LOGINท่ามกลางทุ่งดอกไม้ที่พลิ้วไหวอยู่เบื้องล่างภูเขาหิมะ แสงสุดท้ายลับขอบฟ้าเบื้องหลังยอดเขา ประกายสีทองแกมแดงระยิบระยับบนผิวน้ำค่อย ๆ จางหายไป ปรากฏหมู่ดวงดาวขึ้นทั่วท้องฟ้าหวังว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันที่ดีที่ชั้นล่างของตึก àl'aube ซูเหย่าฉิงกลับมาตามรังควานถึงที่อีกครั้งสวี่เพียวเพียวเพิ่งกลับมาจากข้างนอก พอเห็นผู้หญิงคนนี้นั่งยอง ๆ อยู่ตรงประตูทางเข้าและไม่ยอมเดินไปไหน เธอก็เกือบจะคิดว่าตัวเองตาฝาดไปเสียแล้ว“พี่ว่าน เธอมาทำอะไรที่นี่อีกคะ?”“ผมกำลังจะติดต่อไปหาคุณพอดีเลยครับ ผู้หญิงคนนี้บอกว่าต้องพบคุณซูให้ได้ ไม่อย่างนั้นก็จะไม่ยอมไปไหน พอผมจะไล่ เธอก็อ้างว่าตัวเองท้องขึ้นมาซะงั้น ผมเองก็ไม่รู้จะจัดการยังไงดีเหมือนกันครับ”ซูเหย่าฉิงไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ทิ้งตัวลงนอนกลิ้งกับพื้นทันทีอาละวาดโวยวายชักดิ้นชักงอ ยืนกรานว่าจะต้องเจอให้ได้สวี่เพียวเพียวเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “แจ้งความค่ะ ต่อให้เป็นคนท้อง ก็ไม่มีสิทธิ์มาขัดขวางการทำงานปกติของเรา”ว่านฉู่กวางขานรับพอซูเหย่าฉิงได้ยินว่าสวี่เพียวเพียวจะแจ้งความ เธอก็ดีดตัวลุกขึ้นยืนทันที“แล้วพวกคุณจะเสียใจ!”สว
เธอรับน้ำที่เหลียงเจียเหยียนส่งมาดื่มอึกใหญ่ไปหลายอึก ถึงค่อยพอมีเรี่ยวแรงฟื้นตัวขึ้นมาบ้างเหลียงเจียเหยียนเห็นสีหน้าเธอยังพอไหว จึงเลิกคิ้วขึ้นเอ่ย “หรือนี่ก็คือส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจที่ว่า?”“...”ฮั่วสวินเจินเลือกที่จะเมินใส่เขาเส้นทางช่วงหลังจากนั้น เซี่ยถานโจวขับด้วยความระมัดระวังและเชื่องช้า แต่ถนนภูเขาคดเคี้ยวสิบแปดโค้งนั้นขึ้นชื่อลือชา ตลอดเส้นทางที่ขับผ่านมา แม้กระทั่งฉีเหมี่ยวเองก็ยังมีใบหน้าเขียวคล้ำโชคดีที่พวกเขาสามารถเดินทางมาถึงโฮมสเตย์ที่จองไว้สำหรับคืนนี้ได้อย่างราบรื่นสภาพความเป็นอยู่แย่ยิ่งกว่าโฮมสเตย์แห่งก่อนเสียอีก แต่ยังดีที่ตรงตำแหน่งหน้าต่างมองออกไปเห็นทิวทัศน์ภูเขาหิมะได้โดยตรง ยิ่งใหญ่ตระการตาเป็นอย่างยิ่งฮั่วสวินเจินนอนหลับไปตื่นหนึ่งแล้วก็ลากตัวฉีเหมี่ยวออกไปถ่ายรูปข้างนอกต่อเซี่ยถานโจวจุดบุหรี่ขึ้นสูบ พิงกายเข้ากับขอบหน้าต่างพลางพูดคุยสัพเพเหระกับเหลียงเจียเหยียน“ตอนที่พวกคุณประจำการอยู่แถวนี้ สภาพความเป็นอยู่ก็เป็นแบบนี้เหมือนกันเหรอครับ?”“พูดเป็นเล่น ที่นี่นับว่าสภาพดีกว่าค่ายพักของพวกเราตอนนั้นเยอะ แถมตอนนั้นจะไปหาผู้หญิงที่ไหนมองล่ะ?”
ท้องฟ้าเริ่มสลัวรางใกล้สว่าง เซี่ยชิงซางหายจากไข้เป็นปลิดทิ้งและตัดสินใจไม่ร่วมเดินทางต่อหลังจากติดต่อผู้นำทางท้องถิ่นเรียบร้อยแล้ว ให้พวกเขาช่วยพาตัวเซี่ยชิงซางเดินทางไปส่งยังสนามบินของเมืองใกล้เคียงเมื่อเซี่ยถานโจวเห็นเขานั่งขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว ก็เอ่ยกำชับซ้ำ ๆ “กลับไปแล้วจัดการเรื่องทางโน้นให้เรียบร้อย อย่าทะเลาะกัน มีอะไรก็นั่งคุยกันดี ๆ อย่าใจร้อนล่ะ”“รู้แล้วครับพี่ พี่รีบกลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวคนทางฝั่งพี่จะรอนานเอา”“ถึงสนามบินแล้วโทรหาพี่ด้วยนะ ถ้าโทรไม่ติดก็ส่งข้อความมา พี่ซื้อตั๋วเครื่องบินไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ทีมแพทย์ที่เมืองเอก็ประสานงานไว้หมดแล้วด้วย กลับไปถึงให้ไปตรวจร่างกายก่อนเป็นอันดับแรก”“ครับ”เซี่ยถานโจวจัดการทุกอย่างอย่างละเอียดถี่ถ้วนรอบด้าน ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปมองแผ่นหลังที่ค่อย ๆ ไกลออกไปของเขา เซี่ยชิงซางที่นั่งอยู่บนรถก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ การที่เขายอมเก็บผู้หญิงโง่เง่าอย่างซูเหย่าฉิงไว้ข้างกายตั้งแต่แรก ก็เพราะเห็นว่าเธอยังพอจะมีประโยชน์อยู่บ้างคิดว่าจะใช้เธอเป็นสะพานเชื่อมเพื่อติดต่อกับซูหว่านและซาลวี่เอินเซี่ยชิงซางรู้ซึ้งถึงสถานะของตัวเอ
เซี่ยชิงซางก้มหน้าลงโดยไม่ได้ส่งเสียงตอบรับใด ๆ เซี่ยถานโจวเอ่ยต่อ “พี่รู้ว่านายเป็นห่วงโปรเจกต์ ท้ายที่สุดแล้วทุกเนื้อหาที่นายเคยมีส่วนร่วมย่อมมาจากหยาดเหงื่อแรงกายของนายทั้งสิ้น แต่สุขภาพต่างหากล่ะที่สำคัญที่สุด ถ้าตอนนี้ยังดื้อดึงฝืนทำต่อไป แล้วเกิดทนไม่ไหวขึ้นมาจะทำยังไง?”“ผมจะลองคิดดูก่อนนะครับ พรุ่งนี้จะให้คำตอบพี่ ได้ไหมครับ?”“ได้สิ อีกอย่างตอนที่นายนอนอยู่ มีเพื่อนผู้หญิงโทรมาหา นายโทรกลับด้วยแล้วกัน พี่ออกไปสูบบุหรี่ก่อน”ช่วงบ่ายเซี่ยถานโจวต้องขับรถ ตกกลางคืนก็ยังต้องมาคอยดูแลคนป่วย เขารู้สึกเหนื่อยล้า เขาหยิบซองบุหรี่แล้วเดินออกไปเดินไปได้ไม่ไกลนัก หยุดยืนอยู่ตรงระเบียงด้านนอกแล้วจุดบุหรี่ในมือสูบสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เงยหน้าขึ้นก็มองเห็นทะเลดาวอยู่เหนือศีรษะ หากมองดูให้ดีก็จะเห็นเค้าโครงของกลุ่มดาวแต่ละกลุ่มได้อย่างชัดเจนในวัยเด็กเซี่ยถานโจวเคยอาศัยอยู่ท่ามกลางขุนเขาช่วงเวลานั้นฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวพวกเขาไม่สู้ดีนักหลังจากที่เซี่ยชิงซางลืมตาดูโลก เนื่องจากมีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ผู้คนในหุบเขาจึงพากันพูดจานินทาว่าครอบครัวของพวกเขาเป็นพวกที่ถูกเทพแห่งข
เซี่ยถานโจวตั้งค่าโทรศัพท์เป็นระบบปิดเสียงแล้ววางไว้บนโต๊ะข้างเตียง เสียบสายชาร์จแบตเตอรี่ จากนั้นก็วัดอุณหภูมิร่างกายใหม่อีกรอบเพื่อความแน่ใจว่าไข้จะไม่กลับมาในตอนนี้ จึงค่อยลุกขึ้นยืน“เดี๋ยวผมไปส่งคุณกลับก่อนแล้วกัน”เมื่อเขาดึงดันจะไปส่ง ฉีเหมี่ยวก็ไม่ได้ปฏิเสธหลังจากปิดประตูแล้วเดินออกมาอย่างระมัดระวัง ฉีเหมี่ยวเผลอกระชับเสื้อผ้าบนร่างโดยไม่รู้ตัว ทว่าพอทำท่านี้เสร็จ บนตัวก็พลันมีเสื้อโค้ตตัวหนาอบอุ่นเพิ่มขึ้นมาตัวหนึ่งแถมยังอบอวลไปด้วยอุณหภูมิร่างกายของผู้ชายอีกด้วยฉีเหมี่ยวเงยหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง อีกฝ่ายสวมเพียงเสื้อไหมพรมคอเต่าสีดำเป็นชุดด้านใน แนบไปกับรูปร่างจนมองเห็นสัดส่วนกล้ามเนื้อที่ผ่านการออกกำลังกายมาเป็นอย่างดีเสื้อผ้าลักษณะนี้ใส่เป็นชั้นด้านในจะอบอุ่นมาก แต่ถ้าใส่แค่ตัวเดียวโดด ๆ ย่อมกันลมได้ไม่ดีเท่าไรนัก มองดูก็รู้สึกหนาวแทนแล้ว“เอามาให้ฉันใส่ แล้วคุณไม่หนาวหรือไงคะ?”“ไปกันเถอะ ในเมื่อคุณอุตส่าห์มาเป็นเพื่อน จะปล่อยให้คุณเป็นหวัดได้ไง”เซี่ยถานโจวก้าวเดินนำออกไปก่อนหนึ่งก้าวฉีเหมี่ยวเดินตามหลังเขาไป ก้าวเท้าตามทันในสองสามก้าว ทั้งสองคนเดินเคียงคู่ก
เซี่ยถานโจวหันกลับไปเรียกฉีเหมี่ยว“ในรถเรามีกล่องยา คุณช่วยหยิบลงมาหน่อย”ฉีเหมี่ยวนำกล่องยาเดินเข้าไป ทำแผลให้เหล่านักศึกษาที่ได้รับบาดเจ็บอย่างคล่องแคล่วว่องไว การทำความสะอาดแผลและใส่ยาไม่มีความลังเลล่าช้าเลยแม้แต่น้อย“ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง พวกนายแค่โดนหินกับใบหญ้าบาด โชคดีที่อุณหภูมิต่ำ เลยไม่มีพวกแมลง”หลังจากส่งยาที่เหลือให้พวกเขาแล้ว ฉีเหมี่ยวก็อดพูดขึ้นมาไม่ได้“ในเมื่อจะมาเขตทิเบต ทำไมพวกนายถึงไม่เตรียมตัวอะไรมาเลย? แม้แต่โซ่กันลื่นติดล้อยังไม่มี แบบนี้มันเหมือนเอาชีวิตมาล้อเล่นชัด ๆ ”เหล่านักศึกษามองหน้ากันเลิกลั่ก“พวกเราเพิ่งมาจากทางฝั่งโรงเรียนจะเคยเจอภูมิประเทศแบบนี้ที่ไหนกันล่ะครับ? อาจารย์แค่บอกให้พวกเรามาสมทบด้วย ก็ไม่ได้บอกนี่ครับว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง”ฉีเหมี่ยวถึงกับพูดไม่ออกไปเลยทีเดียวอย่างน้อยก็เป็นถึงกลุ่มคนที่การศึกษาสูง เรื่องแค่นี้ยังต้องให้อาจารย์คอยกำชับทีละขั้นตอนอีกเหรอนึกว่าตัวเองออกมาเที่ยวเล่นกันจริง ๆ หรือไง?หลังจากที่เซี่ยชิงซางมีไข้ เซี่ยถานโจวก็ให้เขากินยาแล้วรออยู่ข้างกายอยู่นานครึ่งชั่วโมง จนกระทั่งอุณหภูมิร่างกายลดลงเล็กน้อยเซี่ย







