LOGINรอฮิมแสร้งถาม อยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะตอบว่ากระไร
เมื่อชวนคุยก็ผายมือเชื้อเชิญให้เธอรับประทานอาหารบนโต๊ะ ฟาตินกวาดสายตามองโต๊ะอาหารหรูอลังการ ทุกอย่างล้วนเป็นทองคำเหลืองอร่ามทั้งถ้วย จาน มีด ส้อม และช้อน จะยกเว้นก็เพียงแก้วเท่านั้นที่มิได้ทำจากทองคำ
“เพคะ หม่อมฉันมีเชื้อสายอาหรับ”
หญิงสาวตอบรับ หยิบมีดกับส้อมมาถือเอาไว้ เมื่อถูกเชื้อเชิญให้ทานสเต็กขาแกะเลิศรส ระหว่างทานอาหารสายตา อดจะเหลือบมองผนังตำหนักที่เป็นลวดลายวิจิตรงดงามเสียไม่ได้
ส่วนที่นั่งอยู่ ด้านบนเป็นโคมไฟสุดหรู ข้าวของทุกอย่างมีราคาแพง หากใครขโมยไปสักชิ้นคงจะขายกินสบายไปหลายเดือน
“แม่หรือพ่อของเธอล่ะ”
เขาชวนสนทนา ความเป็นกันเองของสุลต่านหนุ่มทำให้ฟาตินรู้สึกหายใจคล่องขึ้น คลายความอึดอัดไปได้มาก เขาชวนเธอคุยจนเธอเผลอไผลเกือบลืมภารกิจสำคัญไปโดยปริยาย
“บิดาเพคะ แต่ท่านสิ้นแล้วเมื่อตอนที่หม่อมฉันยังเล็กๆ”
เธอพูดเสียงแข็งขึ้นเมื่อเอ่ยถึงบิดา ก่อนจะจางหายไป หญิงสาวหลุบตาลงต่ำซ่อนอารมณ์โกรธเกลียดเอาไว้มิดชิด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นยิ้มแย้มอ่อนหวานอีกครั้งเมื่อปรับอารมณ์ได้แล้ว
“บิดาของเธอรึ เป็นคนชาติไหน หวังว่าคงไม่ใช่โอซาเนีย”
เขาแสร้งถามไปตามน้ำ ให้เธอปรุงสรรปั้นแต่งเรื่องราวเอาตามใจชอบ
ฟาตินสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนแย้มยิ้มพิมพ์ใจ รอฮิมยอมรับว่าหญิงสาวควบคุมอารมณ์ได้ดีเยี่ยม แต่เขายังสังเกตเห็น สายตาคู่นั้นที่มองเขาด้วยความเกลียดชัง
... สาเหตุมันคืออะไรกันนะ?
“มิใช่หรอกเพคะ บิดาของหม่อมฉันเป็นคนโซโมโรส”
เธอตอบเลี่ยงๆ นึกถึงประเทศใกล้เคียงขึ้นมาได้ทันควันเนื่องจากไม่ได้เตรียมตัวตอบคำถามเรื่องบิดามาก่อน ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงถามเรื่องบิดาเธอนัก คิดว่าเขาจะถามเรื่องเธอเสียมากกว่า
“โซโมโรสเช่นนั้นรึ”
สุลต่านหนุ่มนึกกระหวัดไปถึงอีซาเพื่อนรักที่มาร่วมงานเฉลิมฉลองครั้งนี้กับพระมเหสี
เขาหลุบตาลงหั่นสเต็ก ซ่อนแววตาบางอย่างเอาไว้ ก่อนเงยขึ้นสบกับหญิงสาวตรงหน้า
ต่างฝ่ายต่างเก็บงำอารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง ในตอนนี้ไม่ว่าใครคงมิกล้าผลีผลามเปิดเผยตัวตนและเปิดอกคุยกันดังเช่นคนรู้จัก
“เพคะฝ่าบาท แต่เพราะพ่อของหม่อมฉันสิ้นตั้งแต่เด็ก หม่อมฉันจึงย้ายไปอยู่กับคุณลุงที่ต่างประเทศหลายปี”
รอฮิมพยักหน้าแสร้งทำเป็นรับรู้ ทอดสายตามองหญิงสาวตรงหน้า เธอมีแววตาเย็นชานิ่งเฉยนัก แม้จะแย้มยิ้มให้เขา แต่ไม่ใช่รอยยิ้มที่สดชื่นแจ่มใสอย่างที่ควรจะเป็น
“ฉันถูกใจเธอมาก”
คำพูดตรงไปตรงมาของสุลต่านหนุ่มทำให้หญิงสาวชะงักมือที่กำลังจะยกสเต็กเข้าปาก เงยหน้ามองสบตาคมเข้มสีสนิมที่กำลังทอดมาหา เธอไม่คิดว่าเขาจะพูดตรงไปตรงมาเช่นนี้
เธอยังจำแววตาดุดันที่ชอบมองมายังเธอได้ในวัยเด็กได้ดี แม้ตอนนี้จะยังดุดันอยู่เช่นเดิม แต่มีแววปรารถนาซ่อนเร้นจนเธอสัมผัสได้
“ฝ่าบาทล้อหม่อมฉันเล่นหรือเพคะ”
เธอแสร้งถามก้มหน้าเขินอายแต่พองาม หัวใจเต้นรุนแรงจนนึกตำหนิตัวเองว่าเหตุใดจึงได้หวั่นไหวถึงเพียงนี้
... แต่ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ มันจะได้ง่ายในการที่เธอจะลงมือ หากเขาลุ่มหลงเธอ ฟาตินบอกตัวเอง ช้อนสายตามองเขาหวานหยด ริมฝีปากเผยอยิ้มยวน ดวงตาคมเข้มหลุบมองด้วยความรู้สึกร้อนรุ่มในอก อยากกระชากเธอมาจุมพิตให้สาแก่ใจ
“ฉันไม่เคยล้อเล่นกับใคร”
น้ำเสียงและแววตาจริงจังทำให้ฟาตินจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคมเพื่อหาความจริงใจ แม้จะหวั่นไหวแต่เธอปัดมันออกไป ย้ำว่าคนที่นั่งตรงหน้าคือฆาตกรฆ่าบิดา
“เป็นความกรุณายิ่งเพคะ”
เธอเอ่ยเสียงหวาน เมื่อเขาดูจริงใจ จริงจังจนเธอนึกแปลกใจ ด้วยฐานะนักแสดงชั่วข้ามคืนอย่างเธอคงยากยิ่งที่ใครจะคิดจริงจังด้วย
เธอยังเคยหวั่นว่าจะทำเช่นไรเพื่อหว่านเสน่ห์สุลต่านรอฮิม ได้เข้าประชิดตัวชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์ตรงหน้า แต่ทุกอย่างมันกลับง่ายดายกว่าที่คิดนัก
“เธอมีคนรักแล้วหรือยัง ถ้าฉันขอให้เธออยู่โอซาเนียก่อนจะได้ไหม เพื่อที่เราจะได้ทำความรู้จักกันให้มากกว่านี้”
สุลต่านหนุ่มเอ่ยขอ แม้ความจริงไม่จำเป็นสักนิด คนระดับเขาจะต้องการผู้หญิงสักคนไม่ใช่เรื่องยาก แต่หญิงสาวตรงหน้าแตกต่างออกไป
“หม่อมฉันยังไม่มีคนรักเพคะ เป็นความกรุณาอย่างยิ่งที่พระองค์ทรงให้เกียรติหม่อมฉันถึงเพียงนี้”
คำพูดยอมรับนั้นทำให้รอฮิมยิ้มบางเบา ยกน้ำชาขึ้นจิบแต่สายตากวาดมองไล้ร่างอรชรไม่วาง เหมือนจะกลืนกินเธอแทนอาหารรสเลิศที่ทานอยู่
“ฉันต้องการเธอคืนนี้”
คำขอตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมทำให้มีดกับส้อมในมือร่วงหล่นลง
“อุ๊ย!!! ขอประทานอภัยเพคะที่หม่อมฉันซุ่มซ่าม”
ฟาตินรีบขอโทษ ได้ยินเสียงหัวเราะชอบใจของเขา ต้องเม้มริมฝีปากแน่น นึกตำหนิตัวเองที่หวั่นไหวกับคนตรงหน้า
คนบ้า เล่นพูดตรงๆ แบบนี้ เธอทำอันใดไม่ถูกเหมือนกัน!
“ฉันไม่ถือหรอก แค่บอกให้เธอเตรียมตัวเท่านั้น”
ฟาตินนึกหมั่นไส้คน มีการบอกให้เตรียมตัวด้วย เหมือนเป็นการมัดมือชกชัดๆ แล้วเขาทำแบบนี้กับผู้หญิงคนอื่นด้วยหรือไม่นะ
“ฉันไม่เคยขอใครตรงๆ หรอก มีหญิงสาวมากมายยอมทอดกายให้ฉัน แต่เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ฉันรู้สึกชอบมากกว่าผู้หญิงทุกคน”
เขาพูดเหมือนรู้ว่าเธอกำลังคิดอันใดอยู่ เอากับเขาสิ!
เขาอยากผูกมัดเธอไว้ตลอดชีวิต …
“สเต็กขาแกะนี่ ฉันสั่งให้เขาทำต้อนรับเธอโดยเฉพาะเลยนะ หวังว่าเธอคงจะชอบ”
“เพคะ อร่อยมาก”
ฟาตินตอบตามตรง เขาเชื้อเชิญให้เธอทานซุป สลัด เนื้อย่างและอาหารอีกมากมายที่หญิงสาวคิดว่าคนสองคนไม่น่าจะทานหมด
หล่อนพยายามควบคุมตัวเองให้สงบนิ่งเสมอต้นเสมอปลาย เงยหน้าสบตาอีกฝ่ายทีไร เขากำลังมองเธออยู่ แม้มือจะตักอาหารเข้าปาก แต่สายตามองเธอไม่วางเหมือนสิ่งที่กำลังทานอยู่คือเธอไม่ใช่อาหารอร่อยมากมายบนโต๊ะตรงหน้า
ฟาตินขยับตัวอย่างอึดอัดเล็กน้อย เมื่อรู้สึกว่าอาหารที่ทานจะกลืนไม่ลงเอาเสียเลย จนต้องยกน้ำขึ้นดื่ม แต่กลับกลายเป็นว่าทำให้เขาคิดว่าเธออิ่มแล้ว
“รับขนมหวานก่อนสิ”
เขาเอ่ยขึ้น หลังจากยกผ้าขึ้นเช็ดริมฝีปากบางเบา ผายมือไปที่ขนมหวานมากมายอันได้แก่ มฮัลลเบยา* โอมอาลี** กุหลับ จามาน*** บาคลาวา**** และขนมหวานอีกมากมายที่เขาเป็นคนสั่งให้พ่อครัวทำต้อนรับเธอ
_____________________________________________
มฮัลลเบยา* (Mhallabeya) เป็นข้าวที่หุงให้มีความหวานนำมาแช่ในนมและน้ำตาล ซึ่งเป็นขนมหวานพื้นเมืองของตะวันออกกลาง
โอมอาลี** (Umm Ali) หากแปลตามตัวตามภาษาอารบิกแปลว่าคุณแม่ของอาลี มีความอร่อยและได้รับความนิยมมากเช่นกัน มีส่วนประกอบหลายอย่างเช่น ข้าว แป้ง นม น้ำตาล ผสมกันอยู่ในลักษณะซึ่งเป็นขนมอยู่ในถ้วย โอมอาลีได้รับความนิยมมากสำหรับคนอาหรับในตะวันออกกลาง
กุหลับ จามาน*** (Gulab Jamen) ก้อนขนมปังหวาน ขนมอันดับต้นๆ ของชาวอินเดีย ปกติแล้วมักทำขึ้นโดยใช้ครีมสองชั้นและราดด้วยน้ำเชื่อมเข้มข้น
บาคลาวา**** (Baklava) มีต้นกำเนิดจากจักรวรรดิอ็อตโตมัน ดินแดนเมโสโปเตเมีย และอาหรับ โดยขนมหวานชนิดนี้ทำขึ้นจาก การนำแป้งฟิลโลมาสอดไส้ไว้ด้วยถั่ว น้ำผึ้ง หรือน้ำเชื่อม
“ฉันไม่รู้ว่าเธอชอบรับประทานอะไร ที่สำคัญก็ไม่แน่ใจว่าชอบทานขนมพวกนี้หรือเปล่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบของหวาน เพราะกลัวอ้วน”
เขาเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าลังเลของหญิงสาว แต่เพราะเธอไม่รู้ว่าจะทานขนมจานไหนดี มากกว่าจะกลัวอ้วนอย่างที่สุลต่านหนุ่มเข้าใจ
“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท หม่อมฉันทานได้ทุกอย่าง แต่ไม่รู้ว่าจะเลือกทานอันไหนดี” เธอตอบตามตรง
แต่ละคำของเขาทำให้ฟารีดาหัวใจสั่นไหว ใครจะกล้าไปอาบน้ำกับเขากัน มือบางเริ่มแกะมือหนาที่รัดเอวบางไว้แน่นมากขึ้น แต่ยิ่งแกะยิ่งเหนียวแน่นจนเธอถึงกับหอบเหนื่อย“อะไรกันแค่นี้เหนื่อยแล้ว วันนี้ต้องออกกำลังกายอีกทั้งวัน” ฟารีดาตาโตแทบเป็นลมเมื่อได้ยินคำนั้น แค่เมื่อคืนที่เธอต้องรับเขาแทบทั้งคืนก็จะแย่อยู่แล้ว คนอะไรหื่นนัก“วันนี้เราต้องไปหาเสด็จย่า องค์สุลต่านและท่านพ่อนี่เพคะ” เธอหาทางเอาตัวรอด เขานิ่งคิดก่อนจะวางคางที่ไหล่มน“ไม่อยากไปเลย แต่ดีเหมือนกัน ไปให้จบๆ ซะ เราจะได้มีเวลาอยู่ด้วยกัน”“ทรงปล่อยก่อนเพคะ หม่อมฉันหิวแล้ว”เธอยกอาหารไปวางบนโต๊ะพยายามเบี่ยงกายหลบแต่ไม่พ้นเมื่อเขาตามติดมาสูดดมแก้มหอมๆ แล้วชิมอาหารฝีมือของภรรยาคนสวย“อร่อย” เขากระซิบบอกกดริมฝีปากกับแก้มนวลเพื่อเอ่ยชม ฟารีดาหน้าแดงซ่านหลบหลีกไปไหน เขาตามติดรุกไล่จนเธออ่อนใจรอฟัสพึงพอใจในตัวของภรรยา แม้เมื่อคืนเขาจะทำรุนแรงไปเพราะอารมณ์อยากเอาชนะ แต่เธอยังตื่นขึ้นมาเตรียมตัว เตรียมอาหารและให้นางทาสคอยเตรียมน้ำไว้ให้เขาอาบ ทำหน้าที่ภรรยาไม่ขาดตกบกพร่องภาพที่เจ้าชายรอฟัสรูปงามเดินตามภรรยาต้อยๆ เป็นภาพที่เหล่าบรรดานางทาสแอ
“อย่าดิ้นสิ โธ่เว้ย!” รอฟัสอารมณ์เสียยิ่งขึ้นที่นักรักอย่างเขาต้องขืนใจภรรยาตัวเอง ทำไมเขาไม่ใช้ชั้นเชิงที่เหนือกว่าเล้าโลมเธอเล่า นี่เขาบ้าไปแล้วหรือไง“อย่า... ไม่!” ฟารีดาดิ้นรนทุบตีไม่ยั้งอย่างตกใจ ร้องไห้สะอื้นจนตัวโยน“บอกว่าอย่าดิ้นไง” รอฟัสหงุดหงิด เขากอบกุมสะโพกสาวเอาไว้ยกขึ้นจากพื้นเตียงจนเธอล้มบนเตียง ก่อนจะกระแทกกายสอดประสานเข้าสู่กายสาวที่รัดรึงเขาทุกสัดส่วน“กรี๊ด!!!”ฟารีดากรีดร้องกระตุกเยือกเมื่อกายหนุ่มฝังลงมาหมดสิ้น ใบหน้าสวยหวานฟุบลงกับหมอนใบโต ร้องไห้สะอื้นเหมือนจะขาดใจ เธอแน่นิ่งไปหลับตาลงอย่างยอมรับชะตากรรม“ลืมตามองฉันเดี๋ยวนี้ฟารีดา” คนเผด็จการสั่ง หญิงสาวสะอื้นเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาปิดสนิทไม่อยากมองคนใจร้าย“ฉันบอกให้ลืมตายังไงเล่า” เขาพูดเสียงกร้าว ฟารีดากำจิกผ้าปูที่นอนแน่น เกร็งร่างไปทุกสัดส่วนด้วยความเสียใจ เธอไม่เหลืออะไรให้ภาคภูมิใจอีกแล้ว“ก็ได้ ดื้อใช่ไหม รู้จักคนอย่างฉันน้อยไปแล้ว”รอฟัสเริ่มขยับกาย ถอดกายออกเกือบสุดแล้วสอดประสานเข้าหาหนักหน่วงฟารีดาสะดุ้งเฮือกกายสาวหยัดตามติดด้วยความคับแน่น ริมฝีปากเม้มแน่นไม่เปล่งเสียงครางออกมา รอฟัสสอดมือเข้าใต้สะ
ดวงตาหม่นมัวด้วยไฟเสน่หา จ้องมองร่างงามแล้วซุกไซ้สูดดมความหอมกรุ่น กายหนุ่มสาวหลอมรวมเป็นหนึ่ง ก่อนที่จะจับจูงกันค้นพบความสุขแห่งรสเสน่หาพิธีอภิเษกสมรสของสุลต่านรอฮิมและคุณหนูฟาตินบุตรสาวอดีตผู้นำรัฐไบซาถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางความปลื้มปิติของพสกนิกรที่ประมุขของประเทศได้หญิงสาวที่เหมาะสมคู่ควรมาเคียงคู่บัลลังก์ของโอซาเนีย“จำได้ว่าท่านเคยล้อเราเมื่อปีที่แล้ว”สุลต่านอีซาและพระมเหสีทรงเสด็จมาร่วมงานฉลองมงคลสมรสของสหายรักกล่าวทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม“ท่านก็อย่าล้อเราไปเลย” รอฮิมหน้าแดงเล็กน้อยเมื่อโดนล้อกลับ“เห็นทีปีหน้าคงต้องงดให้นางรำมาเต้นเสียแล้ว” อีซาพูดพร้อมกับหัวเราะอย่างอารมณ์ดี“ทำไมเล่า” รอฮิมแสร้งถาม“เดี๋ยวคนข้างกายของเราและท่านจะว่าเอาได้ เพราะนางรำมาเต้นทีไร เป็นอันได้ชายาทุกที” เสียงหัวเราะของทั้งสองประสานกันลั่น“เดี๋ยวนี้ท่านกลัวเมียแล้วเหรอ” รอฮิมกระซิบถามสหายรัก อีซาได้แต่ยิ้มแล้วส่ายหน้าไปมา ก่อนหันไปสบตาหวานหยดกับภรรยาข้างกาย“นี่ของขวัญวันอภิเษกของท่าน หวังว่าท่านคงถูกใจ”อีซาตบบ่าของสหายรักก่อนที่จะจูงมเหสีคู่กายไปทรุดนั่งที่โต๊ะอาหารสำหรับรับรองแขกบ้าน
รอฟัสเอ่ยถามพี่ชายด้วยสายตาเป็นประกาย“ไม่มีอะไร”“แน่ใจหรือพ่ะย่ะค่ะ นึกว่าทรงอารมณ์ไม่ดีเพราะว่าเมียหาย”“รอฟัส!”“เจ้าพี่ หม่อมฉันตกใจหมดเลย”เจ้าชายอารมณ์ดีแสร้งยกมือขึ้นปิดหู“เรื่องฟารีดาพักไว้ก่อน ถ้าเจ้ายังขืนปากมาก”“ถึงเจ้าพี่ไม่จัดการให้ ท่านย่าก็ต้องจัดการให้ ท่านอยากได้ฟารีดามาเป็นหลานสะใภ้จะแย่อยู่แล้ว”“ถ้าพี่ไม่เห็นชอบ ย่าของเจ้าก็ช่วยไม่ได้”“ทรงขู่หม่อมฉันไปเถอะ ขนาดเจ้าพี่เอง ยังยอมลงให้ท่านย่าเลย”“พักนี้ไม่ค่อยเห็นลัยลาเลย ไปไหนก็ไม่รู้”รอฮิมเปลี่ยนเรื่อง ไม่อยากเถียงกับน้องชายอีก“ขลุกอยู่ตำหนักเสด็จย่าโน่น” รอฟัสบอกพี่ชาย“คงติดใจฟาติน”“ขนาดลัยลายังติดใจ ฮ่าๆๆ” รอฟัสหัวเราะร่วน“เข้าขากันดีเชียว ตั้งแต่ที่ฟาตินเข้ามาพักอยู่กับพี่ เคยเอ่ยขอฟาตินไปเป็นคนสนิทด้วยซ้ำ” รอฮิมเอ่ยบอกน้องชาย ส่ายหน้าไปมายิ้มๆ“แล้วเสด็จพี่ก็ไม่ยอมให้ว่าที่พี่สะใภ้ไปรับใช้ยัยตัวแสบ” รอฟัสเดา“ยอม... แต่เผอิญพี่ต้องพาฟาตินไปไบซา” รอฮิมบอกน้องชายยิ้มๆ“ข้ออ้าง” รอฟัสรู้ทัน“อย่ามารู้ดี” รอฮิมดุน้องชายที่กล้ามารู้ทันเขา“เจ้าพี่จะไปไหน” รอฟัสเอ่ยถามพี่ชายเมื่อเห็นอีกฝ่ายลุกจากเก้าอี้“ไปเ
“ใช่ เขาตายแล้ว เพราะแกทำให้เขาตาย”มีนาพูดอย่างโกรธเกรี้ยว“ฉันไม่ได้ทำให้เขาตาย เพราะฉันไม่เคยให้ความหวังอะไรกับเขา” นีสรีนพูดเสียงเรียบตอบกลับไป แม้จะเสียใจแต่เธอเก็บซ่อนเอาไว้ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป“เพราะแก นังนีสรีน”มีนาตรงเข้าจิกผมของอีกฝ่ายและดันไปที่ก้อนหินเพื่อจะโขกศีรษะนีสรีนหมายจะให้ตายคามือด้วยความแค้น“หยุดนะ” เนย์มาร์เข้ามาจับมือของมีนาเอาไว้ ก่อนจะผลักหญิงสาวออกไปมีนาโมโหจัด ลุกขึ้นแล้วหยิบมีดที่ซุกซ่อนอยู่จ้วงแทงนีสรีนหมายจะให้ตาย แต่เนย์มาร์เข้ามารับเอาไว้“โอ๊ย!”“เนย์มาร์!” ทุกคนตะลึงอย่างตกใจ นีสรีนรีบเข้าไปประคองชายหนุ่มเอาไว้อย่างเป็นห่วงและตกใจจนทำอันใดไม่แทบไม่ถูกมีนาผงะห่างมองเลือดที่ไหลออกมาจากรอยแผลที่มีดปักด้วยใบหน้าซีดเผือด“หยุดเถอะมีน ฉันจะให้เงินเธอไปตั้งตัว รีบไปเก็บของซะ ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าไม่เตือน หากจะทำร้ายลูกสาวฉันอีก เธอจะไม่ได้ไปดีๆ แน่ๆ”เสียงกัมปนาทของอูเซนทำให้มีนาชะงัก ส่ายหน้าไปมาด้วยความช็อก อูเซนยังใจดีเพราะคิดว่าอย่างไรก็เคยเป็นสามีภรรยากันหลังจากนั้นอูเซนรีบให้คนพาเนย์มาร์ส่งโรงพยาบาลโดยด่วน โดยมีนีสรีนตามไปด้วย กอดร่างชายหนุ่มไว้
“โอ๊ย! ปวดหัวจังเลยค่ะ โอ๊ย... คุณพี่” มีนาร้องโอดโอย“คุณเป็นอะไร” อูเซนหันมาถามภรรยาด้วยความเป็นห่วง ฟาตินสบตากับนีสรีนนิ่ง นีสรีนยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้มีนาชะงักงัน“เดี๋ยวให้คุณแม่บ้านพาน้ามีนไปพักนะคะ เราจะได้สอบสวนฟิรดากันต่อ...”“ให้ฟิรดาพาไปดีกว่าค่ะคุณพี่ คือว่ามีนอยากให้ฟิรดานวดขมับให้ด้วยค่ะ ปวดจนหมุนไปหมดแล้วค่ะ จะอาเจียนด้วยค่ะ” มีนาอ้อนสามี เอามือปิดปากทำท่าจะอาเจียนออกมาได้อย่างแนบเนียนอูเซนเป็นห่วงภรรยาอยู่มากแต่ปัญหายังเคลียร์ไม่เสร็จสิ้น...“ดีเหมือนกันค่ะ ให้ฟิรดาไปคิดก่อนว่า... ตอนนั้นตัวเองอยู่ที่ไหน”ฟาตินหันไปพยักหน้าเห็นด้วยกับมีนา นีสรีนหันมองญาติสาวก่อนจะนิ่งงันไป“แต่ฉันยังสอบสวนฟิรดาไม่เสร็จ”“ให้ฟิรดาพาคุณน้าไปพักเถอะค่ะ ดูสิ... หน้าซีดเผือดไปหมดแล้ว” นีสรีนพูดยิ้มๆ“หนูกับเนย์มาร์ไม่หายไปไหนหรอกค่ะ ฟิรดาก็ไม่หายไปไหน คุณพ่อใจเย็นๆ ก่อนนะคะ” นีสรีนอ้อนบิดา อูเซนจึงยอมใจอ่อน“เดี๋ยวผมจะให้คนไปตามหมอนะมีน” อูเซนหันไปบอกภรรยาด้วยความห่วงใย“โทรให้อัสดินมาดูอาการมีนก็ได้ค่ะ เขารักษามีนอยู่ประจำ รู้อาการมีนดี” มีนาเอ่ยบอกเสียงเบา ทำท่าจะลุกตามกา







