LOGIN‘หล่อขั้นเทพขนาดนั้นหาได้ไม่ง่าย น้าจะจำไม่ได้ได้ยังไง น้ายังเคยถามพ่อเธอเลยว่ามีทางติดต่อกับเขามั้ย ถ้าสมัยนั้นมีมือถือสะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้ ป่านนี้น้าคงขอเขาแต่งงานไปแล้ว น้าจำแม่นเลยเพราะชื่อคล้ายกับสามีของน้า เขาแซ่เหยียนจ้ะ เหยียนอวี่เฉิง’
“เอ๋ ไม่ใช่เหยียนเฉิงอวี่หรอกเหรอคะ” เฉินซีพูดเสียงเบา
‘จำได้ว่าชื่อของเขาคืออวี่เฉิงจ้ะ น้ายังเคยเขียนชื่อของเขาเป็นอักษรพู่กันเล่นๆ เลย ทำไมเหรอจ้ะ’
“ไม่มีอะไรค่ะ พอดีหนูเจอคนที่หน้าตาเหมือนเขา”
ปลายสายหัวเราะเสียงดัง ‘จำแม่นขนาดนั้นเชียว คนเราแก่ตัวมาจะหล่อเหมือนตอนเป็นหนุ่มได้ยังไง เขาอายุมากกว่าพ่อเธอตั้งหลายปี ถ้าเขายังอยู่ก็ต้องอายุสักห้าสิบห้า แหม...ดูแก่เชียว หน้าตาจะยังเหมือนเดิมได้ยังไง’
“นั่นสินะคะ”
เฉินซีเองก็คิดว่ามันไม่สมเหตุสมผล พูดคุยหยอกล้อถามสารทุกข์กับอีกฝ่ายครู่หนึ่งจากนั้นจึงวางสาย มองดูรูปถ่ายของผู้เป็นพ่อ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจออกมา
“เขาจะเป็นคนคนเดียวกันได้ยังไง ฉันต้องเสียสติไปแล้วแน่ๆ”
ตอนมีชีวิตอยู่ไม่ใส่ใจ ตอนจากไปจึงเพิ่งระลึกถึง...
แม้จะแซ่เหยียนเหมือนกัน แต่หวั่นเยว่เคยบอกว่าพ่อของเหยียนเฉิงอวี่เป็นคนขี้โรคไม่เคยออกไปนอกคฤหาสน์ กระทั่งแต่งงานและมีลูกก็คือเหยียนเฉิงอวี่ก็ไม่เคยก้าวออกมาจากคฤหาสน์ ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นเขา
รูปใบเดิมถูกสอดเก็บเข้าไปในกระเป๋าสตางค์ เช่นกันกับความคิดบ้าๆ ที่เฉินซียังต้องหัวเราะเยาะตัวเอง
งานเลี้ยงต้อนรับเหยียนเฉิงอวี่เป็นงานเลี้ยงภายใน โต๊ะทรงกลมขนาดใหญ่เรียงรายด้วยอาหารเลิศรส คนทั้งหมดของคฤหาสน์ในที่สุดก็มากันครบ
เฉินซีพยายามยืนอยู่ด้านหลังสุด พยายามทำตัวไม่โดดเด่น เพราะในที่นี้หญิงสาวนับว่าเป็นคนนอก แม้ได้รับคำเชื้อเชิญจากหัวหน้าตระกูล แต่งานเลี้ยงนี้สมควรจะมีแต่คนของคฤหาสน์ตระกูลเหยียน ดังนั้นในใจจึงรู้สึกกระอักกระอ่วนไม่น้อย
เสียงฝีเท้าเดินใกล้เข้ามาทุกคนจึงรีบหันไปมอง โต๊ะที่มีอาหารมากมายเรียงรายยังคงว่างเปล่า ทุกคนยังคงไม่มีใครกล้าก้าวเข้าไปนั่ง รอให้ผู้นำตระกูลมาถึงก่อนเท่านั้นจึงสามารถเข้าไปนั่งลงได้
เหยียนเฉิงอวี่พยุงคุณย่าเหยียนเข้ามาในห้อง ใบหน้าของเขาเรียบเฉยไม่มีร่องรอยของความอึดอัดหรือเก้อกระดาก ใบหน้าหล่อเหลาไม่ได้มองไปยังคนใดคนหนึ่ง เพียงพาหญิงชราเดินตรงไปยังที่นั่ง กระทั่งตัวเขาเองก็นั่งลงข้างๆ อีกฝ่าย
หวั่นเยว่กลั้นยิ้ม “ปกติข้างขวาของคุณย่าจะเป็นที่นั่งของพ่อ ข้างซ้ายคุณลุงหวั่นจะรีบเข้าไปจับจอง เห็นชัดว่าวันนี้ถึงรีบพุ่งไปก็ไม่ทันแล้ว”
“เบาเสียงหน่อย” เฉินซีกระซิบก่อนเดินตามไปนั่งลงข้างๆ หวั่นเยว่ ทุกคนนั่งลงที่นั่งของตัวเอง และไม่รู้ความบังเอิญหรือจงใจ ที่นั่งข้างเฉินซีกลับมีหวั่นเกาเดินมานั่งลง
“ตามสบายนะครับ อาหารทุกอย่างรับรองว่าหาชิมที่ไหนไม่ได้ แม่ครัวที่นี่ทำอร่อยทุกอย่างโดยเฉพาะเนื้อตุ๋นเกาลัด” เขาแนะนำด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร
“ขอบคุณนะคะ” เฉินซียิ้มตอบจากนั้นก็ละสายตา โดยไม่ได้ตั้งใจหญิงสาวสังเกตว่าในห้องไม่เห็นชายหนุ่มอีกคน จำได้ว่าเหยียนเฉิงอวี่แนะนำว่าเป็นผู้ช่วยแซ่หยวน
แม้รู้สึกผิดต่ออีกฝ่ายเพราะเพิ่งเคยพบกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็อดโล่งใจที่เขาไม่ได้อยู่ในห้อง เพราะแค่นึกถึงว่าตัวเองต้องถูกจ้อง เฉินซีก็ให้รู้สึกว่าจะกลืนอะไรไม่ลงแล้ว
หญิงสาวไม่รู้ตัวเลยว่าการกระทำนั้นทำให้เหยียนเฉิงอวี่ลอบมองไปยังเบื้องหลังตน เขาลอบยิ้มเล็กน้อยเพราะรู้เท่าทันความคิดหญิงสาว
หยวนฝานเป็นคนความรู้สึกเร็ว ยิ่งเรื่องเกี่ยวกับตัวเขาแล้วก็มักจะกังวลเป็นพิเศษ ขอเพียงมีใครที่มีท่าทีจดจำเขาได้ หยวนฝานก็จะตื่นตัวมากขึ้น
บรรยากาศปรองดองอันจอมปลอมของคนตระกูลใหญ่ ทำเอาเฉินซีที่มาเพื่อชมดูความครึกครื้นได้เปิดหูเปิดตา นี่จึงเรียกได้ว่าสวมหน้ากากเข้าหากันโดยแท้ แม้ปากเอ่ยถามเรื่องทั่วไปแต่ดวงตากลับเชือดเฉือนและคอยหาเรื่องยั่วยุอีกฝ่าย ทำเอาบนโต๊ะอาหารหมดรสชาติ
จริงอยู่คนนอกอย่างเฉินซีอาจไม่รับรู้ หากแต่นานเข้าก็ย่อมสังเกตเห็นจากสีหน้าของแต่ละคน บนโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารเลิศรส มีเพียงคนสองคนที่ยังสีหน้าปกติ ทั้งสองยังกินอาหารได้มากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ
...เหยียนเฉิงอวี่ เหยียนลั่ว
ชายหนุ่มและหญิงชราผู้ที่กุมชะตาคนทั้งคฤหาสน์ตระกูลเหยียนเอาไว้ในมือ
เฉินซีมองเห็นความขัดแย้งของคนจากสามตระกูล และมั่นใจว่าผู้ยิ่งใหญ่ตระกูลเหยียนอีกสองคนก็คงมองเห็นเช่นกัน จังหวะที่กำลังจะหันไปมองหวั่นเยว่ สายตาของหญิงสาวกลับเหลือบไปเห็นตะเกียบของเหยียนเฉิงอวี่และตะเกียบของหวั่นฮั่ว คีบลงไปบนชิ้นเนื้อเดียวกัน
บรรยากาศทุกอย่างหยุดชะงักลงทันที เช่นกันกับใบหน้าของเหยียนเฉิงอวี่ที่เรียบเฉย บัดนี้กลับปรากฏรอยยิ้ม
“ดูเหมือนเราสองคนจะหมายตาเนื้อชิ้นเดียวกันอยู่”
เฉินซีลอบสูดหายใจเข้าสายตาจ้องเขม็งไปยังใบหน้าหล่อเหลา ไม่รู้ทำไมดวงตาจึงลอบกลอกมองไปรอบๆ จินตนาการว่าผู้ช่วยแซ่หยวนคนนั้นจะกระโจนเข้ามาพร้อมกับคมมีด ตวัดตัดศีรษะของหวั่นฮั่วผู้ซึ่งกล้าท้าทายอำนาจมืด
คิดๆ แล้วก็ได้แต่รู้สึกขันกับความเพ้อเจ้อของตัวเอง
เหยียนอวี่เฉิงจุมพิตลากปลายลิ้นลงไปยังฐานรอบลำคอ เขาใช้มือหนึ่งลูบไล้เคล้นคลึงอกอิ่มผ่านชุดตัวสวย อีกมือสอดลงไปยังกลางกายสาว จุ่มจ้วงปลายนิ้วจากจังหวะเชื่องช้าเป็นจังหวะรุกเร้าที่ทำเอาหวั่นเยว่ขาสั่นภาพในกระจกเงาเกิดเป็นภาพแห่งความเร้าใจที่หวั่นเยว่ยังไม่เคยลอง ใบหน้าเคร่งขรึมของเหยียนอวี่เฉิง สานสบดวงตากับหวั่นเยว่ในกระจกเงา ดวงตาคมของเขาฉายแววความต้องการ แต่กลับยังคงรอคอยจนหญิงสาวปลดปล่อยเพียงเพราะปลายนิ้วหวั่นเยว่กรีดร้องพร้อมกับร่างอ่อนยวบ เหยียนอวี่เฉิงหมุนกายอรชรเข้าหาตัว ดันแผ่นหลังหญิงสาวชิดติดกระจกเงาบานใหญ่ ท่อนขาเพรียวข้างหนึ่งถูกยกขึ้น แพนตี้ลูกไม้ถูกแหวกออก จากนั้นตัวตนแกร่งกร้าวของเขาก็จ่อประชิด“อา...ที่รัก” หวั่นเยว่รับรู้ถึงส่วนปลายที่สอดแทรก แต่เขากลับหยุดยั้งเอาไว้เพียงแค่นั้น“คุณกำลังจะสายแล้วครับ” อยู่ๆ เขาก็กระซิบแต่ยังคงกักร่างหวั่นเยว่เอาไว้ในวงแขน ท่อนขาเพรียวที่ถูกยกสูงสั่นเทาจนแทบไม่อาจทรงตัวหวั่นเยว่ขบริมฝีปากแน่น ลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง เอวอ่อนเป็นฝ่ายดันเข้าหาตัวตนของเขา “เดี๋ยวนี้!” หญิงสาวร้องขอด้วยท่าทีโกรธกรุ่นแต่ก็ต้องอ้าปากครวญครางเพราะเขาโจนจ้วง
“เรียบร้อยแล้วครับ ลบตัวตนของนายหญิงหมดแล้ว แต่ยังต้องจัดการเรื่องพ่อกับแม่ของนายหญิงที่อยู่ในเรือนจำ”“สั่งการให้คนของเราจับตาดูไว้ นานๆ ครั้งหวั่นเยว่อาจอยากไปเยี่ยมพวกเขา อย่าให้พวกเขาเป็นอันตราย”“แล้วถ้าพวกเขาพยายามติดต่อมาละครับ”“ให้ดูเป็นอย่างๆ ไป ยังไงเสียก็คงออกมาไม่ได้ ไม่ใช่ในเวลาอันรวดเร็วนี้ ยังมี...คนที่ย้ายออกไปจากคฤหาสน์ จัดการให้พวกเขาอย่าได้คิดกลับมาตอแยกับที่นี่อีก”“ครับ”เสียงบางอย่างร่วงลงไปตกแตก เหยียนเฉิงอวี่ถอนหายใจออกมาเสียงยาว “พวกนายออกไปเถอะฉันจัดการเอง” ร่างสูงหมุนตัวเดินกลับไปยังในครัว เสียงร้อนรนของเฉินซีดังขึ้นเป็นระยะ คนที่ก้มลงเก็บกวาดกลับยังคงเป็นเหยียนเฉิงอวี่“นายจะอยู่กินมื้อเย็นที่นี่มั้ย” หยวนหลิงถามหยวนฝาน อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกา“ถ้าเป็นช่วงก่อนหกโมงเย็นฉันว่าจะอยู่ แต่ตอนนี้คงไม่ คราวก่อนท้องเสียไปสามวันเพิ่งอาการดีขึ้น” หยวนฝานนิ่วหน้า หากเป็นหวั่นเยว่ที่เข้าครัวเขาคงอยากอยู่กินข้าวกับผู้เป็นนาย แต่ตอนนี้เขาคงต้องรีบเผ่นหยวนหลิงเองก็เห็นด้วย ตอนนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องนายของตนที่ต้องระมัดระวังไม่ให้เงาครอบงำ กลางวันมีอีกคนที่แม้เคร่งขรึม
“ไปเสียนะคะ อย่าปรากฏตัวอีกเลย อย่าให้ความหวังกันอีก ฉันอยู่ได้จริงๆ นะคะ แต่อย่าทำแบบนี้เลย” หวั่นเยว่สะอื้นพร้อมหลับตาเพื่อไล่หยาดน้ำตาที่หลั่งรินอ้อมกอดอบอุ่นสวมกอดจากทางด้านหลัง หวั่นเยว่สะท้านเพราะเงานั้นคือใบหน้าของเหยียนเฉิงอวี่ แต่ดวงตากลับคุ้นเคยจนน่าตกใจ ดวงตาที่เธอโหยหา...เขาที่เธอคิดว่าชาตินี้คงไม่ได้พบกันอีก เหยียนอวี่เฉิง…“เสี่ยวเยว่”หวั่นเยว่สะอื้นแต่กลับไม่กล้าหมุนตัวกลับมา สองมือคว้ามือใหญ่ที่สอดประสานยังหน้าท้องแบนราบ“หากคุณคือคุณอาเหยียน ฉันขอร้องว่าอย่าทำแบบนี้”“ผมไม่ใช่เขา”หวั่นเยว่ยังคงไม่อยากเชื่อ หญิงสาวเอาแต่ร้องไห้จนคนที่ยืนอยู่รายรอบหันมามองด้วยความสนใจ “ผมว่า...เรากำลังตกเป็นเป้าสายตา มาเถอะครับคนดี ไปคุยกันที่ร้านกาแฟตรงนั้นก็ได้”หวั่นเยว่เดินตามเขาไปโดยดี มือใหญ่ที่กุมมือจูงเดินไปข้างหน้า แผ่นหลังของเหยียนเฉิงอวี่ แต่กลับมีกลิ่นอายของ ‘เงา’ เหยียนอวี่เฉิง …ชายคนรักที่ทำให้เธอไม่อาจเดินหน้าต่อไปได้“เสี่ยวเยว่ ผมจำเป็นต้องทำ เด็กคนนี้เป็นแค่เงาเหมือนผม เด็กอีกคนที่เป็นตัวจริงหากรวมร่างกลับเข้าไปดังเดิม ทั้งคุณ เฉินซีรวมไปถึงลูกของเราจะปลอดภัย ผมไม่ม
“เสี่ยวเยว่” เหยียนเฉิงอวี่รั้งหญิงสาวเอาไว้ “บางทีส่วนหนึ่งของเธออาจจะมีเสี่ยวซีอยู่”หวั่นเยว่หันกลับมายิ้มเศร้าพร้อมกับส่ายหน้า “เขาเองก็มีส่วนหนึ่งของคุณอยู่เหมือนกัน แต่ถึงยังไงก็ไม่ใช่คนคนเดียวกัน เหมือนกับที่คุณไม่ใช่เขา ‘เหยียนอวี่เฉิง’ คนนั้นที่อยู่กับฉันในโลกแห่งเงามายา ฉันคิดว่าคุณสมควรจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ฉันรู้ว่าคุณทำได้ ฉันไม่ต้องการพบทั้งคุณและเขา...ตลอดกาล”พูดจบหวั่นเยว่ก็เดินออกไปจากห้องรับรองของเรือนหลัก ความวุ่นวายทั้งหมดทั้งมวลไม่อาจรั้งหญิงสาวเอาไว้ได้ หญิงสาวเพียงเดินกลับไปที่ห้อง ทิ้งตัวลงนอนจากนั้นก็ปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ออกมา ปลดปล่อยทุกอย่างในใจออกมากับน้ำตาที่หลั่งรินทุกอย่างที่เกิดขึ้นยาวนานคล้ายชั่วอายุขัย แต่แท้ที่จริงกลับผ่านไปเพียงระยะเวลาสั้นๆ ถึงอย่างนั้นกลับตราตรึงในหัวใจจนยากจะลืมเลือนคดีทุกอย่างคลี่คลายหลังจากตำรวจสืบหาหลักฐานไม่กี่วัน คนร้ายก็คือสองสามีภรรยาจากตระกูลหวั่นคฤหาสน์ตระกูลเหยียนที่เคยรุ่งเรืองมั่งคั่ง มาบัดนี้สามตระกูลต่างก็ย้ายออกไปเงียบๆ ไม่มีใครรู้ว่าทุกคนแยกย้ายไปอยู่เมืองใด ไม่มีการติดต่อ ไม่มีการสอบถาม ต่างคนต่างก็ย้ายไป
ทั้งสองผละออกจากกัน เฉินซีเม้มปากเงยหน้าขึ้นมองเขา หัวใจเต้นรัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ฉันว่า...บางทีต้นเหตุอาจไม่ใช่คุณ”เหยียนเฉิงอวี่เลิกคิ้วมองด้วยความงุนงง“อาจเป็นเพราะฉันเองนี่ละที่ต้านทานเสน่ห์ของคุณไม่ไหว ไม่ใช่เพราะคุณหลงกลเจ้าเงานั่น” สองมือยื่นออกไปคว้าสาบเสื้อของชายหนุ่ม รั้งเขาให้ล้มตัวลงมาหาเหยียนเฉิงอวี่ถูกหญิงสาวดึงเข้าไปยังเตียงนอน ม่านหน้าเตียงถูกปลดลง ท่ามกลางเสียงหอบกระเส่าที่เล็ดลอดออกมา ความรู้สึกที่ยังคงวนเวียนอยู่กับความลุ่มหลง กระทั่งไม่อาจแยกออกว่าแท้ที่จริงแล้ว ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายต้องมนต์ หรือใครกันแน่ที่เต็มใจหลงวนในเพศรสที่แน่ๆ คือในเวลานี้สองวิญญาณต่างก็ตกเป็นทาสของอีกฝ่าย ไม่มีใครสามารถแยกออกจากใครได้อีกแล้วหลังผ่านช่วงเวลาแห่งความร้อนแรง เฉินซีตื่นขึ้นมากลางดึกในอ้อมแขนอบอุ่น หลายสิ่งที่ติดค้างในใจทำให้เฉินซีตัดสินใจเดินกลับไปยังกระจกเงาบานนั้น“เธอคือเงาของฉัน” หวั่นเยว่มองเฉินซีนิ่ง“ใช่” เฉินซีพยักหน้าพร้อมกับมองดูครรภ์ของหวั่นเยว่ อสูรน้อยในครรภ์ของหวั่นเยว่ไม่สมบูรณ์ เขาให้ความรู้สึกคล้ายไร้ซึ่งชีวิต ไม่เหมือนเด็กในครรภ์ของเธอเฉินซียื่นมือเข้าไป
เขาเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างยอมแพ้ หวั่นเยว่คว้าไหล่แกร่งเอาไว้พยุงกาย ปลายเท้าทั้งสองข้างจิกลงบนพื้น สะโพกงามยกขึ้นและกระแทกลงตามจังหวะของห้วงอารมณ์ที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้งความสุขสมระลอกใหม่แล่นพลิ้วขึ้นมาอีกครั้ง เสียงหอบครางสอดประสานอย่างไม่มีวันจบสิ้น เสียงกระทบกันของผิวเนื้อดังขึ้นถี่ยิบ สะโพกงามโยกขยับด้วยจังหวะที่ทำเอาแทบขาดใจชั่วขณะหนึ่ง ‘เงา’ ถึงกับคิดว่าเขาจะยอมตายคาอกของหวั่นเยว่ ขอเพียงชีวิตนี้เขาได้อยู่กับหญิงสาวอย่างนี้ตลอดไป หากไม่ใช่ว่า...เสียงของการร่วมรักอย่างถึงแก่น ทำให้เฉินซีที่เดินไปมารอบๆ ได้ยินเข้าเหยียนเฉิงอวี่ขึ้นเขาไปล่าสัตว์ หญิงสาวมีเวลาได้อยู่ลำพังจึงเดินวนเวียนรอบๆ ในห้องเก็บฟืนกลับมีเสียงครวญครางทำให้อดสงสัยไม่ได้จึงเดินเข้าไปดูกระจกเงาบานใหญ่คุ้นตาวางพิงอยู่ด้านในสุด ในนั้นมีภาพอันเร่าร้อนของคนสองคนกอดก่ายพัวพัน เฉินซีมองใบหน้าของหญิงสาวในกระจกเงา คนในกระจกเงาก็เหลือบสายตามองมาชั่วขณะที่เกิดเสียงปริร้าว กระจกเงาสั่นไหวราวกับกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ‘เงา’ ที่ไม่เคยรับรู้ตัวตนของตัวเองอย่างเฉินซีเพิ่งตระหนักถึงความเป็นจริงภาพทุกอย่างสลายหายไปราวกับ
ความยิ่งใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลเหยียน แน่นอนว่าไม่มีสถาปัตยกรรมใดที่หญิงสาวเคยเห็น จะสามารถนำมาเทียบเคียงได้เลยตัวเรือนย่อยทั้งสี่ด้านที่สามารถมองเห็นแต่ไกล ไม่ต้องเดินดูก็เดาได้ว่าทั้งหรูหราและงดงาม ยิ่งไม่ต้องบรรยายถึงสวนตรงกลางลาน ซึ่งเป็นสวนกว้างใหญ่มีสระบัวและน้ำพุอยู่ตรงกลาง มีต้นไม้เล็กใหญ่ปลู
เมืองจิ้นจง มณฑลซานซีเมืองโบราณผิงเหยาในอดีตเคยเป็นเมืองสำคัญที่โด่งดังแห่งหนึ่งของจีน ในฐานะศูนย์กลางตลาดเงินและที่ตั้งของร้านแลกเงินแห่งแรก ซึ่งเชื่อกันว่าในช่วงที่เมืองผิงเหยาเฟื่องฟูที่สุดเคยมีร้านค้าภายในเมืองถึงพันร้านแม้ปัจจุบันเมืองผิงเหยาจะไม่ได้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจเช่นอดีต แต่ความสำคัญ
‘หล่อขั้นเทพขนาดนั้นหาได้ไม่ง่าย น้าจะจำไม่ได้ได้ยังไง น้ายังเคยถามพ่อเธอเลยว่ามีทางติดต่อกับเขามั้ย ถ้าสมัยนั้นมีมือถือสะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้ ป่านนี้น้าคงขอเขาแต่งงานไปแล้ว น้าจำแม่นเลยเพราะชื่อคล้ายกับสามีของน้า เขาแซ่เหยียนจ้ะ เหยียนอวี่เฉิง’“เอ๋ ไม่ใช่เหยียนเฉิงอวี่หรอกเหรอคะ” เฉินซีพูดเสียง
เมื่อกวาดสายตามองไปยังกลุ่มคนเหล่านั้น ใบหน้าของชายหนุ่มที่เดินตามหวั่นชิงมา ทำเอาเฉินซีเลิกคิ้วและดูเหมือนเขาเองก็ประหลาดใจไม่น้อยที่พบหญิงสาว“คุณ... ทำไมมาอยู่ที่นี่ละครับ”ทุกคนมีท่าทางประหลาดใจในที ก่อนที่หวั่นเยว่จะเอ่ยถามขึ้นก่อนใคร “รู้จักกันเหรอ”“ไม่เชิงรู้จักหรอก ฉันบังเอิญพบเขาบนรถไฟ เข







