกว่า หมายความตามที่พูดจริงๆ ไม่ใช่แค่กล่าวเพื่อมารยาท “มาใกล้ๆ สิ ย่าจะแนะนำให้รู้จักกันเอาไว้ นี่อาเหยียน เหยียนเฉิงอวี่”

“อาเหยียน” หวั่นเยว่ยิ้มกว้าง รู้สึกว่าใบหน้าหล่อเหลาของผู้เป็นอาน่ามองไปหมด

เฉินซีเองก็มองไปยังชายหนุ่มที่ยังคงนั่งยิ้มแย้ม คิ้วเรียวมุ่นลงในทันทีที่สบตากับชายหนุ่ม ความคุ้นเคยทำเอาหญิงสาวเผลอจ้องหน้าเขาเขม็ง

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เงาลวง   บทที่ 10.2 จบ

    เหยียนอวี่เฉิงจุมพิตลากปลายลิ้นลงไปยังฐานรอบลำคอ เขาใช้มือหนึ่งลูบไล้เคล้นคลึงอกอิ่มผ่านชุดตัวสวย อีกมือสอดลงไปยังกลางกายสาว จุ่มจ้วงปลายนิ้วจากจังหวะเชื่องช้าเป็นจังหวะรุกเร้าที่ทำเอาหวั่นเยว่ขาสั่นภาพในกระจกเงาเกิดเป็นภาพแห่งความเร้าใจที่หวั่นเยว่ยังไม่เคยลอง ใบหน้าเคร่งขรึมของเหยียนอวี่เฉิง สานสบดวงตากับหวั่นเยว่ในกระจกเงา ดวงตาคมของเขาฉายแววความต้องการ แต่กลับยังคงรอคอยจนหญิงสาวปลดปล่อยเพียงเพราะปลายนิ้วหวั่นเยว่กรีดร้องพร้อมกับร่างอ่อนยวบ เหยียนอวี่เฉิงหมุนกายอรชรเข้าหาตัว ดันแผ่นหลังหญิงสาวชิดติดกระจกเงาบานใหญ่ ท่อนขาเพรียวข้างหนึ่งถูกยกขึ้น แพนตี้ลูกไม้ถูกแหวกออก จากนั้นตัวตนแกร่งกร้าวของเขาก็จ่อประชิด“อา...ที่รัก” หวั่นเยว่รับรู้ถึงส่วนปลายที่สอดแทรก แต่เขากลับหยุดยั้งเอาไว้เพียงแค่นั้น“คุณกำลังจะสายแล้วครับ” อยู่ๆ เขาก็กระซิบแต่ยังคงกักร่างหวั่นเยว่เอาไว้ในวงแขน ท่อนขาเพรียวที่ถูกยกสูงสั่นเทาจนแทบไม่อาจทรงตัวหวั่นเยว่ขบริมฝีปากแน่น ลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง เอวอ่อนเป็นฝ่ายดันเข้าหาตัวตนของเขา “เดี๋ยวนี้!” หญิงสาวร้องขอด้วยท่าทีโกรธกรุ่นแต่ก็ต้องอ้าปากครวญครางเพราะเขาโจนจ้วง

  • เงาลวง   บทที่ 10.1

    “เรียบร้อยแล้วครับ ลบตัวตนของนายหญิงหมดแล้ว แต่ยังต้องจัดการเรื่องพ่อกับแม่ของนายหญิงที่อยู่ในเรือนจำ”“สั่งการให้คนของเราจับตาดูไว้ นานๆ ครั้งหวั่นเยว่อาจอยากไปเยี่ยมพวกเขา อย่าให้พวกเขาเป็นอันตราย”“แล้วถ้าพวกเขาพยายามติดต่อมาละครับ”“ให้ดูเป็นอย่างๆ ไป ยังไงเสียก็คงออกมาไม่ได้ ไม่ใช่ในเวลาอันรวดเร็วนี้ ยังมี...คนที่ย้ายออกไปจากคฤหาสน์ จัดการให้พวกเขาอย่าได้คิดกลับมาตอแยกับที่นี่อีก”“ครับ”เสียงบางอย่างร่วงลงไปตกแตก เหยียนเฉิงอวี่ถอนหายใจออกมาเสียงยาว “พวกนายออกไปเถอะฉันจัดการเอง” ร่างสูงหมุนตัวเดินกลับไปยังในครัว เสียงร้อนรนของเฉินซีดังขึ้นเป็นระยะ คนที่ก้มลงเก็บกวาดกลับยังคงเป็นเหยียนเฉิงอวี่“นายจะอยู่กินมื้อเย็นที่นี่มั้ย” หยวนหลิงถามหยวนฝาน อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกา“ถ้าเป็นช่วงก่อนหกโมงเย็นฉันว่าจะอยู่ แต่ตอนนี้คงไม่ คราวก่อนท้องเสียไปสามวันเพิ่งอาการดีขึ้น” หยวนฝานนิ่วหน้า หากเป็นหวั่นเยว่ที่เข้าครัวเขาคงอยากอยู่กินข้าวกับผู้เป็นนาย แต่ตอนนี้เขาคงต้องรีบเผ่นหยวนหลิงเองก็เห็นด้วย ตอนนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องนายของตนที่ต้องระมัดระวังไม่ให้เงาครอบงำ กลางวันมีอีกคนที่แม้เคร่งขรึม

  • เงาลวง   บทที่ 9.5

    “ไปเสียนะคะ อย่าปรากฏตัวอีกเลย อย่าให้ความหวังกันอีก ฉันอยู่ได้จริงๆ นะคะ แต่อย่าทำแบบนี้เลย” หวั่นเยว่สะอื้นพร้อมหลับตาเพื่อไล่หยาดน้ำตาที่หลั่งรินอ้อมกอดอบอุ่นสวมกอดจากทางด้านหลัง หวั่นเยว่สะท้านเพราะเงานั้นคือใบหน้าของเหยียนเฉิงอวี่ แต่ดวงตากลับคุ้นเคยจนน่าตกใจ ดวงตาที่เธอโหยหา...เขาที่เธอคิดว่าชาตินี้คงไม่ได้พบกันอีก เหยียนอวี่เฉิง…“เสี่ยวเยว่”หวั่นเยว่สะอื้นแต่กลับไม่กล้าหมุนตัวกลับมา สองมือคว้ามือใหญ่ที่สอดประสานยังหน้าท้องแบนราบ“หากคุณคือคุณอาเหยียน ฉันขอร้องว่าอย่าทำแบบนี้”“ผมไม่ใช่เขา”หวั่นเยว่ยังคงไม่อยากเชื่อ หญิงสาวเอาแต่ร้องไห้จนคนที่ยืนอยู่รายรอบหันมามองด้วยความสนใจ “ผมว่า...เรากำลังตกเป็นเป้าสายตา มาเถอะครับคนดี ไปคุยกันที่ร้านกาแฟตรงนั้นก็ได้”หวั่นเยว่เดินตามเขาไปโดยดี มือใหญ่ที่กุมมือจูงเดินไปข้างหน้า แผ่นหลังของเหยียนเฉิงอวี่ แต่กลับมีกลิ่นอายของ ‘เงา’ เหยียนอวี่เฉิง …ชายคนรักที่ทำให้เธอไม่อาจเดินหน้าต่อไปได้“เสี่ยวเยว่ ผมจำเป็นต้องทำ เด็กคนนี้เป็นแค่เงาเหมือนผม เด็กอีกคนที่เป็นตัวจริงหากรวมร่างกลับเข้าไปดังเดิม ทั้งคุณ เฉินซีรวมไปถึงลูกของเราจะปลอดภัย ผมไม่ม

  • เงาลวง   บทที่ 9.4

    “เสี่ยวเยว่” เหยียนเฉิงอวี่รั้งหญิงสาวเอาไว้ “บางทีส่วนหนึ่งของเธออาจจะมีเสี่ยวซีอยู่”หวั่นเยว่หันกลับมายิ้มเศร้าพร้อมกับส่ายหน้า “เขาเองก็มีส่วนหนึ่งของคุณอยู่เหมือนกัน แต่ถึงยังไงก็ไม่ใช่คนคนเดียวกัน เหมือนกับที่คุณไม่ใช่เขา ‘เหยียนอวี่เฉิง’ คนนั้นที่อยู่กับฉันในโลกแห่งเงามายา ฉันคิดว่าคุณสมควรจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ฉันรู้ว่าคุณทำได้ ฉันไม่ต้องการพบทั้งคุณและเขา...ตลอดกาล”พูดจบหวั่นเยว่ก็เดินออกไปจากห้องรับรองของเรือนหลัก ความวุ่นวายทั้งหมดทั้งมวลไม่อาจรั้งหญิงสาวเอาไว้ได้ หญิงสาวเพียงเดินกลับไปที่ห้อง ทิ้งตัวลงนอนจากนั้นก็ปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ออกมา ปลดปล่อยทุกอย่างในใจออกมากับน้ำตาที่หลั่งรินทุกอย่างที่เกิดขึ้นยาวนานคล้ายชั่วอายุขัย แต่แท้ที่จริงกลับผ่านไปเพียงระยะเวลาสั้นๆ ถึงอย่างนั้นกลับตราตรึงในหัวใจจนยากจะลืมเลือนคดีทุกอย่างคลี่คลายหลังจากตำรวจสืบหาหลักฐานไม่กี่วัน คนร้ายก็คือสองสามีภรรยาจากตระกูลหวั่นคฤหาสน์ตระกูลเหยียนที่เคยรุ่งเรืองมั่งคั่ง มาบัดนี้สามตระกูลต่างก็ย้ายออกไปเงียบๆ ไม่มีใครรู้ว่าทุกคนแยกย้ายไปอยู่เมืองใด ไม่มีการติดต่อ ไม่มีการสอบถาม ต่างคนต่างก็ย้ายไป

  • เงาลวง   บทที่ 9.3

    ทั้งสองผละออกจากกัน เฉินซีเม้มปากเงยหน้าขึ้นมองเขา หัวใจเต้นรัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ฉันว่า...บางทีต้นเหตุอาจไม่ใช่คุณ”เหยียนเฉิงอวี่เลิกคิ้วมองด้วยความงุนงง“อาจเป็นเพราะฉันเองนี่ละที่ต้านทานเสน่ห์ของคุณไม่ไหว ไม่ใช่เพราะคุณหลงกลเจ้าเงานั่น” สองมือยื่นออกไปคว้าสาบเสื้อของชายหนุ่ม รั้งเขาให้ล้มตัวลงมาหาเหยียนเฉิงอวี่ถูกหญิงสาวดึงเข้าไปยังเตียงนอน ม่านหน้าเตียงถูกปลดลง ท่ามกลางเสียงหอบกระเส่าที่เล็ดลอดออกมา ความรู้สึกที่ยังคงวนเวียนอยู่กับความลุ่มหลง กระทั่งไม่อาจแยกออกว่าแท้ที่จริงแล้ว ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายต้องมนต์ หรือใครกันแน่ที่เต็มใจหลงวนในเพศรสที่แน่ๆ คือในเวลานี้สองวิญญาณต่างก็ตกเป็นทาสของอีกฝ่าย ไม่มีใครสามารถแยกออกจากใครได้อีกแล้วหลังผ่านช่วงเวลาแห่งความร้อนแรง เฉินซีตื่นขึ้นมากลางดึกในอ้อมแขนอบอุ่น หลายสิ่งที่ติดค้างในใจทำให้เฉินซีตัดสินใจเดินกลับไปยังกระจกเงาบานนั้น“เธอคือเงาของฉัน” หวั่นเยว่มองเฉินซีนิ่ง“ใช่” เฉินซีพยักหน้าพร้อมกับมองดูครรภ์ของหวั่นเยว่ อสูรน้อยในครรภ์ของหวั่นเยว่ไม่สมบูรณ์ เขาให้ความรู้สึกคล้ายไร้ซึ่งชีวิต ไม่เหมือนเด็กในครรภ์ของเธอเฉินซียื่นมือเข้าไป

  • เงาลวง   บทที่ 9.2

    เขาเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างยอมแพ้ หวั่นเยว่คว้าไหล่แกร่งเอาไว้พยุงกาย ปลายเท้าทั้งสองข้างจิกลงบนพื้น สะโพกงามยกขึ้นและกระแทกลงตามจังหวะของห้วงอารมณ์ที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้งความสุขสมระลอกใหม่แล่นพลิ้วขึ้นมาอีกครั้ง เสียงหอบครางสอดประสานอย่างไม่มีวันจบสิ้น เสียงกระทบกันของผิวเนื้อดังขึ้นถี่ยิบ สะโพกงามโยกขยับด้วยจังหวะที่ทำเอาแทบขาดใจชั่วขณะหนึ่ง ‘เงา’ ถึงกับคิดว่าเขาจะยอมตายคาอกของหวั่นเยว่ ขอเพียงชีวิตนี้เขาได้อยู่กับหญิงสาวอย่างนี้ตลอดไป หากไม่ใช่ว่า...เสียงของการร่วมรักอย่างถึงแก่น ทำให้เฉินซีที่เดินไปมารอบๆ ได้ยินเข้าเหยียนเฉิงอวี่ขึ้นเขาไปล่าสัตว์ หญิงสาวมีเวลาได้อยู่ลำพังจึงเดินวนเวียนรอบๆ ในห้องเก็บฟืนกลับมีเสียงครวญครางทำให้อดสงสัยไม่ได้จึงเดินเข้าไปดูกระจกเงาบานใหญ่คุ้นตาวางพิงอยู่ด้านในสุด ในนั้นมีภาพอันเร่าร้อนของคนสองคนกอดก่ายพัวพัน เฉินซีมองใบหน้าของหญิงสาวในกระจกเงา คนในกระจกเงาก็เหลือบสายตามองมาชั่วขณะที่เกิดเสียงปริร้าว กระจกเงาสั่นไหวราวกับกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ‘เงา’ ที่ไม่เคยรับรู้ตัวตนของตัวเองอย่างเฉินซีเพิ่งตระหนักถึงความเป็นจริงภาพทุกอย่างสลายหายไปราวกับ

  • เงาลวง   บทที่ 9.1

    หากเป็นช่วงเวลาปกติเหยียนเฉิงอวี่จะอ่อนแอ ส่วนเขาจะแข็งแกร่งและออกไปปรากฎตัวยังโลกมนุษย์แทนอีกฝ่าย ตอนนี้ต่างออกไปเพราะเขาตกลงไปในหลุมพรางของตัวเอง เขามีคนที่ต้องแบ่งปันพลังชีวิต พลังดังกล่าวจึงไม่อาจฟื้นตัวได้ในเวลาอันรวดเร็วเงาดำก้าวเข้าไปในถังน้ำ หวั่นเยว่ถูกยกร่างขึ้นวางบนตัก ร่างงามเปลือยเปล่

  • เงาลวง   บทที่ 2.4

    ประโยคนั้นของเหยียนเฉิงอวี่ จะว่าโจ่งแจ้งก็โจ่งแจ้งหากแฝงเจตนา จะว่าตรงไปตรงมากับสิ่งที่เกิด ก็ไม่อาจมีใครตำหนิเขา หากแต่เมื่อมองจากสถานการณ์ตรงหน้า มันกลับทำให้บรรยากาศยิ่งอึดอัดหวั่นฮั่วรั้งตะเกียบกลับมาก่อนวางมันลงแล้วผายมือ “มิกล้า”เหยียนเฉิงอวี่ยิ้มที่มุมปาก เขายังคงคีบเนื้อก้อนนั้นขึ้นมาก่อ

  • เงาลวง   บทที่ 5.3

    มือใหญ่ยกขึ้นลูบแก้มหญิงสาวเบาๆ “เสี่ยวซี”“คะ”“เพราะอะไรถึงบอกว่ารักผม”แวบหนึ่งเขามองเห็นความลังเลไม่มั่นใจ แต่มันก็หายไปอย่างรวดเร็ว “ล้อเล่นหรือไงคะ เราแต่งงานกันแล้ว ไม่รักคุณแล้วฉันจะรักใครได้ ไม่รักคุณแล้วฉันจะแต่งงานกับคุณทำไมกัน”หญิงสาวตอบด้วยรอยยิ้ม หากแต่เหยียนเฉิงอวี่กลับรวดร้าวไปทั้ง

  • เงาลวง   บทที่ 3.1

    ในความมืดกลางสวนทางเดินที่ทอดยาวเข้าไปยังเรือนหลัก เงาร่างสีดำทะมึนกำลังเดินผ่านประตูออกมา ความเงียบอันน่าวังเวง บวกกับค่ำคืนที่ยากแก่การสังเกตเห็น ทำให้เงาร่างนั้นเดินผ่านออกมายังโถงทางเดิน ทะลุออกมายังประตูเชื่อมกระทั่งโผล่มายังประตูเรือนะวันออกบนพื้นทางเดินปรากฏรอยเท้าเปียกชื้น แต่ครู่ต่อมากลับ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status