LOGINเห็นว่าลูกสาวคนเล็กออกไปแล้ว เซี่ยเป่าเจิ้นจึงหันมาพูดกับลูกสาวคนโต “เสี่ยวอิ๋ง พักต่ออีกสักหน่อยก่อนนะ เดี๋ยวค่อยออกมากินข้าว แม่จะไปตามหมอมาดูอาการให้สักหน่อย เผื่อว่ายังมีอะไรร้ายแรง”
“ไม่ต้องไปตามหมอหรอกค่ะแม่ ฉันไม่เป็นอะไรแล้วจริง ๆ” หญิงสาวยังคงยืนยันคำเดิม ตอนนี้เธอไม่มีอาการเจ็บป่วยหลงเหลือแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นก็พักผ่อนเถอะนะ แม่ไม่กวนแล้ว” เมื่อเห็นลูกสาวยืนยันว่าไม่เป็นอะไร จึงยิ้มให้ลูกสาวสุดที่รักอีกครั้ง ก่อนจะเดินออกจากห้องไป
เมื่อเห็นว่าแม่ไปแล้ว จึงได้คิดถึงเรื่องราวทั้งหมดอีกครั้ง
หญิงสาวเข้าใจสถานการณ์ดีว่าที่เซี่ยเป่าเจิ้นไม่ชอบลูกสาวคนเล็ก นั่นก็เพราะว่าผิดหวังที่เจียงเสวี่ยหนิงเกิดมาเป็นผู้หญิง เพราะเธอและสามีหวังไว้ว่าลูกคนที่สองอยากให้เป็นผู้ชาย
อีกทั้งเจียงเสวี่ยหนิงตอนอยู่ในท้องยังตัวโตมาก เลยทำให้เซี่ยเป่าเจิ้นคลอดยากแถมยังตกเลือดจนตั้งท้องไม่ได้อีก จึงสร้างความเสียใจให้กับเธอและสามีเป็นอย่างมาก เนื่องจากเธอยังไม่มีลูกชายสืบสกุลเลย
และที่สำคัญหลังจากนั้นไม่นาน สามีของเธอก็เสียชีวิตในสนามรบ ทำให้เซี่ยเป่าเจิ้นมองว่าลูกสาวคนเล็กเป็นตัวอัปมงคล เกิดมาไม่ทันไรพ่อก็ตายเสียแล้ว!!
ซึ่งต่างกับลูกสาวคนโตยิ่งนัก ตอนที่เธอเกิดนั้นสามีได้เลื่อนตำแหน่งพอดี ทำให้เจียงเสวี่ยอิ๋งเป็นที่รักของพ่อกับแม่ บวกกับหน้าตาน่ารักราวกับตุ๊กตากระเบื้อง เมื่อใครเห็นต่างก็เอ็นดู สร้างความภูมิใจให้กับเซี่ยเป่าเจิ้นเป็นอย่างมาก
ส่วนเรื่องเรียน ถึงเธอจะเรียนไม่เก่งแต่ยุคสมัยนี้ยังมีความคิดเดิมอยู่ที่ว่า ผู้หญิงนั้นไม่จำเป็นต้องเรียนสูงมาก แค่หาสามีดี ๆ ให้ได้ก็เพียงพอแล้ว และหน้าตาแบบเจียงเสวี่ยอิ๋งที่ยิ่งโตยิ่งสวยเซี่ยเป่าเจิ้นจึงคิดว่าลูกสาวจะต้องได้แต่งกับเศรษฐีอย่างแน่นอน
จากความทรงจำของร่างทำเอาหญิงสาวต้องฉุกคิดว่า จะทำอย่างไรเพื่อเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ดี เธอเห็นน้องสาวแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะหากว่าเจียงเสวี่ยหนิงยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป มีหวังในวันข้างหน้าจะต้องถูกคนอื่นเอาเปรียบแน่นอน
“เดี๋ยวฉันจะช่วยเธอเองนะเสี่ยวหนิง”
จากนั้นเจียงเสวี่ยอิ๋งจึงเริ่มขยับเขยื้อนร่างกายทันที เพื่อตรวจดูว่ามีส่วนไหนที่บาดเจ็บอีกหรือไม่ นอกจากกลางหัวที่โนขึ้นมาเล็กน้อยก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติอีก
เมื่อแน่ใจว่าตัวเองไม่เป็นอะไรแล้ว ก็ลุกขึ้นเพื่อที่จะออกไปสำรวจรอบบ้านสักหน่อย ทว่าเป็นจังหวะเดียวกับที่เจียงเสวี่ยหนิงยกอาหารเข้ามาให้พอดี
“พี่ใหญ่จะลุกไปไหนคะ มากินข้าวก่อน” พอเห็นว่าพี่สาวทำท่าจะลุกขึ้น ก็รีบเอ่ยทักทันที
“ไม่ต้องยกเข้ามาก็ได้ เดี๋ยวพี่ออกไปกินเอง” เจียงเสวี่ยอิ๋งพูดพร้อมส่งยิ้มให้กับน้องสาว
ทำให้น้องสาวที่ถือถาดอาหารอยู่ในมือเหมือนจะอึ้งไป เมื่อเห็นว่าพี่สาวยิ้มให้ นั่นเป็นเพราะว่าเธอไม่คาดคิดมาก่อนจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น
จากที่พี่สาวเอาแต่กดขี่ข่มเหงตนแทบทุกวัน อยู่ ๆ กลับใจดีอย่างน่าเหลือเชื่อ ‘เป็นอย่างนี้ไปได้ยังไงกัน’
“เอ่อ...แต่แม่บอกว่าต้องยกมาให้ที่ห้องค่ะ” เธอตอบกลับเสียงเบาเหมือนเดิม และยังไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่ายเท่าไรนัก
พอเห็นน้องสาวยังมีท่าทีเหมือนเดิม เจียงเสวี่ยอิ๋งจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงอบอุ่นเหมือนเดิม “ไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้พี่หายดีแล้ว เลยไม่อยากลำบากเสี่ยวหนิงที่ต้องคอยยกอาหารและเข้ามาดูแลพี่น่ะ อย่าลืมสิว่าเราสองคนเป็นพี่น้องกัน”
คราวนี้เจียงเสวี่ยหนิงถึงกับช็อกไปเลยเมื่อพี่สาวห่วงใยเธอขึ้นมา เธอจึงมองพี่สาวเต็มตาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่แล้วก็มีเสียงของผู้เป็นแม่ดังเข้ามาในห้อง จึงทำลายบรรยากาศที่อบอุ่นไปหมดสิ้น
“ไม่ต้องสนใจน้องหรอกเสี่ยวอิ๋ง หน้าที่ของเสี่ยวหนิง อย่างไรน้องก็ต้องทำ กินข้าวเถอะ”
พอได้ยินเสียงแม่บอกแบบนั้น เจียงเสวี่ยอิ๋งไม่อยากจะอะไรมาก เธอจับมือน้องสาวเล็กน้อยแล้วพยักหน้าให้เดินตามมาที่โต๊ะกินข้าว
เมื่อมาถึงโต๊ะ เจียงเสวี่ยหนิงก็วางถาดอาหารลงบนโต๊ะ ก่อนจะเลื่อนไปทางที่พี่สาวของเธอนั่งอยู่
“ขอบใจนะ” เจียงเสวี่ยอิ๋งยังคงพูดเหมือนเดิม เพราะต้องการสร้างความคุ้นชินให้กับน้องสาว
เพราะด้วยความหิว เจียงเสวี่ยอิ๋งจึงรีบกินแต่ทว่ารสชาติของอาหารนั้นฝืดคอเป็นอย่างมาก จะว่าไปแล้วก็แค่พอกระเดือกลงคอได้เท่านั้น ไม่มีความอร่อยเลยสักนิดเดียว แต่หญิงสาวก็ฝืนกินจนหมดเพราะนึกเห็นใจน้องสาวที่ทำให้ แล้วก็กลัวว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะโดนแม่ตำหนิเรื่องทำอาหารไม่อร่อย และไม่ถูกปากเธอ เนื่องจากทุกครั้งก็มักจะเป็นแบบนั้นเสมอ
“เสี่ยวหนิง วันนี้ต้มปลาผักกาดดองอร่อยดีนะ ถ้าเธอใส่น้ำตาลลงไปตัดนิดหน่อย อาหารถ้วยนี้จะอร่อยมากเลย” หญิงสาวพูดขึ้น เพื่อให้น้องสาวได้รู้ถึงรสชาติอาหาร
สำหรับเซี่ยเป่าเจิ้นแล้วการที่ลูกสาวคนโตของนางประกาศว่าจะไม่เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยนั้น เป็นเหมือนการทำลายความฝันและความคาดหวังทั้งหมดที่เธอสร้างขึ้นมาเพื่ออนาคตของลูก แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อก็รู้อยู่แล้วว่า หากลูกสาวคนนี้คิดจะทำอะไรขึ้นมาก็ไม่มีใครสามารถขัดใจได้ทั้งนั้น“ฉันตัดสินใจแล้วจริง ๆ ค่ะแม่ ว่าจะไม่เรียนต่อแล้ว แต่จะให้น้องเรียนต่อแทน” เจียงเสวี่ยอิ๋งพูดย้ำอีกครั้งเพื่อทำลายความเงียบทั้งหมดทว่าคำพูดของหญิงสาวในครั้งนี้ ทำเอาผู้เป็นแม่อย่างเซี่ยเป่าเจิ้นถึงกับประหลาดใจขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากที่ผ่านมาลูกสาวคนนี้ไม่เคยเสียสละอะไรให้น้องเลยสักอย่าง แต่มาวันนี้กลับยอมให้น้องเรียนต่อแทนตัวเองแต่ถึงอย่างไรก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้ลูกสาวคนเล็กเรียนต่อชั้นมัธยมปลาย จบแค่ชั้นมัธยมต้นก็พอแล้ว จึงพูดเหมือนเดิม“จะให้เสี่ยวหนิงเรียนไปทำไมกัน ไม่มีประโยชน์หรอก จบมัธยมต้นก็พอแล้ว”“จะไม่มีประโยชน์ได้ยังไงล่ะแม่ เมื่อกี้ฉันก็อธิบายไปแล้วว่าหากเสี่ยวหนิงได้เรียนต่อ น้องน่าจะมีโอกาสได้ทำงานที่ดีกว่าฉันแน่นอน บางทีน้องอาจจะสอบเข้าทำงานราชการก็ได้นะแม่ น้องเรียนเก่งออกขนาดนั้น” เจียวเสวี่ยอิ
ฉันไม่ต้องการเรียนต่อ“แต่แม่ ถ้าฉันได้เรียนสูง ๆ ฉันก็จะหาเงินได้มากขึ้นนะคะ แม่ให้ฉันเรียนเถอะนะ” เด็กสาวยังคงอ้อนวอนต่อ แม้ว่าจะไม่มีหวังเลยก็ตาม“แล้วเมื่อไรล่ะ ตอนนี้แกเรียนชั้นมัธยมต้นปีที่สอง กว่าจะถึงตอนเรียนมหาวิทยาลัย เงินบ้านเราไม่หมดก่อนหรอกเหรอ คิดบ้างสิ อย่าเอาแต่ใจนักเลย” เซี่ยเป่าเจิ้นยกข้ออ้างขึ้นมา เพราะกว่าลูกสาวคนเล็กจะเรียนจบเธอคงหมดเงิน ไหนจะต้องเรียนชั้นมัธยมปลายอีก เธอจึงมองว่าส่งเสียลูกสาวคนโตน่าจะคุ้มกว่าเจียงเสวี่ยหนิงยังคงร้องไห้ไม่หยุด เธอพยายามที่จะเข้าไปกอดแม่เพื่อวิงวอนและขอร้องแต่ทว่ากลับถูกแม่ทุบตีกลับมาจนท้ายที่สุดแล้วเธอทรุดลงกับพื้นไปกอดขาแม่ แต่ว่าเซี่ยเป่าเจิ้นก็ยังคงไม่ยอมใจอ่อนอยู่ดีเจียงเสวี่ยอิ่งเห็นน้องสาวเป็นอย่างนี้แล้วก็อดที่จะสงสารไม่ได้ เลยรีบเข้าไปประคองเจียงเสวี่ยหนิงขึ้นมา จากนั้นก็ใช้มือเช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน ก่อนจะพูดปลอบใจ“ไม่เป็นไรนะเสี่ยวหนิง เดี๋ยวเรื่องนี้พี่จะคุยกับแม่เอง เธอไปนั่งพักที่เก็าอี้ก่อนเถอะนะ”พอได้ยินคำของพี่สาว เจียงเสวี่ยหนิงก็เริ่มสบายใจขึ้นมา ในใจนั้นคิดว่าหากเป็นพี่สาวพูดแล้วละก็ ยังไงแม่ก็ต้องยอมฟังแน
“อะไรนะคะ!! แม่ตกงงานเหรอคะ” เจียงเสวี่ยอิ๋งถามด้วยน้ำเสียงตกใจ ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องนี้กับครอบครัวตัวเอง แม้จะทำใจไว้บ้างแล้วก็ตาม“ก็ใช่น่ะสิ วันนี้โรงงานเพิ่งประกาศปลดพนักงาน แม่เองก็ถูกปลดด้วย ยังดีหน่อยที่ทางโรงงานให้เงินชดเชยมาหนึ่งร้อยหยวน ยังพอให้ใช้ในครอบครัวสักสองสามเดือน แต่จะไปพอได้ยังไงกันถ้าหากแม่ยังหางานทำไม่ได้” เซี่ยเป่าเจิ้นพูดอย่างหมดแรง ต่อใด้ได้เงินชดเชยมาหนึ่งร้อยหยวน แต่ก็ทำให้เธอใช้จ่ายในบ้านได้แค่ 3 เดือนเท่านั้น หากไม่รีบหางานทำคงได้อดตายกันแน่เจียงเสี่ยวอิ๋งทำเพียงรับฟังไม่ได้พูดอะไรออกมา ก่อนจะหันไปทางน้องสาวแล้วพยักหน้าให้ทีหนึ่ง เจียงเสวี่ยหนิงเองก็เข้าใจว่าพี่สาวให้กลับเข้าห้องไปก่อน จึงได้พยักหน้ารับแล้วรีบเดินจากไปต่อให้ตกใจแค่ไหนแต่สุดท้ายแล้วก็เป็นไปตามที่คาดคิดเอาไว้จริง ๆ เพราะก่อนหน้านี้แม่เคยพูดเรื่องที่โรงงานจะปลดพนักงานให้ฟัง แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเร็วขนาดนี้ ความคิดของเธอคิดว่าน่าจะเป็นอีกสองสามเดือนข้างหน้าแต่ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้วคงไม่มีทางอื่นนอกจากยอมรับและคิดหาวิธีเพื่อที่จะให้ครอบครัวมีรายได้ต่อไป“แล้วแม่คิดว่าจะทำยังไงต่อไปค่ะ” เ
โดนปลดออกจากงานแต่ทว่าเมื่อเปิดเข้าบ้านมาถึงห้องโถงก็ถึงกับต้องอารมณ์ขึ้น เพราะเห็นภาพลูกสาวคนเล็กนั่งกินขนมอย่างสบายใจเฉิบบนเก็าอี้ไม้ ด้วยความที่วันนี้ถูกปลดออกจากงาน และที่บ้านมีเงินอยู่ไม่มาก พอเห็นเจียงเสี่ยหนิงนั่งกินขนมอยู่ด้วยท่าทีที่ไม่ทุกข์ร้อนอะไร ก็อดไม่ได้ที่จะโมโหขึ้นมา“เสี่ยวหนิง ยังมีหน้าจะมากินขนมอยู่อีกเหรอ รู้ไหมว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นกับแม่ และครอบครัวของเราบ้าง” เซี่ยเป่าเจิ้นส่งเสียงออกมาอย่างเกรี้ยวกราด ด้วยความโกรธถาโถมจนเกินจะรับ บนใบหน้าของเธอจึงแดงไปหมด“เอ่อ...” เจียงเสวี่ยหนิงเห็นท่าทางของแม่แล้วก็ถึงกับพูดไม่ออก เพราะเธอนั่งอยู่เฉย ๆ ก็ถูกด่าอีกแล้ว แต่เด็กสาวก็ชินเสียแล้วเพราะนี่นี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกตำหนิ“แล้วนั่นไปเอาเงินจากไหนมาซื้อขนม รู้ไหมว่าบ้านเราไม่ได้มีเงินมากมายที่จะให้ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายแบบนี้” เซี่ยเป่าเจิ้นพูดพร้อมกับกระชากถุงขนมออกจากมือของลูกสาวคนเล็ก“ฉะ...ฉัน” เจียงเสวี่ยหนิงยังไม่ทันได้พูดออกมาก็ถูกเซี่ยเป่าเจิ้นตะคอกกลับมาอีกครั้ง“แกรู้ไหมว่าวันนี้ฉันเพิ่งถูกเลิกจ้าง ได้เงินชดเชยมาก็แค่ร้อยหยวนเท่านั้น ฉันกลุ้มใจแทบตายแต่แกยังจะซ
“อร่อยมากเลยค่ะ ฉันเพิ่งเคยได้กินขนมข้าวเหนียวเป็นครั้งแรก” เจียงเสวี่ยอิ๋งตอบ เธอไม่โกหกเลย เพราะที่ผ่านมานั้นเธอแทบจะไม่เคยได้กินขนมเลย ต่อให้จะมาตลาดบ่อยครั้งแต่ก็มาซื้อแค่วัตถุดิบในการทำอาหารเท่านั้น“ถ้าชอบก็กินเยอะ ๆ นะ” หญิงสาวยื่นขนมถุงขนมของเธอให้กับน้องสาว“พี่กินอิ่มแล้วเหรอคะ” เด็กสาววถามอย่างเกรงใจ เพราะเห็นว่าพี่ของเธอกินไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเจียงเสวี่ยอิ๋งยิ้มให้อีกครั้ง แล้วตอบว่า “ไม่เป็นไรหรอก ถ้าชอบก็กินเถอะ ขนมข้าวเหนียวนี่พี่เคยกินหลายครั้งแล้ว เสี่ยวหนิงกิ่นให้อิ่มเถอะ เดี๋ยววันหลังหากพี่หาเงินได้แล้วจะพามาเลี้ยงไอศกรีมดีไหม”เจียงเสวี่ยหนิงน้ำตาคลอเบ้า เด็กสาวซาบซึ่งกับสิ่งที่พี่สาวทำให้มาก เนื่องจากเธอไม่เคยมีคนเอาใจหรือว่าเสียสละให้อย่างนี้มาก่อนเลย เมื่อไดรับการปฏิบัติเช่นนี้ก็ดีใจจนน้ำตาไหล“ขอบคุณนะคะพี่ใหญ่” น้ำเสียงที่พูดออกมานั้นรู้ได้เลยว่ากำลังสะอื้น“ไม่ต้องร้องไห้นะเด็กดี กินต่อเถอะนะ” หญิงสาวลูบศีรษะอีกฝ่ายเบา ๆก่อนที่สองพี่น้องเดินสำรวจเมืองกันต่อ อีกทั้งยังพูดคุยและออกความเห็นกันว่ามีสิ่งไหนน่าทำบ้าง เจียงเสวี่ยอิ๋งมีความรู้เรื่องการทำธุรกิจอา
สำรวจเมืองด้วยกันตามท้องถนนในเมืองคึกคักไปด้วยผู้คนสวมเสื้อผ้าสีสันสดใสตามสมัยนิยม บ้างถือถุงผ้าใส่ของ บ้างจูงเด็กเล็กเดินผ่านกันไปมา ร้านค้าสองข้างถนนตั้งเรียงราย มีทั้งร้านขายของชำ ร้านขายอาหาร และร้านตัดเสื้อที่ยังคงใช้จักรเย็บผ้าดั้งเดิมกลิ่นหอมของเกี๊ยวนึ่งและซาลาเปาทอดใหม่ ๆ ลอยมาจากแผงขายอาหารข้างถนน เสียงน้ำมันเดือดดังฉ่า กลบเสียงสนทนาเป็นระยะ คนขายส่งเสียงเรียกลูกค้าอย่างกระตือรือร้น“เกี๊ยวร้อน ๆ ซาลาเปาทอดร้อน ๆ ครับ แค่กล่องละหนึ่งหยวนเท่านั้น!”และที่มุมถนน ตึกของสถานที่ราชการตั้งตระหง่านอย่างเป็นระเบียบ ผนังปูนสีขาวซีด ป้ายประกาศแจ้งข่าวสารประชาชนติดเรียงรายกันอยู่ เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบเดินเข้าออกด้วยท่าทางเคร่งขรึมเสียงรถจักรยานส่งเสียงกระดิ่งแหลมคม คนขี่ปั่นอย่างคล่องแคล่วหลบหลีกฝูงชน ส่วนรถบรรทุกขนาดเล็กส่งเสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ในขณะที่แล่นผ่านไปอย่างช้า ๆแม้เมืองนี้ดูจะวุ่นวายแต่กลับมีเสน่ห์และมีชีวิตชีวาในแบบของตัวเอง เสียงผู้คน เสียงค้าขาย และกลิ่นอาหาร ผสมผสานกันเป็นบทเพลงแห่งชีวิตในยุคนั้นอย่างแท้จริง“น่าตื่นเต้นดีเหมือนกันนะ พี่ไม่เคยสังเกตอะไรแบบนี้เลย ด







