LOGIN‘หล่อขั้นเทพขนาดนั้นหาได้ไม่ง่าย น้าจะจำไม่ได้ได้ยังไง น้ายังเคยถามพ่อเธอเลยว่ามีทางติดต่อกับเขามั้ย ถ้าสมัยนั้นมีมือถือสะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้ ป่านนี้น้าคงขอเขาแต่งงานไปแล้ว น้าจำแม่นเลยเพราะชื่อคล้ายกับสามีของน้า เขาแซ่เหยียนจ้ะ เหยียนอวี่เฉิง’
“เอ๋ ไม่ใช่เหยียนเฉิงอวี่หรอกเหรอคะ” เฉินซีพูดเสียงเบา
‘จำได้ว่าชื่อของเขาคืออวี่เฉิงจ้ะ น้ายังเคยเขียนชื่อของเขาเป็นอักษรพู่กันเล่นๆ เลย ทำไมเหรอจ้ะ’
“ไม่มีอะไรค่ะ พอดีหนูเจอคนที่หน้าตาเหมือนเขา”
ปลายสายหัวเราะเสียงดัง ‘จำแม่นขนาดนั้นเชียว คนเราแก่ตัวมาจะหล่อเหมือนตอนเป็นหนุ่มได้ยังไง เขาอายุมากกว่าพ่อเธอตั้งหลายปี ถ้าเขายังอยู่ก็ต้องอายุสักห้าสิบห้า แหม...ดูแก่เชียว หน้าตาจะยังเหมือนเดิมได้ยังไง’
“นั่นสินะคะ”
เฉินซีเองก็คิดว่ามันไม่สมเหตุสมผล พูดคุยหยอกล้อถามสารทุกข์กับอีกฝ่ายครู่หนึ่งจากนั้นจึงวางสาย มองดูรูปถ่ายของผู้เป็นพ่อ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจออกมา
“เขาจะเป็นคนคนเดียวกันได้ยังไง ฉันต้องเสียสติไปแล้วแน่ๆ”
ตอนมีชีวิตอยู่ไม่ใส่ใจ ตอนจากไปจึงเพิ่งระลึกถึง...
แม้จะแซ่เหยียนเหมือนกัน แต่หวั่นเยว่เคยบอกว่าพ่อของเหยียนเฉิงอวี่เป็นคนขี้โรคไม่เคยออกไปนอกคฤหาสน์ กระทั่งแต่งงานและมีลูกก็คือเหยียนเฉิงอวี่ก็ไม่เคยก้าวออกมาจากคฤหาสน์ ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นเขา
รูปใบเดิมถูกสอดเก็บเข้าไปในกระเป๋าสตางค์ เช่นกันกับความคิดบ้าๆ ที่เฉินซียังต้องหัวเราะเยาะตัวเอง
งานเลี้ยงต้อนรับเหยียนเฉิงอวี่เป็นงานเลี้ยงภายใน โต๊ะทรงกลมขนาดใหญ่เรียงรายด้วยอาหารเลิศรส คนทั้งหมดของคฤหาสน์ในที่สุดก็มากันครบ
เฉินซีพยายามยืนอยู่ด้านหลังสุด พยายามทำตัวไม่โดดเด่น เพราะในที่นี้หญิงสาวนับว่าเป็นคนนอก แม้ได้รับคำเชื้อเชิญจากหัวหน้าตระกูล แต่งานเลี้ยงนี้สมควรจะมีแต่คนของคฤหาสน์ตระกูลเหยียน ดังนั้นในใจจึงรู้สึกกระอักกระอ่วนไม่น้อย
เสียงฝีเท้าเดินใกล้เข้ามาทุกคนจึงรีบหันไปมอง โต๊ะที่มีอาหารมากมายเรียงรายยังคงว่างเปล่า ทุกคนยังคงไม่มีใครกล้าก้าวเข้าไปนั่ง รอให้ผู้นำตระกูลมาถึงก่อนเท่านั้นจึงสามารถเข้าไปนั่งลงได้
เหยียนเฉิงอวี่พยุงคุณย่าเหยียนเข้ามาในห้อง ใบหน้าของเขาเรียบเฉยไม่มีร่องรอยของความอึดอัดหรือเก้อกระดาก ใบหน้าหล่อเหลาไม่ได้มองไปยังคนใดคนหนึ่ง เพียงพาหญิงชราเดินตรงไปยังที่นั่ง กระทั่งตัวเขาเองก็นั่งลงข้างๆ อีกฝ่าย
หวั่นเยว่กลั้นยิ้ม “ปกติข้างขวาของคุณย่าจะเป็นที่นั่งของพ่อ ข้างซ้ายคุณลุงหวั่นจะรีบเข้าไปจับจอง เห็นชัดว่าวันนี้ถึงรีบพุ่งไปก็ไม่ทันแล้ว”
“เบาเสียงหน่อย” เฉินซีกระซิบก่อนเดินตามไปนั่งลงข้างๆ หวั่นเยว่ ทุกคนนั่งลงที่นั่งของตัวเอง และไม่รู้ความบังเอิญหรือจงใจ ที่นั่งข้างเฉินซีกลับมีหวั่นเกาเดินมานั่งลง
“ตามสบายนะครับ อาหารทุกอย่างรับรองว่าหาชิมที่ไหนไม่ได้ แม่ครัวที่นี่ทำอร่อยทุกอย่างโดยเฉพาะเนื้อตุ๋นเกาลัด” เขาแนะนำด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร
“ขอบคุณนะคะ” เฉินซียิ้มตอบจากนั้นก็ละสายตา โดยไม่ได้ตั้งใจหญิงสาวสังเกตว่าในห้องไม่เห็นชายหนุ่มอีกคน จำได้ว่าเหยียนเฉิงอวี่แนะนำว่าเป็นผู้ช่วยแซ่หยวน
แม้รู้สึกผิดต่ออีกฝ่ายเพราะเพิ่งเคยพบกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็อดโล่งใจที่เขาไม่ได้อยู่ในห้อง เพราะแค่นึกถึงว่าตัวเองต้องถูกจ้อง เฉินซีก็ให้รู้สึกว่าจะกลืนอะไรไม่ลงแล้ว
หญิงสาวไม่รู้ตัวเลยว่าการกระทำนั้นทำให้เหยียนเฉิงอวี่ลอบมองไปยังเบื้องหลังตน เขาลอบยิ้มเล็กน้อยเพราะรู้เท่าทันความคิดหญิงสาว
หยวนฝานเป็นคนความรู้สึกเร็ว ยิ่งเรื่องเกี่ยวกับตัวเขาแล้วก็มักจะกังวลเป็นพิเศษ ขอเพียงมีใครที่มีท่าทีจดจำเขาได้ หยวนฝานก็จะตื่นตัวมากขึ้น
บรรยากาศปรองดองอันจอมปลอมของคนตระกูลใหญ่ ทำเอาเฉินซีที่มาเพื่อชมดูความครึกครื้นได้เปิดหูเปิดตา นี่จึงเรียกได้ว่าสวมหน้ากากเข้าหากันโดยแท้ แม้ปากเอ่ยถามเรื่องทั่วไปแต่ดวงตากลับเชือดเฉือนและคอยหาเรื่องยั่วยุอีกฝ่าย ทำเอาบนโต๊ะอาหารหมดรสชาติ
จริงอยู่คนนอกอย่างเฉินซีอาจไม่รับรู้ หากแต่นานเข้าก็ย่อมสังเกตเห็นจากสีหน้าของแต่ละคน บนโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารเลิศรส มีเพียงคนสองคนที่ยังสีหน้าปกติ ทั้งสองยังกินอาหารได้มากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ
...เหยียนเฉิงอวี่ เหยียนลั่ว
ชายหนุ่มและหญิงชราผู้ที่กุมชะตาคนทั้งคฤหาสน์ตระกูลเหยียนเอาไว้ในมือ
เฉินซีมองเห็นความขัดแย้งของคนจากสามตระกูล และมั่นใจว่าผู้ยิ่งใหญ่ตระกูลเหยียนอีกสองคนก็คงมองเห็นเช่นกัน จังหวะที่กำลังจะหันไปมองหวั่นเยว่ สายตาของหญิงสาวกลับเหลือบไปเห็นตะเกียบของเหยียนเฉิงอวี่และตะเกียบของหวั่นฮั่ว คีบลงไปบนชิ้นเนื้อเดียวกัน
บรรยากาศทุกอย่างหยุดชะงักลงทันที เช่นกันกับใบหน้าของเหยียนเฉิงอวี่ที่เรียบเฉย บัดนี้กลับปรากฏรอยยิ้ม
“ดูเหมือนเราสองคนจะหมายตาเนื้อชิ้นเดียวกันอยู่”
เฉินซีลอบสูดหายใจเข้าสายตาจ้องเขม็งไปยังใบหน้าหล่อเหลา ไม่รู้ทำไมดวงตาจึงลอบกลอกมองไปรอบๆ จินตนาการว่าผู้ช่วยแซ่หยวนคนนั้นจะกระโจนเข้ามาพร้อมกับคมมีด ตวัดตัดศีรษะของหวั่นฮั่วผู้ซึ่งกล้าท้าทายอำนาจมืด
คิดๆ แล้วก็ได้แต่รู้สึกขันกับความเพ้อเจ้อของตัวเอง
เฉินซีขมวดคิ้วพร้อมกับหลบสายตาชายหนุ่ม“ผมรู้ว่าคุณสับสน หากมีอะไรสงสัยผมพร้อมที่จะ...” เห็นหญิงสาวใจเย็นเกินไปทั้งยังไม่โวยวายเช่นเดิม เหยียนเฉิงอวี่คาดเดาสิ่งที่อยู่ในใจเฉินซีไม่ออก“คุณติดค้างคำอธิบายฉันจริงๆ เอาเป็นว่าบอกมาตั้งแต่ต้น เริ่มจาก...คุณบอกว่าฉันถูกมนต์สะกด เรื่องที่ฉันจำอะไรไม่ได้เกี่ยวกับมนต์สะกดนั่นด้วยหรือเปล่า”“ใช่”“ผู้ชายคนนั้น...”“เงา เขาคือเงาของผมเอง”เฉินซีขมวดคิ้ว “หมายถึงเขาก็คือคุณ”“ไม่ใช่ เขาคือเงา เหมือนสิ่งที่สะท้อนในกระจก แต่เขาแตกต่างเพราะเขาคือเงามืด ทุกคนมีเงามืดในใจ ผมอยู่มานาน...” เหยียนเฉิงอวี่ขมวดคิ้วเพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มเล่ายังไงดี“ผมคือเทพมารกึ่งอสูรที่ทำหน้าที่รักษาประตูภพภูมิ ทำหน้าที่นี้มาสามพันปี...”เฉินซีมองเขาคล้ายคิดว่าเขากำลังล้อเล่น แต่เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งในยามที่มีสติดี กับในยามที่ถูกมนต์สะกดไม่รู้ทำไมจึงหวนกลับมาทำให้หญิงสาวตระหนักในทุกๆ เรื่อง“ช่วงเวลายาวนานที่ผันผ่าน ผมพบว่าในใจของผมมีความชั่วร้ายสะสมอยู่ ผมเคยเกือบจะทำอะไรขาดสติหลายครั้ง แต่ยังโชคดีที่หยุดตัวเองได้ หลังจากนั้นผมจึงเริ่มสร้างตัวตนหนึ่งขึ้นในโลกแห่งเงามายาเพ
หญิงสาวผุดลุกขึ้นและขืนตัวออกจากวงแขนชายหนุ่ม ตอนนี้เขาและเธอนั่งอยู่เบาะหลังและรถยนต์คันนี้กำลังวิ่งไปที่ไหนสักแห่ง คนขับก็คือหนึ่งในเลขาคนสนิทของเหยียนเฉิงอวี่“คุณกำลังลักพาตัวฉันอยู่เหรอคะ นี่มัน...ผิดกฎหมายนะ!!”“เด็กทำให้ฉันสะกดเธอไม่อยู่แล้ว” เหยียนเฉิงอวี่ถอนหายใจออกมา เขาพยายามทำให้หญิงสาวสงบเมือพบว่าอีกฝ่ายเริ่มโวยวาย“เสี่ยวซี ฟังผมก่อน ผมมีเหตุผลที่ต้องพาคุณมา คุณไม่ใช่อยากรู้มาตลอดเหรอว่าเกิดอะไรขึ้น”หญิงสาวชะงัก “หรือว่า...เรื่องทุกอย่างนั่นเป็นความจริง มันไม่ใช่ความฝัน คุณ...เป็นคนลักพาตัวฉันไปจนทำให้ฉัน...”หยวนฝานหักรถเข้าข้างทาง ดวงตาของเขาอยู่ๆ ก็พร่าเลือน รู้สึกหายใจไม่ออกชั่วขณะเหยียนเฉิงอวี่รู้ดีว่านั่นมีสาเหตุมาจากหญิงสาว เด็กในท้องของเฉินซีจะแสดงอารมณ์ออกมาผ่านความรู้สึกของผู้เป็นแม่ หากเฉินซีโกรธ ทุกอย่างรอบๆ ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย“ไม่ใช่ เอ่อ ความจริงไม่ใช่แบบนั้นทั้งหมด คุณใจเย็นๆ อย่าโกรธได้มั้ย” มองประกายสีดำที่ล้อมรอบหญิงสาว เหยียนเฉิงอวี่สูดลมหายใจเข้าลึก ระลอกความโกรธของหญิงสาวกระเพื่อมไหวในอากาศ“นายลงไปจากรถก่อนฉันจัดการเอง”หยวนฝานรีบลงไปจากรถ มอ
เฉินเซวียนบอกว่าหวั่นเยว่หายตัวไป เหยียนเฉิงอวี่เองก็เข้ามาเยี่ยมเฉพาะเวลาที่หญิงสาวหลับ หากวันนั้นไม่เผอิญตื่นขึ้นในตอนที่เขาอยู่ในห้อง หญิงสาวก็คงไม่ได้พบท่าทางอึดอัดของเขา และก็คงไม่ได้พบหน้าเขาเป็นแน่ในความฝันเขามักจะอ่อนโยน รอยยิ้มหล่อเหลาและเสียงกระซิบแผ่วเบา ‘ผมรักคุณ’เฉินซีส่ายหน้าไปมา พยายามลืมเลือนทุกอย่างที่ทำให้ตัวเองไขว้เขว ภาพความทรงจำทั้งหมดเลือนหาย แต่กลับมีภาพความฝันตามหลอกหลอน กระทั่งบางทีเธอก็เคยคิดจะไปพบจิตแพทย์เช่นกันกับทุกคืนเฉินซียังคงเอาแต่ฝันถึงเหยียนเฉิงอวี่ เขาเดินเข้ามาหาพร้อมกับรอยยิ้มทรงเสน่ห์ ‘หิวหรือยังครับ ผมทำกับข้าวเอาไว้สองสามอย่าง’‘อยากกินอย่างอื่นมากกว่า’เฉินซีที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จผลักเหยียนเฉิงอวี่ให้เดินถอยหลังไปยังโต๊ะกลางห้อง เขายิ้มพร้อมสอดสองแขนรอบเอวอรชร‘อะไรก็ได้ครับที่รัก’ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาหา พร้อมมือที่สอดเข้ามากุมสะโพกนิ่ม กดให้กายด้านหน้าเสียดสีกับความต้องการที่เริ่มสนองตอบอารมณ์ความต้องการชายหนุ่มไม่รั้งรอเวลากลับใช้นิ้วสอดเข้าไปในแพนตี้ลูกไม้ ก่อนที่เขาจะแทรกกายเข้าหา หากไม่ใช่ว่า...เฉินซีสะดุ้งเฮือกพร้อมกับผุดตัวขึ้นจากเต
เหยียนเฉิงอวี่เลิกคิ้วเมื่อมองเห็นระลอกคลื่นบนกระจกเงา ร่างสูงที่ก้าวออกมายิ่งทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ‘เงา’ ที่มีตัวตนเหมือนเขาทุกอย่าง รูปร่าง ใบหน้า ท่าทาง ไม่ใช่เงามืดที่เป็นดังเงาเช่นทุกครั้ง“นาย...”ดวงตาที่เหมือนกับเขาแต่ดูดุดันกว่า มาบัดนี้อ่อนแสงลง ‘ประตูนั่นจะเปิดในอีกสองวันใช่มั้ย’เหยียนเฉิงอวี่หรี่ดวงตาลง “นายถามทำไม”‘เหยียนเฉิงอวี่ ฉันคือนาย และนายคือฉัน ตอนที่ฉันส่งนายกับเฉินซีเข้าไปในโลกแห่งมายา ที่นั่นไม่มีผลต่อร่างกายเฉินซีแต่ไม่ใช่กับเสี่ยวเยว่’เงาเดินมาหยุดตรงหน้าเหยียนเฉิงอวี่ ถึงตรงนี้ชายหนุ่มได้แต่อ้าปากค้างมองคนตรงหน้า เงาสะท้อน...เขาคล้ายกำลังยืนอยู่เบื้องหน้ากระจกเงาที่สะท้อนตัวเอง เพียงแต่เส้นผมของ ‘เงา’ กำลังเปลี่ยนสีผมหงอก!!!“นี่...มันอะไรกัน เกิดอะไรขึ้น!!!”‘นายเคยบอกฉัน นาย...ตัวนายไม่ใช่ทั้งมนุษย์และอสูร นายบอกฉันสิอะไรที่ดูดกลืนพลังของฉันกับนายได้’เหยียนเฉิงอวี่สะท้านวาบในใจ “ไม่...เป็นไปไม่ได้ นายกับหวั่นเยว่”‘ใช่ เสี่ยวเยว่ท้อง อสูรน้อยตนนั้นกำลังดูดกลืนพลังชีวิตของทั้งฉันและเสี่ยวเยว่ ตัวฉันไม่เป็นไรแต่เสี่ยวเยว่กำลังแย่ ยังมีเรื่อ
ท่ามกลางเงามืดและความว่างเปล่า หวั่นเยว่เดินเข้าสู่อ้อมกอดของร่างสูงซึ่งมีเพียงเงาสีดำ หญิงสาวดวงตาเลื่อนลอยร่างโอนเอน อ้อมกอดแกร่งรั้งร่างหวั่นเยว่เข้าหาตัว เสียงกระซิบแผ่วเบาหลอกล่อ ‘เป็นหนึ่งเดียวกับข้า แล้วเจ้าจะได้ในสิ่งที่ต้องการ’“ทุกอย่างเลยเหรอคะ”‘ทุกอย่าง’“ฉันต้องทำยังไง”เงาสีดำนั้นอุ้มร่างหวั่นเยว่ขึ้นก่อนหมุนตัวเดินไปที่เตียงนอน หวั่นเยว่ยินยอมพร้อมใจโดยไม่ปฏิเสธ ร่างงามถูกวางลงบนที่นอนนุ่ม สองมือกุมผ้าปูที่นอนแน่เมื่อรับรู้ว่าร่างถูกทาบทับไม่นานเสียงครางกระเส่าก็ดังขึ้น ภายในห้องนอนอบอวลไปด้วยกลิ่นแห่งกามารมณ์ เสียงผิวกายกระทั้นกระแทกประสานเสียงครวญของหญิงสาว‘อา ในที่สุดข้าก็รู้แล้วว่าเหยียนเฉิงอวี่ถูกสิ่งใดครอบงำ’เสียงพร่าดังลอดออกมาจากม่านหน้าเตียง เงาร่างของคนสองคนยังคงกอดรัดพัวพัน หญิงสาวถูกพลิกกายขึ้นนั่งคร่อมลงบนร่างแกร่ง สองมือค้ำลงไปยังที่นอน มือใหญ่แข็งแกร่งเกาะกุมบีบให้เอวอ่อนยอมรับความแกร่งกล้าที่สอดเสยจากเบื้องล่าง“อ๊ะ” ร่างงามส่งเสียงพร้อมใบหน้าแหงนหงาย ขบริมฝีปากอิ่มเพื่อข่มกลั้นความรู้สึกพลุ่งพล่าน อกอิ่มถูกครอบครอบจากคนที่ตนนั่งคร่อม ความกระสันซ่านแ
ที่ว่าไม่มีหลักฐานเขาไม่สงสัยและไม่กังวล เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นในโลกแห่งเงามายา ดีเอ็นเอของเขาไม่มีทางหลงเหลือบนตัวของหญิงสาวเพียงแต่...เพราะอะไรลึกๆ เขาจึงหวังว่าจะมีสิ่งใดจากตัวเขาหลงเหลือเอาไว้บ้างเหยียนเฉิงอวี่เดินตรงเข้าไปแนะนำตัว “สวัสดีครับคุณเฉิน คุณคงจะเป็นน้าของเฉินซี ผมเหยียนเฉิงอวี่ เจ้าของคฤหาสน์ตระกูลเหยียน”เฉินเซวียนเลิกคิ้วมองชายหนุ่มหล่อเหลาตรงหน้า ใบหน้าคุ้นเคยของอีกฝ่ายทำเอาประหลาดใจ “ค่ะสวัสดี เรา...เคยพบกันมาก่อนหรือเปล่าคะ”เหยียนเฉิงอวี่ชะงัก มือข้างหนึ่งเผลอลูบอกเสื้อเบาๆ ในนั้นมีรูปถ่ายที่เขาตัดออกมาเก็บเอาไว้ รูปถ่ายซึ่งเคยอยู่ในกระเป๋าสตางค์ของเฉินซี “ผมคิดว่าคงไม่ ผมเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศน่ะครับ”“อ๋อ” เฉินเซวียนพยักหน้า “ฉันเฉินเซวียนค่ะ เป็นน้าของเสี่ยวซี ไม่ใช่น้าแท้ๆ แต่ก็รักและดูแลแกมาตลอดตั้งแต่แกสูญเสียทั้งพ่อและแม่ไป ก่อนมาที่นี่เลขาของคุณเล่าเรื่องให้ฟังคร่าวๆ แล้ว ฉันต้องการคุยกับตำรวจค่ะ”“ครับ ผมจะพาไปแต่คงหลังจากที่ให้คุณพบกับเฉินซีก่อน”“นั่นมันแน่นอนอยู่แล้วค่ะ ตอนที่ทางตำรวจโทรไปบอกรายละเอียดบางอย่างให้ฉันรู้บ้างแล้ว และฉันเองก็ไม่คิดว่า







