Mag-log inพราวรัมภาออกเดินทางจากบ้านสวนไม่เท่าไหร่ ประมาณห้าสิบกิโลเมตร ฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่ ไม่ปลอดภัยสำหรับรถเล็กแบบของเธอ พราวเลือกที่จะแวะที่ปั้มน้ำมัน เพื่อคลุมผ้าใบกันฝนท้ายกระบะ เรียบร้อยแล้วฝนก็ยังไม่หยุดตกหญิงสาววิ่งเข้าไปที่ร้านกาแฟดังที่อยู่ภายในปั้ม เห็นทีว่าเธอคงต้องติดอยู่ที่ปั้มนี้นานซะแล้ว เสียงโทรศัพท์เตือนระหว่างที่นั่งรอกาแฟ
“คะพี่พลอย มีอะไรหรือเปล่า พราวยังไม่ถึงกรุงเทพฯเลยค่ะ ติดฝน”
“พราว พี่อยากให้พราวมาเที่ยว มาไหม มันสวยมากโรแมนติกสุดๆ พี่อยากให้พราวมาเดี๋ยวพี่ออกค่าตั๋วให้”
“พี่พลอย ถ้าแบบนั้นพราวต้องลางานเพิ่มนะคะ”
“ลาที่ไหนอย่ามาพูดโกหก เราก็รู้กันอยู่ว่ามีวันหยุดอีกสองวัน มาเถอะถึงกรุงเทพฯเมื่อไหร่บอกพี่ด้วย พี่จองตั๋วเครื่องบินให้แล้วพรุ่งนี้เช้าขึ้นที่สุวรรณภูมิ แค่นี้นะ เดี๋ยวรายละเอียดพี่ส่งให้คืนนี้ ไม่ต้องคิดมาก”
“พี่พลอย อะไรของเขาเนี้ย” พราวรัมภามิอาจปฏิเสธพี่สาวได้ เพราะหลังจากวางสาย พลอยไพลินก็ส่งสลิปการโอนเงินค่าตั๋วเครื่องบินให้เธอ "ไหนบอกว่าจะส่งให้คืนนี้" แสดงว่าพี่สาวเธอซื้อตั๋วแล้วถึงโทรบอกเธอทีหลัง ก็คงอยากจะให้เธอไปมากนั่นแหละ
พอดีกับที่พนักงานร้านกาแฟเรียกเมื่อถึงคิวของเธอแล้ว พราวรัมภารับกาแฟจ่ายเงินเดินกลับมาที่เดิม คิดว่าคงต้องนั่งต่อ เพราะข้างนอกฝนยังไม่หยุดตก หญิงสาวกวาดสายตาไปรอบๆ ร้านกาแฟ คนเยอะแยะเพราะมาหลบฝน ไม่ค่อยพอใจนักกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า ผู้ชายตัวสูงผิวสีแทนหุ่นเหมือนนักกีฬานั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวที่เธอนั่ง และที่สำคัญกระเป๋าของเธอก็วางอยู่ตรงนั้นด้วย ถุงขนมนั่นอีก
“คุณคะขอโทษนะคะ ตรงนี้ที่นั่งของฉัน”
“อะไรบอกว่าเป็นที่นั่งของคุณ นี่ร้านกาแฟนะครับ” เสียงดังแม้พูดปกติออกแนวกวนๆ ถามกลับมา
“รู้ค่ะว่าที่นี่เป็นร้านกาแฟ คุณไม่เห็นเหรอคะว่ามีกระเป๋าวางอยู่” พราวรัมภาเองก็ไม่ยอมเหมือนกัน
“ก็คุณนั่งมาตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ แบ่งให้คนอื่นนั่งบ้าง”
พราวรัมภาหยิบกระเป๋าและถุงขนมของตัวเองออกมาจากโต๊ะ คิดในใจอยากนั่งก็นั่งไปเถอะ ดีที่เธอจอดรถไว้หน้าร้านกาแฟพอดี ฝนเริ่มซาแล้ว หญิงสาวตัดสินใจออกเดินทางต่อ ถ้าเธอหันกลับมามองข้างหลังสักนิด จะเห็นว่าชายหนุ่มร่างสูงใหญ่หุ่นเหมือนนักกีฬาหน้าตาไทยแท้ผิวเข้ม มองตามหลังเธอจนกระทั่งขึ้นรถและขับออกไปจากปั้มน้ำมัน ท่ามกลางฝนที่เริ่มตกลงมาอย่างหนักอีกครั้ง
พราวรัมภานึกโมโหผู้ชายในร้านกาแฟ เธอเป็นคนนิ่งๆ ไม่อยากมีเรื่องกับใคร และเขาเป็นผู้ชายด้วย คนในร้านกาแฟก็เยอะ ก็จริงอย่างที่เขาว่าเธอนั่งนานแล้ว ก็แบ่งคนอื่นนั่งบ้างก็ไม่เป็นไรหรอก ร้านกาแฟก็ไม่ใช่ของเธอ จริงอย่างที่เขาว่า คิดได้แบบนี้ก็ทำให้เธอสบายใจ แต่แค่ติดใจกับท่าทางและคำพูดที่กวนของผู้ชายคนนั้นมากกว่า
พราวรัมภาค่อยๆ ขับรถของตัวเองเรียกว่าต้อง ต้องขับอย่างระมัดระวังอย่างมาก เพราะรถกะบะของเธอไม่เหมาะที่จะเดินทางไกล เบาะคนขับก็ปรับไม่ได้ เกียร์ก็ยังเป็นเกียร์ธรรมดา กระจกข้างยังต้องใช้มือปรับ สรุปว่ารถของเธอเหมาะที่จะวิ่งใกล้ๆ คนส่วนให้ใช้ทำเป็นรถกาแฟ รถส่งของ แต่เพราะความชอบของเธออะไรก็ดี เพราะซื้อมาแล้วนี่
“เฮ้ย.....” พราวรัมภาค่อยๆ แตะเบรก เธอตกใจรถสิบแปดล้อที่วิ่งมาข้างๆ วิ่งเร็วตกหลุมในช่วงที่มีน้ำขัง ทำให้น้ำกระเด็นมาใส่ด้านข้างรถของเธอและเป็นฝั่งคนขับ ทำให้รถของเธอไถลไปอยู่ข้างถนน ดีที่เธอค่อยๆ แตะเบรก ไม่งั้นรถของเธอกต้องลอยแน่ เพราะส่วนกะบะเบามาก ใจสั่นยังไม่หาย ต้องตกใจซ้ำสองรถของพราวเลื่อนไปต่อด้านหน้าด้วยแรกกระแทกจากด้านหลัง
พราวพยายามตั้งสติสำรวจตัวเอง แรงกระแทกมาจากด้านหลังเธอหันไปมองผ่านกระจกหลัง ต้องยกมือปิดปาก เพราะความตกใจ ด้านหลังรถของเธอ เห็นแค่ส่วนหัวของรถที่ทิ่มเข้ามาชนท้ายกระบะรถของเธอก็รู้ว่าเป็นรถราคาแพงมาก ตกใจซ้ำอีก เมื่อข้างกระจกฝั่งคนขับมีคนมาเคาะกระจกแรง แถมกระชากประตูให้เธอเปิด
“นี่เธอขับรถแบบไหนกัน เบรกกะทันหันได้ยังไง ไม่มองหรือไงว่ามีรถตามหลังมา”
พราวรัมภาพยายามตั้งสติ เพ่งมองคนที่พยายามเคาะและดึงประตูของรถของเธอให้เปิด ตาเธอไม่ฝาดหรอก อีตาคนที่เธอเจอเขาที่ร้านกาแฟเมื่อสักครู่ คิดดูเอาเถอะขนาดเธอนั่งอยู่ในรถ ฝนก็ตกแรงขนาดนี้เสียงของเขาดังขนาดไหน เธอได้ยินชัดเจน
“พอแล้วคุณไม่ต้องเคาะแล้ว” พราวเปิดประตูและตะโกนออกไปเสียงดัง
“นี่เธอเองเหรอ ขับรถยังไงเบรกกะทันหัน เห็นไหมว่ารถฉันพังหมดแล้วเนี้ย” ไม่ใช่เสียงดังอย่างเดียวท่าทางเขาน่ากลัวมาก ท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำซ้ำลงมาอีกครั้ง
“นี่เธอจะเอายังไง เขาตะโกนท่านกลางสายฝน เมื่อเห็นว่าพราวรัมภาเดินวนไปรอบๆ รถตัวเองด้วยท่าทางที่นิ่งมาก
“แล้วแต่คุณเลยค่ะ จะเอายังไงก็เอา” พราวตะโกนกลับไป เธอกลับไปที่รถเปิดประตูขึ้นไปนั่งที่คนขับ แป๊ปเดียวประตูฝั่งข้างคนขับก็ถูกผู้ชายคนนั้นกระชากเปิดออก แต่เมื่อเขาเห็นว่าข้าวของต่างๆ วางกองเต็มไปหมดก็กระแทกประตูปิดเหมือนเดิม กลับไปเดินวนไปวนมาดูรถของตัวเอง
พราวนั่งนิ่งมองผ่านกระจกหลังรถไปที่ชายคนนั้นเขาเข้าไปนั่งฝั่งคนขับ หญิงสาวถอนหายใจเขาคงโทรหาประกัน ดูแล้วรถเธอไม่ได้เสียหายอะไรกระบะฉีกนิดหน่อย เอาจริงๆ รถรุ่นนี้แข็งดี แต่ของอีกฝ่ายแน่ล่ะเพราะรถเขาราคาแพง เท่าที่เห็นสีถลอกอย่างอื่นเธอไม่เห็นว่าจะมีร่องรอยอะไรเลย แต่เจ้าของรถโมโหมาก
ใจยังไม่หายเต้นดี ก็ต้องตกใจอีกรอบ ประตูฝั่งคนขับถูกเคาะอย่างแรงอีกครั้ง ดีที่เธอล็อค เขาโวยวายฟังไม่ออกหรอกว่าพูดอะไร ขยันพูดซะจริงทั้งที่รู้ว่าฝนตก จนเธอต้องปลดล็อคประตูออก แค่นั้นแหละแขนของเธอก็ถูกเขากระชากลากออกจากรถ
“อะไรของคุณเนี้ย บอกดีๆ ก็ได้ฉันก็ไม่ได้หนีไปไหนสักหน่อย ฉันเจ็บนะใจเย็นๆ หน่อยได้ไหม” ผู้ชายตัวใหญ่ผลักเธอให้เข้ามานั่งในรถของเขาฝั่งด้านข้างคนขับ ปิดประตูกระแทกเสียงดัง ส่วนตัวเขาเข้ามานั่งฝั่งคนขับ ทั้งสองตัวเปียกโชก
“นี่รถผมเสียหายนะ จะให้ใจเย็นได้ยังไง รถผมแพงนะไม่เหมือนรถคุณนี่”
“ใจเย็นๆ ค่ะตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้ ถ้าฉันผิดฉันยอมรับผิดทุกอย่าง ฉันไม่รู้หรอกว่ามันเสียหายเป็นเงินมากขนาดไหน แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งมาเถียงกันเลยค่ะ คุณเรียกประกันเถอะ หรือจะเอายังไงก็เอา มัวแต่มาเถียงกันมันไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ” พราวรัมภาใช้แขนเสื้อยีนต์ของเธอเช็ดหน้าและลูบๆ ไปที่ผมเปียกไปหมดทั้งตัว
“ฉันขอใช้ทิชชู่คุณได้ไหมคะ” ถามเขาไปอย่างนั้นแหละรู้หรอกว่าเขาไม่อยากให้เธอยุ่งกับของในรถของเขา ไม่ทันขาดคำกล่องทิชชู่ก็ถูกโยนมาที่ตักของเธอ พราวถอนหายใจกับกิริยาของชายเจ้าของรถ เขากับเธอน่าจะเป็นเจ้ากรรมนายเวรกัน เพิ่งมีเรื่องกันที่ร้านกาแฟมาหยกๆ ต้องมาเจอกันอีกแรงกว่าแย่งที่กันในร้านกาแฟซะอีก
“เอายังไงคะ นี่คุณจะรอจนกว่าฝนหยุดหรือยังไงถึงจะตามประกัน ฉันเริ่มหนาวแล้วนะคะ จะได้แยกย้ายกัน”
เงียบไม่มีสัญญาณตอบรับ พราวใช้ทิชชูเช็ดตามเบาะรถของเราที่เปียก รวมถึงเช็ดตามหน้าตามลำคอตามแขนของตัวเอง
“เงียบๆ ไปเลย ผมต้องใช้ความคิด”
“ก็คุณคิดนานเกิน เนี้ยเบอร์ประกันก็มีก็โทรซิคะ เราจะได้ตกลงกัน”
“บอกให้เงียบไง”
“นี่คุณ จะคิดอะไรนานนัก ถ้าคุณไม่โทรฉันไม่รอแล้วนะ ขืนอยู่แบบนี้เป็นปอดบวมป่วยแน่ๆ” พราวมองหากระดาษและปากกาในรถของชายหนุ่ม แล้วเขียนชื่อและเบอร์โทรวางไว้ให้เขา เปิดประตูรถลงไปที่รถของตัวเองอย่างรวดเร็ว สตาร์ทรถแล้วขับออกไปจากที่ตรงนั้นทันที โดยที่คนบนรถไม่ทันได้ตั้งตัว
“นั่งไปเถอะอยู่ในรถนั่นแหละตัดสินใจยากนัก”
พราวรัมภาขับรถถึงคอนโดอย่างปลอดภัย เกือบสี่โมงเย็น สรุปว่าเกือบทั้งวันเธอเจอเรื่องราวที่เรียกว่าทำให้ปวดหัวหนักมาก สำรวจรถของตัวเองแล้วไม่มีอะไรเสียหาย ท้ายกระบะบุบนิดหน่อย ช่างมันเถอะเดี๋ยวค่อยเอาไปซ่อม
พราวรีบเข้าห้องพัก เพิ่งสังเกตว่าตัวเองมีแผลที่หน้าผากแตกนิดหน่อย เธอรีบอาบน้ำสระผม รู้สึกเจ็บที่หน้าผากทำแผลเองง่ายใช้พลาสเตอร์ปิด อุ่นกับข้าวที่แม่เตรียมมาให้กิน เตรียมกระเป๋า พรุ่งนี้เช้าเธอต้องทางไปหาพี่สาว ไม่ลืมที่จะชาร์ตโทรศัทพ์และเปิดเครื่องไว้ เผื่อผู้ชายคนนั้นโทรมา เธอรอฟังข่าวว่าเขาจะเรียกร้องค่าเสียหายเท่าไหร่ หรือเขาจะเคลมประกัน น่าจะอย่างแรกมากกว่า หน้าตาและท่าทางของเขาดูหน้าเลือดจริงๆ ท่าทางที่เอาแต่ใจไม่ยอมใครของเขาทำให้เธอไม่อยากมีเรื่องกับเขา
สามทุ่มป่านนี้เขาคงจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว รอดูว่าเขาจะเอายังไงต่อไป ไม่มีสายเข้าพราวเตรียมตัวเข้านอนและเธอก็หลับยาวจนเช้า ตื่นเพราะเสียงนาฬิกาปลุกของตัวเอง
“พราวตื่นหรือยัง เตรียมกระเป๋าหรือยัง” พลอยถามเร็วตามนิสัยที่เป็นคนเร็วคล่องแคล่ว เธอมองว่าน้องสาวเป็นคนช้าและไม่ค่อยทันคน นี่เป็นสาเหตุที่ไม่กล้าปล่อยน้องให้อยู่คอนโดคนเดียว ถ้าเป็นไปได้ พลอยมักพกน้องไปไหนมาไหนด้วยเสมอ
“กำลังจะออกไปที่สนามบินค่ะพลอย ไม่ต้องห่วงนะคะ”
“แล้วนั่นเป็นอะไรที่หน้าผาก ทำไมปิดพลาสเตอร์”
“เรื่องยาวค่ะพี่พลอย เดี๋ยวถึงแล้วพราวเล่าให้ฟัง”
“ไม่เอาเล่าตอนนี้เลยเรียกแท็กซี่ไม่ใช่เหรอ”
“เมื่อวาน เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยค่ะฝนตกถูกรถชนท้าย”
“แล้วไงต่อเล่าเร็ว”
“พราวไม่ได้อยู่ค่ะเพราะฝนตกแรงมาก เขียนเบอร์โทรให้เขา ให้เรียกประกันก็ไม่เรียก ไม่ทำอะไรสักอย่างพราวเลยกลับมาคอนโดก่อนค่ะ นี่เขายังไม่โทรมาเลย”
“ช่างเขา ถ้าเขานึกได้เขาคงติดต่อกลับมา”
หลังจากนั้นเธอก็ชวนน้องสาวคุยตลอดทางกระทั่งพราวถึงสนามบิน
วันนี้พราวเลือกใส่ชุดเดรสผ้าฝ้ายแขนสั้นคอวียาวถึงตาตุ่ม สะพายเป้แบบทางเหนือ ผ้าพันคอผ้าฝ้ายเผื่อบนเครื่องอากาศเย็น กระเป๋าเดินทางใบย่อมอีกหนึ่งใบ อีกสามสิบนาทีจะได้เวลาเดินทาง พราวเลือกที่จะหาข้าวกินเธอยังไม่ได้กินข้าวเช้า
เป็นเรื่องปกติเมื่อเวลาที่เธอเดินทางไปไหนมาไหน มักมีคนจ้องมอง หญิงสาวยอมรับว่าตัวเองไม่ได้ขี้เหร่ ความที่สูงถึงร้อยเจ็ดสิบเซ็นติเมตร เรียกว่าเป็นคนหุ่นดีเลยทีเดียว อกเป็นอก เอวเป็นเอว สะโพกเป็นสะโพก ผมยาวกลางหลัง ตาโตคิ้วเข้มธรรมชาติ จมูกโด่งธรรมชาติ ฟันเรียงสวย เสียอย่างเดียวหน้าไม่ค่อยยิ้มเท่าไหร่ และไม่ค่อยสนใจสิ่งรอบข้าง เพราะเธอรู้ว่าเมื่อเธอกวาดสายตามองรอบข้าง จะต้องเจอกับสายตาของคนรอบข้างที่มองเธออยู่ก่อนแล้ว
หญิงสาวขยับตัวเมื่อรู้สึกว่ามีคนวางจานอาหารลงตรงข้ามกับเธอ หญิงสาวไม่ได้สนใจอะไร ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไปเรื่อยๆ เธอต้องรีบทำเวลา เหลือแค่อีกไม่กี่นาทีเครื่องก็จะออกแล้ว
หลังจากที่จดทะเบียนสมรสแล้ว สองสามีภรรยามีกำหนดที่จะไปกราบพ่อและแม่ของพราวรัมภาที่ต่างจังหวัด ในใจอยากที่จะลองโทรหาพี่สาว พอเธอได้อยู่ร่วมกับมินทดาฉันท์สามีภรรยาแล้ว ทำให้คิดถึงพี่สาวกับพี่เขย เธอเชื่อว่าพลอยไพลินอยากทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามประเพณีพราวรัมภากลับมาใช้ซิมเดิมเมื่อสมัยที่ยังไม่ได้แต่งงาน หญิงสาวลองโทรหาพลอยไพลินเบอร์เดิม แปลกมากที่มีสัญญาณ หญิงสาวใจเต้นแรงลุ้นว่าจะเป็นพี่สาวหรือเปล่า“พี่พลอยหรือเปล่าคะ ใช่ไหม”“พราว ใช่จริงๆ ด้วยเป็นพราวจริงๆ เป็นยังไงบ้างตอนนี้พราวอยู่ไหน อยู่กับใครสบายดีไหม ได้กลับบ้านบ้างหรือเปล่า พ่อกับแม่เป็นยังไงบ้าง” พลอยไพลินยิงคำถามรัวๆ“พี่พลอยใจเย็นๆ ค่ะ พราวสบายดีตอนนี้พราวอยู่กับพี่มินทดา เพิ่งไปจดทะเบียนสมรสมาและเร็วๆ นี้เราจะไปกราบพ่อกับแม่ที่บ้าน เรื่องต่างๆ ไม่ต้องสงสัยนะคะ ไว้เจอกันพราวจะเล่าให้ฟัง”พลอยไพลินกรี๊ดลั่นจนพราวรัมภาต้องเอาโทรศัพท์ออกห่างจากหู“นี่พราวพี่ดีใจด้วยนะ พี่ไม่ห่วงแล้ว ตกลงพรุ่งนี้เจอกันที่บ้านพ่อนะ พี่เพิ่งกลับจากต่างประเทศได้สอ
มินทดาพักอาศัยอยู่กับพราวรัมภาที่ฟลอริด้า แบบสามีภรรยาอย่างมีความสุข เขาดูแลเอาใจใส่ภรรยาอย่างดี ยอมรับว่าทั้งรักทั้งหลงภรรยามาก ไม่ได้เพิ่งมารักมาหลง แต่เขาทั้งรักทั้งหลงพราวรัมภามานานแลัว เขาไม่ให้หญิงสาวทำอะไรเลย นอกจากทำอาหารไทยให้กิน ทั้งคู่ท่องเที่ยวไปตามเมืองต่างๆ ย้ายรัฐย้ายประเทศเที่ยวไปเรื่อย ใช้ชีวิตร่วมกัน มินทดามอบเรื่องธุรกรรมการเงินทุกอย่างให้ภรรยาดูแลพราวรัมภาพยายามติดต่อหาพลอยไพลิน พี่สาวเธอหายเงียบไปเลย สอบถามไปทางญาติของกริชชัย ญาติพี่น้องของเขาอยู่ที่เชียงใหม่บอกเพียงแต่ว่า กริชชัยอยู่ต่างประเทศ พราวรัมภาเข้าใจพี่สาว ไม่ได้โกรธหรือน้อยใจอะไรแล้ว เธอเข้าใจว่าพลอยไพลินรู้สึกผิดต่อพ่อแม่และเธอ ไม่กล้าติดต่อกลับ แต่ที่พี่สาวเธอยังคงทำเหมือนเดิมคือ ส่งเงินให้พ่อกับแม่ทุกเดือน มากกว่าเดิมด้วยซ้ำ พราวรัมภาคุยกับพ่อและแม่มากขึ้น เวลานี้เธอไม่มีความโกรธหรือน้อยใจใครแล้วเธอกับมินทดาเป็นคู่กัน เพียงแต่ผู้ใหญ่เลือกให้ผิดคนตั้งแต่แรกแค่นั้นเอง หญิงสาวถือว่าเป็นบุญคุณ ที่พ่อกับแม่ทำให้เธอได้มาแต่งงาน มินทดาให้ภรรยาเพิ่มเงินเดือนให้พ่อกับแม่ที่เมืองไทย พ่อแม่ลูก
พราวรัมภาหาผ้าห่มมาห่มให้มินทดาอีกผืน เมื่อเห็นว่าเขายังหนาวสั่น ถอดถุงมืออกและบีบนวดมือทั้งสองข้างของเขาไปมา มือที่เย็นจนซีดเริ่มอุ่น ดูเขาโทรมมาก หนวดเครายาวรุงรัง ตาโรยลึก ผอมจนแก้มตอบ แขนเล็กขาเล็ก หน้าคล้ำ หญิงสาวลืมหมดแล้วว่าเขาทำอะไรกับเธอไว้บ้าง ตอนนี้เธอเป็นห่วงเขามากชายหนุ่มรั้งร่างบางของหญิงสาวมากอดไว้แน่น หน้าเขาซุกอยู่แถวซอกคอของเธอ ลมหายใจร้อนของเขาเป่ารดอยู่รอบซอกคอขาว กอดรัดร่างของพราวรัมภาไว้แน่น เหมือนกลัวว่าหญิงสาวจะหายไปอีก"คุณเป็นอะไรคะ ร้องไห้ทำไม เป็นอะไรคะ"พราวรัมภาใช้สองมือประคองแก้มของเขาทั้งสองข้างเอาไว้ หน้าตาเศร้าหมอง หนวดเคราขึ้นเต็มหน้า มินทดาร้องไห้ หญิงสาวใช้นิ้วเรียวยาวปาดน้ำตาให้เขา รู้ว่าอารมณ์เขาประมาณไหน"ร้องไห้ทำไมคะ เสียใจเรื่องอะไร ไม่ร้องนะคะ" หญิงสาวใจไม่ดีไม่เคยเห็นผู้ชายร้องไห้แบบนี้มินทดากุมมือทั้งสองข้างของหญิงสาวเอาไว้แน่น"พี่กลัวว่ามันจะเป็นความฝัน กลัวพราวไม่ต้อนรับพี่ กลัวว่าจะไล่พี่หนี""หยุดร้องไห้เถอะพราวใจไม่ดีเลย ไม่หนีไปไหนแล้วค่ะไม่หนีแล้วจริงๆ"มินทดาประคองหน้าสวยของหญิงส
พราวรัมภาเดินทางถึงอเมริกาอย่างปลอดภัย ก่อนหน้าที่เธอจะเขียนใบลาออกจากงาน หญิงสาวได้ติดต่อกับเพื่อนสมัยเรียนมัธยม พ่อกับแม่เพื่อนมาเปิดร้านอาหารอยู่ที่ฟรอริด้า หญิงสาวบอกกับเพื่อนเพียงแค่ว่าอยากมาทำงานหาประสบการณ์ มีฝีมือในการทำอาหารไทย ริสาตอบรับเพื่อนสาวทันที พ่อกับแม่ของเธออยากได้คนไทย ที่คุยกันรู้เรื่อง อาหารไทยใช่ว่าใครจะทำได้อร่อยเหมือนคนไทยทำ“พราวทางนี้ๆ” เสียงแหลมเล็กที่เรียกชื่อของเธอเป็นภาษาไทยดังมาก พราวรัมภาจำได้ทันทีว่าเป็นเสียงของเพื่อนสนิท“เป็นยังไงบ้างการเดินทาง เหนื่อยไหม นี่พราวรู้ไหมว่าพ่อกับแม่ของริสาดีใจมากที่รู้ว่าพราวจะมาช่วย”“พราวก็ดีใจนะสา นี่มาคนเดียวเหรอ”“ใช่ วันนี้หยุดร้านเปิดพรุ่งนี้ พ่อกับแม่เหนื่อยต้องเข้าไปช่วยงานในครัว พี่คนไทยเขากลับบ้านหกเดือน ช่วงนี้ร้านเราเลยต้องหาคนทำแทน”“อ้าวเหรอ พราวมาได้จังหวะพอดีเลยเนอะ”“ใช่ไง พ่อกับแม่แก่แล้วริสาไม่อยากให้เข้าครัว เดี๋ยวเดินสะดุดหกล้มล่ะแย่เลย”“ไม่เป็นไร พราวมาแล้วรับรองอาหาร
พราวรัมทั้งงงและตกใจ ที่อยู่ๆ มินทดาก็ลากตัวเธอลงจากแท็กซี่แล้วพาตัวเธอมาที่รถของเขา นี่เขาจะมาทำแบบนี้กับเธอไม่ได้หรอกนะ อะไรของเขา แล้วดูหน้าตาซิเอาเรื่องมาก น่ากลัวอีกแล้ว นี่เขาเห็นเธอได้ยังไง ตามเจอได้ยังไง“หายไปไหนมาตั้งนานสามเดือนเลยนะ ทำไมต้องเปลี่ยนเบอร์ ทำไมไม่กลับห้อง นี่อย่าบอกนะว่าหนีไปอยู่กับผู้ชายมา”“ห่ะ....” พราวรัมภาตกใจไม่คิดว่ามินทดาจะพูดแบบนี้ เขาเป็นบ้าไปแล้ว“อะไรของคุณ พูดอะไรให้เกียรติกันบ้างนะ”“ทำไม ก็เล่นหายไปตั้งหลายเดือน ไปอยู่กับใครมาล่ะ”“นี่คุณ อย่ามาพูดแบบนี้นะ ขอโทษฉันเดี๋ยวนี้เลย”“ขอโทษ เรื่องอะไร ถ้าไม่จริงแล้วจะเถียงทำไม”“พราวรัมภา เงียบทำไมล่ะ พูดออกมาซิเธอมีอะไรจะแก้ตัว พูดมาเลยอยู่ๆ หนีหายหน้าไปตั้งเกือบสามสี่เดือน จะเหลืออะไรกลับมาบ้างล่ะ อย่างเธอใครเห็นก็คงอดใจไว้ไม่ได้หรอก”“นี่หยุดพูดเลยนะ คุณดูถูกฉันมากไปแล้ว ทำไมต้องมาว่าฉันด้วย จอดรถเดี๋ยวนี้นะ บอกให้จอด” พราวรัมภาโมโหหัวหูร้อนไปหมดเสียงสั่นใจเต้นแรง“หยุดให้โง่เหรอ กว่าที่ฉันจะเจอเธอ รู้ไหมว่าฉันหมดเงินไปเท่าไหร่ อย่าคิ
พราวรัมภาเลือกขึ้นเขาใหญ่ฝั่งปากช่อง แปลก นักท่องเที่ยวบนเขาใหญ่ยังเยอะมาก อาจเป็นเพราะว่าพรุ่งนี้เป็นวันหยุดอีกวันก็เป็นได้ หญิงสาวรู้สึกเงียบและเหงาเหมือนกัน มินทดาไม่ติดต่อมา เขาเองก็คงเบื่อเธอ ความจริงแล้วบางทีเขาอาจอยากใช้ชีวิตตามปกติของเขาก็ได้ ก็ดีเมื่อก่อนเธอก็ใช้ชีวิตคนเดียวแบบนี้ ไม่เห็นเป็นไรเลย หญิงสาวปล่อยความคิดไปเรื่อยเปื่อย สมัยก่อนเธอกับกลุ่มเพื่อนของพี่สาวมาเที่ยวเขาใหญ่กันเป็นประจำ แต่วันนี้เวลานี้เธอมาคนเดียวพราวรัมภาเข้าไปติดต่อขอกุญแจที่ประชาสัมพันธ์ แวะซื้อกาแฟร้านใกล้ๆ กัน จากน้้นเดินข้ามถนนไปอีกฝั่งเพื่อซื้ออาหารไปไว้กินที่บ้านพัก ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ออกมาข้างนอกอีกแล้ว เช้าค่อยว่ากัน เธอได้บ้านหลังใหญ่ขนาดสามห้องนอน จำได้ว่าในห้องมีน้ำและกาน้ำร้อนแก้วและช้อนกาแฟ เธออยู่ได้ ร้านค้าอยู่ใกล้ที่ทำการ ไม่ยากสำหรับการอยู่คนเดียวบ้านไม้หลังใหญ่อยู่ใกล้ศูนย์อาหาร ภายในบ้านมีสามห้องนอน บริเวณเดียวกันมีบ้านพักปลูกเรียงราย อยู่ใกล้ๆ กัน บรรยากาศไม่น่ากลัว ไกลออกไปมีบ้านของเจ้าหน้าที่ บรรยากาศดีมาก เธอเลือกห้องที่อยู่ติดกับบ้านพักของเจ้าหน้าที่ ภายในห้องมี







