Masukหลังจากเสร็จสิ้นการจัดการพิธีศพของบ้านสามสวี่เพียวเพียวก็กลับมาที่บริษัท และทันทีที่เธอเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา ก็ได้รับแบบร่างดีไซน์จำนวนมากจากฮั่วสวินเจินส่งตรงเข้ามาไม่รู้ว่าเป็นเพราะโชคร้ายที่กลายเป็นโชคดีหรือเปล่าช่วงนี้เธอกลับมีประกายไอเดียพรั่งพรูออกมาอย่างไม่ขาดสายไม่เพียงแต่ออกแบบเครื่องประดับคอลเลกชันใหม่ประจำฤดูกาลของ à l'aube สำเร็จเท่านั้น แต่เธอยังออกแบบสินค้าไฮไลท์สำหรับแบรนด์ทองคำได้เสร็จเรียบร้อยแล้วอีกด้วยโดยเน้นไปที่ธีมงานแต่งงานมีดวงดาวและดวงจันทร์เป็นองค์ประกอบหลัก ผสมผสานเข้ากับงานฝีมือลายลูกไม้ ทำให้ชุดเครื่องประดับทั้งชุดดูราวกับงานศิลปะชั้นฮั่วสวินเจิน “ฉันลองไตร่ตรองดูแล้ว หลายคนเวลาแต่งงานมักจะซื้อเครื่องประดับทองน้ำหนักมาก แต่พอล่วงเลยงานแต่งไปแล้วกลับไม่สะดวกที่จะหยิบมาสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ฉันก็เลยออกแบบทองคำน้ำหนักมากที่ยังคงสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้ง่าย กับทองคำขนาดกะทัดรัดน้ำหนักเบาแต่มีความประณีตบรรจงค่ะ”สวี่เพียวเพียวกวาดสายตามองแบบร่างดีไซน์เหล่านั้นดวงตาของเธอเป็นประกายขึ้นมาวาววับสำหรับคนที่ปกติแล้วไม่ค่อยชอบเครื่องประดับทองคำ และมั
“ใครต่อใครต่างก็พูดกันว่า ฉันเป็นแค่เด็กที่ตระกูลฮั่วไม่ต้องการ วันข้างหน้าถ้าไม่ได้ใช้ประโยชน์จากการแต่งงานเพื่อสร้างผลประโยชน์ให้กับตระกูลแล้ว ฉันก็ไม่มีค่าอะไรหลงเหลืออยู่อีกเลย”ฮั่วสวินเจินหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลับตาลงหยาดน้ำตาเอ่อล้นไหลรินลงมาตามหางตาของเธอ“ฉันเคยคิดว่าชีวิตของฉันคงมีอยู่แค่นี้แหละ คงเป็นได้แค่หุ่นเชิดที่มีคุณค่าและว่าง่ายตัวหนึ่ง แต่แล้วฉันก็ได้มาพบกับพี่สะใภ้ใหญ่”“แม่ของฉันก็กลับมาด้วย”“เธอพาฉันไปพบคุณตาคุณยาย และพูดคุยกับฉันตั้งมากมาย ฉันเคยนึกว่าชีวิตของฉันกำลังจะดีขึ้นแล้วแท้ ๆ ”ต่อให้จะเป็นฮั่วสวินเจินผู้เจิดจรัส ก็ยังคงมีความทุกข์ระทมในแบบที่คนธรรมดาทั่วไปยากจะจินตนาการความเชื่อใจและความปรารถนาดีครั้งแรกที่เธอได้รับ ล้วนมาจากสวี่เพียวเพียวทั้งสิ้นและก็เป็นเพราะสวี่เพียวเพียวเช่นกัน พี่ใหญ่ถึงยอมเปิดทางให้พ่อแม่ของเธอกลับบ้านได้ทว่าผลกรรมและเหตุปัจจัยเหล่านี้ กลับระเบิดขึ้นมาทั้งหมดก็เพราะภัยพิบัติที่ถูกฝังรากลึกไว้ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนความแค้นเคืองและความขมขื่นที่สะสมมานานหลายปี ไม่เคยจางหายไปจากใจของเจินอวิ๋นเลยแม้แต่น้อยมันทวี
หลังเสร็จสิ้นพิธีศพเจินเจิ้งเพ่ยได้ปรึกษาหารือกับทางตระกูลฮั่ว โดยขอพากระดูกของเจินอวิ๋นเดินทางกลับสู่เมืองจิงเขาต้องการให้ลูกสาวของตนได้กลับไปนอนสงบนิ่งคืนสู่มาตุภูมิในเมื่อเธอได้หย่าขาดจากฮั่วเยวียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เธอก็ย่อมไม่ใช่สะใภ้ของตระกูลฮั่วอีกต่อไป แต่ยังคงเป็นลูกสาวอันเป็นที่รักของเขาคนเดิมเก่อชุนเสี่ยวร้องไห้โฮออกมาพร้อมกับต่อว่าสามี“คุณยังจะมาว่าลูกสาวดื้อรั้นอีก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ลูกไม่ยอมกลับบ้านเลยสักครั้ง แต่ตาแก่หัวดองอย่างคุณก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน ถ้าตอนนั้นคุณไม่คอยขัดขวางฉัน ไม่ยอมให้ฉันติดต่อลูกหรือไม่ยอมให้ฉันไปรับลูกกลับบ้าน เรื่องราวมันจะลงเอยกลายเป็นแบบนี้ได้ยังไงกัน!”เจินเจิ้งเพ่ยปล่อยให้เก่อชุนเสี่ยวทุบตีโดยไม่คิดหลบเลี่ยงยามเมื่อมองดู ราวกับว่าความชราได้เข้าเกาะกุมร่างจนแก่ลงไปอีกหลายปีเขากอดโกศบรรจุอัฐิของเจินอวิ๋นไว้ในอ้อมแขน ก้าวเดินลงบันไดคฤหาสน์ไปทีละก้าวพร้อมกับเอ่ยอย่างระมัดระวัง “เสี่ยวอวิ๋น พ่อกำลังจะพาเดินลงบันไดแล้วนะ เดินระวังด้วยล่ะ ตามพ่อมาดี ๆ นะลูก”“พ่อจะพาแกกลับบ้านนะ”ราวกับหวนย้อนกลับ
การวางยาพิษ จิตใจของเจินอวิ๋นช่างเหี้ยมโหดเธอยอมแม้กระทั่งเอาชีวิตของตัวเองเข้าไปแลก เพื่อที่จะสังหารคุณปู่ฮั่วและฮั่วเยวียนด้วยยาพิษเธอรู้ดีว่า เพื่อรักษาหน้าตาและชื่อเสียงของตระกูลฮั่ว ประกอบกับการที่เธอได้เขียนพินัยกรรมทิ้งไว้ล่วงหน้าแล้ว ฮั่วจี้เซินจึงไม่มีวันนำความจริงเบื้องหลังเรื่องนี้มาเปิดเผยต่อสาธารณชนอย่างแน่นอนต่อให้จะมีการสืบสวนสอบสวน ก็คงเป็นเพียงข้ออ้างว่ารับประทานอาหารที่ไม่สะอาดจากภายนอกจนทำให้เกิดอาการพิษเท่านั้นและต่อให้จะสืบจนเจอความจริง ก็ยังคงยึดถือคติที่ว่าคนตายคือผู้ยิ่งใหญ่ฟันของฮั่วจี้เจ๋อขบเข้าหากันแน่นจนแทบจะแหลกละเอียด“นายคิดว่า ฮั่วจี้เซินจะปล่อยพวกเราไปจริง ๆ งั้นเหรอ?”ฮั่วจี้รุ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “อย่างน้อยที่สุด ก็คงไม่มีจุดจบที่เลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว พี่ใหญ่ไม่กล้าทำบาปมหันต์ขนาดนั้นหรอก”ภายในใจของฮั่วจี้เซินนั้น มีความยึดติดและห่วงหาอาทรมากจนเกินไปเพื่อสวี่เพียวเพียวและเหลียนฮว่าแล้ว เขาไม่มีทางทำเรื่องผิดศีลธรรมหรือก่อกรรมทำเข็ญอย่างแน่นอนคนที่มีความห่วงใยพะวงหน้าพะวงหลังมากมายขนาดนั้น ขนาดที่ว่าแค่คำพูดล้อเล่นเพียงประโยค
ทุกสิ่งในโลกนี้ ไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะสามารถเยียวยาจิตใจผู้คนให้สงบลงได้ด้วยคำว่า เสียใจด้วยนะยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการต้องมาเห็นคนที่รักจากไปต่อหน้าต่อตาอย่างเลี่ยงไม่ได้ฮั่วสวินเจินไม่รู้เลยว่าเหตุใดเหลียงเจียเหยียนจึงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ทุกครั้งที่พวกเขาพบกัน เธอมักจะปรากฏกายด้วยภาพลักษณ์ที่เฉิดฉาย สง่างาม และสดใสเจิดจ้าเสมอมีเพียงครั้งนี้เท่านั้นวันที่เธอมอมแมม ไร้เรี่ยวแรง และหลงทาง ราวกับปลาตัวเล็ก ๆ ที่สูญเสียที่พึ่งพิงทุกอย่างไปเกล็ดทุกชิ้นที่เคยอวดอ้างความภาคภูมิใจและทระนงตนถูกลอกออกและโยนทิ้งไป เหลือเพียงตัวเปล่าเปลือยที่เต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลเหลียงเจียเหยียน ชื่อของเขาไม่ตรงกับตัวเขาเอาเสียเลย เขาไม่สามารถแม้แต่จะเอื้อนเอ่ยถ้อยคำปลอบโยนที่สวยงามใด ๆ ออกมาได้สักประโยคเขากลับทำเพียงเอียงร่มในมือ บดบังสายฝนให้กับฮั่วสวินเจินสายฝนโปรยปรายลงมาไม่หนักนัก เคลื่อนตัวลอยละลิ่วผ่านปลายกิ่งไม้ทว่าหยาดน้ำตาของฮั่วสวินเจินกลับร้อนผ่าวหยาดน้ำตานั้นร่วงหล่นลงมาจากฝ่ามือของเหลียงเจียเหยียนไหลผ่านปลายนิ้วเรียวยาวของเขา แล้วหยดร่วงลงไปเบื้องล่างเขาราวกับได้กลิ่นอายความเจ็บป
ฮั่วจี้จั๋วยกมือขึ้นปาดคราบน้ำตาบนใบหน้าลวก ๆ ทันใดนั้น เสียงไซเรนรถพยาบาลก็ดังแว่วมาจากด้านนอกเขาเดินออกไปสั่งการให้คนนำตัวฮั่วเยวียนและคุณปู่ฮั่วขึ้นรถ จากนั้นก็หันกลับมาเอ่ยว่า “พี่ใหญ่ ผมขอตัวไปจัดการเรื่องนี้ก่อนนะครับ”คนทั้งสองแทบจะไม่มีทางรอดชีวิตแล้ว แต่หากปล่อยให้เกิดเรื่องขึ้นที่นี่จนผู้คนรู้เห็น ก็คงจะไม่ค่อยดีนักฮั่วจี้เซินเหลือบมองฮั่วจี้จั๋วแวบหนึ่งพลันรู้สึกว่าภายในคืนเดียว น้องชายคนนี้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดยามทำสิ่งใดในตอนนี้ รู้จักคิดไตร่ตรองถึงต้นสายปลายเหตุและพิจารณาอย่างรอบคอบถี่ถ้วนแล้วเพียงแต่ว่า ราคาที่ต้องจ่ายนั้นช่างแสนแพงเหลือเกินฮั่วจี้เซินพยักหน้ารับเบา ๆ พลางตบไหล่ฮั่วจี้จั๋ว “ไปเถอะ ฉันจะส่งคนคอยติดตาม และหากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น จะมีคนคอยช่วยจัดการให้”“ขอบคุณครับพี่ใหญ่”ฮั่วจี้จั๋วกวาดสายตามองร่างของเจินอวิ๋นเป็นครั้งสุดท้ายด้วยความลึกซึ้ง ก่อนจะปรับอารมณ์ความรู้สึกของตนแล้วหมุนตัวเดินออกจากคฤหาสน์ไปกลุ่มเมฆบนท้องฟ้าค่อย ๆ สว่างขึ้น ทอแสงสีขาวนวลราวกับท้องปลา รุ่งอรุณแผ่ซ่านขับไล่ความมืดมิด แสงอาทิตย์สายหนึ่งทะลุผ่านหมอกดำ ท้องฟ้






![[NL]ปฏิญาณร้าย ทลายใจอัลฟ่า](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
