Masuk“เปลี่ยนรองเท้า”
เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นลอยๆ แต่กลับสลักลึกลงในหัววรรณนรี แม้เขาไม่ได้หันกลับมา เธอก็เข้าใจได้ว่าเขากำลังสั่งเธอ
“....” หญิงสาวถอดรองเท้า เปลี่ยนเป็นสลิปเปอร์ เดินเข้ามาในบ้านเงียบๆ
ลุคคาตรงเข้าครัว ถอดเสื้อคลุมพาดไว้กับเก้าอี้ เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตซาตินสีเข้มแนบไปกับแผ่นหลังกว้าง เนื้อผ้านุ่มลื่นถูกแสงไฟสะท้อนให้เห็นสัดส่วนอย่างชัดเจน ทุกการเคลื่อนไหวเผยให้เห็นเส้นไหล่และท่อนแขนที่เปี่ยมไปด้วยกล้ามเนื้อน่าหลงไหล
เขาหยิบผ้ากันเปื้อนมาสวมอย่างคล่องแกล่ว เส้นสายผ้าพาดผ่านเอวสอบ เดินไปยืนหน้าเคาน์เตอร์ครัว ลงมือหยิบมีดและวัตถุดิบอย่างเงียบขรึม
วรรณนรีกลืนน้ำลายเอือก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกำลังหิว หรือโดนรูปร่างของลุคคายั่วจนหน้ามืดตาลายก็ไม่รู้
ลุคคาเองก็ดื่มไปเยอะ ไม่ค่อยได้แตะอาหารนัก ในท้องไม่มีอะไรให้ย่อย ตอนนี้ก็เริ่มรู้สึกหิวแล้วเหมือนกัน
“ให้ช่วยไหมคะ” วรรณนรีเดินมาชะโงกหน้ามองลุคคาที่กำลังเตรียมเนื้อเพื่อทำสเต๊ก
“ไม่ต้อง”
วรรณนรีได้ยินเช่นนั้นก็สูดหายใจลึก เลือกที่จะไม่กวนใจเขาอีก เดินมานั่งรอนิ่งๆ ที่โต๊ะ ระหว่างนั้นก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาไถเล่น และแอบถ่ายรูปหัวหน้าสุดเนี้ยบคนนี้เอาไว้ด้วย
ลุคคาในชุดผ้ากันเปื้อน ใช่ว่าจะหาดูได้บ่อยๆ
หญิงสาวจ้องมองภาพถ่ายในโทรศัพท์มือถือตัวเองพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ตอนนั้นเอง จานสเต๊กหอมกรุ่นก็ถูกเสิร์ฟถึงตรงหน้า
ทั้งสเต๊ก สปาเก็ตตี มันบด และซุปเห็ด
นอกจากสเต๊ก อย่างอื่นล้วนเป็นอาหารแช่แข็งที่ถูกนำมาอุ่นด้วยไมโครเวฟ
วรรณนรีกะพริบตาปริบๆ คว่ำหน้าโทรศัพท์มือถือลงกับโต๊ะหัวใจกระตุกวูบ กลัวเขารู้ว่าเธอแอบถ่ายรูป แต่ผ่านไปสักพัก ลุคคาไม่พูดอะไร แปลว่าเขาไม่เห็น ค่อยโล่งใจหน่อย
“กินสิ”
ลุคคาออกคำสั่งเมื่อเห็นว่าเธอเอาแต่มอง
“ฉันกินได้จริงๆ เหรอคะ” วรรณนรีรู้สึกเกรงใจเขาอย่างบอกไม่ถูก แค่เขาชวนเข้าบ้านยังน่าเหลือเชื่อแล้ว นี่ถึงขนาดทำอาหารเลี้ยงเธออีก หรือว่าบุญที่สั่งสมมาทั้งปีจะใช้หมดไปกับอาหารมื้อนี้แล้ว
“ทำหน้าตาอะไรของเธอ รีบกินตอนที่ยังอุ่นๆ จะได้อร่อย”
“ค่ะ...”
วรรณนรีหยิบมีดกับส้อมหั่นสเต๊ก แค่ได้กลิ่นหอมกรุ่นน้ำลายก็แตกเต็มปากแล้ว เธอกลืนน้ำลายอยู่หลายอึกเลยทีเดียวเพื่อป้องกันไม่ให้มันไหลออกทางมุมปาก
กระทั่งเนื้อหอมนุ่มแตะลิ้น...
วรรณนรีแทบจะหลับตาซึมซับรสชาติ
ความชุ่มฉ่ำของเนื้อสเต๊กที่ผ่านการย่างอย่างพอดี คลุกเคล้ากับซอสเข้มขนราวกับมันละลายในปาก
ความอร่อยทำให้หัวใจเธอพองโตอย่างไม่อาจห้าม ราวกับความเหน็ดเหนื่อยและตึงเครียดที่สะสมมาทั้งวันถูกกลืนหายไปพร้อมกับคำแรกนั้น
“อร่อยมาก...”
เธอพึมพำออกมาเหมือนกำลังเคลิ้มฝัน
ลุคคาเลิกคิ้วมอง ก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆ ในท่าทีซื่อๆ ของเธอ ทว่าพอก้มลงจะหั่นเนื้อกินต่อ เขากลับสังเกตเห็นรอยซอสเล็กๆ ตรงมุมปากฉ่ำวาวของเธอ
มือใหญ่เอื้อมมาสัมผัสเบาๆ นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยเช็ดออกอย่างอ่อนโยน
ความร้อนจากผิวมือเขาส่งผ่านสู่ผิวแก้มเธอจนหัวใจสั่น
วรรณนรีชะงัก เงยหน้าขึ้นสบตาเขาในระยะใกล้เกินไป ดวงตาคมของลุคคาจับจ้องเธออย่างลึกซึ้งแนะนิ่งงัน เพียงชั่วอึดใจ ความเงียบกลับกลายเป็นแรงดึงดูดที่ไม่มีใครต้านได้ นิ้วหัวแม่มือกลับขยับขึ้นมาเกลี่ยแก้มเธอราวกับหาข้ออ้าง ก่อนจะโน้มตัวลงมา...
ริมฝีปากของเขาสัมผัสเธออย่างช้าๆ อ่อนโยนในตอนแรก แต่กลับลึกซึ้งขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
ความหวานผสมแรงปรารถนาก่อเป็นไฟร้อนที่ลามท่วมทั้งตัว จากจุมพิตหวานกลายเป็นจูบที่โอบรัดและแนบชิดมากขึ้นเรื่อยๆ
เสียงมีดและส้อมกระทบจานเบาๆ ราวกับจะส่งสัญญาณว่ามีอาหารรออยู่บนโต๊ะ ทว่าทั้งเขาและเธอไม่ได้สนใจมันอีกต่อไป
สัมผัสของเขาไม่ยอมผละออก แต่กลับลึกซึ้งขึ้นทุกวินาที ลมหายใจของทั้งคู่เริ่มถี่ขึ้นตามแรงอารมณ์ วรรณนรีรู้สึกราวกับโลกภายนอกเลือนหาย เหลือเพียงไออุ่นจากอ้อมแขนของเขาที่โอบรัดไว้แน่น
มือใหญ่เลื่อนจากแก้มลงมาสัมผัสต้นคอ ปลายนิ้วไล้แผ่วจนหัวใจเธอสั่นสะท้าน ลุคคาขยับดึงเธอให้ลุกจากเก้าอี้อย่างง่ายดาย ร่างเล็กเซถลาเข้าไปซุกในอกกว้าง ก่อนที่เขาจะก้มลงจูบซ้ำอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีความลังเล
หัวใจวรรณนรีเต้นรัว กลิ่นแอลกอฮอล์ที่สัมผัสได้จากรสจูบร้อนแรงของเขาเหมือนสัญญาณเตือนให้เธอรู้สึกตัว ฝืนผลักอกแกร่งออกห่าง
“คุณเมาแล้ว”
เธอเตือน ลมหายใจถี่กระชั้น
“ฉัน... ฉันกลับก่อนดีกว่า”
วรรณนรีผละออก ทว่าลุคคาไม่ยอมให้เธอสลัดหลุด เขารั้งข้อมือเล็กเอาไว้ ขณะที่อ้อมแขนยังคงโอบเอวบางไม่คลาย
กลิ่นหอมอ่อนๆ เจือกับกลิ่นเหงื่อจากเนื้อกายหญิงสาวทำเอาจิตใจเขาปั่นป่วนจนแทบคลั่ง
ลุคคาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยใกล้ชิดผู้หญิง เพียงแต่ไม่เคยเจอผู้หญิงอย่างวรรณนรี
...ภายนอกดูไร้เดียงสา สะอาด บริสุทธิ์ แต่ลึกๆ แล้วกลับมีความกล้าไม่เบา
ผ่านมาแล้วเป็นเดือน แต่โทรศัพท์สายนั้นเขายังจำได้ดี
คืนนั้นที่ต่างจังหวัด เธอโทรมาขอให้เขา ‘นอนด้วย’
“เธอเคยขอให้ฉันนอนด้วยลืมแล้วเหรอ”
วรรณนรีหน้าร้อนวาบ กัดริมฝีปากด้วยความรู้สึกอายที่ถูกย้อนถามเรื่องในตอนนั้น
...ทั้งคู่ไปทำงานต่างจังหวัดด้วยกัน แล้วเธอดื่มไปนิดเดียวแต่นึกครึ้มอะไรไม่รู้ ถึงกดโทรหาเขา กระทั่งพูดอะไรออกไปเธอก็จำรายละเอียดไม่ได้ รู้แค่ว่าเธอโทรไปเชิญชวนเขาจริง และเช้าวันต่อมายังโดนเขาตำหนิเสียจนหน้าชา
“ฉัน... ฉันเคยพูดแบบนั้นเหรอคะ”
วรรณนรีรวบรวมความกล้าพูดออกมา ดวงตากลมแป๋วจ้องมองใบหน้าสุขุมแต่สายตากลับย้อมไปด้วยอารมณ์ล้ำลึกที่ยากจะอธิบายของลุคคา
“คุณ...” พิมพ์ชนกกลับจากทำงานพอดี เห็นชายหนุ่มหน้าตาคุ้นเคยยืนละล้าละลังอยู่หน้าประตูตึกหอพัก เอ่ยทักขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ลุคคามองเจ้าของเสียง จำได้ว่าเธอคือเพื่อนคนหนึ่งของวรรณนรี “สวัสดีครับ พอดีว่าผมมาหาวรรณนรีน่ะ แต่โทรหาเธอไม่รับเลย” “นาย้ายออกไปแล้วนะคะ คุณไม่รู้เหรอ” “ย้าย” ลุคคาชะงัก พยายามวางสีหน้าสงบนิ่ง แต่แววตากลับซ่อนความตกใจเอาไว้ไม่มิด “...เธอได้บอกไหม ย้ายไปที่ไหน” พิมพ์ชนกไม่ใช่คนโง่ แม้วรรณนรีจะไม่ได้บอกเหตุผลชัดเจนว่าทำไมถึงย้ายออก แต่วันนี้พอได้เห็นผู้ชายตรงหน้า รวมถึงท่าทางลนลานของอีกฝ่าย ก็พอจะเดาว่ามีปัญหา “ไม่รู้ค่ะ รู้แค่ว่านาย้ายออกกะทันหัน โทรไปก็ไม่รับเหมือนกัน” “อ่อ...” ลุคคาเผยสีหน้าผิดหวังออกมาชัดเจน ภายในอกรู้สึกว่างเปล่าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน “พิมพ์... นี่มัน” เสียงทุ้มจากคนคุ้นเคยดังขึ้น ก่อนที่เจ้าของเสียงจะเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าคนทั้งสองเขาก็คืออานนท์...สายตาเฉียบคมมองตรงไปที่ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง สีหน้าพลันเ
จุกอกเกินที่จะทนไหวอยากวิ่งหนีไปให้ไกล เพียงแต่นี่คือออฟฟิศ ต่อให้เสียอาการขนาดไหน เธอก็ยังรักษาหน้าตาตัวเองเอาไว้ภายใต้ความเจ็บช้ำ ร้าวรานใจ วรรณนรีเดินออกจากห้องทำงานของผู้บริหาร ผ่านแผนกต่างๆ ของบริษัท กระชากป้ายชื่อที่ระบุตำแหน่งผู้อำนวยการบนอกเสื้อทิ้งขยะท่ามกลางสายตาของพนักงานมากมายต่อให้พยายามคีบลุคแค่ไหน แต่สุดท้ายก็หลุดการควบคุมอยู่ดีน้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาโดยที่เธอไม่รู้ตัวร่างบางก้าวออกจากบริษัทซางเหมยฯ ราวกับพายุ “ให้ไปส่งที่ไหนครับคุณผู้หญิง”“....”หลังจากแจ้งจุดหมายกับคนขับเสร็จ วรรณนรีหยิบแหวนเพชรที่ใส่เป็นจี้ห้อยคอขึ้นมาคลำเล่น ...ภาพวันวานทอวาบเข้ามาในหัว ตอนนั้นเธอเป็นเพียงพนักงานใหม่ เริ่มต้นจาก AE ตัวเล็กๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายครีเอทีฟด้วยความสามารถของตัวเอง และอยู่ภายใต้การสนับสนุนของลุคคา ...คนที่เธอรักอย่างหมดหัวใจเธอเคยคิดว่าที่เขาไม่เปิดเผยความสัมพันธ์เป็นเพราะกลัวเพื่อนร่วมงานจะอคติกับเธอ เธอเชื่อ เชื่อสุดหัวใจว่าเขาหวังดีกับเธอจริงๆ “เอาอะไรมามั่นใจว่าเขาทำเพื่อเธอ น
วรรณนรีเดินผ่านโต๊ะเลขาที่ว่างเปล่า ไร้เงาคน มาเคาะประตูห้องทำงานลุคคา เคาะไม่กี่ที เสียงด้านในก็ดังขึ้น“เข้ามา”เธอเปิดประตูเข้าไป ดวงตาสบประสานกับคนที่อยู่หลังโต๊ะทำงานทันทีสองเท้าก้าวย่างยาวมาแบบไม่ช้าไม่เร็ว ทว่าสายตากลับไม่หลุดไปจากใบหน้าหล่อเหลาแม้แต่น้อยสีหน้าและแววตาดุกร้าวของเขา ไม่ต้องบอก ก็รู้ว่ากำลังไม่พอใจ“เรื่องสเตตัส...” มีเรื่องอยู่ในหัวมากมายที่อยากจะพูด แต่พออ้าปาก สิ่งแรกที่หลุดออกมาดันเป็นเรื่องนี้ ทว่าพูดยังไม่ทันจบ เขาก็โพล่งสวนใส่หน้าเธอทันที“เธอคิดอะไรอยู่ ถึงได้แท็กมาแบบนั้น”“ฉัน”“ทำไม หรือว่าอยู่เงียบๆ ไม่เป็น ต้องให้มีปัญหา ชีวิตจะได้ตื่นเต้นงั้นเหรอ”เธอแค่จะอ้าปากพูดสักคำ เขาก็ไม่ให้โอกาส ขึ้นเสียงต่อว่าเธอชุดใหญ่วรรณนรีหน้าชาเบาๆ แต่ในใจกลับหนักอึ้งเหมือนมีภูเขาลูกใหญ่กดทับ“ไปบอกคนอื่นซะ ว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด เธอแค่เผลอเอามือไปโดน ...หรือไม่ก็แท็กผิดคน” ข้อสุดท้ายนั่นเขาดูลังเลเล็กน้อย แต่ก็เลือกจะพูดมันออกมาวรรณนรีแข้งขาอ่อนแรงขึ้นมาทันที จิตใจดิ่งวูบ ไม่กล้าคิดด้วยซ้ำว่าเขาจะพูดคำนั้นออกมา ใบหน้าอ่อนหวานเกร็งไปหมด แสยะ
วรรณนรีเดินออกจากห้องท่านประธาน แทบจะในทันที เธอก็รู้สึกว่าตกเป็นเป้าสายตามากกว่าเดิมอีกบรรยากาศภายในออฟฟิศเงียบผิดปกติ ราวกับทุกคนกำลังพยายามทำงาน แต่สายตากลับคอยเหลือบมองเธอเป็นระยะ เสียงกระซิบกระซาบดังแว่วมาจากหลายมุมโดยไม่คิดจะปิดบังนัก เพราะข่าวที่เธอถูกเรียกเข้าพบท่านประธานตั้งแต่เช้า บวกกับสเตตัสเฟสบุ๊กเมื่อคืน มันมากพอจะทำให้คนทั้งบริษัทตีความไปต่างๆ นานา บางคนคิดว่าเธอถูกตำหนิ บางคนคิดว่าเธอกำลังสร้างปัญหา และอีกหลายคน... กำลังรอฟังบทสรุปว่า ระหว่างเธอกับลุคคา ตกลงแล้วเป็นอะไรกันแน่ สายตาหลายคู่ที่มองมาเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง ราวกับกำลังตัดสินเธออยู่เงียบๆ ว่าวรรณนรีคงอยากเกาะกระแสคนดัง อยากคว้าโอกาสจากการอยู่ใกล้ลุคคา จนพยายามทำทุกวิถีทางให้ตัวเองเป็นที่สนใจน่าตลกสิ้นดี!เมื่อความคิดเช่นนั้นแวบเข้ามาในหัว สีหน้าของใครหลายคนก็บิดเบี้ยวขึ้นอย่างไม่รู้ตัววรรณนรีสัมผัสได้เพียงแค่บรรยากาศที่ไม่ค่อยปกติ ส่วนเสียงซุบซิบ ต่อให้ได้ยินเป็นบางคำ เธอก็ไม่คิดสนใจหญิงสาวตั้งใจจะไปหาลุคคาที่ห้องของเขา เพื่อเล่าเรื่องที่เพิ่งคุยกับท่านประธานให้ฟัง อยากบอกเขาว่า... ตอนนี้ท่านประธ
วรรณนรีเคยเจอกับท่านประธานใหญ่บริษัทซางเหมยฯ ไม่กี่ครั้งเท่านั้น และทุกครั้งได้แต่มองอยู่ห่างๆ แม้จะมีโอกาสพบหน้า แต่ก็พบแบบหมู่คณะ พูดคุยพร้อมกับคนหมู่มาก ถ้าไม่นับเรื่องผลงานที่โดดเด่นก็ยากที่ท่านจะจดจำเธอได้ บางที ตอนนี้ท่านก็คงรู้แค่ว่ามีผู้อำนวยการคนใหม่ ทำกำไรให้กับบริษัทเป็นกอบเป็นกำเท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นยังไง ความคิดมากมายหลั่งไหลเข้ามาในหัวอย่างกับสายน้ำ แต่พอถึงหน้าประตู เธอก็รีบขจัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป สูดหายใจลึกๆ ยกมือเคาะประตู “เข้ามา” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้น เธอค่อยๆ หมุนลูกบิด เปิดประตูเข้าไป ภายในห้องมีท่านประธานกำลังยืนอยู่ด้านหน้าผนังกระจก สายตามองตรงออกไปด้านนอก ขณะที่เลขาวัยกลางคนถือแฟ้มเล่มหนึ่ง ยืนห่างออกมาด้านหลังเล็กน้อย ทั้งคู่คล้ายกำลังคุยธุระกันอยู่ แต่พอเธอปรากฏตัว สายตาของคนทั้งสองก็ย้ายมาที่เธอแทน “สวัสดีค่ะท่านประธาน ดิฉันวรรณนรีค่ะ” วรรณนรีไหว้สวย ยิ้มทักทายเจ้าของบริษัทด้วยความเคารพนับถือ ก่อนจะหันไปทักทายเลขาวัยกลางคนด้วยถ้อยคำอ่อนน้อมถ่อมตน
ชายหนุ่มเดินออกจากห้องน้ำด้วยความรู้สึกเบาสบาย สวมกางเกงวอร์มขายาวตัวเดียว หยิบโทรศัพท์ที่ชาร์จอยู่บนโต๊ะหน้ากระจก เดินมาทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงนุ่ม จับผ้าขนหนูบนคอขึ้นเช็ดผมพลางปัดหน้าจอ เช็กข้อมูลข่าวสาร ข้อความแจ้งเตือนซ้อนทับกันเป็นร้อยๆ ทั้งจากเพื่อนและคนที่ทำงาน เขาคาดเดาไปต่างๆ นานาว่ามีเรื่องอะไร ขณะกดเปิดดูแบบสุ่มๆ เป็นข้อความจากโมรินทร์ โมรินทร์ : วันนี้ไม่ได้เข้าไปเยี่ยมแม่นะ เวลาว่างไม่ตรงเลย แต่ฝากกระเช้าไปแล้ว ลุคคา : ไม่เป็นไร เห็นกระเช้าแล้ว ขอบคุณมาก ลุคคายิ้มมุมปาก ตอบเสร็จ ก็สลับหน้าจอไปดูแจ้งเตือนอื่น มุมบนมีแจ้งเตือนขึ้นมาว่าโมรินทร์ส่งข้อความกลับมา แต่เขาไม่ได้เปิดอ่าน เลื่อนไปกดดูแจ้งเตือนจากเพื่อนซีอีโอในบริษัท เพราะสังหรณ์ใจว่ามีเรื่องอะไรสักอย่าง จีน่า : (แคปรูปหน้าจอสเตตัสเฟสบุ๊ก) ยินดีด้วยค่ะ จีน่า : ไม่คิดว่าคุณกับวรรณนรีคบกันอยู่ ฉันเหมือนเป็นมือที่สามเลย จีน่า : เงียบ... สีหน้าลุคคาอึมครึมทันที ขยายภาพที่ถูกแคปส่งมาในแชตด
เวลาผ่านไปพักหนึ่งวรรณนรีก้าวออกมาจากห้องลองชุดอย่างระมัดระวัง มือหนึ่งจับชายกระโปรงเอาไว้เล็กน้อยราวกับยังไม่คุ้นชินกับชุดราตรียาวกรอมเท้าภายในร้านเงียบลงโดยไม่รู้ตัวหญิงสาวยืนอยู่ใต้แสงไฟสีอุ่น ชุดราตรีสีเข้มขับให้ผิวของเธอดูสว่างขึ้นอย่างประหลาด แนวผ้าถูกตัดเย็บเข้ารูปพอดี เผยให้เห็นส่วนโค้งเ
ราวกับโดนมนตร์เสน่หาเข้าครอบงำ พริบตาที่กางเกงหลุดจากเอวหนา ร่างบางก็ย่อตัว คุกเข่า มือล้วงแก่นลำออกมาจากกางเกงในแบรนด์เนม กำรูดจนแข็ง ก่อนจะอมเข้าไปในปาก เรียวลิ้นอ่อนห่อใต้ลำเนื้อร้อน ดูดดุนไม่หยุด เสียงครางต่ำเล็ดลอดผ่านลำคอแกร่ง เรียวขาหยัดเกร็ง ฝ่ามือใหญ่จับ
จากมื้อกลางวัน สู่โรงงานใช้เวลาเพียงไม่นานดวงตาอ่อนหวานแฝงไว้ด้วยความกังวลช้อนมองคนข้างๆ ขณะเดินไปตามทางที่ทอดตัวออกนอกอาคารของโรงงานตัดเย็บ เรื่องงานเป็นเพียงข้ออ้าง และตอนนี้ก็เคลียร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว รวดเร็วกว่าที่คิด เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันก็สั้นตามไปด้วย
ไถฟีดอยู่ดีๆ ภาพถ่ายรวมกลุ่มเพื่อนของลุคคาก็เด้งขึ้นมา โดยที่ลุคคาถูกแท็กโพสต์สาธารณะ คนที่เป็นเพื่อนกับเขาจึงเห็นภาพนี้ด้วย นิ้วหัวแม่มือที่กำลังจะปัดผ่านชะงัก สายตาจ้องมองภาพบนจอนิ่ง แม้จะเป็นภาพถ่ายรวมที่มีเกือบสิบคน แต่คนที่อยู่ตรงกลางคือลุคคากับเพื่อนผู้หญิง







