Masukในคืนวันสิ้นปี ตระกูลฮั่วอบอวลไปด้วยบรรยากาศอันอบอุ่นนอกเหนือจากฮั่วจี้เจ๋อที่ยังเดินทางมาไม่ถึง และฮั่วจี้รุ่ยที่ยังคงติดภารกิจอยู่ที่เมืองซีแล้ว สมาชิกคนอื่น ๆ ต่างก็อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาคุณปู่ฮั่วกวาดสายตามองไปรอบห้อง เมื่อไม่เห็นเงาของฮั่วหมิ่นจึงเอ่ยถามขึ้น “ฮั่วหมิ่นล่ะ?”“เขาบอกว่าจะไปทานข้าวกับอารุ่ยก่อน น่าจะกลับมาพรุ่งนี้หรืออย่างช้าก็มะรืนนี้ครับ”คุณปู่ฮั่วแค่นเสียง เหอะ ในลำคอทว่าแววตาที่มองดูผ่อนคลายลงไม่น้อย“จังหวะนี้ยังดูมีความเป็นพ่อคนขึ้นมาบ้าง ฉันนึกว่าจะทำตัวเหลวไหลไร้แก่นสารไปตลอดชีวิตเสียอีก”สำหรับคุณปู่ฮั่วแล้ว ไม่ว่าอย่างไร ฮั่วจี้รุ่ยก็ยังเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลฮั่ว เขามักจะรู้สึกติดค้างในใจอยู่เสมอ จึงอยากจะดูแลให้ดีเป็นพิเศษเพียงแต่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าภรรยาที่เขาอุตส่าห์เลือกให้ ตนจะเลือกคนผิดไปเสียได้เมื่อนึกถึงไฟล์เสียงนรกนั่น ตอนแรกเขารู้สึกโกรธเคืองจนตัวสั่นแต่สุดท้ายความโกรธนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกผิดที่กัดกินใจเขาถอนหายใจออกมาแผ่วเบา “อารุ่ย เขาไม่ได้ชอบแม่หนูหานคนนั้นเลยใช่ไหม?”ฮั่วหงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ รีบเอ่ยเสริมขึ้น
ฮั่วจี้เซินพยักหน้ารับด้วยสีหน้าเรียบเฉยเขารู้ดีแก่ใจอยู่แล้วคนจำพวกนี้ไม่ควรค่าแก่การเสียเวลาแม้แต่นิดเดียวสิ่งที่สำคัญและทรงคุณค่ามากกว่าไอ้สุนัขจนตรอกตัวนี้ คือผู้อยู่เบื้องหลังเบอร์โทรศัพท์เหล่านั้น และตัวอันเหวินโม่นั่นเองเมื่อก้าวขึ้นสู่รถ ฮั่วจี้เซินก็เอ่ยสั่งการ “ไปหาอันเหวินโม่”เซ่ามู่ตอบกลับด้วยท่าทีลังเล “เมื่อครู่คุณสวี่โทรมาถามว่าคุณจะกลับไปทานมื้อเย็นตอนไหนครับ”คืนวันสิ้นปีเช่นนี้ไม่ใช่วันที่เหมาะจะไปเยือนสถานพินิจเพื่อเผชิญหน้ากับผู้ต้องขังจริง ๆ ฮั่วจี้เซินถอนหายใจยาวพลางหลับตาลงเพื่อผ่อนคลายปมคิ้วที่ขมวดมุ่นอยู่บนใบหน้าให้ค่อย ๆ จางหายไปทีละน้อยซาลวี่เอินที่นั่งรถมาด้วยกันเอ่ยขึ้น “ไว้หลังปีใหม่ค่อยไปเถอะ คนไม่หนีไปไหนหรอก ปล่อยให้ยัยนั่นจมอยู่กับความหวาดกลัวไปสักสองสามวันเถอะ”หากไปตอนนี้ ก็ใช่ว่าจะได้ความจริงอะไรกลับมาในตอนนั้น ฮั่วจี้เซินเริ่มมองเห็นคำตอบลาง ๆ ในใจแล้วการไปหาอันเหวินโม่ในตอนนี้คงเป็นเพียงการพิสูจน์ข้อสันนิษฐานเท่านั้น หากปราศจากหลักฐานมัดตัว ต่อให้พูดอะไรไปก็อาจถูกตีความเป็นเพียงการใส่ร้ายเท่านั้นเขาพ่นลมหายใจออกช้า ๆ “กลับบ
ชายคนนั้นถูกซ้อมจนร่างสะบักสะบอมร่อแร่ทว่าเมื่อได้ยินคำถามของฮั่วจี้เซินอีกครั้ง นิ้วมือที่หักงอของเขากลับขยับเขยื้อนเพียงเล็กน้อยเขากัดฟันแน่นกว่าเดิม ปฏิเสธที่จะหลุดปากคำใดออกมาทั้งสิ้นในโลกของเงามืดที่ไม่อาจนำเสนอต่อหน้าสาธารณชน ซาลวี่เอินเข้าใจสถานการณ์นี้ดีกว่าฮั่วจี้เซินหลายเท่าเพียงแค่กวาดสายตามองสภาพของชายตรงหน้า เขาก็ล่วงรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังถูกบีบคั้นด้วยสิ่งที่หวาดกลัวยิ่งกว่าความตายหากชายผู้นี้กล้าเปิดปากพูดชื่อใครออกมา ชีวิตของเขาก็คงไม่มีวันได้เห็นตะวันในวันพรุ่งนี้ซาลวี่เอินปรือตาขึ้นช้า ๆ ก่อนจะหันไปสบตากับชายวัยกลางคนข้างกายซึ่งบนใบหน้ามีรอยแผลเป็นจากของมีคมลากยาวตั้งแต่หางตาซ้ายลงมาจนถึงมุมปากขวาดูน่าสะพรึงกลัวอย่างถึงที่สุดเขาตัดสินใจเอื้อมมือไปคว้าแขนฮั่วจี้เซินไว้แล้วกระตุกเบา ๆ “ไปทางนั้นหน่อย ไปสูบบุหรี่กันก่อนดีกว่า”ฮั่วจี้เซินยอมเดินตามซาลวี่เอินไปด้านข้างโดยดี ขณะที่ชายหน้าแผลเป็นก้าวเข้าไปหาแล้วนั่งยอง ๆ ลงข้างร่างของเหยื่อ ก่อนจะโน้มตัวลงไปกระซิบคำบางคำที่ข้างหูของชายคนนั้นบรรยากาศภายในตึกร้างปกคลุมไปด้วยฝุ่นคละคลุ้งและเศษหินกระจัด
“ขอบคุณที่คุณปู่ทวดเป็นห่วงหนูนะคะ”คุณปู่ฮั่วถลึงตามองเธอทันทีทั้งสองคนจ้องตากันเขม็งไม่มีใครยอมใครหนูน้อยคนนี้หน้าตาสะสวย แถมยังมีนิสัยมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวเกินวัย หากลูกที่สวี่เพียวเพียวจะมีกับฮั่วจี้เซินในอนาคตมีนิสัยเช่นนี้บ้าง ตระกูลฮั่วก็คงไม่ต้องกังวลเรื่องทายาทสืบสกุลที่ไร้น้ำยาอีกต่อไปน่าเสียดายเหลือเกินที่แม่หนูน้อยคนนี้ ไม่ใช่สายเลือดของตระกูลฮั่วโดยแท้จริงคุณปู่ฮั่วเบนสายตามองตรงไปยังสวี่เพียวเพียว“พวกเธอวางแผนจะให้ยัยหนูนี่เปลี่ยนนามสกุลอะไรเมื่อไหร่? ในเมื่ออยู่ในตระกูลฮั่ว กินข้าวตระกูลฮั่ว ก็ต้องใช้นามสกุลฮั่วถึงจะถูก”สวี่เพียวเพียวตอบกลับอย่างตรงไปตรงมาไม่มีอ้อมค้อม “ไม่เปลี่ยนค่ะ ถ้าจะเปลี่ยนก็คงเปลี่ยนมาใช้นามสกุลของฉัน ส่วนถ้าในอนาคตมีลูกอีกคน ถึงตอนนั้นค่อยให้ลูกใช้นามสกุลฮั่วตามอาเซินค่ะ”คุณปู่ฮั่วขมวดคิ้วแน่นในใจลึก ๆ เขารู้สึกพึงพอใจในตัวเหลียนฮว่ามากนอกจากจะเป็นเด็กผู้หญิงและไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของฮั่วจี้เซินแล้ว ด้านอื่น ๆ ของเด็กคนนี้ถือว่าดีเยี่ยมจนหาที่ติไม่ได้อย่างน้อยที่สุดหากได้เปลี่ยนมาใช้นามสกุลฮั่ว ความรู้สึกตะขิดตะขวงใจในฐานะผู้นำตระกูล
ฮั่วหงชะงักไปครู่หนึ่ง“พ่อหมายถึงฮว่าฮว่าเหรอครับ?”คุณปู่ฮั่วขมวดคิ้วแน่นจนหนวดกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะตวาดกลับด้วยความไม่สบอารมณ์ “ถ้าไม่หมายถึงเด็กคนนั้น จะให้หมายถึงแกหรือไง?”ฮั่วหงรีบรับคำสั่งแล้วหันไปกำชับให้อาจวีรีบไปตามคนมาทันทีครู่ต่อมา ฮั่วจี้เซินก็ปรากฏตัวพร้อมกับเข็นรถเข็นของสวี่เพียวเพียวเข้ามาภายในห้อง ผ้าพันคอโอบล้อมร่างเธอไว้อย่างมิดชิดเพื่อกันลมหนาว ทันทีที่เข้ามาถึงด้านในที่อบอุ่นขึ้น ฮั่วจี้เซินจึงค่อย ๆ ถอดผ้าพันคอให้เธอตอนแรกคุณปู่ฮั่วนึกขัดใจไม่น้อยทั้งรถเข็นเอย ทั้งห่อตัวมิดชิดราวมัมมี่เอย เขานึกค่อนขอดในใจว่าลูกหลานจะทะนุถนอมราวกับเป็นของล้ำค่าแตกหักง่ายไปถึงไหนแต่เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นผ้าพันแผลสีขาวที่พันอยู่รอบศีรษะของสวี่เพียวเพียว ภาพความทรงจำเกี่ยวกับบทสัมภาษณ์อันชาญฉลาดของเธอในงานนิทรรศการวันนั้นก็แล่นเข้ามาในหัวประกอบกับราคาหุ้นของตระกูลฮั่วที่พุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงที่ผ่านมาท่านจึงเลือกที่จะปิดปากเงียบในจังหวะนั้น เหลียนฮว่าที่อยู่ในอ้อมแขนของถงซินก็วิ่งเหยาะ ๆ เข้ามา ทันทีที่ถูกวางลงบนพื้น เธอก็รีบวิ่งไปยืนรวมกลุ่มกับอาจวี
นี่เป็นหลักฐานชั้นดีที่แสดงให้เห็นว่า ต่อให้เป็นเรื่องที่สวี่เพียวเพียวไม่ได้ใส่ใจ แต่คนรอบข้างกลับเต็มใจหยิบยกมาใส่ใจแทนเธอเสียทุกเรื่องเมื่อตกดึก ฮั่วหงกลับมาถึงบ้าน ทว่าเขาก็ยังแวะไปสำรวจที่ห้องดอกไม้ก่อนเป็นอันดับแรกเขาหยิบแว่นสายตาขึ้นมาสวมก่อนจะเดินกวาดสายตามองไปทั่ว จากนั้นเขาตะโกนเรียกโสงเจี๋ย“ดอกเบญจมาศของผมหายไปไหนหมด? ทำไมถึงไม่อยู่ตรงนี้ล่ะ? ดอกไม้ของผมหายไปไหน!”“อาจวีเอาไปให้เพียวเพียวที่ห้องกระจกฝั่งโน้นแล้วค่ะ ที่นั่นน่ะมีแต่กุหลาบพุ่ม ดูน่าเบื่อจะตายไป ฉันเห็นเบญจมาศที่คุณเลี้ยงไว้สวยดี ก็เลยสั่งให้คนยกไปประดับไว้ที่นั่น”ฮั่วหงขมวดคิ้วมุ่น“ทำแบบนี้ได้ยังไงกัน? รู้ไหมว่าดอกไม้พวกนั้นราคามันเท่าไหร่? นี่ผมไม่ได้เห็นหน้ามันทุกวันก็นอนไม่หลับแล้วนะ!”ทุก ๆ วัน ฮั่วหงเป็นคนลงมือดูแลด้วยตัวเองตลอดเพราะเขาไม่เคยวางใจให้คนสวนในบ้านคนไหนแตะต้องแทนตอนนี้พอไม่เห็นกระถางดอกไม้ที่คุ้นตา ฮั่วหงก็รู้สึกโหวงเหวงในใจราวกับว่าไม่ได้เห็นหน้าภรรยาอย่างไรอย่างนั้น“ไม่ได้หรอก ผมต้องไปเอาคืนมาเดี๋ยวนี้”พูดจบเขาก็เตรียมจะก้าวเดินออกไปทันที ท่าทีของเขาจริงจังราวกับจะไปทวงสม




![summer เมษาพาเสียว [NC30+] + [PWP]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


