LOGIN“คุณ...” พิมพ์ชนกกลับจากทำงานพอดี เห็นชายหนุ่มหน้าตาคุ้นเคยยืนละล้าละลังอยู่หน้าประตูตึกหอพัก เอ่ยทักขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ลุคคามองเจ้าของเสียง จำได้ว่าเธอคือเพื่อนคนหนึ่งของวรรณนรี “สวัสดีครับ พอดีว่าผมมาหาวรรณนรีน่ะ แต่โทรหาเธอไม่รับเลย” “นาย้ายออกไปแล้วนะคะ คุณไม่รู้เหรอ” “ย้าย” ลุคคาชะงัก พยายามวางสีหน้าสงบนิ่ง แต่แววตากลับซ่อนความตกใจเอาไว้ไม่มิด “...เธอได้บอกไหม ย้ายไปที่ไหน” พิมพ์ชนกไม่ใช่คนโง่ แม้วรรณนรีจะไม่ได้บอกเหตุผลชัดเจนว่าทำไมถึงย้ายออก แต่วันนี้พอได้เห็นผู้ชายตรงหน้า รวมถึงท่าทางลนลานของอีกฝ่าย ก็พอจะเดาว่ามีปัญหา “ไม่รู้ค่ะ รู้แค่ว่านาย้ายออกกะทันหัน โทรไปก็ไม่รับเหมือนกัน” “อ่อ...” ลุคคาเผยสีหน้าผิดหวังออกมาชัดเจน ภายในอกรู้สึกว่างเปล่าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน “พิมพ์... นี่มัน” เสียงทุ้มจากคนคุ้นเคยดังขึ้น ก่อนที่เจ้าของเสียงจะเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าคนทั้งสองเขาก็คืออานนท์...สายตาเฉียบคมมองตรงไปที่ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง สีหน้าพลันเ
จุกอกเกินที่จะทนไหวอยากวิ่งหนีไปให้ไกล เพียงแต่นี่คือออฟฟิศ ต่อให้เสียอาการขนาดไหน เธอก็ยังรักษาหน้าตาตัวเองเอาไว้ภายใต้ความเจ็บช้ำ ร้าวรานใจ วรรณนรีเดินออกจากห้องทำงานของผู้บริหาร ผ่านแผนกต่างๆ ของบริษัท กระชากป้ายชื่อที่ระบุตำแหน่งผู้อำนวยการบนอกเสื้อทิ้งขยะท่ามกลางสายตาของพนักงานมากมายต่อให้พยายามคีบลุคแค่ไหน แต่สุดท้ายก็หลุดการควบคุมอยู่ดีน้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาโดยที่เธอไม่รู้ตัวร่างบางก้าวออกจากบริษัทซางเหมยฯ ราวกับพายุ “ให้ไปส่งที่ไหนครับคุณผู้หญิง”“....”หลังจากแจ้งจุดหมายกับคนขับเสร็จ วรรณนรีหยิบแหวนเพชรที่ใส่เป็นจี้ห้อยคอขึ้นมาคลำเล่น ...ภาพวันวานทอวาบเข้ามาในหัว ตอนนั้นเธอเป็นเพียงพนักงานใหม่ เริ่มต้นจาก AE ตัวเล็กๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายครีเอทีฟด้วยความสามารถของตัวเอง และอยู่ภายใต้การสนับสนุนของลุคคา ...คนที่เธอรักอย่างหมดหัวใจเธอเคยคิดว่าที่เขาไม่เปิดเผยความสัมพันธ์เป็นเพราะกลัวเพื่อนร่วมงานจะอคติกับเธอ เธอเชื่อ เชื่อสุดหัวใจว่าเขาหวังดีกับเธอจริงๆ “เอาอะไรมามั่นใจว่าเขาทำเพื่อเธอ น
วรรณนรีเดินผ่านโต๊ะเลขาที่ว่างเปล่า ไร้เงาคน มาเคาะประตูห้องทำงานลุคคา เคาะไม่กี่ที เสียงด้านในก็ดังขึ้น“เข้ามา”เธอเปิดประตูเข้าไป ดวงตาสบประสานกับคนที่อยู่หลังโต๊ะทำงานทันทีสองเท้าก้าวย่างยาวมาแบบไม่ช้าไม่เร็ว ทว่าสายตากลับไม่หลุดไปจากใบหน้าหล่อเหลาแม้แต่น้อยสีหน้าและแววตาดุกร้าวของเขา ไม่ต้องบอก ก็รู้ว่ากำลังไม่พอใจ“เรื่องสเตตัส...” มีเรื่องอยู่ในหัวมากมายที่อยากจะพูด แต่พออ้าปาก สิ่งแรกที่หลุดออกมาดันเป็นเรื่องนี้ ทว่าพูดยังไม่ทันจบ เขาก็โพล่งสวนใส่หน้าเธอทันที“เธอคิดอะไรอยู่ ถึงได้แท็กมาแบบนั้น”“ฉัน”“ทำไม หรือว่าอยู่เงียบๆ ไม่เป็น ต้องให้มีปัญหา ชีวิตจะได้ตื่นเต้นงั้นเหรอ”เธอแค่จะอ้าปากพูดสักคำ เขาก็ไม่ให้โอกาส ขึ้นเสียงต่อว่าเธอชุดใหญ่วรรณนรีหน้าชาเบาๆ แต่ในใจกลับหนักอึ้งเหมือนมีภูเขาลูกใหญ่กดทับ“ไปบอกคนอื่นซะ ว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด เธอแค่เผลอเอามือไปโดน ...หรือไม่ก็แท็กผิดคน” ข้อสุดท้ายนั่นเขาดูลังเลเล็กน้อย แต่ก็เลือกจะพูดมันออกมาวรรณนรีแข้งขาอ่อนแรงขึ้นมาทันที จิตใจดิ่งวูบ ไม่กล้าคิดด้วยซ้ำว่าเขาจะพูดคำนั้นออกมา ใบหน้าอ่อนหวานเกร็งไปหมด แสยะ
วรรณนรีเดินออกจากห้องท่านประธาน แทบจะในทันที เธอก็รู้สึกว่าตกเป็นเป้าสายตามากกว่าเดิมอีกบรรยากาศภายในออฟฟิศเงียบผิดปกติ ราวกับทุกคนกำลังพยายามทำงาน แต่สายตากลับคอยเหลือบมองเธอเป็นระยะ เสียงกระซิบกระซาบดังแว่วมาจากหลายมุมโดยไม่คิดจะปิดบังนัก เพราะข่าวที่เธอถูกเรียกเข้าพบท่านประธานตั้งแต่เช้า บวกกับสเตตัสเฟสบุ๊กเมื่อคืน มันมากพอจะทำให้คนทั้งบริษัทตีความไปต่างๆ นานา บางคนคิดว่าเธอถูกตำหนิ บางคนคิดว่าเธอกำลังสร้างปัญหา และอีกหลายคน... กำลังรอฟังบทสรุปว่า ระหว่างเธอกับลุคคา ตกลงแล้วเป็นอะไรกันแน่ สายตาหลายคู่ที่มองมาเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง ราวกับกำลังตัดสินเธออยู่เงียบๆ ว่าวรรณนรีคงอยากเกาะกระแสคนดัง อยากคว้าโอกาสจากการอยู่ใกล้ลุคคา จนพยายามทำทุกวิถีทางให้ตัวเองเป็นที่สนใจน่าตลกสิ้นดี!เมื่อความคิดเช่นนั้นแวบเข้ามาในหัว สีหน้าของใครหลายคนก็บิดเบี้ยวขึ้นอย่างไม่รู้ตัววรรณนรีสัมผัสได้เพียงแค่บรรยากาศที่ไม่ค่อยปกติ ส่วนเสียงซุบซิบ ต่อให้ได้ยินเป็นบางคำ เธอก็ไม่คิดสนใจหญิงสาวตั้งใจจะไปหาลุคคาที่ห้องของเขา เพื่อเล่าเรื่องที่เพิ่งคุยกับท่านประธานให้ฟัง อยากบอกเขาว่า... ตอนนี้ท่านประธ
วรรณนรีเคยเจอกับท่านประธานใหญ่บริษัทซางเหมยฯ ไม่กี่ครั้งเท่านั้น และทุกครั้งได้แต่มองอยู่ห่างๆ แม้จะมีโอกาสพบหน้า แต่ก็พบแบบหมู่คณะ พูดคุยพร้อมกับคนหมู่มาก ถ้าไม่นับเรื่องผลงานที่โดดเด่นก็ยากที่ท่านจะจดจำเธอได้ บางที ตอนนี้ท่านก็คงรู้แค่ว่ามีผู้อำนวยการคนใหม่ ทำกำไรให้กับบริษัทเป็นกอบเป็นกำเท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นยังไง ความคิดมากมายหลั่งไหลเข้ามาในหัวอย่างกับสายน้ำ แต่พอถึงหน้าประตู เธอก็รีบขจัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป สูดหายใจลึกๆ ยกมือเคาะประตู “เข้ามา” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้น เธอค่อยๆ หมุนลูกบิด เปิดประตูเข้าไป ภายในห้องมีท่านประธานกำลังยืนอยู่ด้านหน้าผนังกระจก สายตามองตรงออกไปด้านนอก ขณะที่เลขาวัยกลางคนถือแฟ้มเล่มหนึ่ง ยืนห่างออกมาด้านหลังเล็กน้อย ทั้งคู่คล้ายกำลังคุยธุระกันอยู่ แต่พอเธอปรากฏตัว สายตาของคนทั้งสองก็ย้ายมาที่เธอแทน “สวัสดีค่ะท่านประธาน ดิฉันวรรณนรีค่ะ” วรรณนรีไหว้สวย ยิ้มทักทายเจ้าของบริษัทด้วยความเคารพนับถือ ก่อนจะหันไปทักทายเลขาวัยกลางคนด้วยถ้อยคำอ่อนน้อมถ่อมตน
ชายหนุ่มเดินออกจากห้องน้ำด้วยความรู้สึกเบาสบาย สวมกางเกงวอร์มขายาวตัวเดียว หยิบโทรศัพท์ที่ชาร์จอยู่บนโต๊ะหน้ากระจก เดินมาทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงนุ่ม จับผ้าขนหนูบนคอขึ้นเช็ดผมพลางปัดหน้าจอ เช็กข้อมูลข่าวสาร ข้อความแจ้งเตือนซ้อนทับกันเป็นร้อยๆ ทั้งจากเพื่อนและคนที่ทำงาน เขาคาดเดาไปต่างๆ นานาว่ามีเรื่องอะไร ขณะกดเปิดดูแบบสุ่มๆ เป็นข้อความจากโมรินทร์ โมรินทร์ : วันนี้ไม่ได้เข้าไปเยี่ยมแม่นะ เวลาว่างไม่ตรงเลย แต่ฝากกระเช้าไปแล้ว ลุคคา : ไม่เป็นไร เห็นกระเช้าแล้ว ขอบคุณมาก ลุคคายิ้มมุมปาก ตอบเสร็จ ก็สลับหน้าจอไปดูแจ้งเตือนอื่น มุมบนมีแจ้งเตือนขึ้นมาว่าโมรินทร์ส่งข้อความกลับมา แต่เขาไม่ได้เปิดอ่าน เลื่อนไปกดดูแจ้งเตือนจากเพื่อนซีอีโอในบริษัท เพราะสังหรณ์ใจว่ามีเรื่องอะไรสักอย่าง จีน่า : (แคปรูปหน้าจอสเตตัสเฟสบุ๊ก) ยินดีด้วยค่ะ จีน่า : ไม่คิดว่าคุณกับวรรณนรีคบกันอยู่ ฉันเหมือนเป็นมือที่สามเลย จีน่า : เงียบ... สีหน้าลุคคาอึมครึมทันที ขยายภาพที่ถูกแคปส่งมาในแชตด
วรรณนรีนั่งอยู่ในรถคันหรูของลุคคาที่เคลื่อนตัวเข้าสู่ย่านธุรกิจใจกลางเมือง เธอเหลือบมองใบหน้าเคร่งขรึมของชายหนุ่มที่กำลังตั้งสมาธิกับการขับรถ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาในหัวถ้าคนอื่นเห็นเราลงจากรถคันนี้พร้อมกัน... จะเป็นยังไงนะวรรณนรีแอบคาดหวังลึกๆ ว่าอยากให้มีใครสักคนเห็น อยากให้ความลับนี้ถูกเปิดเผยอ
เจ้าหน้าที่ในงานประกาศเริ่มกิจกรรมสำคัญ‘การประมูลภาพวาดเพื่อการกุศลของเด็กผู้ด้อยโอกาส’อานนท์ขยับตัว หวังจะนำทางวรรณนรีไปยังโซฟาสำหรับแขก VIP ซึ่งถูกจัดวางไว้เป็นชุดๆ“นา ไปนั่งแถวหน้ากับผม จะได้เห็นชัด”ทว่ายังไม่ทันที่วรรณนรีจะก้าวเดิน ลุคคาที่ยืนนิ่งมานานกลับขยับเข้ามาแทรกกลางอย่างแนบเนียน มือ
วรรณนรี : นนท์เห็นอีเมลที่ส่งไปให้หรือยัง วรรณนรีหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เธอทักเขาไปตั้งแต่บ่ายโมง จนตอนนี้ใกล้เลิกงานแล้วอานนท์ก็ยังไม่อ่านแชต ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า เธอเคาะนิ้วกับโต๊ะเบาๆ ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจสลับไปเปิดสมุดโทรศัพท์ เลื่อนหาเบอร์โทรอ
“ฉันล้างจานเสร็จแล้ว อาหารที่เหลือใส่กล่องเก็บในตู้เย็น พรุ่งนี้เช้าแค่เอาออกมาอุ่นก็กินได้เลย” วรรณนรีพูดพลางถอดผ้ากันเปื้อน ห้อยเอาไว้ที่เดิมอย่างเอาใจใส่ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจเอ่ยสิ่งที่คิดออกมา “ฉัน... กลับก่อน” “ดึกแล้ว ค้างที่นี่สิ” “คะ... เอ่อ แต่ว่าเสื้อผ้าฉ







