Masukเธอไม่ได้บอกถึงเหตุผลที่แท้จริงเพียงว่ามาสมัครคัดเลือกเป็นนักแสดงหน้าพระที่นั่ง จะไปเยี่ยมท่านเมื่อสิ้นสุดงาน โดยไม่ต้องให้ท่านรอ เพื่อไม่ให้ท่านเป็นห่วงไปมากกว่านี้
ฟาตินดึงความคิดทุกอย่างกลับมายังปัจจุบันอีกครั้ง แม้จะพยายามสงบจิตใจเพียงใด บอกตัวเองว่าเธอไร้ความหวาดหวั่น เกรงกลัวในสิ่งที่ทำ แต่มีจุดเล็กๆ เกิดขึ้นในใจตระหนักให้เธอรู้ว่ามันไม่ใช่ทั้งหมด มันมีหลายอย่างที่ทำให้เธอกลัว
“คุณลุงคะ มันจะจบแล้วค่ะ หนูไม่คิดว่าจะสามารถรอดชีวิตออกไปจากที่นี่ได้ หนูขอแค่สังหารคนที่ฆ่าพ่อหนู แล้วหนูจะตามไปหาคุณพ่อ คุณแม่ และคุณลุงนะคะ”
ฟาตินหลับตาลง นึกย้อนไปถึงครอบครัวอันแสนอบอุ่น บิดา มารดา ท่านสอนให้เธอเข้มแข็ง โอบกอดเธอเสมอเพื่อแสดงความรักอันเปี่ยมล้น แต่ท่านต้องมาจากเธอไปอย่างไม่มีวันกลับ
เมื่อสิบกว่าปีก่อนเธอหวังลึกๆ ว่ามารดาจะติดตามเธอกับลุงไปอยู่ที่สหรัฐ แต่เปล่าเลย เวลาล่วงเลยไปหลายปี เธอถึงได้ทราบว่ามารดาสิ้นแล้ว และเธอไม่มีโอกาสเจอท่านอีก
ถ้อยคำของมารดายังก้องอยู่ในหูเมื่อนึกย้อนไปเมื่อสิบปีก่อน...
“ฟาไปอยู่กับลุงโนอาห์ที่สหรัฐฯ นะลูก แม่จะตามไปอีกที”
“ทำไมแม่ไม่ไปพร้อมหนูล่ะคะ”
“แม่มีธุระต้องจัดการ แต่แม่สัญญาว่าจะตามหนูไป หนูรีบไปเร็ว”
ตอนนั้นท่าทีร้อนรนของผู้เป็นลุงและมารดาทำให้เธอต้องทำตาม เธอไม่ค่อยเข้าใจว่าเหตุใด แต่เธอยอมเชื่อฟังทำตามที่มารดาต้องการ
ฟาตินผ่อนลมหายใจหนักๆ ออกมา ก่อนจะสูดเข้าปอดอีกครั้งเพื่อเรียกกำลังใจ เธอนึกย้อนไปเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนหน้า เพียงแค่ได้สบตาสีสนิมเหล็กคมเข้มของสุลต่านหนุ่มแห่งโอซาเนีย เธอกลับรู้สึกหวั่นไหวอย่างประหลาด มิใช่หวั่นไหวหลงรูปงามเหมือนสาวๆ หลายคน แต่เธอกำลังกลัวการพ่ายแพ้ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในหัวใจก่อนจะมุ่งมั่นมาที่นี่
“ไม่!”
ฟาตินเผยอริมฝีปากเปล่งเสียงแผ่วเบาออกมา มันไม่ใช่ความรู้สึกที่เธอควรมีในขณะนี้ ในเมื่อเป็นเวลากว่าสิบปีที่เธอเพียรพยายามที่จะกลับมาที่นี่อีกครั้ง
และสิ่งที่รอคอยด้วยหัวใจอันระทึกก็มาถึง เมื่อแขกคนสำคัญได้เข้ามาหาเธอในที่สุด
“คุณแองเจลิน่าครับ องค์สุลต่านต้องการเชิญคุณไปรับประทานอาหารที่ตำหนักของพระองค์”
การิมคนสนิทที่มีลักษณะสุขุมรวมถึงแววตาล้ำลึกเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่มิได้อ่อนน้อมกลับเป็นที่น่าเกรงขามเสียมากกว่า
ฟาตินที่ใครๆ รู้จักเธอในนามแองเจลิน่า โจนส์ เงยหน้าเรียบสนิทสบสายตาลุ่มลึกของการิม เธอพอจะรู้ข้อมูลมาบ้างว่าชายผู้นี้ เป็นคนที่สุลต่านรอฮิมทรงไว้ใจมากที่สุด เป็นคนฉลาดหลักแหลมและเป็นที่ปรึกษาอันยอดเยี่ยม ทั้งยังเก็บอารมณ์ได้ดีจนทุกคนต่างเกรงขามในตัวของเขา เพราะมีบารมีที่สั่งสมมาตั้งแต่รุ่นสุลต่านองค์ก่อน
“ค่ะ ดิฉันขอเวลาแต่งตัวสักครู่”
ฟาตินกล่าวจบแล้วก้มหน้าให้อีกฝ่ายอย่างอ่อนน้อม การิมก้มหน้าให้หญิงสาวเพียงนิดแล้วเลี่ยงออกไปตามมารยาท ปล่อยให้เธอได้เตรียมตัวเตรียมใจ...
ฟาตินรู้สึกว่าอัตราการเต้นของหัวใจทำงานหนักเอาการเมื่อลับร่างของการิม เธอหมุนกายเดินเยื่องย่างไปอีกมุมของห้อง การที่จะไปหาสุลต่านผู้สูงศักดิ์เธอควรพิถีพิถันในการแต่งตัวให้มากกว่านี้
เพื่อแผนการครั้งสำคัญจะได้ไม่พลาด...
ย้อนนึกไปเมื่อหลายวันก่อน แม้โนอาห์จะสิ้นแล้ว แต่ท่านยังฝากฝังเธอกับเพื่อนของท่าน โดยฝากจดหมายของท่านมาให้เพื่อนของท่าน หากไม่เช่นนั้นเธอคงไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนดี เพราะผู้เป็นลุงเคยมีบุญคุณต่อกัน เขาจึงให้เธอยืมเงินจำนวนหนึ่งพอที่เธอจะเดินทางไปเยี่ยมหลุมฝังศพของบิดามารดา และเข้ามาสมัครเป็นนักแสดง
หญิงสาวเดินไปยังห้องอาบน้ำหรูหราในตำหนัก มือบอบบางค่อยๆ ปลดอาภรณ์เลื่อนลงจากกาย นางทาสในตำหนักได้เตรียมน้ำให้เธอก่อนหน้า ฟาตินยิ้มน้อยๆ เมื่อคิดว่าสุลต่านรอฮิมคงดูแลแขกของพระองค์เป็นอย่างดี
ร่างอรชรเปล่งปลั่งผิวเนียนละเอียดก้าวลงในอ่างน้ำหรูหราเบื้องหน้า เธอแช่กายหลับตาพริ้ม หากเธอจะไปสายสักนิดสุลต่านผู้ยิ่งใหญ่แห่งโอซาเนียจะตำหนิโกรธกริ้วเธอหรือไม่หนอ เพราะตอนที่เธอยังเด็กเขาชอบทำหน้าดุใส่เธอนัก…
ฟาตินอาบน้ำชำระร่างกายให้สดชื่น เตรียมตัวเตรียมใจอีกครั้ง หญิงสาวค่อยๆ สวมอาภรณ์เนื้อดีงดงามเป็นชุดยาวประจำชาติของโอซาเนีย แม้แต่ชุดยังเป็นสีเหลืองทอง มือน้อยบรรจงแต่งหน้าและสวมเครื่องประดับงดงามบนเรือนร่าง เธอขอแต่งตัวเองโดยปฏิเสธนางทาสที่สุลต่านหนุ่มส่งมารับใช้
ฟาตินใช้ผ้าคลุมศีรษะที่สุลต่านรอฮิมประทานมาให้คลุมศีรษะเป็นอันสิ้นสุดการแต่งตัว
หล่อนนำมีดสั้นเสียบเข้าที่ปลอกขา รวมทั้งปืนสั้นกระสุนไร้เสียง หญิงสาวนำอาวุธทุกชนิดที่ต้องการใช้ในการลอบสังหารซุกซ่อนเอาไว้โดยไม่มีใครสามารถเห็นได้เพราะชุดประจำชาติที่ยาวรุ่ยร่ายกรอมเท้า ตัวเสื้อยาวจนถึงข้อมือ รวมถึงผ้าคลุมผมบางเบาที่คลุมเส้นผมเอาไว้หลวมๆ อย่างงดงาม แต่มิได้รัดรึงดังเช่นหญิงสาวในโอซาเนีย
“องค์สุลต่านรอท่านอยู่”
นางทาสหน้าตำหนักยอบกายอ่อนน้อมเมื่อฟาตินเดินออกมาจากตำหนัก เธอหันไปยิ้มบางเบา เดินสำรวมตามนางทาสที่ก้าวนำไปก่อนด้วยกิริยาเชื่องช้า
การรอคอยที่ยาวนานนักสำหรับสุลต่านหนุ่มสิ้นสุดลงเมื่อหญิงสาวที่ต้องการพบปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าของเขา ทุกคนถวายความเคารพก่อนเลี่ยงออกไปอย่างนอบน้อม
ฟาตินถอดสายบัวถวายความเคารพแก่องค์สุลต่านผู้สูงศักดิ์ ช้อนสายตาขึ้นมองสบ
ดวงตาคมเข้มสีสนิมเหล็กกวาดสายตามองเรือนร่างอรชรเบื้องหน้าด้วยความพึงพอใจ ชุดที่เขามอบให้ขับให้เธอยิ่งดูผุดผ่องอ่อนหวานมากยิ่งขึ้น แม้หญิงสาวจะมีเครื่องหน้าตามแบบหญิงสาวชาวอเมริกันแต่เธอมีใบหน้าคมหวานดั่งสาวแขกอย่างลงตัวเหมาะเจาะ เธอเหมือนบิดาของเธอนัก เขามีเรื่องข้องใจหลายอย่างจะคุยกับเธอ แต่คงหลังจากนี้…
รอฮิมกวาดมองเรือนร่างหญิงสาวด้วยความเผลอไผล เขาไม่คิดว่าเด็กน้อยในครั้งอดีตจะเจริญวัยเป็นสาวสะพรั่งงดงามเช่นนี้ น่าแปลกที่เขาตามสืบหาเธอไม่เจอ เธออาจย้ายที่อยู่บ่อยครั้งก็เป็นได้
“นั่งก่อนสิ”
สุลต่านหนุ่มเชื้อเชิญหญิงสาวตรง ฟาตินเยี่ยงย่างเข้าไปนั่งตรงข้ามกับเขาอย่างนิ่มนวล
“ฉันชื่นชอบการแสดงของเธอในวันนี้มาก”
เขาเอ่ยชม ดวงตาคมกริบทอดมองเธอไม่วาง
“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท”
ฟาตินช้อนสายตาขึ้นมองเขาตรงๆ แววตาสีสนิมดูดุกร้าวแต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนเมื่อทอดสายตามองมายังเธอจนสัมผัสได้
“ฉันอยากเรียกชื่อเธอสั้นๆ แองเจลิน่ามันยาวไปหน่อย”
เขาเอ่ยบอก ยุติเรื่องสำคัญที่จะคุยเอาไว้ เขายังต้องการพิสูจน์อะไรอีกหลายอย่าง
“เรียกหม่อมฉันว่าแองจี้เพคะฝ่าบาท”
เธอตอบรับเสียงหวาน เอื้อมมือไปรินน้ำชาให้อีกฝ่ายอย่างเอาใจ เขาหัวเราะเบาๆ ยกน้ำชาขึ้นจิบด้วยความชอบใจ สายตาคมสีสนิมมองเธอไม่วาง
นี่เธอกำลังคิดวางยาพิษเขาอยู่หรือเปล่าหนอ แต่ช่างเถอะ การได้มองเธอแบบนี้ทำให้เขารู้สึกกระชุ่มกระชวยหัวใจดีแท้ ว่าที่คู่หมั้นตัวน้อยของเขาเมื่อครั้งอดีต
“เราเคยเจอกันที่ไหนหรือเปล่า”
ฟาตินช้อนสายตาขึ้นสบ ยิ้มบางเบา
“ไม่เคยเพคะ ฝ่าบาทคงจำคนผิด”
เขายังจำแววตาเมื่อครั้งยังเด็กของเธอได้ เธอมักหลบสายตาของเขาเหมือนหวาดกลัว แต่ครั้งสุดท้ายที่ได้สบตากัน เขายังนึกสงสัยว่าเหตุใดเธอจึงมองเขาอย่างเกลียดชังนัก
“เธอมีเชื้อสายอาหรับหรือไม่ ฉันมองยังไงก็รู้สึกว่าเธอไม่ได้มีเชื้อสายอเมริกันเต็มตัว”
แต่ละคำของเขาทำให้ฟารีดาหัวใจสั่นไหว ใครจะกล้าไปอาบน้ำกับเขากัน มือบางเริ่มแกะมือหนาที่รัดเอวบางไว้แน่นมากขึ้น แต่ยิ่งแกะยิ่งเหนียวแน่นจนเธอถึงกับหอบเหนื่อย“อะไรกันแค่นี้เหนื่อยแล้ว วันนี้ต้องออกกำลังกายอีกทั้งวัน” ฟารีดาตาโตแทบเป็นลมเมื่อได้ยินคำนั้น แค่เมื่อคืนที่เธอต้องรับเขาแทบทั้งคืนก็จะแย่อยู่แล้ว คนอะไรหื่นนัก“วันนี้เราต้องไปหาเสด็จย่า องค์สุลต่านและท่านพ่อนี่เพคะ” เธอหาทางเอาตัวรอด เขานิ่งคิดก่อนจะวางคางที่ไหล่มน“ไม่อยากไปเลย แต่ดีเหมือนกัน ไปให้จบๆ ซะ เราจะได้มีเวลาอยู่ด้วยกัน”“ทรงปล่อยก่อนเพคะ หม่อมฉันหิวแล้ว”เธอยกอาหารไปวางบนโต๊ะพยายามเบี่ยงกายหลบแต่ไม่พ้นเมื่อเขาตามติดมาสูดดมแก้มหอมๆ แล้วชิมอาหารฝีมือของภรรยาคนสวย“อร่อย” เขากระซิบบอกกดริมฝีปากกับแก้มนวลเพื่อเอ่ยชม ฟารีดาหน้าแดงซ่านหลบหลีกไปไหน เขาตามติดรุกไล่จนเธออ่อนใจรอฟัสพึงพอใจในตัวของภรรยา แม้เมื่อคืนเขาจะทำรุนแรงไปเพราะอารมณ์อยากเอาชนะ แต่เธอยังตื่นขึ้นมาเตรียมตัว เตรียมอาหารและให้นางทาสคอยเตรียมน้ำไว้ให้เขาอาบ ทำหน้าที่ภรรยาไม่ขาดตกบกพร่องภาพที่เจ้าชายรอฟัสรูปงามเดินตามภรรยาต้อยๆ เป็นภาพที่เหล่าบรรดานางทาสแอ
“อย่าดิ้นสิ โธ่เว้ย!” รอฟัสอารมณ์เสียยิ่งขึ้นที่นักรักอย่างเขาต้องขืนใจภรรยาตัวเอง ทำไมเขาไม่ใช้ชั้นเชิงที่เหนือกว่าเล้าโลมเธอเล่า นี่เขาบ้าไปแล้วหรือไง“อย่า... ไม่!” ฟารีดาดิ้นรนทุบตีไม่ยั้งอย่างตกใจ ร้องไห้สะอื้นจนตัวโยน“บอกว่าอย่าดิ้นไง” รอฟัสหงุดหงิด เขากอบกุมสะโพกสาวเอาไว้ยกขึ้นจากพื้นเตียงจนเธอล้มบนเตียง ก่อนจะกระแทกกายสอดประสานเข้าสู่กายสาวที่รัดรึงเขาทุกสัดส่วน“กรี๊ด!!!”ฟารีดากรีดร้องกระตุกเยือกเมื่อกายหนุ่มฝังลงมาหมดสิ้น ใบหน้าสวยหวานฟุบลงกับหมอนใบโต ร้องไห้สะอื้นเหมือนจะขาดใจ เธอแน่นิ่งไปหลับตาลงอย่างยอมรับชะตากรรม“ลืมตามองฉันเดี๋ยวนี้ฟารีดา” คนเผด็จการสั่ง หญิงสาวสะอื้นเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาปิดสนิทไม่อยากมองคนใจร้าย“ฉันบอกให้ลืมตายังไงเล่า” เขาพูดเสียงกร้าว ฟารีดากำจิกผ้าปูที่นอนแน่น เกร็งร่างไปทุกสัดส่วนด้วยความเสียใจ เธอไม่เหลืออะไรให้ภาคภูมิใจอีกแล้ว“ก็ได้ ดื้อใช่ไหม รู้จักคนอย่างฉันน้อยไปแล้ว”รอฟัสเริ่มขยับกาย ถอดกายออกเกือบสุดแล้วสอดประสานเข้าหาหนักหน่วงฟารีดาสะดุ้งเฮือกกายสาวหยัดตามติดด้วยความคับแน่น ริมฝีปากเม้มแน่นไม่เปล่งเสียงครางออกมา รอฟัสสอดมือเข้าใต้สะ
ดวงตาหม่นมัวด้วยไฟเสน่หา จ้องมองร่างงามแล้วซุกไซ้สูดดมความหอมกรุ่น กายหนุ่มสาวหลอมรวมเป็นหนึ่ง ก่อนที่จะจับจูงกันค้นพบความสุขแห่งรสเสน่หาพิธีอภิเษกสมรสของสุลต่านรอฮิมและคุณหนูฟาตินบุตรสาวอดีตผู้นำรัฐไบซาถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางความปลื้มปิติของพสกนิกรที่ประมุขของประเทศได้หญิงสาวที่เหมาะสมคู่ควรมาเคียงคู่บัลลังก์ของโอซาเนีย“จำได้ว่าท่านเคยล้อเราเมื่อปีที่แล้ว”สุลต่านอีซาและพระมเหสีทรงเสด็จมาร่วมงานฉลองมงคลสมรสของสหายรักกล่าวทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม“ท่านก็อย่าล้อเราไปเลย” รอฮิมหน้าแดงเล็กน้อยเมื่อโดนล้อกลับ“เห็นทีปีหน้าคงต้องงดให้นางรำมาเต้นเสียแล้ว” อีซาพูดพร้อมกับหัวเราะอย่างอารมณ์ดี“ทำไมเล่า” รอฮิมแสร้งถาม“เดี๋ยวคนข้างกายของเราและท่านจะว่าเอาได้ เพราะนางรำมาเต้นทีไร เป็นอันได้ชายาทุกที” เสียงหัวเราะของทั้งสองประสานกันลั่น“เดี๋ยวนี้ท่านกลัวเมียแล้วเหรอ” รอฮิมกระซิบถามสหายรัก อีซาได้แต่ยิ้มแล้วส่ายหน้าไปมา ก่อนหันไปสบตาหวานหยดกับภรรยาข้างกาย“นี่ของขวัญวันอภิเษกของท่าน หวังว่าท่านคงถูกใจ”อีซาตบบ่าของสหายรักก่อนที่จะจูงมเหสีคู่กายไปทรุดนั่งที่โต๊ะอาหารสำหรับรับรองแขกบ้าน
รอฟัสเอ่ยถามพี่ชายด้วยสายตาเป็นประกาย“ไม่มีอะไร”“แน่ใจหรือพ่ะย่ะค่ะ นึกว่าทรงอารมณ์ไม่ดีเพราะว่าเมียหาย”“รอฟัส!”“เจ้าพี่ หม่อมฉันตกใจหมดเลย”เจ้าชายอารมณ์ดีแสร้งยกมือขึ้นปิดหู“เรื่องฟารีดาพักไว้ก่อน ถ้าเจ้ายังขืนปากมาก”“ถึงเจ้าพี่ไม่จัดการให้ ท่านย่าก็ต้องจัดการให้ ท่านอยากได้ฟารีดามาเป็นหลานสะใภ้จะแย่อยู่แล้ว”“ถ้าพี่ไม่เห็นชอบ ย่าของเจ้าก็ช่วยไม่ได้”“ทรงขู่หม่อมฉันไปเถอะ ขนาดเจ้าพี่เอง ยังยอมลงให้ท่านย่าเลย”“พักนี้ไม่ค่อยเห็นลัยลาเลย ไปไหนก็ไม่รู้”รอฮิมเปลี่ยนเรื่อง ไม่อยากเถียงกับน้องชายอีก“ขลุกอยู่ตำหนักเสด็จย่าโน่น” รอฟัสบอกพี่ชาย“คงติดใจฟาติน”“ขนาดลัยลายังติดใจ ฮ่าๆๆ” รอฟัสหัวเราะร่วน“เข้าขากันดีเชียว ตั้งแต่ที่ฟาตินเข้ามาพักอยู่กับพี่ เคยเอ่ยขอฟาตินไปเป็นคนสนิทด้วยซ้ำ” รอฮิมเอ่ยบอกน้องชาย ส่ายหน้าไปมายิ้มๆ“แล้วเสด็จพี่ก็ไม่ยอมให้ว่าที่พี่สะใภ้ไปรับใช้ยัยตัวแสบ” รอฟัสเดา“ยอม... แต่เผอิญพี่ต้องพาฟาตินไปไบซา” รอฮิมบอกน้องชายยิ้มๆ“ข้ออ้าง” รอฟัสรู้ทัน“อย่ามารู้ดี” รอฮิมดุน้องชายที่กล้ามารู้ทันเขา“เจ้าพี่จะไปไหน” รอฟัสเอ่ยถามพี่ชายเมื่อเห็นอีกฝ่ายลุกจากเก้าอี้“ไปเ
“ใช่ เขาตายแล้ว เพราะแกทำให้เขาตาย”มีนาพูดอย่างโกรธเกรี้ยว“ฉันไม่ได้ทำให้เขาตาย เพราะฉันไม่เคยให้ความหวังอะไรกับเขา” นีสรีนพูดเสียงเรียบตอบกลับไป แม้จะเสียใจแต่เธอเก็บซ่อนเอาไว้ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป“เพราะแก นังนีสรีน”มีนาตรงเข้าจิกผมของอีกฝ่ายและดันไปที่ก้อนหินเพื่อจะโขกศีรษะนีสรีนหมายจะให้ตายคามือด้วยความแค้น“หยุดนะ” เนย์มาร์เข้ามาจับมือของมีนาเอาไว้ ก่อนจะผลักหญิงสาวออกไปมีนาโมโหจัด ลุกขึ้นแล้วหยิบมีดที่ซุกซ่อนอยู่จ้วงแทงนีสรีนหมายจะให้ตาย แต่เนย์มาร์เข้ามารับเอาไว้“โอ๊ย!”“เนย์มาร์!” ทุกคนตะลึงอย่างตกใจ นีสรีนรีบเข้าไปประคองชายหนุ่มเอาไว้อย่างเป็นห่วงและตกใจจนทำอันใดไม่แทบไม่ถูกมีนาผงะห่างมองเลือดที่ไหลออกมาจากรอยแผลที่มีดปักด้วยใบหน้าซีดเผือด“หยุดเถอะมีน ฉันจะให้เงินเธอไปตั้งตัว รีบไปเก็บของซะ ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าไม่เตือน หากจะทำร้ายลูกสาวฉันอีก เธอจะไม่ได้ไปดีๆ แน่ๆ”เสียงกัมปนาทของอูเซนทำให้มีนาชะงัก ส่ายหน้าไปมาด้วยความช็อก อูเซนยังใจดีเพราะคิดว่าอย่างไรก็เคยเป็นสามีภรรยากันหลังจากนั้นอูเซนรีบให้คนพาเนย์มาร์ส่งโรงพยาบาลโดยด่วน โดยมีนีสรีนตามไปด้วย กอดร่างชายหนุ่มไว้
“โอ๊ย! ปวดหัวจังเลยค่ะ โอ๊ย... คุณพี่” มีนาร้องโอดโอย“คุณเป็นอะไร” อูเซนหันมาถามภรรยาด้วยความเป็นห่วง ฟาตินสบตากับนีสรีนนิ่ง นีสรีนยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้มีนาชะงักงัน“เดี๋ยวให้คุณแม่บ้านพาน้ามีนไปพักนะคะ เราจะได้สอบสวนฟิรดากันต่อ...”“ให้ฟิรดาพาไปดีกว่าค่ะคุณพี่ คือว่ามีนอยากให้ฟิรดานวดขมับให้ด้วยค่ะ ปวดจนหมุนไปหมดแล้วค่ะ จะอาเจียนด้วยค่ะ” มีนาอ้อนสามี เอามือปิดปากทำท่าจะอาเจียนออกมาได้อย่างแนบเนียนอูเซนเป็นห่วงภรรยาอยู่มากแต่ปัญหายังเคลียร์ไม่เสร็จสิ้น...“ดีเหมือนกันค่ะ ให้ฟิรดาไปคิดก่อนว่า... ตอนนั้นตัวเองอยู่ที่ไหน”ฟาตินหันไปพยักหน้าเห็นด้วยกับมีนา นีสรีนหันมองญาติสาวก่อนจะนิ่งงันไป“แต่ฉันยังสอบสวนฟิรดาไม่เสร็จ”“ให้ฟิรดาพาคุณน้าไปพักเถอะค่ะ ดูสิ... หน้าซีดเผือดไปหมดแล้ว” นีสรีนพูดยิ้มๆ“หนูกับเนย์มาร์ไม่หายไปไหนหรอกค่ะ ฟิรดาก็ไม่หายไปไหน คุณพ่อใจเย็นๆ ก่อนนะคะ” นีสรีนอ้อนบิดา อูเซนจึงยอมใจอ่อน“เดี๋ยวผมจะให้คนไปตามหมอนะมีน” อูเซนหันไปบอกภรรยาด้วยความห่วงใย“โทรให้อัสดินมาดูอาการมีนก็ได้ค่ะ เขารักษามีนอยู่ประจำ รู้อาการมีนดี” มีนาเอ่ยบอกเสียงเบา ทำท่าจะลุกตามกา







