ANMELDEN⚠️ คำชี้แจงจากนักเขียน (สำคัญมาก โปรดอ่านก่อนเริ่ม!) นิยายเรื่องนี้เซ็ตติ้งอยู่ในจักรวาล Omegaverse แต่เป็นความรักแนว ชาย-หญิง พระเอก: อัลฟ่า (ชาย) นางเอก: เบต้า (หญิง) หมายเหตุ: เบต้าเรื่องนี้คือมนุษย์ปกติที่ไม่มีฟีโรโมน ไม่ได้กลิ่น และไม่ได้รับผลกระทบจากแรงกดข่มของอัลฟ่า ตัวร้ายหลัก (คู่โชคชะตาของพระเอก): โอเมก้า (ชาย) Theme: พระเอกธงแดงสู่ไอ้โบ้คลั่งรัก / นางเอกสายสตรองใช้เหตุผลฟาดฟันมารยา / ไม่มีการนอกกาย-นอกใจ / จบสุขนิยม (Happy Ending)
Mehr anzeigenเสียงสว่านเจาะผนังคอนกรีตดังสนั่นแข่งกับเสียงตะโกนสั่งงานของช่างก่อสร้าง ฝุ่นผงสีเทาลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณชั้นสิบห้าของอาคารสำนักงานที่กำลังอยู่ระหว่างการตกแต่งภายใน ท่ามกลางความวุ่นวายและเศษวัสดุระเกะระกะ หญิงสาวในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนและกางเกงยีนส์ทะมัดทะแมงกำลังยืนจ้องหน้าจอแท็บเล็ตในมือ สลับกับการมองผนังกระจกบานใหญ่ที่เพิ่งติดตั้งเสร็จ
รินทร์ขมวดคิ้วเรียวเข้าหากัน เธอยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม ก่อนจะหันไปหาหัวหน้าช่างที่ยืนอยู่ข้างกัน
"พี่ชัยคะ รินทร์บอกแล้วใช่ไหมว่าระยะห่างของขอบอลูมิเนียมตรงนี้ต้องเว้นไว้ห้ามิลลิเมตร แต่นี่มันชิดเกินไป ถ้าอุณหภูมิเปลี่ยนแล้วกระจกขยายตัว มันจะร้าวเอาได้นะคะ" น้ำเสียงของเธอเด็ดขาดและจริงจัง ไม่มีร่องรอยของการประนีประนอม
หัวหน้าช่างวัยกลางคนเกาหัวแกรก ยิ้มแหยพลางตอบ "โธ่ คุณรินทร์ครับ แค่มิลสองมิลเอง มองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็นหรอกครับ ปล่อยผ่านไปเถอะ งานจะได้เสร็จทันกำหนด"
"ไม่ได้ค่ะ" รินทร์สวนกลับทันควัน "ลูกค้าจ่ายเงินจ้างเรามาทำงานเนี๊ยบ ไม่ใช่ทำส่งเดช รื้อขอบอลูมิเนียมออกแล้วแก้ใหม่ให้ตรงตามแบบ ถ้าระยะไม่เป๊ะ รินทร์ไม่เซ็นรับงานแน่"
เมื่อเห็นสายตาเอาจริงของมัณฑนากรสาว หัวหน้าช่างก็จำต้องพยักหน้ารับคำและตะโกนสั่งลูกน้องให้เริ่มรื้องาน รินทร์ถอนหายใจยาว เธอก้มมองนาฬิกาข้อมือแล้วพบว่าเป็นเวลาสี่โมงเย็นแล้ว วันนี้เธอมีนัดสำคัญที่ต้องไปจัดการให้เรียบร้อย นัดหมายที่ไม่ได้สร้างความยินดี แต่เป็นหน้าที่ที่ต้องเผชิญหน้า
สมาร์ทโฟนในกระเป๋ากางเกงสั่นเตือน รินทร์ล้วงมันขึ้นมาดูชื่อสายเรียกเข้าก่อนจะกดรับ
"ว่าไงน้ำ"
"แกรักษาเวลาด้วยนะรินทร์ งานเริ่มทุ่มตรง แกคงไม่ได้ลืมใช่ไหมว่าวันนี้วันอะไร" เสียงของน้ำ เพื่อนสนิทที่เป็นเบต้าเหมือนกันดังลอดมาตามสาย
"ไม่ลืม กำลังจะเก็บของออกจากไซต์งานแล้ว เจอกันที่หน้างานเลยก็แล้วกัน"
"แกแน่ใจนะว่าจะไปจริงๆ" น้ำเสียงของเพื่อนสนิทเจือความกังวลอย่างปิดไม่มิด "แกเพิ่งเลิกกับไอ้พี่นนท์ได้แค่สามเดือนเองนะรินทร์ แถมวันนี้มันยังแต่งงานกับโอเมก้าคนนั้นอีก แกไม่ต้องฝืนไปเป็นคนดีอวยพรแฟนเก่าก็ได้ ไม่มีใครว่าแกหรอก"
รินทร์แค่นยิ้มมุมปาก นัยน์ตาคู่สวยทอดมองออกไปนอกหน้าต่างอาคาร "ฉันไม่ได้ไปเพื่อแสดงตัวเป็นแม่พระหรอกน้ำ ฉันแค่ไปเพื่อพิสูจน์ให้ตัวเองและคนอื่นเห็นว่า ฉันไม่เป็นไรเลยต่างหาก แค่นี้นะ ขอขับรถก่อน"
หญิงสาวกดวางสาย เก็บแท็บเล็ตและม้วนแบบแปลนลงกระบอก เธอกวาดสายตาตรวจความเรียบร้อยของไซต์งานอีกครั้งก่อนจะเดินไปที่ลิฟต์โดยสาร รินทร์ไม่ได้โกหกเพื่อนสนิท เธอไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดเจียนตายหรืออยากจะร้องไห้ฟูมฟายเหมือนตอนที่โดนทิ้งครั้งแรกอีกแล้ว
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอถูกผู้ชายที่เป็น 'อัลฟ่า' บอกเลิกด้วยเหตุผลเดียวกัน
นนท์คือผู้ชายอัลฟ่าคนที่สามในชีวิตของเธอ พวกเขาคบกันมาเกือบสองปี วางแผนอนาคตและเตรียมตัวจะซื้อเรือนหอด้วยซ้ำ แต่แล้ววันหนึ่ง นนท์ก็เดินเข้ามาหาเธอพร้อมกับใบหน้าเปื้อนน้ำตา สารภาพว่าเขาบังเอิญเดินชนกับผู้ชายคนหนึ่งในร้านกาแฟ และสัญชาตญาณดิบในตัวก็กรีดร้องบอกเขาทันทีว่า โอเมก้าคนนั้นคือ 'คู่แห่งโชคชะตา' ของเขา
นนท์บอกว่าเขารักรินทร์ แต่เขาไม่สามารถต้านทานแรงดึงดูดทางสายพันธุ์ได้ ร่างกายและจิตวิญญาณของเขาเรียกร้องหาเพียงโอเมก้าคนนั้น เขาขอโทษเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขอร้องให้เธอเข้าใจ
รินทร์เข้าใจ... เธอเข้าใจดีว่าสำหรับเบต้าที่แสนจะธรรมดาอย่างเธอ ไม่มีทางเอาชนะกลิ่นฟีโรโมนและกฎเกณฑ์บ้าบอของธรรมชาติได้เลย เธอไม่ร้องไห้ให้เขาเห็นแม้แต่หยดเดียว เพียงแค่พยักหน้ารับ เก็บข้าวของออกจากคอนโดที่เคยอยู่ร่วมกัน และตัดการติดต่อทุกทาง
จนกระทั่งการ์ดแต่งงานสีขาวขอบทองถูกส่งมาถึงโต๊ะทำงานของเธอเมื่อสองสัปดาห์ก่อน พร้อมกับข้อความขอร้องจากนนท์ว่าอยากให้เธอไปร่วมยินดี เพื่อยืนยันว่าเรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้
รินทร์เลือกชุดเดรสสีน้ำเงินเข้มเรียบหรูที่เข้ารูปพอดีตัว ทรงผมถูกเกล้าขึ้นอย่างประณีตเผยให้เห็นลำคอระหง ใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางโทนสีธรรมชาติที่ขับให้ใบหน้าคมคายดูโดดเด่น เธอเดินก้าวเข้ามาในห้องแกรนด์บอลรูมของโรงแรมห้าดาวใจกลางเมืองด้วยความมั่นใจ
บรรยากาศภายในงานอบอวลไปด้วยความหรูหราอลังการ ดอกกุหลาบสีขาวนับหมื่นดอกถูกประดับประดาไปทั่วทุกมุม เสียงดนตรีคลาสสิกบรรเลงคลอเบาๆ แขกเหรื่อส่วนใหญ่ในงานแต่งงานระดับนี้หนีไม่พ้นกลุ่มนักธุรกิจและชนชั้นสูง ซึ่งสัดส่วนประชากรเกินครึ่งคืออัลฟ่าและโอเมก้า
"รินทร์ ทางนี้" น้ำโบกมือเรียกจากโต๊ะกลมที่อยู่ค่อนไปทางด้านหลังของเวที
รินทร์เดินเข้าไปหาเพื่อนสนิท ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่ว่างอยู่ น้ำมองสำรวจเพื่อนตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
"สวย สวยแบบเรียบหรูดูแพง ไม่พยายามขโมยซีนแต่ก็ไม่ดรอป แกทำได้ดีมากเพื่อน" น้ำเอ่ยชม
"ฉันเพิ่งมาจากไซต์งาน มีเวลาอาบน้ำแต่งตัวแค่ชั่วโมงเดียว ได้แค่นี้ก็บุญแล้ว" รินทร์ตอบพลางยกแก้วน้ำเปล่าขึ้นจิบ
น้ำทำจมูกฟุดฟิด ใบหน้าแสดงความอึดอัดเล็กน้อย "แกโชคดีนะรินทร์ที่เป็นเบต้าแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ฉันมียีนแฝงนิดหน่อย ยังพอได้กลิ่นฟีโรโมนในงานนี้เลย บอกตรงๆ ว่าฉุนจนเวียนหัวไปหมด พวกโอเมก้าไฮโซพวกนั้นแข่งกันปล่อยกลิ่นหอมหวาน ส่วนพวกอัลฟ่าก็แผ่รังสีข่มกันไปมา งานแต่งหรืองานประกวดสัตว์สายพันธุ์ประกวดกันแน่เนี่ย"
รินทร์หัวเราะเบาๆ ในลำคอ สำหรับเธอแล้ว อากาศในห้องบอลรูมนี้ก็เหมือนอากาศทั่วไป เธอไม่ได้กลิ่นความหอมหวานเย้ายวน หรือสัมผัสได้ถึงแรงกดข่มใดๆ ทั้งสิ้น ความรู้สึกเดียวที่มีคือความเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่ตกกระทบผิว รินทร์มักจะคิดเสมอว่าการเป็นเบต้าคือพรจากสวรรค์ที่ทำให้เธอมีอิสระทางความรู้สึก ไม่ต้องตกเป็นทาสของฮอร์โมนหรือสัญชาตญาณดิบที่ควบคุมไม่ได้
"กินข้าวเถอะน้ำ อาหารโรงแรมนี้แพงหูฉี่ ฉันใส่ซองไปเยอะ ต้องกินให้คุ้ม" รินทร์ตัดบทและเริ่มสนใจอาหารบนโต๊ะ
เวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงที่บ่าวสาวเดินทักทายแขกตามโต๊ะ รินทร์ยังคงนั่งรับประทานอาหารอย่างสงบ จนกระทั่งเงาของคนสองคนทาบทับลงมาบนโต๊ะของเธอ
"รินทร์... ขอบคุณนะที่มา" เสียงทุ้มคุ้นเคยของนนท์ดังขึ้น
รินทร์วางส้อมในมือลง หยิบผ้าเช็ดปากขึ้นมาซับมุมปากอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอดีตคนรัก นนท์อยู่ในชุดสูททักซิโด้สีขาวดูหล่อเหลา ข้างกายเขามีร่างบอบบางของโอเมก้าหญิงในชุดเจ้าสาวฟูฟ่อง หญิงสาวคนนั้นควงแขนนนท์แน่น สายตาที่มองมารินทร์มีความหวาดระแวงและชัยชนะซ่อนอยู่ลึกๆ
"ยินดีด้วยนะนนท์ งานจัดได้สวยมาก" รินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์
นนท์มองอดีตคนรักด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เขาพยายามจะก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด แต่โอเมก้าข้างกายรั้งแขนเขาไว้แน่น "รินทร์... ผมอยากให้คุณรู้ว่าผมเสียใจเรื่องของเราจริงๆ ผมหวังว่าคุณจะเจอคนที่คู่ควรและดูแลคุณได้ดีกว่าผม"
ประโยคคลาสสิกที่ฟังแล้วชวนเลี่ยน รินทร์เกลียดสายตาสมเพชและเวทนาที่นนท์ส่งมาให้ เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้จะเตี้ยกว่านนท์ แต่บุคลิกและความมั่นคงในแววตาของเธอทำให้เธอดูไม่ได้ด้อยกว่าเขาเลย
"ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอกนนท์ ฉันสบายดีมาก" รินทร์ระบายยิ้มบางๆ เป็นยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา "ชีวิตฉันกำลังไปได้สวย บริษัทใหม่ของฉันกำลังจะเปิดตัว ทุกอย่างก้าวหน้าไปตามแผนที่ฉันวางไว้ โดยไม่ต้องพึ่งพาสัญชาตญาณหรือโชคชะตาที่มองไม่เห็น ขอให้พวกคุณมีความสุขกับสิ่งที่ธรรมชาติจัดสรรมาให้ก็แล้วกัน ขอตัวนะคะ"
รินทร์ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบรับ เธอหันกลับมานั่งที่เดิมและหันไปคุยเรื่องงานกับน้ำต่อ ราวกับบ่าวสาวตรงหน้าเป็นเพียงอากาศธาตุ นนท์หน้าเจื่อนลงไปถนัดตา เขาพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะพาเจ้าสาวเดินเลี่ยงไปโต๊ะอื่น
เมื่อคล้อยหลังอดีตคนรัก น้ำก็โน้มตัวเข้ามาหาเพื่อนสนิททันที
"แกฟาดมากรินทร์ หน้าไอ้พี่นนท์ชาไปเลยไหมล่ะนั่น" น้ำกระซิบอย่างสะใจ "แต่แกโอเคจริงๆ ใช่ไหม"
รินทร์ทอดสายตามองแผ่นหลังของนนท์ที่เดินห่างออกไป ความเงียบโรยตัวลงมาระหว่างเธอกับเพื่อนสนิทครู่หนึ่ง ก่อนที่รินทร์จะตัดสินใจเอ่ยบางอย่างที่อยู่ในใจมาตลอด
"ฉันโอเคจริงๆ น้ำ ฉันไม่ได้รักเขาแล้ว หรือบางทีฉันอาจจะไม่ได้รักเขามากพอตั้งแต่แรก" รินทร์พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ครั้งแรก ฉันคิดว่าเป็นความซวย ครั้งที่สอง ฉันคิดว่าฉันอาจจะทำตัวไม่ดีพอ แต่พอมาถึงครั้งที่สาม... ฉันตระหนักได้แล้วว่าปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ฉัน แต่มันอยู่ที่สายพันธุ์ของพวกเราต่างหาก"
รินทร์หยิบแก้วไวน์แดงขึ้นมาหมุนเล่นในมือ สายตาของเธอเด็ดเดี่ยวและเยือกเย็น
"อัลฟ่ากับโอเมก้าถูกสร้างมาให้ดึงดูดกัน พวกเขาเรียกมันว่าคู่แห่งโชคชะตา เรียกมันว่าความรักที่แท้จริง แต่สำหรับฉัน มันก็แค่ข้ออ้างของการเป็นทาสสติปัญญาที่ควบคุมสัญชาตญาณสัตว์ป่าในตัวไม่ได้ พอเจอกลิ่นที่ใช่ ก็พร้อมจะโยนความผูกพัน เหตุผล และความถูกต้องทิ้งไปง่ายๆ"
เพื่อนร่วมโต๊ะอีกสองสามคนเริ่มหันมาฟังบทสนทนาของรินทร์ หญิงสาวไม่ได้ลดระดับเสียงลง เธอไม่ได้ตั้งใจจะตะโกน แต่ความหนักแน่นในน้ำเสียงก็ดังพอที่จะทำให้คนในรัศมีใกล้เคียงได้ยินอย่างชัดเจน
"ฉันเหนื่อยแล้วน้ำ เหนื่อยที่จะต้องมานั่งระแวงว่าวันไหนฮอร์โมนของคนรักจะทำงาน เหนื่อยที่ต้องแพ้ให้กับสิ่งที่มองไม่เห็นและต่อสู้ไม่ได้" รินทร์วางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะเสียงดังตึก "ตั้งแต่วันนี้ไป ฉันขอปฏิญาณกับตัวเองเลยว่า ฉันจะไม่มีวันคบหา ยุ่งเกี่ยว หรือเอาชีวิตไปผูกกับผู้ชายที่เป็นอัลฟ่าอีกเป็นอันขาด ฉันจะหาเงิน สร้างความมั่นคงด้วยสองมือของฉันเอง ถ้าจะต้องมีใครสักคนข้างกาย เขาคนนั้นต้องเป็นคนที่เลือกฉันด้วยสมองและหัวใจ ไม่ใช่ด้วยสัญชาตญาณบ้าบอพวกนั้น"
คำปฏิญาณที่หลุดออกจากปากรินทร์ดังก้องและชัดเจน มันไม่ได้เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดหรือฟูมฟาย แต่เต็มไปด้วยความเด็ดขาดของคนที่ตกผลึกทางความคิดมาอย่างดีแล้ว น้ำมองเพื่อนสนิทด้วยความทึ่งปนชื่นชม เบต้าสาวพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง
ในขณะเดียวกัน ที่โต๊ะวีไอพีซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว ชายหนุ่มร่างสูงสง่าในชุดสูทสีดำสนิทแบรนด์เนมสั่งตัด กำลังหมุนแก้ววิสกี้ในมืออย่างเชื่องช้า ใบหน้าคมคายหล่อเหลาราวกับรูปสลักนั้นเรียบเฉย นัยน์ตาสีรัตติกาลดุดันและทรงอำนาจทอดมองตรงไปยังโต๊ะกลมด้านข้าง
พายุ ภักดีนวสกุล ซีอีโอหนุ่มวัยสามสิบปี ผู้กุมบังเหียนอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้าของประเทศ เขาคืออัลฟ่ายีนเด่นที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ผู้ชายที่เพียบพร้อมไปด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ และอำนาจ
คืนนี้พายุถูกมารดาบังคับให้มาร่วมงานแต่งงานของลูกชายเพื่อนสนิท เขาเกลียดงานสังคมที่เต็มไปด้วยกลิ่นฟีโรโมนปะปนกันมั่วซัวแบบนี้ที่สุด สำหรับเขาแล้ว กลิ่นของพวกโอเมก้าที่พยายามเรียกร้องความสนใจนั้นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกพิศวาส ตรงกันข้าม มันทำให้เขารำคาญและคลื่นไส้ พายุมองว่าความรักเป็นเรื่องไร้สาระ และการจับคู่ตามโชคชะตาคือเรื่องงมงายหลอกเด็ก เขามั่นใจในศักยภาพของตนเองและการควบคุมสติปัญญาเหนือสัญชาตญาณ
เขาเบื่อหน่ายจนแทบจะลุกหนีออกจากงาน หากไม่ได้บังเอิญหูแว่วได้ยินบทสนทนาจากโต๊ะข้างๆ เสียก่อน
พายุหยุดชะงักการดื่มวิสกี้ เขาตั้งใจฟังคำพูดทุกคำที่หลุดออกมาจากริมฝีปากสีพีชของหญิงสาวในชุดเดรสสีน้ำเงินเข้ม เธอเป็นเบต้าที่ดูธรรมดา ไม่ได้มีกลิ่นหอมหวน ไม่ได้มีรังสีอำนาจกดข่ม แต่กลับดึงดูดสายตาของเขาด้วยความหยิ่งทะนงและความมั่นใจที่เปล่งประกายออกมาจากข้างใน
'ข้ออ้างของการเป็นทาสสติปัญญาที่ควบคุมสัญชาตญาณสัตว์ป่าในตัวไม่ได้'
ประโยคนั้นทำให้พายุกระตุกยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากจากซีอีโอจอมเผด็จการ ผู้หญิงคนนี้กล้าดีอย่างไรมาเหยียดหยามสายพันธุ์อัลฟ่าอย่างหน้าตาเฉย กล้าปฏิเสธและดูถูกสิ่งที่คนทั้งโลกต่างยกย่องและปรารถนา
เธอมองอัลฟ่าเป็นเพียงแค่สัตว์ที่ขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณอย่างนั้นหรือ?
พายุไล่สายตามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของรินทร์ ความสงบเยือกเย็นของเธอขัดแย้งกับคำด่าทอที่แสนเจ็บแสบ เขาไม่เคยเจอเบต้าคนไหนที่กล้าท้าทายอำนาจสายพันธุ์ด้วยแววตาว่างเปล่าและปราศจากความเกรงกลัวขนาดนี้มาก่อน ส่วนใหญ่ถ้าไม่พยายามประจบประแจง ก็มักจะหลบตาด้วยความต่ำต้อย
"กวิน" พายุเอ่ยเรียกผู้ช่วยส่วนตัวที่เป็นเบต้าชายซึ่งยืนอยู่เยื้องไปด้านหลัง
"ครับท่านประธาน"
พายุพยักพเยิดหน้าไปทางโต๊ะของรินทร์ นัยน์ตาสีเข้มยังคงจับจ้องอยู่ที่ร่างระหงไม่วางตา "ผู้หญิงชุดน้ำเงินคนนั้น... เธอเป็นใคร"
กวินมองตามสายตาของผู้เป็นนาย ก่อนจะกดสมาร์ทโฟนในมือเพื่อตรวจสอบข้อมูลรายชื่อแขกที่เขาได้รับแชร์มาจากทีมงานจัดเลี้ยงเพียงชั่วครู่ "เธอชื่อรินทร์ครับ เป็นอดีตแฟนของเจ้าบ่าว อาชีพปัจจุบันเป็นมัณฑนากรของบริษัทอินทีเรียรายใหญ่แห่งหนึ่ง"
"มัณฑนากร..." พายุทวนคำเบาๆ นิ้วเรียวเคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะ ความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว
ช่วงนี้เขากำลังปวดหัวกับครอบครัวที่พยายามยัดเยียดโอเมก้าลูกผู้ดีมาให้ดูตัวไม่เว้นแต่ละวัน แถมยังมีพวกโอเมก้าหน้าไม่อายที่พยายามใช้ฟีโรโมนยั่วทอดสะพานให้เขาจนน่ารำคาญ เขาต้องการใครสักคนมาเป็นไม้กันหมา ใครสักคนที่จะไม่หวั่นไหวไปกับเสน่ห์หรือฟีโรโมนของเขา ใครสักคนที่คุยด้วยเหตุผลและรับฟังคำสั่งเรื่องผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว
และผู้หญิงที่เพิ่งประกาศกฎเหล็กว่าจะไม่เอาชีวิตไปผูกกับอัลฟ่าคนนี้... ดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบที่สุด
"กวิน สืบประวัติผู้หญิงคนนี้ให้ฉันอย่างละเอียดที่สุด" พายุออกคำสั่ง น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความสนใจที่ถูกจุดประกายขึ้น "แล้วจัดการนัดหมายเธอให้ฉันภายในวันพรุ่งนี้ ฉันมีข้อเสนอทางธุรกิจที่เธอจะต้องสนใจ"
"รับทราบครับท่านประธาน"
พายุยกแก้ววิสกี้ขึ้นดื่มจนหมด นัยน์ตาดุดันยังคงจับจ้องไปที่แผ่นหลังของเบต้าสาว เขารู้สึกเหมือนเจอโจทย์ที่น่าท้าทาย ผู้หญิงที่เกลียดชังอัลฟ่าและเย่อหยิ่งในความเป็นมนุษย์ผู้มีเหตุผลของตนเอง เขาอยากจะรู้นักว่า กำแพงแห่งอคติของเธอ จะต้านทานอำนาจและข้อเสนอของอัลฟ่าระดับเขาได้สักกี่น้ำ
บ่ายวันเสาร์ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง รินทร์เดินทอดน่องดูของตกแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์อยู่ในโซนโฮมดีคอร์ วันนี้เธอตั้งใจมาหาแรงบันดาลใจและสำรวจราคาวัสดุสำหรับโปรเจกต์ใหม่ที่เพิ่งรับมา หญิงสาวอยู่ในชุดวันสบายๆ เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนพับแขนและกางเกงยีนส์เข้ารูป ใบหน้าแต่งแต้มเพียงเครื่องสำอางบางเบา แต่ก็ยังคงความสวยเฉียบและดูทะมัดทะแมงหลังจากเดินสำรวจจนได้ข้อมูลครบถ้วน รินทร์ก็แวะเข้าไปในร้านกาแฟชื่อดังที่ตั้งอยู่บริเวณมุมหนึ่งของชั้นเพื่อสั่งเครื่องดื่มดับกระหาย ระหว่างที่เธอกำลังยืนรอรับกาแฟอเมริกาโน่เย็นอยู่ที่เคาน์เตอร์ เสียงเรียกชื่อที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง"รินทร์... นั่นรินทร์ใช่ไหม"น้ำเสียงทุ้มที่เคยคุ้นหูทำให้รินทร์ชะงัก ร่างกายของเธอชาวาบไปชั่วขณะ หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติ ก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปมองตามต้นเสียงชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวจัดแบบคนมีเชื้อสายจีนยืนอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว เขาอยู่ในชุดเสื้อโปโลแบรนด์เนมและกางเกงสแล็กดูภูมิฐาน นัยน์ตาของเขาเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าของเธอชัดๆ"พี่นนท์..." รินทร์เอ่ยชื่อของเขาออกมาแผ่
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาตกกระทบปลายเตียง รินทร์ขยับเปลือกตาตื่นขึ้นตามความเคยชินของนาฬิกาชีวิต หญิงสาวลุกขึ้นนั่งและยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ เมื่อคืนนี้กว่าเธอจะข่มตาหลับลงได้ก็ปาเข้าไปเกือบตีสาม ภาพใบหน้าหล่อเหลาที่ชื้นเหงื่อและสัมผัสจากฝ่ามือร้อนผ่าวที่เกาะกุมมือเธอไว้อย่างเว้าวอน ยังคงฉายวนเวียนอยู่ในหัวราวกับแผ่นฟิล์มที่เล่นซ้ำไปซ้ำมารินทร์สะบัดศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่าน เธอจัดการอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดทำงานเรียบหรูตามปกติ ก่อนจะเปิดประตูห้องนอนปีกขวาและก้าวเดินออกไปยังพื้นที่ส่วนกลางเพนต์เฮาส์กว้างใหญ่เงียบสนิท ไร้ซึ่งร่องรอยการเคลื่อนไหวใดๆ รินทร์กวาดสายตามองไปทางประตูห้องนอนมาสเตอร์ของพายุ มันยังคงปิดสนิทเหมือนเมื่อคืนตอนที่เธอเดินจากมา หญิงสาวเดินไปที่โซนครัวเพื่อชงกาแฟดำ เธอสังเกตเห็นว่าแก้วน้ำและซองยาที่เธอวางทิ้งไว้บนโต๊ะข้างเตียงของเขาถูกเก็บไปทิ้งเรียบร้อยแล้ว แผ่นกระดาษโน้ตสีเหลืองใบเล็กแปะอยู่บนเครื่องชงกาแฟ'ผมมีประชุมบอร์ดเช้า กวินมารับไปแล้ว ไม่ต้องเตรียมมื้อเช้าเผื่อ'ลายมือตวัดๆ ที่ดูทรงพลังเป็นของพายุอย่างไม่ต้องสงสัย รินทร์ดึงกระดาษโน้ตแผ่นนั้นออกและ
ความเงียบสงัดยามวิกาลเข้าปกคลุมเพนต์เฮาส์สุดหรูอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์ปะทะอารมณ์ที่หน้าเคาน์เตอร์ครัวจบลง รินทร์กลับเข้ามาในห้องนอนปีกขวา อาบน้ำชำระล้างความเหนื่อยล้า และล้มตัวลงนอนบนเตียงกว้าง ทว่าดวงตาคู่สวยกลับเบิกโพลงท่ามกลางความมืดมิดแม้สมองจะสั่งให้พักผ่อนเพื่อเตรียมรับมือกับงานในวันพรุ่งนี้ แต่ร่างกายและจิตใจของเธอยังคงตื่นตัว สัมผัสจากแรงกดข่มที่พุ่งเข้าใส่ก่อนหน้านี้ยังคงทิ้งร่องรอยความอึดอัดไว้จางๆ รินทร์พลิกตัวไปมา พยายามขับไล่ภาพใบหน้าดุดันและดวงตาสีรัตติกาลที่วาวโรจน์ราวกับสัตว์ร้ายของซีอีโอหนุ่มออกไปจากหัวตุบ!เสียงของหนักบางอย่างหล่นกระแทกพื้นดังลอดทะลุกำแพงห้องเข้ามา รินทร์ชะงัก เธอผุดลุกขึ้นนั่งและเงี่ยหูฟัง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย ต้นเสียงมาจากฝั่งห้องนอนมาสเตอร์ของพายุอย่างไม่ต้องสงสัยตอนแรกหญิงสาวตั้งใจจะล้มตัวลงนอนต่อ เธอบอกตัวเองว่ามันไม่ใช่กงการอะไรของเธอ เขาอาจจะแค่หงุดหงิดแล้วปาข้าวของระบายอารมณ์ หรืออาจจะเมาค้างจนเดินเตะโต๊ะเก้าอี้ กฎข้อแรกของการอยู่ร่วมกันคือห้ามล่วงล้ำพื้นที่ส่วนตัว และเธอตั้งใจจะรักษากฎข้อนั้นไว้อย่างเคร่งครัด"อึก..."แต่
เวลาล่วงเลยเข้าสู่วันที่สามนับตั้งแต่รินทร์หายจากอาการไข้หวัดใหญ่ หญิงสาวกลับมาใช้ชีวิตตามตารางเวลาเดิมอย่างเคร่งครัด เธอตื่นเช้าไปคุมไซต์งาน กลับมาจัดการแบบแปลนในห้อง และรักษาระยะห่างจากเจ้าของเพนต์เฮาส์อย่างสมบูรณ์แบบ กำแพงความเย็นชาที่เธอสร้างขึ้นมาใหม่นั้นหนาและสูงชันยิ่งกว่าเดิม ราวกับต้องการลบเลือนความทรงจำเรื่องชามโจ๊กและผ้าชุบน้ำในคืนที่เธอป่วยให้หมดสิ้นเข็มนาฬิกาบนผนังบอกเวลาห้าทุ่มครึ่ง รินทร์นั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์บาร์ในโซนครัว แสงไฟสีวอร์มไวท์ส่องกระทบหน้าจอแล็ปท็อปและกองเอกสารที่วางระเกะระกะ มือบางยกแก้วน้ำเย็นจัดขึ้นจิบเพื่อไล่ความง่วงงุน ทว่าความสงบสุขยามวิกาลก็ถูกทำลายลงอย่างกะทันหันเสียงประตูดิจิทัลหน้าเพนต์เฮาส์ถูกปลดล็อกและกระชากเปิดออกอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนิท ร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก้าวพรวดพลาดเข้ามาด้านในรินทร์ชะงักมือที่กำลังพิมพ์งาน เธอหันไปมองทางต้นเสียงและพบกับพายุในสภาพที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน เสื้อสูทแบรนด์เนมราคาแพงถูกถอดทิ้งไว้ที่พื้นพรมหน้าประตู เสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมออกกว้างจนเห็นแผงอกแกร่งที่ชื้นไปด้วยเหงื่อ เนกไทถูกกระชากออกจนยับยู่ยี่ เส้นผมสีเข้มท





