INICIAR SESIÓNฮั่วสวินเจินเงยหน้าขึ้นมองแก้วเหล้าที่ยื่นมาตรงหน้าน้ำเหล้าในแก้วใสสะอาด กลิ่นหอมฟุ้งลอยปะทะจมูก ทว่าลึก ๆ กลับดูเหมือนมีกลิ่นแปลกปลอมบางอย่างเจือปนอยู่จนน่าเคลือบแคลงฮั่วสวินเจินประคองแก้วเหล้าไว้โดยไม่รีบร้อนที่จะดื่ม จู่ ๆ เธอก็ร้อง เอ๊ะ ออกมา“เหล้าแก้วนี้ดูไม่เลวเลยนะ ไม่ทราบว่าเป็นเหล้าชนิดไหนกันคะ?”“เป็นไวน์องุ่นที่ทางบ้านเราหมักเองครับ”ฮั่วสวินเจินร้อง อ๋อ ก่อนจะเอ่ยต่อ “ฉันหมายถึงมันมีกลิ่นแปลก ๆ บางอย่างน่ะคะ เห็นแล้วก็นึกสงสัยจังว่าใส่อะไรลงไปบ้าง?”ซูอันไม่รู้ว่าฮั่วสวินเจินกำลังเล่นเกมอะไรอยู่แต่จากท่าทีที่ดูสงสัยใคร่รู้อย่างจริงจังของเธอเขาจึงรีบบอกส่วนผสมไปตามน้ำ ทว่าฮั่วสวินเจินกลับระเบิดหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจใคร ก่อนจะตวัดข้อมือสาดเหล้าทั้งแก้วใส่ใบหน้าซูอันจนเต็มแรง!ซูอันถูกสาดใส่จนหน้าหงาย เขาได้แต่ยืนอึ้งค้าง ก่อนจะได้สติเมื่อได้ยินเสียงซูเหวินเฉียงตะโกนด้วยความโกรธ“คุณหนูห้าฮั่ว นี่หมายความว่าไง? เสี่ยวอันมีน้ำใจรินเหล้าให้ แต่คุณกลับทำตัวต่ำช้าแบบนี้ได้ไง? ฉันจะไปฟ้องคุณปู่ฮั่วให้เอาเรื่องเธอให้ถึงที่สุด!”ทว่าฮั่วสวินเจินกลับเก็บแก้วเหล้านั
ซาลวี่เอินเงยหน้าขึ้นสบตาซูเหวินเฉียงเมื่อได้ยินประโยคนั้นจากปากอีกฝ่าย มุมปากข้างหนึ่งพลันยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับเสียงหัวเราะ“ในสายตาของคุณซู ลูกสาวมีไว้เพื่อด่าทอทุบตีงั้นหรือครับ?”“ไม่ใช่แบบนั้นแน่นอนครับ เพียงแต่ลูกสาวก็ส่วนหนึ่ง ส่วนผู้หญิงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”ในความคิดของซูเหวินเฉียง แม้ซูหว่านจะดูอยู่บ้าง แต่ก็แสนจะทึ่มทื่อและเชื่องช้า ตอนที่เชื่อฟังก็ยังพอเรียกว่าอ่อนหวานได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ขัดใจขึ้นมา ก็เทียบไม่ได้เลยกับซูเหย่าฉิงในเวลานี้เขานึกเสียดายอยู่ลึก ๆ ที่เมื่อก่อนไม่ได้ทุ่มเงินเลี้ยงดูซูเหย่าฉิงให้ดีกว่านี้ หากทำแบบนั้น ในวันที่ตระกูลซูตกที่นั่งลำบาก บ้านเขาก็คงจะมีลูกสาวที่ใช้งานได้เพิ่มขึ้นอีกคนน่าเสียดายที่เธอเป็นเพียงลูกบุญธรรมไม่ใช่สายเลือดแท้ ๆ การจะทุ่มเงินลงทุนกับเธอมากเกินไปจึงเป็นสิ่งที่ซูเหวินเฉียงรู้สึกเสียดายเงินทองเหลือเกินซาลวี่เอินเอ่ยตอบด้วยท่าทีผ่อนคลาย “ครอบครัวของเราไม่มีคติการอบรมสั่งสอนด้วยการด่าทอหรือลงไม้ลงมือกับภรรยาหรอกครับ อีกอย่างหว่านหว่านเป็นคนดีมากครับ”คำว่าหว่านหว่านเป็นคนดีมากที่เอ่ยออกมา ทำเอาซูเหวินเฉียงและต่ง
การที่สวี่เพียวเพียวปฏิเสธร่วมโต๊ะอาหารนั้น ทำให้ต่งเอ๋อเหม่ยรู้สึกขุ่นเคืองอยู่ลึก ๆสำหรับเธอ สวี่เพียวเพียวก็เป็นเพียงผู้หญิงที่อาศัยรูปโฉมและได้รับความโปรดปรานจากฮั่วจี้เซินมาเพียงเท่านั้นในโลกใบนี้ผู้หญิงสวยมีให้เห็นอยู่ดาษดื่นหากใครคิดว่าความรักจะยั่งยืนนิรันดร์นั่นก็เป็นความเข้าใจที่ผิดมหันต์รอจนถึงวันที่ฮั่วจี้เซินหมดความสนใจเมื่อไหร่ วันนั้นแหละที่จะได้รู้ซึ้งว่าความรักไม่มีค่าอะไรเลย โดยเฉพาะชายหนุ่มที่ประสบความสำเร็จอย่างเขา ข้างกายย่อมไม่มีทางหยุดอยู่ที่ผู้หญิงเพียงคนเดียวเป็นแน่ซาลวี่เอินหันไปมองคนด้านข้าง น้ำเสียงที่เอ่ยเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย ทว่าก็เว้นระยะห่างได้อย่างพอดิบพอดี “ซ้อเซิน ให้ฉันไปส่งคุณไหมครับ?”“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวอาเซินก็จะมารับแล้ว”ซาลวี่เอินส่งเสียง ชิ เบา ๆ ในลำคอเขาก็ว่าแล้วเชียวด้วยความที่ฮั่วจี้เซินหวงและปรนนิบัติสวี่เพียวเพียวถึงเพียงนั้น ต่อให้เขาจะไม่ได้มาร่วมงานเลี้ยงอันน่าเบื่อหน่ายนี้ด้วยกัน แต่การจะปรากฏตัวเพื่อมารับเธอกลับนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่คาดเดาได้อยู่แล้วซูหว่านกุมมือฮั่วสวินเจินไว้แน่น “คุณจะไปจริง ๆ เหรอ? ข้าวบ้านฉั
“ไปพักที่บ้านฉันสักสองสามวันสิ แม่ฉันต้องชอบเธอแน่ ๆ ”เจินอวิ๋นนั้นแพ้ทางเด็กสาวที่ว่าง่ายเชื่อฟังเป็นทุนเดิม ยิ่งหากใครพูดจาอ่อนหวานรู้จักออดอ้อนด้วยแล้ว ยิ่งถูกใจเป็นเท่าตัวซึ่งฮั่วสวินเจินไม่ใช่เด็กประเภทนั้น แต่ซูหว่านกลับเป็นเช่นนั้นพอดีซูเหย่าฉิงได้ยินดังนั้นพลันรู้สึกกระอักกระอ่วนส่วนต่งเอ๋อเหม่ยนั้นอยากจะอาละวาดให้รู้แล้วรู้รอด แต่ด้วยสถานะในงานสังคมทำให้เธอไม่อาจเสียกิริยาได้ ใบหน้าของเธอจึงบิดเบี้ยวเปลี่ยนสีจนแทบจะระเบิดออกมาอยู่รอมร่อครั้นจบงานเลี้ยง สวี่เพียวเพียวและเยี่ยนชิวต่างก็แวะซื้อเครื่องประดับติดไม้ติดมือกลับไปคนละสองสามชิ้นสวี่เพียวเพียวเลือกซื้อให้โสงเจี๋ยและสวี่เจินหลี่ ในขณะที่เยี่ยนชิวเลือกซื้อให้ตัวเองเยี่ยนชิวจ้องมองอีกฝ่ายพลางหรี่ตาลง“ไม่ซื้อให้ตัวเองบ้างเหรอ? หรือว่าคุณฮั่วเขาไม่ยอมให้เธอใช้เงินกันล่ะ?”“ก็รูดบัตรเขาอยู่นี่แหละ แต่ฉันแค่ชอบเครื่องประดับแบรนด์ตัวเองมากกว่าน่ะ”ทว่ามาถึงงานทั้งทีจะให้ไม่ควักเงินจ่ายเลยก็คงดูไม่ดีนัก จึงถือโอกาสเลือกซื้ออะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเป็นการสนับสนุนแบรนด์ก็เพียงพอแล้วส่วนต่งเอ๋อเหม่ยนั้นได้ซื้อเข็ม
ต่งเอ๋อเหม่ยโดนสวี่เพียวเพียวตอกกลับจนจุกอกเธอจำต้องสงบปากสงบคำลงทว่าภายในใจกลับอัดอั้นเต็มตื้นอย่างหนักหน่วงผู้หญิงในตระกูลฮั่วช่างน่ารังเกียจเดียดฉันท์เหมือนกันหมดทุกคนไม่มีผิด!ซูเหย่าฉิงปรายสายตามองตรงไปยังซูหว่าน แววตาไหวระริกเล็กน้อย “พี่คะ ช่วงนี้พี่ไม่ยอมกลับบ้านเลย รู้ไหมคะว่าคุณพ่อคุณแม่เป็นห่วงพี่มากเลยนะ คุณแม่คิดถึงพี่จนนอนไม่หลับเลยนะคะ”ซูเหย่าฉิงแอบกระหยิ่มใจซูหว่านเหลือบสายตามองเธอแวบหนึ่ง หลังจากอ่านความคิดเจตนาแอบแฝงของน้องสาวออก เธอพลันนึกคิดในใจว่า มุกตื้น ๆ ของซูเหย่าฉิงช่างไร้ชั้นเชิงจริง ๆ “ช่วงไม่กี่วันมานี้ฉันต้องนอนพักรักษากายให้น้ำเกลืออยู่ที่โรงพยาบาล พวกเธอไม่รู้เลยเหรอ?”กระแสเสียงของเธอนั้นช่างเรียบเฉย แม้ดวงหน้าจะขาวซีดเซียวจนเครื่องสำอางก็ยังไม่อาจปกปิดร่องรอยความอ่อนล้าใต้กรอบดวงตาลงได้ร่องรอยความอ่อนเพลียที่เด่นชัดถึงเพียงนี้ ขนาดเยี่ยนชิวยังมองออกจนต้องเอ่ยปากถามไถ่ว่าเธอไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า จะมีก็แต่คนที่เป็นครอบครัวแท้ ๆ ของเธอที่มองไม่เห็นเลยสักนิดเดียวต่งเอ๋อเหม่ยชะงักงันไปเล็กน้อย ทว่าปฏิกิริยาแรกกลับเป็นการก้มหน้าลงไปมองที่ห
ทว่าในขณะเดียวกันเขาก็รู้แก่ใจดีว่า ฮั่วจี้เซินยอมถอยให้เท่าที่จะทำได้แล้วหากนึกถึงเรื่องราวของสวี่เพียวเพียวและเด็กน้อยคนนั้น การที่เขาไม่นึกคิดจะเอาคืนด้วยเลือด ก็นับว่าเป็นขีดจำกัดขั้นสูงสุดในฐานะลูกหลานคนหนึ่งแล้ว-หลายวันต่อมา ณ งานเลี้ยงอาหารค่ำสุดหรูหราที่จัดขึ้นโดยแบรนด์หรู บรรยากาศภายในงานอบอวลไปด้วยเสียงแก้วแชมเปญกระทบกันแผ่วเบาแม้จะบอกกล่าวว่าเป็นงานเลี้ยงดินเนอร์ ทว่าแท้จริงแล้วมันกลับเป็นพื้นที่ที่แบรนด์ยักษ์ใหญ่ใช้สำหรับนำเสนอสินค้าคอลเลกชันใหม่ และเครื่องประดับอัญมณีเลอค่าเสียมากกว่า บรรดาดารานักแสดงชื่อดังผู้รับหน้าที่เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ต่างก็ตบเท้าเข้าร่วมงานบนพรมแดงนับตั้งแต่แฟชั่นโชว์เปิดตัวคอลเลกชันนฤมิตปีกครั้งก่อน บรรดาคุณหญิงคุณนายกระเป๋าหนักในแวดวงไฮโซต่างก็คุ้นหน้าคุ้นตากับสวี่เพียวเพียวกันเป็นอย่างดี พอเห็นเธอเดินเข้ามาในงานพร้อมกับฮั่วสวินเจินและซูหว่าน จึงพากันขยับกายเข้ามาเอ่ยปากทักทายอย่างสนิทสนมเยี่ยนชิวที่จับจองที่นั่งอยู่ตรงมุมโต๊ะตัวหนึ่งรีบโบกไม้โบกมือส่งสัญญาณมาทางกลุ่มของสวี่เพียวเพียว “เพียวเพียว ทางนี้”เมื่อสวี่เพียวเพียวสาวเท้าเดิน







