Share

บทที่ 4

Penulis: เจ้าเหมียวแวววาว
สวี่เพียวเพียวไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง

เธอไม่รู้เลยว่าตอนนี้ฮั่วจี้เซินมีสีหน้าที่ย่ำแย่เพียงใด รู้เพียงแค่ว่าการถูกเขาจ้องมองแบบนี้ทำให้กล้ามเนื้อทั่วร่างของเธอหดเกร็งไปหมดจนอยากจะหนีไปจากที่นี่เสียให้พ้น

เมื่อพูดจบเธอจึงรีบหันหลังเดินออกจากห้องพักเบรกไปทันที

ฮั่วจี้เซินบีบแก้วกาแฟในมือแน่นพลางมองตามแผ่นหลังของสวี่เพียวเพียวที่ดูเหมือนยกภูเขาออกจากอก

เมื่อก่อนเธอไม่เคยดื่มอเมริกาโน่เย็นเลยสักครั้ง และมักจะบ่นว่ามันทั้งขมทั้งเปรี้ยว

แต่ตอนนี้เธอกลับดื่มมันเสียแล้ว

ฮั่วจี้เซินมองตามแผ่นหลังที่หายลับไปจากสายตาของสวี่เพียวเพียว ดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝาดฉายอารมณ์ที่ซับซ้อน เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ ก่อนจะสบถคำหยาบคายออกมาเบา ๆ

เมื่อกลับถึงห้องทำงาน ฮั่วจี้เซินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาเจียงซ่งทันที

“พี่เซิน มีอะไรหรือเปล่าครับ?”

“สวี่เพียวเพียวแต่งงานกับใคร?”

ปลายสายสะดุดเฮือก เจียงซ่งงุนงงจนจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าฮั่วจี้เซินมาไม้ไหน แต่ก็ยังตอบไปตามตรงว่า “ผมไม่ทราบครับ”

“เธอไปจดทะเบียนสมรสที่ต่างประเทศ เห็นว่า... พอรู้ตัวว่าท้อง ก็เลยตัดสินใจแต่งงานเลย ผมเองก็ยังไม่เคยเห็นสามีของเธอเหมือนกัน”

“เรื่องเกิดขึ้นเมื่อไหร่?”

เจียงซ่งเงียบไปและอ้ำอึ้งอยู่พักใหญ่ก่อนจะกัดฟันพูดออกมาว่า “ก็... ก็หลังจากเลิกกับพี่ได้ไม่นาน ได้ยินว่าสวี่เพียวเพียวเดินทางไปต่างประเทศพร้อมกับสามีของเธอนั่นแหละ...”

หลังจากนั้นเจียงซ่งก็ไม่กล้าพูดต่อ

เพิ่งจะเลิกกับฮั่วจี้เซินก็แต่งงานสายฟ้าแลบ แถมยังท้องทันที

ต่อให้ตอนนั้นฮั่วจี้เซินจะไม่ได้รักสวี่เพียวเพียว แต่คงยากที่จะไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกสวมเขา

เจียงซ่งตั้งท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ฮั่วจี้เซินก็ชิงตัดสายไปเสียก่อน

เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณตัดสาย เจียงซ่งกลับรู้สึกโล่งอก

เพราะถ้าพี่เซินถามต่อ เขาเองก็ไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกัน

หลังจากคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง เจียงซ่งจึงตัดสินใจส่งข้อความหาสวี่เพียวเพียว

“พี่เซินมาถามเรื่องสามีของเธอนะ”

สวี่เพียวเพียวตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว

“เสียใจด้วยนะ สามีฉันคงไม่ใช่เกย์หรอก”

เจียงซ่ง: “...”

นั่นใช่ประเด็นที่ไหนกันล่ะ?

ตอนแรกเขาอยากจะถามว่าทั้งคู่ไปเจอกันได้ยังไง แต่คิดไปคิดมา เจียงซ่งก็รู้สึกอย่าหาเรื่องใส่ตัวจะดีกว่า

-

หลังจากฮั่วจี้เซินได้รับอีเมลจนกระทั่งเลิกงาน ทุกอย่างก็ดูเงียบสงบ

สวี่เพียวเพียวยังขวัญเสียจากเรื่องเมื่อคืนจึงตัดสินใจเลิกงานตรงเวลา

เมื่อเยี่ยนชิวเห็นเธอปิดคอมพิวเตอร์จึงถามอย่างประหลาดใจว่า “วันนี้ไม่ทำโอทีเหรอ?”

“ไม่ค่ะ จะรีบกลับไปหาลูกสาว” สวี่เพียวเพียวตอบ

จากนั้นทั้งคู่ก็เดินคุยเล่นกันไปพลางเดินเข้าไปในลิฟต์ ทว่ากลับต้องมาเจอฮั่วจี้เซินในลิฟต์โดยไม่คาดคิดหลังจากที่ไม่เจอมาทั้งวัน

เยี่ยนชิวและสวี่เพียวเพียวรีบเก็บสีหน้ายิ้มแย้มทันที และยืนตัวลีบอยู่ข้าง ๆ

โชคดีที่ฮั่วจี้เซินไม่ได้สนใจพวกเธอ เขากำลังสวมหูฟังบลูทูธและคุยโทรศัพท์อยู่

“อืม รู้แล้ว คืนนี้จะกลับไปกินข้าวด้วยแน่นอน”

“อืม วางใจเถอะ ผมจำได้ว่าจะต้องซื้อดอกไม้ไปฝากครับ”

น้ำเสียงอ่อนโยนและเอาใจใส่คล้ายกับคลื่นน้ำที่นุ่มนวลนั้น สามารถสัมผัสได้ถึงความรักและความทะนุถนอมของฮั่วจี้เซิน

เมื่อสามปีก่อน สวี่เพียวเพียวก็เคยได้ยินน้ำเสียงที่เอาใจอย่างอดทนแบบนี้จากฮั่วจี้เซินเฉพาะแค่ตอนอยู่บนเตียงเท่านั้นแหละ

บางที คนที่อยู่ในสายคงจะเป็นคนเดียวกับคนที่ทิ้งร่องรอยไว้บนต้นคอของเขา

เวลาไม่กี่สิบวินาทีในลิฟต์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ฮั่วจี้เซินเดินออกไปก่อน

เยี่ยนชิวตบอกตัวเองเบา ๆ

แล้วเอ่ยอย่างอิจฉาว่า “เมื่อกี้คุณฮั่วคุยกับแฟนใช่ไหมนะ? อ่อนโยนซะขนาดนั้น ดูเหมือนว่าต่อให้ผู้ชายที่เข้มแข็งและเด็ดขาดแค่ไหน พอเจอผู้หญิงที่รักก็กลายเป็นขี้ผึ้งลนไฟกันหมด”

สวี่เพียวเพียวอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบตามสัญชาตญาณว่า “คงงั้นมั้งคะ”

เธอปฏิเสธคำชวนของเยี่ยนชิวที่จะขับรถไปส่ง แล้วเบียดเสียดขึ้นรถไฟใต้ดินแทน

ท่ามกลางผู้คนบนรถไฟที่ขวักไขว่

เธอนึกถึงข้อความที่เจียงซ่งส่งมา

บางทีตอนที่เซ่ามู่แนะนำข้อมูลพนักงาน คงจะหลุดปากพูดเรื่องครอบครัวออกไปบ้าง

ก่อนหน้านี้เคยมีหัวหน้าคนหนึ่งเห็นสวี่เพียวเพียวสวยและมีบุคลิกเย็นชาที่เป็นเอกลักษณ์จึงคิดว่าทางบ้านของเธอคงมีฐานะดี และไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน จึงไม่เคยพิจารณาเรื่องการเลื่อนตำแหน่งหรือขึ้นเงินเดือนให้เธอเลย

เป็นเซ่ามู่ที่ช่วยผลักดันให้ ซึ่งสวี่เพียวเพียวก็รู้สึกซาบซึ้งมาก

แต่การที่ฮั่วจี้เซินถามเรื่องสามีเธอ ทำให้สวี่เพียวเพียวรู้สึกเหนือความคาดหมาย

ความจริงแล้ว สามีของสวี่เพียวเพียว... ไม่มีตัวตน

ก่อนหน้านี้ตอนที่เธอพาคุณพ่อไปรักษาที่ต่างประเทศ เธอบังเอิญได้พบกับเพื่อนผู้ป่วยบนเครื่องบิน

ความปรารถนาสุดท้ายของผู้อาวุโสทั้งสองฝ่ายคือการได้เห็นลูก ๆ เป็นฝั่งเป็นฝา

สวี่เพียวเพียวและลูกชายของเพื่อนผู้ป่วยคนนั้นจึงจำใจรับปากต่อหน้าเตียงคนป่วยว่าจะคบกัน

แต่ไม่นานนักผู้ป่วยทั้งสองก็จากไป และเธอกับอีกฝ่ายก็ไม่ได้ติดต่อกันนานแล้ว

ส่วนสถานภาพสมรส เป็นสิ่งที่สวี่เพียวเพียวกุขึ้นมาเอง เพื่อที่จะบอกกับคนภายนอกว่าเธอเป็นผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว

และตอนนั้นสวี่เพียวเพียวก็ได้ให้กำเนิดเหลียนฮว่าแล้ว

ในสังคมนี้ ผู้หญิงที่สามีไม่เอาไหนหรือไม่ดูแลลูกมักจะได้รับความเห็นใจ

แต่ผู้หญิงที่ท้องก่อนแต่งโดยหาพ่อเด็กไม่ได้ มักจะถูกตราหน้าและตำหนิ

สวี่เพียวเพียวไม่แคร์คำนินทาที่เกิดกับตัวเอง แต่เธอไม่ต้องการให้ลูกสาวต้องเติบโตมาภายใต้สายตาที่เหยียดหยาม

ต่อให้จะไม่มีตัวตนจริง ๆ แต่เด็กก็จำเป็นต้องมีชื่อพ่อในนาม

ไม่ว่าอย่างไร สวี่เพียวเพียวจะไม่มีวันให้ฮั่วจี้เซินรู้เรื่องการมีตัวตนของเหลียนฮว่าเด็ดขาด

ครอบครัวอย่างตระกูลฮั่ว หากรู้เรื่องเหลียนฮว่าเข้า ไม่ว่าจะแย่งชิงลูกไปจากเธอ หรือจะดูถูกเหยียดหยามและทารุณลูกของเธอ...

ทุกอย่างก็ล้วนเป็นไปได้ทั้งสิ้น

เหลียนฮว่าเป็นลูกสาว ต่อให้ถูกแย่งกลับไป ตระกูลฮั่วก็คงไม่ให้ความสำคัญกับเธออยู่ดี

สวี่เพียวเพียวเห็นฉากการแย่งชิงลูกในหมู่เศรษฐีมามากเกินไป จนสิ่งนี้กลายเป็นหนามที่ฝังลึกอยู่ในใจของเธอ

ไม่ว่าฮั่วจี้เซินจะมีจุดประสงค์อะไร เธอก็ไม่สนใจทั้งนั้น

เธอสนแค่ลูกสาวคนเดียวเท่านั้น

-

ณ บ้านตระกูลฮั่ว

ฮั่วจี้เซินยื่นช่อดอกกุหลาบที่บานสะพรั่งให้กับคุณนายฮั่วที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหาร

เขาพูดน้อยตามนิสัย “ดอกไม้... ที่แม่ต้องการ”

คุณนายฮั่วรับมาด้วยความดีใจ แต่ปากกลับบ่นว่า “อะไรคือที่แม่ต้องการ? ตั้งแต่กลับประเทศมา แกแทบไม่กลับบ้านเลย ลืมแม่คนนี้ไปแล้วใช่ไหม?”

ฮั่วจี้เซินตอบเพียง “ผมไปล้างมือก่อน”

แล้วเดินเข้าห้องน้ำไป

“ไอ้ลูกชายคนนี้!” คุณนายฮั่วบ่นพึมพำ ก่อนจะทำหน้ายิ้มแล้วยื่นดอกไม้ในมือให้เจียงหรั่นที่นั่งอยู่ข้าง ๆ “มาสิจ๊ะ ดอกไม้ที่อาเซินซื้อมา ป้ายกให้หนูนะ ดอกไม้สวย ๆ แบบนี้ต้องคู่กับคนหนุ่มสาว ป้าน่ะแก่ฟันหลอแล้ว!”

ใบหน้าจิ้มลิ้มของเจียงหรั่นเต็มไปด้วยความขัดเขินและยินดี

เธอยังไม่ได้รับดอกไม้ไปทันที แต่สายตาเฝ้ามองไปที่ฮั่วจี้เซินที่เพิ่งล้างมือเดินออกมา เธอเม้มริมฝีปากแล้วพูดว่า “คุณป้าคะ นี่เป็นดอกไม้ที่พี่เซินซื้อให้คุณป้านะคะ หนูรับไว้คงไม่เหมาะ อีกอย่างคุณป้ายังดูสาวและสวยอยู่เลยค่ะ จะแก่ได้ยังไงกัน?”

คุณนายฮั่วยิ้มจนตาหยี

เจียงหรั่นพูดจาได้ไพเราะและถูกใจเธอเสมอ ช่างต่างจากคำพูดเย็นชาของฮั่วจี้เซินลิบลับ

“รับไปเถอะจ้ะ ตั้งใจซื้อมาให้หนูอยู่แล้ว”

พอรู้ว่าเจียงหรั่นจะมากินข้าวด้วย คุณนายฮั่วจึงตัดสินใจสั่งให้ฮั่วจี้เซินซื้อดอกไม้ติดมือมาด้วย

ฮั่วจี้เซินดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียวคือเรื่องความรัก แถมดูเหมือนจะไม่สนใจเรื่องพวกนี้เลย จนคนเป็นแม่อย่างเธอเริ่มร้อนใจ

ฮั่วจี้เซินเป็นลูกชายคนโตและหลานชายคนโตของตระกูลฮั่ว

และเป็นลูกชายโทนของบ้านใหญ่ คุณปู่ฮั่วมีลูกชายสามคน มีหลานชายสี่คนและหลานสาวหนึ่งคน ซึ่งยังไม่มีใครแต่งงานเลย

หลานคนอื่น ๆ ที่ยังเด็กก็ว่าไปอย่าง แต่คนที่โตหน่อยต่างก็อ้างว่าฮั่วจี้เซินซึ่งเป็นพี่ใหญ่ยังไม่แต่งงาน พวกเขาก็ยังไม่กล้าแต่งข้ามหน้าข้ามตา

คุณนายฮั่วมีฮั่วจี้เซินเป็นลูกชายเพียงคนเดียว เธอจึงหวังจะเห็นเขาเป็นฝั่งเป็นฝาและมีทายาทโดยเร็ว

สายตาของเจียงหรั่นมีเพียงฮั่วจี้เซินเท่านั้น

เขามีบุคลิกที่โดดเด่นเหนือใคร เมื่อถอดเสื้อสูทออกเหลือเพียงเสื้อกั๊ก ยิ่งขับเน้นรูปร่างที่สมบูรณ์แบบของเขา ทุกอากัปกิริยาล้วนแฝงไปด้วยความสูงศักดิ์ที่ยากจะบรรยาย

“พี่เซินคะ ฉันรับดอกไม้ช่อนี้ได้จริง ๆ เหรอคะ?”

“อย่าเรียกมั่วซั่ว”

ฮั่วจี้เซินเงยหน้ามองไปที่ใบหน้าที่แดงระเรื่อของเจียงหรั่น “ดอกไม้ไม่ได้ซื้อให้เธอ ถ้าอยากได้ก็ไปซื้อเอาเอง”

เจียงหรั่นเม้มปากแน่นอย่างน่าสงสาร ก่อนจะโพล่งถามออกมาว่า “พี่เซินคะ พี่ยังจำสวี่เพียวเพียวได้ไหม?”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi
Komen (1)
goodnovel comment avatar
Panisa
เนื้อเเรื่องน่าสนใจ
LIHAT SEMUA KOMENTAR

Bab terbaru

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 698

    หลังจากเสร็จสิ้นการจัดการพิธีศพของบ้านสามสวี่เพียวเพียวก็กลับมาที่บริษัท และทันทีที่เธอเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา ก็ได้รับแบบร่างดีไซน์จำนวนมากจากฮั่วสวินเจินส่งตรงเข้ามาไม่รู้ว่าเป็นเพราะโชคร้ายที่กลายเป็นโชคดีหรือเปล่าช่วงนี้เธอกลับมีประกายไอเดียพรั่งพรูออกมาอย่างไม่ขาดสายไม่เพียงแต่ออกแบบเครื่องประดับคอลเลกชันใหม่ประจำฤดูกาลของ à l'aube สำเร็จเท่านั้น แต่เธอยังออกแบบสินค้าไฮไลท์สำหรับแบรนด์ทองคำได้เสร็จเรียบร้อยแล้วอีกด้วยโดยเน้นไปที่ธีมงานแต่งงานมีดวงดาวและดวงจันทร์เป็นองค์ประกอบหลัก ผสมผสานเข้ากับงานฝีมือลายลูกไม้ ทำให้ชุดเครื่องประดับทั้งชุดดูราวกับงานศิลปะชั้นฮั่วสวินเจิน “ฉันลองไตร่ตรองดูแล้ว หลายคนเวลาแต่งงานมักจะซื้อเครื่องประดับทองน้ำหนักมาก แต่พอล่วงเลยงานแต่งไปแล้วกลับไม่สะดวกที่จะหยิบมาสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ฉันก็เลยออกแบบทองคำน้ำหนักมากที่ยังคงสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้ง่าย กับทองคำขนาดกะทัดรัดน้ำหนักเบาแต่มีความประณีตบรรจงค่ะ”สวี่เพียวเพียวกวาดสายตามองแบบร่างดีไซน์เหล่านั้นดวงตาของเธอเป็นประกายขึ้นมาวาววับสำหรับคนที่ปกติแล้วไม่ค่อยชอบเครื่องประดับทองคำ และมั

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 697

    “ใครต่อใครต่างก็พูดกันว่า ฉันเป็นแค่เด็กที่ตระกูลฮั่วไม่ต้องการ วันข้างหน้าถ้าไม่ได้ใช้ประโยชน์จากการแต่งงานเพื่อสร้างผลประโยชน์ให้กับตระกูลแล้ว ฉันก็ไม่มีค่าอะไรหลงเหลืออยู่อีกเลย”ฮั่วสวินเจินหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลับตาลงหยาดน้ำตาเอ่อล้นไหลรินลงมาตามหางตาของเธอ“ฉันเคยคิดว่าชีวิตของฉันคงมีอยู่แค่นี้แหละ คงเป็นได้แค่หุ่นเชิดที่มีคุณค่าและว่าง่ายตัวหนึ่ง แต่แล้วฉันก็ได้มาพบกับพี่สะใภ้ใหญ่”“แม่ของฉันก็กลับมาด้วย”“เธอพาฉันไปพบคุณตาคุณยาย และพูดคุยกับฉันตั้งมากมาย ฉันเคยนึกว่าชีวิตของฉันกำลังจะดีขึ้นแล้วแท้ ๆ ”ต่อให้จะเป็นฮั่วสวินเจินผู้เจิดจรัส ก็ยังคงมีความทุกข์ระทมในแบบที่คนธรรมดาทั่วไปยากจะจินตนาการความเชื่อใจและความปรารถนาดีครั้งแรกที่เธอได้รับ ล้วนมาจากสวี่เพียวเพียวทั้งสิ้นและก็เป็นเพราะสวี่เพียวเพียวเช่นกัน พี่ใหญ่ถึงยอมเปิดทางให้พ่อแม่ของเธอกลับบ้านได้ทว่าผลกรรมและเหตุปัจจัยเหล่านี้ กลับระเบิดขึ้นมาทั้งหมดก็เพราะภัยพิบัติที่ถูกฝังรากลึกไว้ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนความแค้นเคืองและความขมขื่นที่สะสมมานานหลายปี ไม่เคยจางหายไปจากใจของเจินอวิ๋นเลยแม้แต่น้อยมันทวี

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 696

    หลังเสร็จสิ้นพิธีศพเจินเจิ้งเพ่ยได้ปรึกษาหารือกับทางตระกูลฮั่ว โดยขอพากระดูกของเจินอวิ๋นเดินทางกลับสู่เมืองจิงเขาต้องการให้ลูกสาวของตนได้กลับไปนอนสงบนิ่งคืนสู่มาตุภูมิในเมื่อเธอได้หย่าขาดจากฮั่วเยวียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เธอก็ย่อมไม่ใช่สะใภ้ของตระกูลฮั่วอีกต่อไป แต่ยังคงเป็นลูกสาวอันเป็นที่รักของเขาคนเดิมเก่อชุนเสี่ยวร้องไห้โฮออกมาพร้อมกับต่อว่าสามี“คุณยังจะมาว่าลูกสาวดื้อรั้นอีก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ลูกไม่ยอมกลับบ้านเลยสักครั้ง แต่ตาแก่หัวดองอย่างคุณก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน ถ้าตอนนั้นคุณไม่คอยขัดขวางฉัน ไม่ยอมให้ฉันติดต่อลูกหรือไม่ยอมให้ฉันไปรับลูกกลับบ้าน เรื่องราวมันจะลงเอยกลายเป็นแบบนี้ได้ยังไงกัน!”เจินเจิ้งเพ่ยปล่อยให้เก่อชุนเสี่ยวทุบตีโดยไม่คิดหลบเลี่ยงยามเมื่อมองดู ราวกับว่าความชราได้เข้าเกาะกุมร่างจนแก่ลงไปอีกหลายปีเขากอดโกศบรรจุอัฐิของเจินอวิ๋นไว้ในอ้อมแขน ก้าวเดินลงบันไดคฤหาสน์ไปทีละก้าวพร้อมกับเอ่ยอย่างระมัดระวัง “เสี่ยวอวิ๋น พ่อกำลังจะพาเดินลงบันไดแล้วนะ เดินระวังด้วยล่ะ ตามพ่อมาดี ๆ นะลูก”“พ่อจะพาแกกลับบ้านนะ”ราวกับหวนย้อนกลับ

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 695

    การวางยาพิษ จิตใจของเจินอวิ๋นช่างเหี้ยมโหดเธอยอมแม้กระทั่งเอาชีวิตของตัวเองเข้าไปแลก เพื่อที่จะสังหารคุณปู่ฮั่วและฮั่วเยวียนด้วยยาพิษเธอรู้ดีว่า เพื่อรักษาหน้าตาและชื่อเสียงของตระกูลฮั่ว ประกอบกับการที่เธอได้เขียนพินัยกรรมทิ้งไว้ล่วงหน้าแล้ว ฮั่วจี้เซินจึงไม่มีวันนำความจริงเบื้องหลังเรื่องนี้มาเปิดเผยต่อสาธารณชนอย่างแน่นอนต่อให้จะมีการสืบสวนสอบสวน ก็คงเป็นเพียงข้ออ้างว่ารับประทานอาหารที่ไม่สะอาดจากภายนอกจนทำให้เกิดอาการพิษเท่านั้นและต่อให้จะสืบจนเจอความจริง ก็ยังคงยึดถือคติที่ว่าคนตายคือผู้ยิ่งใหญ่ฟันของฮั่วจี้เจ๋อขบเข้าหากันแน่นจนแทบจะแหลกละเอียด“นายคิดว่า ฮั่วจี้เซินจะปล่อยพวกเราไปจริง ๆ งั้นเหรอ?”ฮั่วจี้รุ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “อย่างน้อยที่สุด ก็คงไม่มีจุดจบที่เลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว พี่ใหญ่ไม่กล้าทำบาปมหันต์ขนาดนั้นหรอก”ภายในใจของฮั่วจี้เซินนั้น มีความยึดติดและห่วงหาอาทรมากจนเกินไปเพื่อสวี่เพียวเพียวและเหลียนฮว่าแล้ว เขาไม่มีทางทำเรื่องผิดศีลธรรมหรือก่อกรรมทำเข็ญอย่างแน่นอนคนที่มีความห่วงใยพะวงหน้าพะวงหลังมากมายขนาดนั้น ขนาดที่ว่าแค่คำพูดล้อเล่นเพียงประโยค

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 694

    ทุกสิ่งในโลกนี้ ไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะสามารถเยียวยาจิตใจผู้คนให้สงบลงได้ด้วยคำว่า เสียใจด้วยนะยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการต้องมาเห็นคนที่รักจากไปต่อหน้าต่อตาอย่างเลี่ยงไม่ได้ฮั่วสวินเจินไม่รู้เลยว่าเหตุใดเหลียงเจียเหยียนจึงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ทุกครั้งที่พวกเขาพบกัน เธอมักจะปรากฏกายด้วยภาพลักษณ์ที่เฉิดฉาย สง่างาม และสดใสเจิดจ้าเสมอมีเพียงครั้งนี้เท่านั้นวันที่เธอมอมแมม ไร้เรี่ยวแรง และหลงทาง ราวกับปลาตัวเล็ก ๆ ที่สูญเสียที่พึ่งพิงทุกอย่างไปเกล็ดทุกชิ้นที่เคยอวดอ้างความภาคภูมิใจและทระนงตนถูกลอกออกและโยนทิ้งไป เหลือเพียงตัวเปล่าเปลือยที่เต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลเหลียงเจียเหยียน ชื่อของเขาไม่ตรงกับตัวเขาเอาเสียเลย เขาไม่สามารถแม้แต่จะเอื้อนเอ่ยถ้อยคำปลอบโยนที่สวยงามใด ๆ ออกมาได้สักประโยคเขากลับทำเพียงเอียงร่มในมือ บดบังสายฝนให้กับฮั่วสวินเจินสายฝนโปรยปรายลงมาไม่หนักนัก เคลื่อนตัวลอยละลิ่วผ่านปลายกิ่งไม้ทว่าหยาดน้ำตาของฮั่วสวินเจินกลับร้อนผ่าวหยาดน้ำตานั้นร่วงหล่นลงมาจากฝ่ามือของเหลียงเจียเหยียนไหลผ่านปลายนิ้วเรียวยาวของเขา แล้วหยดร่วงลงไปเบื้องล่างเขาราวกับได้กลิ่นอายความเจ็บป

  • เจ้านายสายฟ้าแลบ   บทที่ 693

    ฮั่วจี้จั๋วยกมือขึ้นปาดคราบน้ำตาบนใบหน้าลวก ๆ ทันใดนั้น เสียงไซเรนรถพยาบาลก็ดังแว่วมาจากด้านนอกเขาเดินออกไปสั่งการให้คนนำตัวฮั่วเยวียนและคุณปู่ฮั่วขึ้นรถ จากนั้นก็หันกลับมาเอ่ยว่า “พี่ใหญ่ ผมขอตัวไปจัดการเรื่องนี้ก่อนนะครับ”คนทั้งสองแทบจะไม่มีทางรอดชีวิตแล้ว แต่หากปล่อยให้เกิดเรื่องขึ้นที่นี่จนผู้คนรู้เห็น ก็คงจะไม่ค่อยดีนักฮั่วจี้เซินเหลือบมองฮั่วจี้จั๋วแวบหนึ่งพลันรู้สึกว่าภายในคืนเดียว น้องชายคนนี้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดยามทำสิ่งใดในตอนนี้ รู้จักคิดไตร่ตรองถึงต้นสายปลายเหตุและพิจารณาอย่างรอบคอบถี่ถ้วนแล้วเพียงแต่ว่า ราคาที่ต้องจ่ายนั้นช่างแสนแพงเหลือเกินฮั่วจี้เซินพยักหน้ารับเบา ๆ พลางตบไหล่ฮั่วจี้จั๋ว “ไปเถอะ ฉันจะส่งคนคอยติดตาม และหากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น จะมีคนคอยช่วยจัดการให้”“ขอบคุณครับพี่ใหญ่”ฮั่วจี้จั๋วกวาดสายตามองร่างของเจินอวิ๋นเป็นครั้งสุดท้ายด้วยความลึกซึ้ง ก่อนจะปรับอารมณ์ความรู้สึกของตนแล้วหมุนตัวเดินออกจากคฤหาสน์ไปกลุ่มเมฆบนท้องฟ้าค่อย ๆ สว่างขึ้น ทอแสงสีขาวนวลราวกับท้องปลา รุ่งอรุณแผ่ซ่านขับไล่ความมืดมิด แสงอาทิตย์สายหนึ่งทะลุผ่านหมอกดำ ท้องฟ้

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status