공유

บทที่ 3

작가: เจ้าเหมียวแวววาว
หลังจากนั่งแท็กซี่กลับถึงบ้าน สวี่เพียวเพียวก็ย่องเข้าบ้านอย่างเงียบเชียบที่สุด เธอจัดการล้างหน้าล้างตาก่อนจะแอบเข้าไปดูในห้องนอนเล็ก แล้วก็เห็นแม่สวี่กับเหลียนฮว่ากำลังหลับสนิท

แม่สวี่ขมวดคิ้วพลางกระซิบถาม “ทำไมกลับดึกนักลูก? หิวไหม? เดี๋ยวแม่ไปต้มบะหมี่ให้กิน”

แม่สวี่พูดพลางพะยุงตัวจะลุกขึ้น

สวี่เพียวเพียวรีบกดไหล่แม่ไว้ทันที “หนูกินมาแล้วค่ะ แม่นอนเถอะ”

ครั้นแล้วก็แม่สวี่ถึงยอมเอนตัวลงนอนต่อ

เพื่อไม่ให้รบกวนการทำงานของลูกสาว ปกติแม่สวี่จะพาเหลียนฮว่านอนอีกห้องหนึ่ง ซึ่งแยกกับสวี่เพียวเพียว

หลังจากตระกูลสวี่ล้มละลาย สวี่เพียวเพียวก็พาแม่และลูกสาวมาเช่าห้องพักในตึกเก่า ๆ แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไกลจากบริษัทพอสมควร

เธอเดินเข้าไปห้องครัวแล้วต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถ้วยหนึ่งโดยไม่ได้เปิดไฟ อาศัยเพียงแสงจากหน้าจอโทรศัพท์ไล่อ่านข้อมูล

ซึ่งในเว็บบอร์ดภายในของบริษัทตอนนี้มีแต่เรื่องของฮั่วจี้เซินเต็มไปหมด

แม้แต่พื้นที่ในมือถือของเธอก็ถูกเขายึดครองไปโดยปริยาย

ในฐานะเจ้านายสายฟ้าแลบคนใหม่ที่โปรไฟล์เริ่ดและหน้าตาหล่อเหลาขนาดนั้น

เพื่อนร่วมงานจึงต่างพากันแอบถ่ายรูปเขามาลงเว็บบอร์ดจนล้นฟีด

แถมข้อมูลของเขายังถูกขุดออกมาจนหมด แต่ทั้งหมดล้วนถูกแต่งเติมด้วยทองคำ

สายตาของสวี่เพียวเพียวหยุดอยู่ที่ประโยคหนึ่ง

(สมัยเรียนมหาวิทยาลัยต้องทำงานส่งตัวเองเรียน หลังจบการศึกษาได้ก่อตั้งซินเฉิง ไฟแนนซ์ด้วยตัวเองโดยไม่มีการสนับสนุนจากตระกูล จนก้าวเข้าสู่ทำเนียบมหาเศรษฐีเอเชียที่อายุน้อยที่สุด และกลายเป็นทายาทเพียงคนเดียวของฮั่วซื่อกรุ๊ปที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ...)

ทำงานส่งตัวเองเรียนงั้นเหรอ?

ตลอดหลายปีนั้นเธอเข้าใจผิดมาตลอดว่าฮั่วจี้เซินเป็นเด็กยากจน จึงพยายามรักษาศักดิ์ศรีให้เขาอย่างสุดความสามารถ จะเปย์เงินให้แต่ละทีก็ต้องทำอย่างระมัดระวังเพราะกลัวเขาจะคิดมากจนเหนื่อยใจ

ที่ไหนได้ มันก็แค่เกมสนุก ๆ ของคุณชายตระกูลดังเท่านั้นเอง

สวี่เพียวเพียวนึกถึงประโยคที่เขาเคยพูดในตอนนั้นว่า “ฉันไม่ได้เห็นสวี่เพียวเพียวสำคัญอะไรขนาดนั้น”

ก็จริง

แต่ไหนแต่ไรมา พวกเขาก็อยู่กันคนละโลกอยู่แล้ว

เพราะเขาคือผู้ชายที่สูงส่งและมีสง่าราศี มีผลการเรียนยอดเยี่ยม แถมยังเป็นผู้ที่สอบติดมหาวิทยาลัยเอด้วยคะแนนสูงสุดในปีนั้น และได้เข้าเรียนในสาขาเด่นของมหาวิทยาลัยเออีกด้วย

ส่วนเธอคือคุณหนูที่รักอิสระ ไร้รสนิยม และไม่ชอบเรียนหนังสือ เข้ามหาวิทยาลัยเอได้อย่างหวุดหวิดก็เพราะโควตาขยายรับนักศึกษา และเป็นนักศึกษาสายศิลปะที่มีคะแนนที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

ในตอนนี้ก็คงไม่ต่างกัน

ต่อให้เป็นหัวหน้ากับลูกน้องในบริษัทเดียวกัน ฮั่วจี้เซินก็ยังคงเป็นเหมือนยอดเขาสูงเทียมเมฆที่พนักงานตัวเล็ก ๆ อย่างเธอไม่มีวันเอื้อมถึง

หัวใจของเธอเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบเค้นจนปวดหนึบ ไอความร้อนจากถ้วยบะหมี่ลอยฟุ้งขึ้นมา ทำให้ความรู้สึกในใจของเธอราวกับถูกม่านหมอกปกคลุม

สวี่เพียวเพียวกดออกจากเว็บบอร์ดแล้วรีบกินบะหมี่คำโต ๆ เข้าไป

-

เช้าวันถัดมา เซ่ามู่ประกาศเรื่องเกณฑ์การจ่ายค่าล่วงเวลาใหม่ในกลุ่มไลน์บริษัท

เนื่องจากคำสั่งมีผลเฉพาะหลังเที่ยงคืน เพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยได้รับผลกระทบ เพราะไม่ค่อยมีใครอยู่ดึกขนาดนั้น

ยกเว้นสวี่เพียวเพียวที่สีหน้าไม่ค่อยดีนัก

เยี่ยนชิว เพื่อนร่วมงานโต๊ะข้าง ๆ กระซิบถาม “เพียวเพียว แบบนี้เงินเธอไม่หายไปเยอะเลยเหรอ?”

เยี่ยนชิวเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้สถานะทางการเงินของสวี่เพียวเพียว

ตอนแรกเธอก็ไม่ค่อยชอบสวี่เพียวเพียวเพราะเห็นว่ายังเด็กแต่ขยันทำงานจนเกินหน้าเกินตา นึกว่าอยากประจบเจ้านาย

แต่พอรู้ภายหลังว่าเงินเดือนทั้งเดือนของสวี่เพียวเพียวต้องจ่ายค่ายาของคนป่วยถึงสองคน ไหนจะค่าเช่าบ้าน ค่าใช้จ่ายของทั้งครอบครัว และหนี้สิน ก็แทบไม่มีเงินเหลือแล้ว

ค่าล่วงเวลาที่ได้จากการทำงานดึกก็ถือว่าไม่น้อยเลย

ถ้าต่อไปนี้ไม่อนุญาตให้ทำโอทีอีก สวี่เพียวเพียวก็จะสูญเสียรายได้ส่วนหนึ่งไป

เยี่ยนชิวผลักสวี่เพียวเพียวเบา ๆ ครั้งหนึ่ง “หรือว่าเธอจะลองไปขอคุณฮั่วดูไหม? บอกเหตุผลความจำเป็นของเธอให้ชัดเจน ไม่แน่เขาอาจจะยอมให้เธอเบิกโอทีของเดือนนี้ก่อนก็ได้นะ”

ไปหาฮั่วจี้เซินงั้นเหรอ?

จะให้เธอพูดว่าอะไร?

บอกว่าตอนนี้เธอตกอับจนต้องดิ้นรนเพื่อเงินโอทีไม่กี่พันบาท แล้วขอความเมตตาจากเขาอย่างนั้นเหรอ?

ต่อให้ฮั่วจี้เซินจะใจดีรับฟัง เธอก็อายเกินกว่าจะพูดมันออกมา

สวี่เพียวเพียวถอนหายใจ “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหาพาร์ทไทม์ทำก็ได้ ถือซะว่าได้กลับบ้านไปอยู่กับลูกเร็วขึ้น”

พอพูดถึงลูกสาวของสวี่เพียวเพียว เยี่ยนชิวก็ตาสว่างขึ้นมาทันที “ลูกฉันมีเสื้อผ้าบางตัวที่เล็กเกินไป เดี๋ยวเอามาให้เหลียนฮว่านะ อย่ารังเกียจเลยนะ ส่วนใหญ่ใส่แค่ครั้งเดียวเอง”

ถ้าเป็นเมื่อก่อน คุณหนูสวี่ไม่มีทางชายตามองของมือสองเด็ดขาด

แต่ตอนนี้ต่างออกไป เสื้อผ้าที่เธอใส่อยู่นี้ก็เป็นของเดิมตั้งแต่ก่อนบ้านล้มละลาย เธอไม่มีเงินเหลือพอจะซื้อชุดใหม่แล้วด้วยซ้ำ

สวี่เพียวเพียวยิ้มตอบ “ได้เลยค่ะ เสื้อผ้าเด็กใส่ต่อจากคนอื่นนี่แหละดี ผ้านุ่มและสะอาด ขอบคุณมากนะพี่ชิว”

เยี่ยนชิวเป็นคนมีฐานะดี ขับรถปอร์เช่มาทำงาน เสื้อผ้าที่เธอบอกว่าใส่ครั้งเดียว ส่วนใหญ่ก็เป็นแบรนด์เนมสภาพใหม่เอี่ยม

สวี่เพียวเพียวคิดว่าเอาไปซักอีกรอบแล้วให้ลูกใส่ก็ถือว่าดีมากแล้ว

เมื่อเยี่ยนชิวเห็นว่าเธอรับน้ำใจอย่างใจกว้างและเป็นธรรมชาติก็โล่งใจขึ้น

เธอกังวลว่าสวี่เพียวเพียวจะรู้สึกรังเกียจ แต่ก็อยากช่วยเธอสักหน่อย หากซื้อของใหม่ให้กลับจะดูไม่เหมาะสม แถมยังทำให้สวี่เพียวเพียวต้องคิดว่าจะตอบแทนอย่างไร การเอาเสื้อผ้าใหม่ที่ใส่ไม่ได้แล้วมามอบให้จึงดีที่สุด

อย่างไรเสียก็ทำงานอยู่บริษัทเดียวกัน

แม้สวี่เพียวเพียวจะไม่อยากเจอหน้าฮั่วจี้เซินแค่ไหน แต่อยู่ในบริษัทเดียวกันมันก็เลี่ยงไม่ได้

เนื่องจากเมื่อคืนนอนน้อยเกินไป เธอจึงเข้าไปในห้องพักเบรกหวังจะชงกาแฟสักแก้ว แต่พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นชายร่างสูงที่แผ่รังสีกดดันอย่างยิ่งยืนอยู่ก่อนแล้ว

ห้องพักเบรกไม่ถือว่าเล็ก แต่ด้วยความสูงและกล้ามเนื้อภายใต้ชุดสูทของฮั่วจี้เซินกลับให้ความรู้สึกตึงเครียดและความรู้สึกอึดอัดอย่างรุนแรง

สวี่เพียวเพียวจะถอยออกไปตอนนี้ก็ไม่ทันเสียแล้ว จึงทำได้เพียงก้มหน้าลง “อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณฮั่ว”

“อืม”

ฮั่วจี้เซินปรายตามองนิ่ง ๆ ไม่ได้มีทีท่าว่าจะพูดอะไร

และไม่มีทีท่าว่าจะเดินออกไปเช่นกัน

สวี่เพียวเพียวรีบกดกาแฟและเติมน้ำแข็ง แล้วเตรียมจะเดินออกจากห้องพักเบรกไปให้เร็วที่สุด

แต่แล้วน้ำเสียงเย็นชาของเขาก็ดังขึ้น “แผนงานโครงการแก้เสร็จหรือยัง?”

นิ้วมือของเธอกำแก้วแน่นพลางถอยหลังหนึ่งก้าว “แก้เสร็จแล้วค่ะ เดี๋ยวจะรีบเอาไปส่งให้นะคะ”

ท่าทางหวาดระแวงของเธอทำให้ฮั่วจี้เซินดูเหมือนสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวชนิดหนึ่ง

ฮั่วจี้เซินเอ่ยเสียงเข้ม “ไม่ต้อง ส่งทางอีเมลก็พอ”

“ฉันไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเธอมากเกินไป”

น้ำเสียงนั้นเย็นเฉียบเหมือนก้อนน้ำแข็ง

เขาเอนหลังพิงเคาน์เตอร์เล็กน้อย ขาเรียวยาวเหยียดออกมาอย่างสบายๆ มือล้วงกระเป๋ากางเกงแสดงออกถึงความสง่างามอย่างผ่อนคลาย

สายตาของสวี่เพียวเพียวจับจ้องอยู่ที่ขากางเกงและรองเท้าของเขา แต่เมื่อเลื่อนสูงขึ้นมาเล็กน้อย เธอก็เห็นกางเกงสแล็คที่ตัดเย็บอย่างประณีตคู่กับเข็มขัดโลหะแบรนด์หรูราคาหลักหมื่น ซึ่งยิ่งขับเน้นให้เขาดูมีภูมิฐานมากขึ้น

แม้ว่าตระกูลสวี่จะล้มละลายไปแล้ว แต่สวี่เพียวเพียวก็สามารถมองออกในปราดเดียวว่าเสื้อผ้าทั้งชุดที่เขาใส่อยู่นี้ มูลค่ารวมกันไม่ต่ำกว่าหกหลักแน่นอน

อาจเป็นเพราะท่าทางที่ดึงดูดของเขา ทำให้สายตาของเธอเผลอไปหยุดอยู่ที่บริเวณใต้เข็มขัดกางเกงสูทของฮั่วจี้เซิน...

ขนาด... ที่ไม่อาจมองข้ามได้เลย

เพียงแค่แวบเดียวก็ทำให้แก้มของเธอร้อนผ่าวจนต้องรีบชักสายตากลับ

สมัยที่ยังคบกัน พวกเขาทั้งคู่ต่างก็รื่นเริงไปกับความรักตามประสาวัยรุ่นโดยไม่มีการยับยั้งชั่งใจ สวี่เพียวเพียวเคยลองมาแล้วทุกรูปแบบ และการมีเหลียนฮว่าขึ้นมาก็เป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย

แต่ในเมื่อลูกเกิดมาแล้ว เธอจึงถือว่าเป็นของขวัญจากสวรรค์และจะรักษาไว้อย่างดีที่สุด

เมื่อเลื่อนสายตามองขึ้นสูงไปอีก สวี่เพียวเพียวก็สะดุดตากับรอยแดงที่ลำคอของฮั่วจี้เซิน

คนวัยผู้ใหญ่เห็นปุ๊บก็รู้ทันทีว่ามันเกิดจากสถานการณ์แบบไหน

เมื่อก่อนฮั่วจี้เซินไม่ชอบให้เธอทิ้งร่องรอยไว้บนลำคอของเขา และบอกว่าไม่อยากให้ใครเห็น

แต่ตอนนี้เขากลับกล้าเดินไปเดินมาในบริษัทอย่างเปิดเผยพร้อมรอย ‘คิสมาร์ก’ เด่นหราแบบนี้งั้นเหรอ?

ก็แน่ล่ะ

คนอย่างฮั่วจี้เซินคงไม่ขาดแคลนผู้หญิงอยู่แล้ว

ขนาดสมัยเรียนยังมีผู้หญิงล้อมรอบ นับประสาอะไรกับตอนนี้ที่เขาถูกประดับด้วยตำแหน่งทายาทฮั่วซื่อกรุ๊ป คงมีผู้หญิงเก่ง โปรไฟล์ดี ๆ พร้อมวิ่งเข้าใส่มากมาย

สวี่เพียวเพียวลอบถอนหายใจในใจ

ในเมื่อเขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเธอ เธอก็คิดแบบเดียวกัน

เธอข่มความรู้สึกอึดอัดที่เสียดแทงอยู่ในอกไว้ แล้วส่งยิ้มสดใสตอบกลับไป “ฉันก็คิดแบบนั้นค่ะ”

“นอกจากเรื่องงาน ฉันกับคุณก็ไม่มีความจำเป็นต้องยุ่งเกี่ยวกันอยู่แล้วค่ะ”

이 작품을 무료로 읽으실 수 있습니다
QR 코드를 스캔하여 앱을 다운로드하세요
댓글 (2)
goodnovel comment avatar
พิศสมัย
สนุกมากอ่านแล้วทำให้อยากอ่านไปเรื่อยๆ
goodnovel comment avatar
Pikul Karaket
พบ้อตเรื่องน่าสนใจ
댓글 더 보기

최신 챕터

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 718

    ฮั่วจี้เซินมองทัศนียภาพเบื้องหน้าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้คนที่เขาเคยพบเจอมีมากมายมหาศาลคนที่มีชาติตระกูลดีกว่าตระกูลฮั่ว หรือดีกว่าตระกูลเหลียง มีอยู่ไม่รู้ตั้งเท่าไรทว่าคนที่ทำตัวเหลวไหลจนก้าวเดินผิดพลาดแล้วสุดท้ายต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปจนหมดตัวมีอยู่ไม่น้อยเช่นเดียวกันในสายตาของเขา สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความจริงใจทว่าความจริงใจเพียงน้อยนิดที่เหลียงเจียเหยียนหยิบยกเอามาแสดงออกในตอนนี้ ยังห่างไกลคำว่าเพียงพออยู่มากอย่างน้อยที่สุด ฮั่วจี้เซินก็มั่นใจว่า ฮั่วสวินเจินไม่ได้ต้องการมันเมื่อขับรถพาเด็กน้อยมาถึงโรงเรียนอนุบาลข้างนอกอากาศร้อนจัด ฮั่วจี้เซินจึงไม่อนุญาตให้สวี่เพียวเพียวลงจากรถเหลียนฮว่ายืนอยู่ตรงประตูทางเข้า พร้อมกับรับกระเป๋าเป้สะพายหลังที่ฮั่วจี้เซินเตรียมเอาไว้ให้เรียบร้อยดวงตามองตรงมาที่ฮั่วจี้เซินตาปริบ ๆ “ช่วงบ่ายเลิกเรียนแล้วคุณพ่อมารับหนูไหมคะ?”“แน่นอนครับ มารับแน่นอนอยู่แล้ว”ช่วงวันหยุดฤดูร้อน เหลียนฮว่าราวกับตัวติดอยู่กับฮั่วจี้เซินแทบจะทุกวันไม่ว่าจะเป็นการว่ายน้ำ ขี่ม้า หรือยิงปืน เหลียนฮว่าล้วนได้ทดลองสัมผัสมาหมดแล้วทุกอย่างจนกระท

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 717

    เขาไม่ได้ชอบเด็ก ๆ สักเท่าไรนักเด็ก ๆ ในตระกูลเครือญาติเมื่อก่อนนี้ เขาก็แทบจะไม่ค่อยมีความอดทนกับพวกเขาเลยสักนิดเด็ก ๆ ในอำเภอชนบทก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน แต่สำหรับเหลียงเจียเหยียนแล้ว เขาวางตัวกับเด็ก ๆ เหล่านั้นไม่ต่างอะไรกับผู้ใหญ่เลยแทบจะทุกครั้งแต่ทำไมทุกครั้งที่ได้เห็นเด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ เขากลับรู้สึกมีความสุขออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจแถมยังรู้สึกอยากจะยิ้มออกมาเสียดื้อ ๆ อีกด้วยเหลียงเจียเหยียนย่อตัวลงครึ่งหนึ่ง เพื่อให้สายตาของตนเองอยู่ในระดับเดียวกันกับเด็กน้อยตัวจิ๋ว“ใช่แล้วครับ แต่ว่าลุงไม่ใช่คุณอาเขยของหนูหรอกนะ ทานมื้อเช้ามาหรือยัง? ซาลาเปาลูกนี้ให้หนูนะ”เหลียนฮว่าหันกลับไปมองสวี่เพียวเพียวที่ยืนอยู่ด้านหลังเมื่อเห็นว่าสวี่เพียวเพียวไม่ได้เอ่ยปากห้ามอะไร เพียงแต่มองมาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน เธอก็หันกลับไปหาเหลียงเจียเหยียนเช่นเดิม“ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะคุณลุง”รอยยิ้มบนใบหน้าของเหลียงเจียเหยียนเพิ่งจะคลี่ออกได้ไม่ทันไร ก็ต้องชะงักค้าง เมื่อได้ยินเสียงใส ๆ ของเหลียนฮว่าเอ่ยประโยคต่อมา“แต่ว่าคุณแม่สอนไว้ว่าห้ามกินของจากคนแปลกหน้าค่ะ หนูทานมื้อเช้ามาเรียบร้อยแล้ว ขอตั

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 716

    เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงชวนคิดลึกน้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววเย้ายวนราวกับสายน้ำที่ไหลรินเมื่อสวี่เพียวเพียวนึกถึงบทรักที่ไร้การยับยั้งชั่งใจเมื่อคืนนี้แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะกัดฟันกรอดก่อนหน้านี้เจียนหลินเคยบอกไว้ว่า ช่วงเวลาที่ต้องแยกจากกันไป ทำให้เธอพลาดช่วงเวลาที่ฮั่วจี้เซินทรงเสน่ห์ที่สุดในชีวิตของเขาไปใครจะไปรู้ล่ะว่า ต่อให้เป็นตอนนี้สวี่เพียวเพียวก็ยังคงรับมือกับความเร่าร้อนของเขาไม่ไหวอยู่ดีถ้าให้ติดสินบนใหม่อีกรอบล่ะก็ เกรงว่าเอวบาง ๆ ของเธอคงได้หักคามือเขาเป็นแน่ฮั่วจี้เซินแสดงสีหน้าเสียดายออกมา แต่ก็ไม่ได้เอ่ยหยอกล้อเธอต่อ“เมื่อคืนฉันบอกเธอไปแล้วนี่ ธีมงานคือสี่ฤดู อีกไม่กี่วันทางบริษัทก็จะประกาศอย่างเป็นทางการแล้วล่ะ”การที่ฮั่วจี้เซินยอมบอกล่วงหน้ากับสวี่เพียวเพียวนั้น ก็เป็นเพียงการล่วงรู้ก่อนเวลาแค่สามวันเท่านั้นเองต่อให้เขาไม่ยอมบอกเธอก่อน บรรดาแบรนด์คู่แข่งทั้งหมดในวงการก็ต่างพากันคิดเข้าข้างตัวเองอยู่ดี ว่าสามีภรรยาคู่นี้คงแอบตกลงปิดประตูกระซิบข้อมูลลับทุกอย่างให้กันและกันเป็นการส่วนตัวไปนานแล้วยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่พูดกันว่า การประมูลจัดแสดงเครื่องประดับ

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 715

    สวี่เพียวเพียวยังคงเชื่อมั่นในคำว่า คนละสาขาอาชีพ ย่อมเหมือนมีภูเขากั้นมาโดยตลอดความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ย่อมมีเหตุผลในตัวของมันเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ผิดเพี้ยนเธอมีรสนิยม มีทักษะการวาดภาพ แต่กลับไม่มีพรสวรรค์ที่เฉียบคมและพอเหมาะพอเจาะในการออกแบบเครื่องประดับ การทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการตรวจทานผลงานนั้นเพียงพอแล้ว แต่ถ้าจะให้เธอต้องลงมือรับหน้าที่หลักในการออกแบบเอง กลับยังขาดรสชาติและเสน่ห์ที่ควรจะเป็นการได้ร่วมมือทำงานกับฮั่วสวินเจินในตอนนี้ จึงเป็นรูปแบบที่ลงตัวและดีมากแล้วเช่นกันฮั่วจี้เซินคุกเข่าข้างหนึ่งลงเบื้องหน้าสวี่เพียวเพียวนิ้วเรียวลูบไล้สัมผัสบริเวณข้อเท้าด้านหลังของเธอตรงจุดที่ถูกรองเท้าส้นสูงกัดจนผิวถลอก “เจ็บไหม?”“พอทนได้”ผิวบริเวณส้นเท้าของสวี่เพียวเพียวนั้นบอบบางและอ่อนนุ่มเหลือเกิน แทบทุกครั้งที่เธอสวมรองเท้าส้นสูง เธอจะต้องเผชิญกับการหลั่งเลือดพิสูจน์รักแท้กับรองเท้าอยู่เสมอจนถึงตอนนี้ เธอชินชากับมันไปเสียแล้วถ้าไม่ใช่เพราะฮั่วจี้เซินบังเอิญเห็นเข้า สวี่เพียวเพียวก็คงไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำคงเป็นเพราะวันนี้ตอนที่ยืนคุยกับฮั่วจี้รุ่ยเป็นเวลานานเกินไป ทำให

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 714

    เขากั้นขวางไว้ด้วยประตูรถเพียงบานเดียวอากาศย่างเข้าสู่เดือนกันยายนแล้ว แต่ความร้อนระอุยังคงแผดเผาจนชวนให้รู้สึกหงุดหงิดพลุ่งพล่านสวี่เพียวเพียวสวมรองเท้าส้นสูงที่พื้นค่อนข้างบาง ความร้อนระอุของพื้นถนนยางมะตอยแผ่ซ่านผ่านหนังรองเท้าเข้ามาแผดเผาผิวเนื้อของเธอสวี่เพียวเพียวนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งนั้นเธอไม่อยากคิดเลยว่าฮั่วจี้รุ่ยใช้แรงจูงใจใดถึงได้บุกฝ่ากองเพลิงเข้าไปข้างในและเธอก็ไม่ต้องการใช้ความคิดในแง่ร้ายไปคาดเดาพฤติกรรมของใครทั้งสิ้นเพียงแต่เธอรู้ดีว่า เธอจำเป็นต้องรักษาระยะห่างจากฮั่วจี้รุ่ยเอาไว้ไม่ว่าจะเพื่อใครก็ตาม ล้วนเป็นผลดีทั้งนั้นสวี่เพียวเพียวยืนนิ่งอยู่ที่เดิม“ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันไม่ต้องการมันหรอก การที่แบรนด์ของเราเข้าร่วมการประมูลแข่งขันทูตในครั้งนี้ ก็เป็นการแข่งขันอย่างยุติธรรมอยู่แล้ว ฉันไม่ต้องการช่องทางลัดหรือเส้นสายอภิสิทธิ์ใด ๆ ทั้งสิ้นค่ะ”ฮั่วจี้รุ่ยชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะดึงแฟ้มเอกสารกลับมาพร้อมกับถอนหายใจออกมาเบา ๆ “ผมหวังดีแท้ ๆ พี่สะใภ้นี่ไร้น้ำใจจริง ๆ เลยนะครับ”“ขอบคุณนะคะ”สวี่เพียวเพียวตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย มั่นค

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 713

    สวี่เพียวเพียวเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง“นิสัยใจคอก็ใช้ได้ ส่วนเรื่องบุคลิก เอาเป็นว่าเธอชอบก็พอแล้วล่ะ”ฮั่วสวินเจินรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน“ฉันไม่ได้บอกสักหน่อยว่าฉันชอบ!”เหลียงเจียเหยียนอาจจะมีความรู้สึกดี ๆ ให้เธอบ้าง แต่ฮั่วสวินเจินไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเองว่านั่นคือความรู้สึกพิเศษอะไรก็คงแค่อยากทำตามความต้องการของผู้ใหญ่ในบ้านเท่านั้นพูดตามตรงแล้ว หากวันหนึ่งต้องแยกย้ายกันไป เหลียงเจียเหยียนก็อาจจะไม่ติดต่อมาหาเธออีกเลยด้วยซ้ำพอคิดมาถึงตรงนี้ ฮั่วสวินเจินก็รู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอกขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับมีอะไรบางอย่างติดอยู่กลางลำคอ จะกลืนก็ไม่เข้าจะคายก็ไม่ออก จนทำให้ลมหายใจของเธอติดขัดไปชั่วขณะสวี่เพียวเพียวเห็นท่าทางของเธอเป็นแบบนั้น จึงเอ่ยขึ้นว่า “ถ้าเธอรู้สึกว่าเขาโอเค ก็ลองคบเป็นเพื่อนดูก่อนสิ บางคนอาจจะไม่เหมาะจะเอามาเป็นแฟนหรอก”“แต่อย่างน้อยในสถานะเพื่อน ตอนนี้เธอก็ขาดอยู่พอดีไม่ใช่เหรอ”ฮั่วสวินเจินมีเพื่อนสนิทอยู่ไม่กี่คนเท่านั้นนอกจากเวลาทำงานแล้ว เวลาส่วนใหญ่ของเธอมักจะหมดไปกับการเดินชมนิทรรศการและแสวงหาแรงบันดาลใจในการออกแบบชิ้นงานใหม่ ๆ ไม่เช่นนั้นก็คือนั

더보기
좋은 소설을 무료로 찾아 읽어보세요
GoodNovel 앱에서 수많은 인기 소설을 무료로 즐기세요! 마음에 드는 작품을 다운로드하고, 언제 어디서나 편하게 읽을 수 있습니다
앱에서 작품을 무료로 읽어보세요
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.
DMCA.com Protection Status