LOGIN“ฉันก็ขอให้เป็นแบบนั้น จะดีใจมากๆ เลยล่ะ”
“ไพน่ะ คิดว่าถ้าแต่งงานแล้วเครียด ทุกข์ หรือยังไม่อยากมีภาระก็ไม่อยากแต่งค่ะ”
“คนในอยากออกคนนอกอยากเข้างั้นรึแม่ไพ”
“ประมาณนั้นล่ะค่ะ เห็นเพื่อนๆ แต่งกันก็บ่นกันไป”
“บ่นไปก็มีความสุขไปล่ะนะ คนเป็นแม่คนน่ะ มีความสุขเสมอแหละเมื่อได้เห็นลูกเติบโตและมีความสุข”
“ก็คงอย่างนั้นล่ะค่ะ”
“ถ้ามีผู้ชายมาสู่ขอแม่ไพ แม่ไพจะตอบตกลงหรือเปล่า”
“ขอให้มีเถอะค่ะ รถด่วนขบวนสุดท้ายแล้วนี่ ปีนี้สามสิบเจ็ด ประจำเดือนใกล้หมด คงไม่มีลูกแล้วล่ะคะ”
“ผู้ชายบางคนอาจจะหาคู่ชีวิตที่อยู่ดูแลกันนะ อาจจะไม่ต้องการลูกเต้าก็ได้”
“ถ้าแบบนั้นก็ต้องดูกันค่ะว่ายอมรับได้ไหม ถ้าอีกฝ่ายเจ็บป่วยไม่สบาย จะดูแลกันได้ไหม ซึ่งก็หายากนะคะ”
“แต่ก็มีนะ ฉันเคยเจอจ้ะ ไม่ว่าเราจะเป็นยังไง เค้าก็ดูแลเราเสมอ”
“คุณนิรุตอีกแล้วใช่ไหม นี่ไพชักอยากจะรู้แล้วสิว่าใครจะมาเป็นภรรยาของคุณใหญ่”
“ทำไมล่ะจ๊ะ”
“คุณใหญ่ก็คงเหมือนคุณพ่อไงคะ รักและตามใจ แถมยังหวงด้วย ใครได้เป็นภรรยาคุณใหญ่ถือว่าโชคดีสุดๆ ไปเลยค่ะ คุณใหญ่เป็นคนดี แถมยังอ่อนโยนด้วย ดูแลเอาใจใส่คนอื่นเสมอ แม้แต่ไพเองยังได้รับความกรุณาจากคุณใหญ่เลยค่ะ”
“ฉันก็อธิษฐานให้ตาใหญ่ได้ผู้หญิงดีๆ มาเป็นคู่ชีวิตเหมือนกัน” คุณจรรยาพูดคุยกับประไพต่ออีกไม่นานก็เผลอหลับไป ประไพห่มผ้าให้จรรยา ก่อนจะไปจัดการธุระของตัวเองและนอนอีกเตียงหนึ่งซึ่งมีม่านกั้นอยู่และหลับไปเช่นกัน
“อะไรนะคะคุณแม่ จะให้หนูไปแต่งงานกับไอ้บ้านนอกนั่นเหรอคะ” อรุณจันทร์โวยวายใส่มารดาเสียงดังลั่น คุณนพมาศยกมือขึ้นปิดหูแทบไม่ทัน
“เขาเป็นคู่หมั้นเรานะ นี่เขาก็ติดต่อมา แม่ว่าหนี้สินของเราอาจจะ...”
“คุณแม่คิดได้ยังไงคะ หนูไม่แต่งหรอกค่ะ”
“จันทร์เจ้า...ถ้าหนูแต่งงานกับนำทัพ ครอบครัวของเราก็จะดีขึ้นนะ” คุณนพมาศพูดอย่างมีความหวัง
“ไม่เอาหรอกค่ะ จะให้จันทร์เจ้าไปอยู่ต่างจังหวัดเหรอคะ ยี้...ไฟฟ้าไม่รู้จะเข้าถึงหรือเปล่า ขี่เกวียน ขี่ควายไม่เอาหรอกค่ะ”
“แต่งแล้วเราก็อยู่นี่ก็ได้ อีกอย่างเราก็พูดเกินไป บ้านนอกต่างจังหวัดเดี๋ยวนี้ก็เจริญเยอะแยะไป”
“ยี้...คุณแม่แต่งเองสิคะ”
“ถ้าแม่อายุเท่าจันทร์เจ้า ก็แต่งไปแล้ว” คุณนพมาศประชดลูกสาว
“จันทร์เจ้ามีผู้ชายหล่อๆ รวยๆ มาชอบเยอะแยะ เดี๋ยวจันทร์เจ้าจะหาทางเองก็แล้วกัน แต่ให้แต่งงานกับไอ้บ้านนอกไม่เอาหรอกนะ”
“แต่แม่ได้ยินมาว่าเขาก็รวยอยู่นะ”
“ได้ยินใครพูดล่ะคะ หรือมันมาโม้ให้ฟัง พูดไปพูดมา มันเกิดบ้าอะไรขึ้นมา จะมาคิดทวงสัญญาหมั้นหมายเอาตอนนี้ ก็เห็นหายไปไม่รู้กี่สิบปี บ้านเรากับบ้านเขาก็ไม่ได้ติดต่อกันเลย จันทร์เจ้าเคยได้ยินคุณพ่อบอกว่าลุงนิรุตประสบปัญหาทางธุรกิจด้วยนี่คะ คุณแม่ไม่กลัวเหรอคะ ว่าเขาจะรวยแต่เปลือก ก็อยากจะมาเกาะเรา เหมือนเรารวยแต่เปลือก เรายังไม่อยากให้ใครรู้เลย”
“จริงด้วย แม่ลืมคิดเรื่องนี้ไปเสียสนิท”
“ถ้าเกิดว่าเราสนิทชิดเชื้อกับเขา และรู้ว่าฐานะเขาดีจริงๆ ค่อยว่ากัน แต่นี่หายไปตั้งหลายปีดีดัก จู่ๆ จะมาแต่งงาน จันทร์เจ้าว่ามันแปลกๆ นะคะ”
“ถ้ารวยแต่เปลือกแม่ก็ไม่เอาหรอกนะ บ้านเราก็แทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว” คุณนพมาศเออออกับบุตรสาว แต่ก็ยังอยากให้อรุณจันทร์สานสัมพันธ์กับนำทัพดูก่อน เพราะบางทีก็อาจจะรวยจริง
“เขาติดต่อมาเมื่อไหร่คะคุณแม่”
“วันนี้แหละ แม่รอคุยกับลูกอยู่นี่แหละ แม่ว่าลูกออกไปเจอเขาก่อนดีไหม ถ้าไม่ดียังไง ค่อยถอยยังทัน”
“คุณแม่จะให้จันทร์เจ้าออกไปเจอไอ้บ้านนอกนั่นเหรอคะ”
“จันทร์เจ้าทำเพื่อแม่หน่อยแล้วกัน อย่างน้อยพ่อของเราก็เคยมีสัมพันธไมตรีที่ดีกับครอบครัวเขา ถ้าไม่โอเคยังไง ลูกของแม่ออกจะเป็นคนฉลาด คงรู้วิธีปฏิเสธได้หรอก แค่หมั้นหมายกันเท่านั้น ถ้าหนูไม่โอเค เขาเองก็คงจะไม่บังคับหรอกนะแม่ว่า”
“ก็ได้ค่ะคุณแม่ จันทร์เจ้าไปก็ได้”
อรุณจันทร์รับคำอย่างเสียไม่ได้ ในใจคิดว่าจะออกไปเจอกับนำทัพเพราะจะยกเลิกการหมั้นหมายทุกอย่าง จะได้จบๆ กันไป ไม่ต้องมาทวงสัญญาอะไรกันอีก
“ดีมากจ้ะลูก อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่าเขาเป็นยังไง”
“ถ้ารวยแต่หน้าตาห่วยก็ไม่เอานะคะ”
“ไม่น่าจะห่วยขนาดนั้นหรอกจ้ะ เพราะตอนนั้นนำทัพก็มีเค้าของความหล่อเหมือนพ่อของเขา” คุณนพมาศคิดขณะพูด เพราะคนบ้านนั้นหน้าตาดีกันทั้งบ้าน ไม่ว่าจะพ่อหรือแม่ก็ตามที
“ตอนนั้นคือเมื่อกี่สิบปีมาแล้วคะคุณแม่ ตอนนั้นจันทร์เจ้ายังเด็ก ยังไม่รู้ความอะไรเลย คนเราโตขึ้น หน้าตาก็เปลี่ยนไปได้ไม่ใช่เหรอคะ บางคนตอนเด็กๆ หน้าตาดี โตขึ้นขี้เหร่ก็เยอะแยะไป”
“แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน” นพมาศถอนใจเฮือกใหญ่ ฐานะทางบ้านสั่นคลอนมากๆ จนตอนนี้เธอไม่ค่อยจะได้ออกงานสังคมหรืออะไรทั้งนั้น จึงไม่ค่อยคบค้าสมาคมกับใคร ถึงแม้จะจมไม่ลง แต่ตอนนี้ก็ต้องยอมรับว่ายังไงก็คงต้องจมบ้างในบางครั้ง เพราะมันไม่มีจะให้อวด ที่อยู่ได้ในปัจจุบันนี้ก็หาเงินกันให้ควัก สมบัติเก่าก็ขายกินกันเกือบหมดแล้ว จนตอนนี้แทบไม่รู้เรื่องของใครๆ หรือสมาคมกับคนรวยที่ไหนอีก
“บอกว่ารวย แต่ไม่เห็นเคยมีข่าวหรือออกงานอะไรเลย รวยจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้” เธอก็พอจะรู้จักชายหนุ่มหน้าตาดี รวยๆ การศึกษาสูงอยู่ในแวดวงไฮโซ แต่กับนำทัพไม่ยักรู้จักหรือมีคนพูดถึง
“เขาอาจจะเป็นเศรษฐีที่ไม่ชอบอวดอ้างก็ได้”
“ไม่อวดหรือไม่มีจะอวดกันแน่คะคุณแม่” อรุณจันทร์เบะปากทันที
“เอาเถอะ เย็นนี้เขาบอกว่าจะส่งรถมารับลูกไปทานดินเนอร์ด้วย”
“ห้ะ! อะไรกันคะคุณแม่ โทรมาวันนี้แล้วก็จะมารับไปทานอาหารด้วย จะบ้าเหรอคะ”
“เขาคงมาถึงหลายวันแล้วมั้ง”
“รีบร้อนแบบนี้เขาคิดจะจับเราแน่ๆ ค่ะ”
“ลูกก็อย่าเพิ่งคิดไปเอง”
“ต้องคิดเอาไว้ก่อนล่ะคะ เพราะหนูเข็ดพวกรวยแต่เปลือกเต็มทีแล้ว” อรุณจันทร์ส่ายหน้าไปมา เพราะทุกวันนี้เธอเองก็ต้องช่วยมารดาพยุงฐานะเอาไว้ สายตาก็ต้องคอยมองหาผู้ชายหน้าตาดี มีเงินถุงเงินถังเอาไว้ คนจนๆ เธอไม่คบให้เปลืองตัวอย่างแน่นอน
“หนูจะตัดสินใจยังไงก็แล้วแต่ ก็ไปพบนำทัพเขาหน่อยเถอะ”
“ก็ได้ค่ะ นี่คงจะรีบมากนะคะ พี่นำทัพนี่อายุเท่าไหร่แล้วคะ”
“สามสิบหกปีนี้จ้ะ”
“ห้ะ! ตั้งสามสิบหกปีแล้ว ยังไม่มีเมีย หน้าตาต้องขี้ริ้วขี้เหร่มากแน่ๆ” อรุณจันทร์โวยวายเสียงดัง
“ตอนนั้นลูกยังเด็ก คงจำพี่เขาไม่ค่อยได้”
“ก็คุณพ่อหมั้นหมายอะไรกันเอาไว้ล่ะคะ หนูไม่เห็นรู้เรื่องราวอะไรเลย เขาเองก็ไม่ได้สนใจจะสานสัมพันธ์กับเราด้วย”
“แม่เองก็ไม่อยากขัดพ่อนักหรอก เขาเป็นเพื่อนกัน”
“มันหมดยุคคลุมถุงชนแล้วค่ะคุณแม่ หนูขอเลือกเองดีกว่า”
“แม่ก็เห็นหนูเลือก แต่เขาดันไม่เลือกหนูนี่สิ”
“คุณแม่นั่นแหละ บริหารงานไม่เป็น พอคุณพ่อไม่อยู่ก็ทำเราเจ๊งไม่เป็นท่าแบบนี้”
“อ้าว...ก็ลูกใช้เงินยังกับเบี้ย อย่ามาโทษแม่คนเดียวนะ” นพมาศดุบุตรสาวคนเดียว
“ไม่รู้แหละค่ะ คุณแม่จะรักษาคำมั่นสัญญาอะไรของคุณพ่อก็รักษาไป แต่หนูไม่” อรุณจันทร์เดินหนีมารดาอย่างเคืองๆ
“พี่ใหญ่ อื้อ...” เธอครางเสียงพร่าสั่นสะท้าน จิกมือกับแผ่นหลังของเขาอย่างเสียวซ่าน เขากดกายมิดเม้นจนเธอเผยอริมฝีปากครวญครางแทบขาดใจ ร่องสาวอุ่นๆ รับการชำแรกที่แสนดุดัน แก่นกายชายถูกตอดรัดแน่นถนัดเหมือนซอกกายสาวของเธอจะดูดรัดแก่นกายของเขาให้จมหาย ยิ่งเขาขยับจังหวะเร็วรี่ เธอยิ่งครวญครางไม่หยุดปาก เสียงกึกๆ ของแรงกระแทกกระทั้นประสานเข้าหากันตลอดเวลา หยาดน้ำหวานของเธอไหลซึมออกมาชโลมกายชายให้การขับเคลื่อนคล่องตัวยิ่งขึ้นรัตนปาตีหวีดร้องเกร็งตัวสะท้านกอดรัดเขาแน่นเมื่อถึงจุดหมายปลายทางอย่างรุนแรง เธอหอบหายใจซบกับอกชื้นเหงื่อของเขา แอ่นกายท่อนล่างหยัดขึ้นรับแรงกดหนักหน่วงแล้วครางลั่นซอกสวาทตอดรัดกายชายตุบๆ ทุกทิศทาง เธอกอดเขาเอาไว้แน่นถนัด นำทัพเลื่อนใบหน้าลงไปขม้ำดูดปทุมถันอวบๆ ของภรรยาใต้ร่าง พอเธอเริ่มคลายจากความเสียวซ่าน นำทัพพลิกร่างเธอให้คุกเข่าหันหลังให้เขา นำทัพสอดกายเข้าหาเธออย่างลึกซึ้งจากทางด้านหลัง เธอแอ่นกายมาหาเขา ใบหน้าเริดขึ้นด้วยความเสียว มือหนาเลื่อนไปเคล้นคลึงทรวงอกอวบๆ ของเธอเบาๆ ก่อนจะเริ่มหนักหน่วงขึ้นตามแรงกระแทกจากส่วนล่างที่เชื่อมประสานกันอยู่นำทัพเริ่มซอยกายเข้
“พี่ว่าเราควรจะหาอะไรกินกันก่อนนะ” เขาลุกขึ้นก่อนจะดึงแขนเธอขึ้นจากเตียงนอนกว้าง รัตนปาตีให้เขาดึงขึ้นจากที่นอนแต่โดยดี“จะทำกินเองหรือสั่งดี แต่พี่ว่าท้องร้องขนาดนี้คงไม่ไหวแล้วล่ะ” เขายังล้อเลียน โยกศีรษะเธอไปมาอย่างรักใคร่ รัตนปาตีงับมือของเขาเล่น นำทัพพามือหนี ดึงเธอไปกอดรัดแรงๆ เหมือนแกล้ง“อื้อ...” คนโดนกอดรัดดิ้นรนไปมา ย่นจมูกใส่อย่างน่ารัก เลยโดนกัดปลายจมูกเบาๆ และหอมแก้มหนักๆ เป็นการหยอกเย้าไม่นานอาหารก็มาเสิร์ฟถึงที่ โกไข่เป็นคนจัดการให้ทุกอย่าง อยู่ร่วมกันมานานแรมปี เธอนับถือโกไข่เหมือนพี่ชายคนหนึ่ง เขาเป็นคนซื่อสัตย์ ไว้ใจได้ นำทัพนั้นยิ่งกว่าไว้ใจ เพราะแค่มองตาก็รู้ใจ โกไข่เป็นคนเงียบๆ และใจเย็น รับคำสั่งก็ทำงานได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ขาดตกบกพร่อง คนดีๆ ซื่อสัตย์นั้นหายากยิ่ง นำทัพจึงตอบแทนน้ำใจในความซื่อสัตย์และจงรักภักดีอย่างคุ้มค่า แต่ดูเหมือนลูกน้องคนนี้จะมักน้อย ไม่เคยเรียกร้องอยากได้อะไรเลยแม้แต่ครั้งเดียว“อุ๊ย!” รัตนปาตีอุทานเมื่อถูกดึงไปนั่งบนตักของสามี นำทัพโอบเอวเธอเอาไว้หลวมๆ กลิ่นกายหอมกรุ่นทำให้อารมณ์พิศวาสคุกรุ่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง“ดูหนังไหม” เขาเอ่ยชวน เพราะ
หลังจากพิธีการต่างๆ ก็เป็นการเลี้ยงแขกเหรื่อ จริงๆ ก็เลี้ยงตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น ซึ่งนำทัพลงความเห็นว่าควรเป็นอาหารบุฟเฟ่ต์รับประทานได้ตลอดวัน มีพนักงานคอยดูแลจัดเลี้ยงบริการอย่างเต็มที่และแล้วพิธีส่งตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าห้องหอก็มาถึง แม้จะผ่านการใช้ชีวิตครอบครัวมาแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นการผูกไม้ผูกมือเป็นคู่ผัวตัวเมียกัน จัดพิธีอย่างสมเกียรติ ประกาศให้ทุกคนรับรู้เพื่อให้เกียรติกันและกัน และให้ญาติๆ ได้รับรัตนปาตีเข้ามาในครอบครัวอย่างเป็นทางการ ญาติๆ ของนำทัพน่ารักเสมอ รัตนปาตีรู้สึกอบอุ่นเมื่ออยู่กับครอบครัวของสามี ลูกน้องกลอยใจนั้นละมุดคอยช่วยดูแล พาเข้าห้องนอนเรียบร้อยแล้วแม่สามีและญาติๆ ต่างอวยพรให้เธอกับสามีอยู่กันอย่างมีความสุข หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยกัน อยู่กันไปจนแก่เฒ่า ถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง ส่วนใหญ่ก็จะอวยพรให้มีความสุข นำทัพและรัตนปาตีกราบบุพการีและญาติทุกคนที่เข้ามาในห้องหอ ก่อนที่พวกท่านจะปล่อยให้คู่บ่าวสาวอยู่ด้วยกันตามลำพังนำทัพค่อยๆ โอบกอดประคองร่างน้อยขึ้นมาหา เขามองสบตาเธออย่างลึกซึ้ง ก่อนจะจุมพิตหน้าผากนูนเกลี้ยง และกอดเธอไว้ด
“หยุดแหกปากเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวก็ยิงเลยแม่ง” เขตรัฐตะคอกคนที่เขาล็อกตัวเอาไว้ อรุณจันทร์ปิดปากฉับ“แกส่งคนเข้าไปฉันก็รู้แล้ว แต่ที่รับเอาไว้ก็เพราะว่าอยากรู้ว่าแกจะทำอะไรต่อ ตอนที่อรุณจันทร์ให้คนของแกไปซุกซ่อนของกลางเอาไว้ ฉันก็แอบติดกล้องวงจรปิดเอาไว้ บันทึกภาพเอาไว้ได้ทั้งหมด”“เธอนี่มันหน้าโง่จริงๆ บอกแล้วว่าให้ตรวจดูกล้องวงจรปิดให้ดี” เขตรัฐตวาดอรุณจันทร์เสียงดังลั่น“ฉันเช็กแล้ว มันไม่มีนี่นา”“มันตบตาเธอน่ะสิ”“เรื่องน้องสาวของนาย ฉันขอยืนยันอีกครั้งว่าไม่เคยล่วงเกินหรือทำอะไรเธอเลย”“หุบปากซะ” เขตรัฐเหมือนขาดสติเมื่อได้ยินนำทัพเอ่ยถึงน้องสาวที่ฆ่าตัวตายทิ้งเขาไปอย่างเลือดเย็น“นายควรยอมรับความจริง”“แกนั่นแหละหลอกน้องสาวฉัน” เขตรัฐตวาดกลับ เพราะรักน้องสาวคนนี้มาก ตามใจทุกอย่าง เขาไม่คิดมาก่อนว่าขัตติยาจะคิดสั้นฆ่าตัวตายเพียงเพราะผู้ชายคนเดียว“พี่ใหญ่ช่วยจันทร์เจ้าด้วย”“หุบปาก ถ้ายังไม่อยากตาย” เขตรัฐเริ่มลากร่างอรุณจันทร์เดินหนี ตำรวจก็เดินตาม“ห้ามตามมา ไม่งั้นอีนี่ตาย ฉันยิงมันแน่ๆ”“พี่ใหญ่ช่วยจันทร์เจ้าด้วย”“มันไม่ช่วยเธอหรอก มันรักเมียของมันจะตายไป”“ใครบอก พวกเขากำลังทะเลา
“แต่ตำรวจเจอของกลางนะคะคุณป้า” อรุณจันทร์แสดงความคิดเห็น“ต้องมีคนใส่ร้ายแน่ๆ” คุณจรรยาเป็นลมไปหลายตลบกับเหตุการณ์ในครั้งนี้“ใครจะใส่ร้ายล่ะคะ นั่นมันฟาร์มมุกของพี่ใหญ่นะคะ คนนอกใช่ว่าจะมีใครเข้าออกได้” อรุณจันทร์ท้วงติง“ป้าก็คิดว่ามันต้องมีหนอนบ่อนไส้ คนในนี่แหละที่ใส่ร้ายตาใหญ่”“แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นลูกน้องพี่ใหญ่นะคะ” อรุณจันทร์แอบเบะปาก สะใจเป็นบ้าที่เห็นคนบ้านนี้อยู่ไม่เป็นสุข“ใช่ คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ” เสียงเข้มของใครคนหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทุกคนหันไปมองก่อนจะอุทานพร้อมกัน“พี่ใหญ่/ตาใหญ่!!!”“ครับผมเอง”“พี่ใหญ่ไม่ได้โดนจับขังหรือคะ” อรุณจันทร์หน้าซีดเผือด เมื่อเห็นตำรวจเดินตามนำทัพเข้ามาหลายคน รู้สึกว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดี และลางสังหรณ์บางอย่างบอกให้เธอเตรียมหนี“พี่พ้นผิดแล้ว เพราะมีคนแอบเอาของพวกนั้นไปซุกซ่อนเอาไว้”“ใครคะ ไม่ใช่จันทร์เจ้านะ” อรุณจันทร์สะดุ้งรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน“แล้วใครบอกว่าเธอกันล่ะอรุณจันทร์” นำทัพพูดเสียงเย็น“จันทร์เจ้าก็ไม่ได้บอกว่าตัวเองนะคะ แค่พะ... พูดไปแบบนั้นเอง” อรุณจันทร์มีท่าทีหลุกหลิกอย่างมีพิรุธ“คนที่เอาของไปซุกซ่อนรับสารภาพแล้วครับคุ
อรุณจันทร์รีบแต่งตัวก่อนจะไปหารัตนปาตีเพื่ออธิบายเรื่องนี้ให้อีกฝ่ายฟัง พอเจออีกฝ่ายกำลังนั่งเล่นกับลูกอยู่ ก็ขอเข้าไปคุยด้วย“ข้าวหอมจ๊ะ มันเป็นแค่อุบัติเหตุนะ ฉันจะไม่ทำให้ครอบครัวของข้าวหอมต้องแตกแยกเด็ดขาดนะจ๊ะ”“คุณจันทร์เจ้าเสียหายนะคะ พี่ใหญ่ต้องรับผิดชอบ” รัตนปาตีพูดอย่างโกรธๆ“ช่างเถอะ ฉันไม่ถือ”“ไม่ถือไม่ได้หรอก”“ฉันยอมเป็นคนไปเอง เพื่อให้เธอกับพี่ใหญ่สบายใจ”“ข้าวหอมไม่ยอมหรอกค่ะ ยังไงพี่ใหญ่ก็ต้องรับผิดชอบ”“แล้วเธอจะให้พี่ใหญ่รับผิดชอบยังไงล่ะ” อรุณจันทร์เอ่ยถาม“แล้วแต่คุณจันทร์เจ้าเรียกร้องเลยค่ะ”“จะให้เป็นเมียอีกคนคงไม่ไหวหรอกนะ ฉันไม่อยากเป็นเมียน้อย” อรุณจันทร์เปรยขึ้น“ข้าวหอมจะยอมถอยให้คุณจันทร์เจ้าค่ะ ข้าวหอมจะหย่าให้พี่ใหญ่”“พี่ไม่ยอมนะข้าวหอม หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอม”“แต่พี่ใหญ่ล่วงเกินคุณจันทร์เจ้านะคะ”“เธอจะเอาเงินเท่าไหร่” นำทัพหันไปถามอรุณจันทร์“จันทร์เจ้าไม่เอาเงินค่ะ ไม่เอาอะไรทั้งนั้น” อรุณจันทร์พูดแล้วก้มหน้าก้มตาทำท่าจะร้องไห้“พี่ใหญ่ไม่เป็นลูกผู้ชาย ไม่เป็นสุภาพบุรุษเลย เอาเงินฟาดหัวผู้หญิงได้ยังไง ถ้าคุณจันทร์เจ้าท้องขึ้นมาจะทำยังไงคะ”“พี่สาบานไ