로그인“ช่วงที่ไม่อยู่ วรรณนรีมาบ้างไหม” “ไม่ค่ะ” แม่บ้านเอ่ยตอบ รอว่าเจ้านายจะพูดอะไรอีก ทว่าลุคคาเพียงพยักหน้า ก่อนเดินผ่านขึ้นไปชั้นบน ลุคคาเปิดตู้เสื้อผ้า ยังคงมีชุดของวรรณนรีเหลือไว้เท่าเดิม ไม่ลด และไม่เพิ่ม แปรงสีฟันของเธอยังเสียบอยู่ในแก้วใบเดียวกับของเขา เขามองสิ่งเหล่านั้น ราวกับมีเงาสะท้อนของวรรณนรีปรากฏขึ้น เธอหันมายิ้มให้เขาพร้อมกับเอียงหน้าสงสัย ลุคคาเผลอยิ้มตอบกลับไปเบาๆ “คุณลุคคาคะ รองเท้า...” เสียงแม่บ้านตะโกนไล่หลัง ลุคคามือหนึ่งไถฟีด มือหนึ่งเอื้อมไปเปิดประตูกำลังจะขึ้นรถชะงัก ก้มลงมองเท้าที่สวมแต่ถุงเท้าของตน ได้แต่ถอนหายใจเงียบๆ เดินกลับมาที่ชั้นวางรองเท้า เลือกรองเท้ามาสวมแบบไม่ใส่ใจ ปกติเขาไม่ใช่คนหลงลืม แต่ช่วงนี้กลับหลุดโฟกัสบ่อยซะจนคนรอบข้างก็ยังรู้สึกได้ “เอ่อ คุณลุคคา... ใส่รองเท้าคนละข้างไหมคะ” เดินผ่านโต๊ะเลขาฯ ก็ได้ยินเสียงทักขึ้นมาแบบไม่แน่ใจ ชายหนุ่มหยุดฝีเท้ากึกที่หน้าประตูห้องทำงานทันที ก้มลงมอง ก็เห็นว่าใส่รองเท้ามาคนละข้า
“คุณ...” พิมพ์ชนกกลับจากทำงานพอดี เห็นชายหนุ่มหน้าตาคุ้นเคยยืนละล้าละลังอยู่หน้าประตูตึกหอพัก เอ่ยทักขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ลุคคามองเจ้าของเสียง จำได้ว่าเธอคือเพื่อนคนหนึ่งของวรรณนรี “สวัสดีครับ พอดีว่าผมมาหาวรรณนรีน่ะ แต่โทรหาเธอไม่รับเลย” “นาย้ายออกไปแล้วนะคะ คุณไม่รู้เหรอ” “ย้าย” ลุคคาชะงัก พยายามวางสีหน้าสงบนิ่ง แต่แววตากลับซ่อนความตกใจเอาไว้ไม่มิด “...เธอได้บอกไหม ย้ายไปที่ไหน” พิมพ์ชนกไม่ใช่คนโง่ แม้วรรณนรีจะไม่ได้บอกเหตุผลชัดเจนว่าทำไมถึงย้ายออก แต่วันนี้พอได้เห็นผู้ชายตรงหน้า รวมถึงท่าทางลนลานของอีกฝ่าย ก็พอจะเดาว่ามีปัญหา “ไม่รู้ค่ะ รู้แค่ว่านาย้ายออกกะทันหัน โทรไปก็ไม่รับเหมือนกัน” “อ่อ...” ลุคคาเผยสีหน้าผิดหวังออกมาชัดเจน ภายในอกรู้สึกว่างเปล่าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน “พิมพ์... นี่มัน” เสียงทุ้มจากคนคุ้นเคยดังขึ้น ก่อนที่เจ้าของเสียงจะเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าคนทั้งสองเขาก็คืออานนท์...สายตาเฉียบคมมองตรงไปที่ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง สีหน้าพลันเ
จุกอกเกินที่จะทนไหวอยากวิ่งหนีไปให้ไกล เพียงแต่นี่คือออฟฟิศ ต่อให้เสียอาการขนาดไหน เธอก็ยังรักษาหน้าตาตัวเองเอาไว้ภายใต้ความเจ็บช้ำ ร้าวรานใจ วรรณนรีเดินออกจากห้องทำงานของผู้บริหาร ผ่านแผนกต่างๆ ของบริษัท กระชากป้ายชื่อที่ระบุตำแหน่งผู้อำนวยการบนอกเสื้อทิ้งขยะท่ามกลางสายตาของพนักงานมากมายต่อให้พยายามคีบลุคแค่ไหน แต่สุดท้ายก็หลุดการควบคุมอยู่ดีน้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาโดยที่เธอไม่รู้ตัวร่างบางก้าวออกจากบริษัทซางเหมยฯ ราวกับพายุ “ให้ไปส่งที่ไหนครับคุณผู้หญิง”“....”หลังจากแจ้งจุดหมายกับคนขับเสร็จ วรรณนรีหยิบแหวนเพชรที่ใส่เป็นจี้ห้อยคอขึ้นมาคลำเล่น ...ภาพวันวานทอวาบเข้ามาในหัว ตอนนั้นเธอเป็นเพียงพนักงานใหม่ เริ่มต้นจาก AE ตัวเล็กๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายครีเอทีฟด้วยความสามารถของตัวเอง และอยู่ภายใต้การสนับสนุนของลุคคา ...คนที่เธอรักอย่างหมดหัวใจเธอเคยคิดว่าที่เขาไม่เปิดเผยความสัมพันธ์เป็นเพราะกลัวเพื่อนร่วมงานจะอคติกับเธอ เธอเชื่อ เชื่อสุดหัวใจว่าเขาหวังดีกับเธอจริงๆ “เอาอะไรมามั่นใจว่าเขาทำเพื่อเธอ น
วรรณนรีเดินผ่านโต๊ะเลขาที่ว่างเปล่า ไร้เงาคน มาเคาะประตูห้องทำงานลุคคา เคาะไม่กี่ที เสียงด้านในก็ดังขึ้น“เข้ามา”เธอเปิดประตูเข้าไป ดวงตาสบประสานกับคนที่อยู่หลังโต๊ะทำงานทันทีสองเท้าก้าวย่างยาวมาแบบไม่ช้าไม่เร็ว ทว่าสายตากลับไม่หลุดไปจากใบหน้าหล่อเหลาแม้แต่น้อยสีหน้าและแววตาดุกร้าวของเขา ไม่ต้องบอก ก็รู้ว่ากำลังไม่พอใจ“เรื่องสเตตัส...” มีเรื่องอยู่ในหัวมากมายที่อยากจะพูด แต่พออ้าปาก สิ่งแรกที่หลุดออกมาดันเป็นเรื่องนี้ ทว่าพูดยังไม่ทันจบ เขาก็โพล่งสวนใส่หน้าเธอทันที“เธอคิดอะไรอยู่ ถึงได้แท็กมาแบบนั้น”“ฉัน”“ทำไม หรือว่าอยู่เงียบๆ ไม่เป็น ต้องให้มีปัญหา ชีวิตจะได้ตื่นเต้นงั้นเหรอ”เธอแค่จะอ้าปากพูดสักคำ เขาก็ไม่ให้โอกาส ขึ้นเสียงต่อว่าเธอชุดใหญ่วรรณนรีหน้าชาเบาๆ แต่ในใจกลับหนักอึ้งเหมือนมีภูเขาลูกใหญ่กดทับ“ไปบอกคนอื่นซะ ว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด เธอแค่เผลอเอามือไปโดน ...หรือไม่ก็แท็กผิดคน” ข้อสุดท้ายนั่นเขาดูลังเลเล็กน้อย แต่ก็เลือกจะพูดมันออกมาวรรณนรีแข้งขาอ่อนแรงขึ้นมาทันที จิตใจดิ่งวูบ ไม่กล้าคิดด้วยซ้ำว่าเขาจะพูดคำนั้นออกมา ใบหน้าอ่อนหวานเกร็งไปหมด แสยะ
วรรณนรีเดินออกจากห้องท่านประธาน แทบจะในทันที เธอก็รู้สึกว่าตกเป็นเป้าสายตามากกว่าเดิมอีกบรรยากาศภายในออฟฟิศเงียบผิดปกติ ราวกับทุกคนกำลังพยายามทำงาน แต่สายตากลับคอยเหลือบมองเธอเป็นระยะ เสียงกระซิบกระซาบดังแว่วมาจากหลายมุมโดยไม่คิดจะปิดบังนัก เพราะข่าวที่เธอถูกเรียกเข้าพบท่านประธานตั้งแต่เช้า บวกกับสเตตัสเฟสบุ๊กเมื่อคืน มันมากพอจะทำให้คนทั้งบริษัทตีความไปต่างๆ นานา บางคนคิดว่าเธอถูกตำหนิ บางคนคิดว่าเธอกำลังสร้างปัญหา และอีกหลายคน... กำลังรอฟังบทสรุปว่า ระหว่างเธอกับลุคคา ตกลงแล้วเป็นอะไรกันแน่ สายตาหลายคู่ที่มองมาเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง ราวกับกำลังตัดสินเธออยู่เงียบๆ ว่าวรรณนรีคงอยากเกาะกระแสคนดัง อยากคว้าโอกาสจากการอยู่ใกล้ลุคคา จนพยายามทำทุกวิถีทางให้ตัวเองเป็นที่สนใจน่าตลกสิ้นดี!เมื่อความคิดเช่นนั้นแวบเข้ามาในหัว สีหน้าของใครหลายคนก็บิดเบี้ยวขึ้นอย่างไม่รู้ตัววรรณนรีสัมผัสได้เพียงแค่บรรยากาศที่ไม่ค่อยปกติ ส่วนเสียงซุบซิบ ต่อให้ได้ยินเป็นบางคำ เธอก็ไม่คิดสนใจหญิงสาวตั้งใจจะไปหาลุคคาที่ห้องของเขา เพื่อเล่าเรื่องที่เพิ่งคุยกับท่านประธานให้ฟัง อยากบอกเขาว่า... ตอนนี้ท่านประธ
วรรณนรีเคยเจอกับท่านประธานใหญ่บริษัทซางเหมยฯ ไม่กี่ครั้งเท่านั้น และทุกครั้งได้แต่มองอยู่ห่างๆ แม้จะมีโอกาสพบหน้า แต่ก็พบแบบหมู่คณะ พูดคุยพร้อมกับคนหมู่มาก ถ้าไม่นับเรื่องผลงานที่โดดเด่นก็ยากที่ท่านจะจดจำเธอได้ บางที ตอนนี้ท่านก็คงรู้แค่ว่ามีผู้อำนวยการคนใหม่ ทำกำไรให้กับบริษัทเป็นกอบเป็นกำเท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นยังไง ความคิดมากมายหลั่งไหลเข้ามาในหัวอย่างกับสายน้ำ แต่พอถึงหน้าประตู เธอก็รีบขจัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป สูดหายใจลึกๆ ยกมือเคาะประตู “เข้ามา” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้น เธอค่อยๆ หมุนลูกบิด เปิดประตูเข้าไป ภายในห้องมีท่านประธานกำลังยืนอยู่ด้านหน้าผนังกระจก สายตามองตรงออกไปด้านนอก ขณะที่เลขาวัยกลางคนถือแฟ้มเล่มหนึ่ง ยืนห่างออกมาด้านหลังเล็กน้อย ทั้งคู่คล้ายกำลังคุยธุระกันอยู่ แต่พอเธอปรากฏตัว สายตาของคนทั้งสองก็ย้ายมาที่เธอแทน “สวัสดีค่ะท่านประธาน ดิฉันวรรณนรีค่ะ” วรรณนรีไหว้สวย ยิ้มทักทายเจ้าของบริษัทด้วยความเคารพนับถือ ก่อนจะหันไปทักทายเลขาวัยกลางคนด้วยถ้อยคำอ่อนน้อมถ่อมตน
เวลาผ่านไปพักหนึ่งวรรณนรีก้าวออกมาจากห้องลองชุดอย่างระมัดระวัง มือหนึ่งจับชายกระโปรงเอาไว้เล็กน้อยราวกับยังไม่คุ้นชินกับชุดราตรียาวกรอมเท้าภายในร้านเงียบลงโดยไม่รู้ตัวหญิงสาวยืนอยู่ใต้แสงไฟสีอุ่น ชุดราตรีสีเข้มขับให้ผิวของเธอดูสว่างขึ้นอย่างประหลาด แนวผ้าถูกตัดเย็บเข้ารูปพอดี เผยให้เห็นส่วนโค้งเ
ราวกับโดนมนตร์เสน่หาเข้าครอบงำ พริบตาที่กางเกงหลุดจากเอวหนา ร่างบางก็ย่อตัว คุกเข่า มือล้วงแก่นลำออกมาจากกางเกงในแบรนด์เนม กำรูดจนแข็ง ก่อนจะอมเข้าไปในปาก เรียวลิ้นอ่อนห่อใต้ลำเนื้อร้อน ดูดดุนไม่หยุด เสียงครางต่ำเล็ดลอดผ่านลำคอแกร่ง เรียวขาหยัดเกร็ง ฝ่ามือใหญ่จับ
จากมื้อกลางวัน สู่โรงงานใช้เวลาเพียงไม่นานดวงตาอ่อนหวานแฝงไว้ด้วยความกังวลช้อนมองคนข้างๆ ขณะเดินไปตามทางที่ทอดตัวออกนอกอาคารของโรงงานตัดเย็บ เรื่องงานเป็นเพียงข้ออ้าง และตอนนี้ก็เคลียร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว รวดเร็วกว่าที่คิด เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันก็สั้นตามไปด้วย
ไถฟีดอยู่ดีๆ ภาพถ่ายรวมกลุ่มเพื่อนของลุคคาก็เด้งขึ้นมา โดยที่ลุคคาถูกแท็กโพสต์สาธารณะ คนที่เป็นเพื่อนกับเขาจึงเห็นภาพนี้ด้วย นิ้วหัวแม่มือที่กำลังจะปัดผ่านชะงัก สายตาจ้องมองภาพบนจอนิ่ง แม้จะเป็นภาพถ่ายรวมที่มีเกือบสิบคน แต่คนที่อยู่ตรงกลางคือลุคคากับเพื่อนผู้หญิง







