LOGIN“จริงค่ะ เงินที่ยืมพี่คินไป แก้มคำนวณดูแล้วพอใช้อย่างแน่นอนค่ะ” ความจริงเธออยากใช้หนี้เขามากกว่านี้ แต่เกรงว่าเขาจะสงสัยจึงให้แค่นั้นพอ เพราะไม่รู้ว่ารักนรินทร์จะหายป่วยเมื่อใด เงินส่วนนั้นเธอจึงเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็น “แล้ววินเป็นยังไงบ้าง ไม่ได้ไปเยี่ยมเลย” ถึงแม้ก่อนหน้าบ้านทั้งสองจะอยู่ติดกัน แต่เขาก็ไม่ค่อยสนิทกับสองพี่น้องนี้เท่าไรนัก แต่ก็รู้ว่าเป็นเด็กดีทั้งคู่ “ดีขึ้นมากแล้วค่ะ แต่ต้องรอผ่าตัดอีกสองครั้งเลยค่ะถึงจะหัดเดินได้” ภาคินยื่นมือมาจับศีรษะเธออย่างเอ็นดูแล้วโยกไปมา “อดทนหน่อยนะ เดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเอง ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกพี่ได้” กัลยากรยิ้มน้ำตาคลอพร้อมยกมือขึ้นไหว้ “พี่คินเมตตาครอบครัวแก้มมากจริง ๆ ค่ะ” “อย่าคิดมากเลย พอช่วยได้พี่ก็จะช่วย” ถ้าเธอแต่งงานมีครอบครัวแล้วทุกอย่างคงดีขึ้นกว่านี้ “เลือกคนที่ดีและมีฐานะสักหน่อยมาเป็นคู่ชีวิตนะ ชีวิตจะได้ไม่ลำบากอีก” “ค่ะ” รักนรินทร์มองภาพนั้นด้วยความหงุดหงิด เขาทุบกำปั้นลงบนต้นขาตนเองแรง ๆ พร้อมสบถออกมา“แพศยา หลายใจ” “นายว่าใครเหรอครั
สองวันต่อมาเงินเดือนก็ออกแล้ว กัลยากรจึงเตรียมตัวกลับบ้านเร็วหน่อย เพราะวันนี้เธอมีนัดรับประทานอาหารเย็นกับภาคิน รักนรินทร์เดินออกมาหน้าห้องทำงานแล้วพูดกับเลขา “ไปกินข้าวเย็นด้วยกันนะ วันนี้ฉันเลี้ยงเอง” “เนื่องในโอกาสอะไรคะ” “ก็… ฉลองที่เธอทำงานกับฉันครบหนึ่งเดือนไง” “อืม เอาไว้โอกาสหน้านะคะ พอดีวันนี้ฉันมีนัดแล้วค่ะ” “นัดกับใคร” คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน “พี่ชายค่ะ” “อ้อ งั้นก็ตามสบาย” เพราะคิดว่าเธอนัดกับพี่ชายจริง ๆ รักนรินทร์จึงไม่รั้งเธอไว้ “ฉันกลับก่อนนะคะ” รักนรินทร์พยักหน้าอย่างเฉยชา คล้ายไม่สนใจ ภาคินเดินเข้ามาในร้านอาหารที่กัลยากรนัดไว้ พอมองเห็นเธอแล้วจึงเดินเข้าไปหา “ความจริงไม่ต้องเลี้ยงพี่ก็ได้นะ” “ให้แก้มเลี้ยงเถอะค่ะ แก้มเต็มใจ เลี้ยงข้าวแค่นี้ยังตอบแทนบุญคุณพี่คินไม่หมดเลยค่ะ แล้วแฟนพี่คินไม่มาด้วยกันเหรอคะ” เพราะเรื่องที่ภาคินเอาเงินส่วนตัวให้เธอยืม เขาเล่าให้แฟนสาวฟังทุกอย่างแล้ว “กานต์ติดธุระด่วนพอดี ไม่งั้นก็มาด
“หาเรื่องให้ตัวเองตลอด ไปทำงานแล้วนะคะ”“อืม ตอนเที่ยงขอนะ”“ค่ะ” ก่อนเธอจากไปเขายังบีบนมและก้นเธอแรง ๆ อย่างละทีหันหลังให้เขาแล้วกัลยากรจึงเดินยิ้มออกมา เธอชักเริ่มสับสนกับการกระทำของเขาแล้วสิ ปากบอกว่าไม่ชอบ แต่กลับทั้งบีบทั้งจับทุกครั้งที่เจอหน้าเก้าโมงตรงวรัญญาก็รีบนำผลิตภัณฑ์ตัวใหม่มาที่ห้องรองประธานบริษัท ซึ่งกัลยากรก็อยู่ในนั้นด้วย“สวยมากเลยค่ะ” วรัญญาส่งผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ให้เจ้านายดู ซึ่งสินค้าตัวนี้รักนรินทร์เป็นคนออกแบบและคิดค้นวัสดุเองทั้งหมด ซึ่งมีความพิเศษและไม่เหมือนใคร ตามที่ลูกค้าต้องการรักนรินทร์หยิบหลอดไฟขึ้นมาหมุนดูรอบด้านแล้วลองเสียบปลั๊ก ทันใดนั้นแสงสีขาวนวลก็สว่างขึ้น รักนรินทร์บอกให้เลขาปิดไฟในห้องทุกดวง“แสงสีนี้ให้ความสว่างและสบายตาด้วยค่ะ” กัลยากรว่า“ประหยัดไฟและทนความร้อนได้ดีด้วยนะคะ” วรัญญากล่าวเสริม“หวังว่าลูกค้าจะชอบ” รักนรินทร์พูดออกมาอย่างอารมณ์ดี “วันศุกร์นี้เตรียมตัวไปพบลูกค้ากับฉันด้วยนะแก้ม”“ค่ะ” กัลยากรเปิดไฟในห้องอีกครั้งวรัญญาจึงเพิ่งสังเห็นความผิดปกติบางอย่างบนหน้าเจ้านาย “เอ่อ… ท่านรองคะ”“ฮึ”“ปากท่านรองมี…”“มีอะไรก็พูดมาสิ”“เอ่อ มีรอ
เวลาสี่โมงเย็นกัลยากรกำลังจะกลับบ้านเขาจึงถาม “จะไปไหน” “กลับบ้านค่ะ” “ยังไม่ถึงเวลาเลิกงานเลยนะ” “แต่ฉันก็ไม่มีอะไรทำแล้วนี่คะ หรือบอสมีอะไรจะใช้ฉันอีก” “ไปอุ่นข้าวมาให้หน่อย แม่เก็บไว้ในตู้เย็นมั้ง” เพราะกลัวลูกชายอด ศศิธรจึงทำอาหารมาให้หลายอย่าง “บอสหิวแล้วเหรอคะ” “อืม ตอนเที่ยงกินไปนิดเดียวเอง” กัลยากรจึงหมุนกายเดินจากไปอุ่นอาหารให้เขา พอเปิดตู้เย็นออกมาก็พบว่ามีอาหารอยู่หลายอย่างเธอจึงเดินกลับมาถามเขาอีกครั้ง “บอสจะกินอะไรบ้างคะ” “มีกี่อย่าง” เขาไม่สนใจว่าแม่จะทำอะไรมาให้บ้าง “สี่อย่างค่ะ” “อุ่นมาทั้งหมดนั่นแหละ” “กินหมดเหรอคะ” “หมดสิ” เขายืนยันเช่นนั้นกัลยากรจึงเดินกลับไปอุ่นอาหารให้เขาแล้วจึงยกออกมา “นั่งกินด้วยกันสิ” เขาเอ่ย “แต่ฉันยังไม่หิวค่ะ” “กินเป็นเพื่อนหน่อยไม่ได้หรือไง” กัลยากรจึงจำเป็นต้องกินข้าวเย็นกับเขาอีกครั้ง วันต่อมาแม้อาการแพ้กุ้งยังไม่หายดีเท่าไรนัก แต่รักนริน
“แต่บอสป่วยอยู่นะคะ”“ก็แค่หน้าบวมเท่านั้น ไม่ได้เจ็บป่วยสักหน่อย” เขาช้อนร่างเธอขึ้นมาแล้วเดินเข้าไปในห้องนอน เขาถามว่า “อยากอาบน้ำไหม”กัลยากรพยักหน้า เขาจึงอุ้มเธอเข้าไปในห้องน้ำ “ให้อาบให้ไหม”“ไม่ค่ะ”“อย่าอาบนานนะ”สิบนาทีต่อมาเธอจึงเดินออกมาจากห้องน้ำ โดยสวมชุดคลุมอาบน้ำของเขา“มานี่สิ” เขาเรียกเธอมานั่งลงบนเตียงนอนกัลยากรนั่งบนเตียงแล้ว เขาจึงดันร่างเธอให้นอนลงบนเตียงพร้อมกับดึงสะโพกเธอมาชิดขอบเตียง ยกขาเธอขึ้นเหยียบบนที่นอนแล้วกางออกกว้าง เขานั่งคุกเข่าลงตรงหว่างขาของเธอหัวใจของกัลยากรเต้นแรงขึ้น ถามออกเสียงสั่น “บอสจะทำอะไรคะ”เขาไม่ตอบ แต่กกลับก้มลงไปจุมพิตกลีบดอกไม้อวบอูมสีพีชแผ่วเบา กระนั้นเธอยังครางออกมาเสียงสั่น “อื๊อ” พร้อมกับหุบขาเพราะเพียงเขาทำแค่นั้นเธอก็รู้สึกเสียวตั้งแต่สันหลังไปจนถึงท้ายทอยแล้ว แต่เขากลับตรึงขาเธอไว้กับที่ ร่องรักของเธอขมิบตุบ ๆ โดยอัตโนมัติรักนรินทร์นั่งมองตาไม่กะพริบ “บอสคะ”“หืม” คราวนี้เขาก้มลงไปดูดกลีบดอกไม้แรงกว่าเก่า เขาดูดหนัก ๆ อยู่สามสี่ครั้งจนเกิดเสียงหยาบโลน“อา บอสคะ” เธอขยับสะโพกหนี แต่เขากลับยึดไว้“จะหนีทำไม หืม ไม่เสียวเหรอ” ค
ศศิธรเพ่งมองกัลยากรชัด ๆ แล้วยกนิ้วขึ้นชี้ “นี่ ๆ ๆ ๆ หนูแก้มเพื่อนยัยพลอยใช่ไหม” “ค่ะคุณผู้หญิง” กัลยากรยิ้มออกมาในที่สุด จากนั้นน้ำเสียงของศศิธรก็เปลี่ยนจากแข็งกระด้างเป็นอ่อนโยนลง “คุณผู้หญิงอะไรกัน เรียกป้าเหมือนเดิมสิ แหมไม่ได้เจอกันตั้ง…กี่ปีแล้วนะ” “หกปีแล้วค่ะ” “อืม ไม่เจอกันตั้งหกปี สวยขึ้นเยอะเลยนะ แล้วนี่มาทำงานกับเจ้ารักได้ยังไง พ่อแม่หนูเป็นยังไงบ้าง ตอนนี้ย้ายไปอยู่ที่ไหน” รักนรินทร์ส่ายหน้าช้า ๆ “แม่ครับ ไว้ค่อยคุยกันวันหลังได้ไหมครับ วันนี้ผมจะทำงานแล้ว” รักนรินทร์ทำท่าทางเบื่อหน่ายแม่ตนเองแล้ว “เออ ๆ งั้นป้าไม่รบกวนเวลาทำงานแล้ว ยังไงก็แวะไปเล่นที่บ้านกับยัยพลอยบ้างนะ” “ค่ะ” กัลยากรยกมือขึ้นไหว้ศศิธรอีกครั้ง รักนรินทร์ยืนส่งแม่แล้วจึงปิดประตูลงกลอนอย่างดี เขาเดินเข้าไปหาเธอแล้วสวมกอดเธอจากด้านหลังอย่างถือวิสาสะ กัลยากรสะดุ้งเล็กน้อย “อะไร แค่นี้ก็ตกใจ ยังไม่ชินมืออีกเหรอ” “ยังค่ะ” เขาหมุนร่างเธอให้หันมาเผชิญหน้ากับเขา กัลยากรถามต่อ “ทำไมไม่บอกคะว่าแพ







