Masuk
เปลวเพลิงเลียเลียแผ่นฟ้าจนกลายเป็นสีเลือด ควันไฟสีดำขโมงบดบังแสงสุดท้ายของดวงตะวันจนมิด กลิ่นไหม้ กลิ่นฝุ่น และกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอยู่ในอากาศจนน่าสะอิดสะเอียน เสียงกรีดร้องโหยหวนและเสียงประดาบดังสะท้อนแว่วมาจากทั่วทุกสารทิศ
นครหลวงอันรุ่งเรืองแห่งแคว้นอวิ๋นฮวา บัดนี้ไม่ต่างจากนรกบนดิน
ณ ศูนย์กลางของความพินาศนั้นคือท้องพระโรงใหญ่ที่เคยโอ่อ่าสง่างาม บัดนี้เสาหยกสลักลายมังกรหักโค่นลงมาครึ่งหนึ่ง ม่านปักลายบุปผชาติถูกไฟไหม้จนหงิกงอเป็นเถ้าถ่าน บัลลังก์หงส์ทองคำที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ บัดนี้กลับหมองคล้ำด้วยเขม่าควันและรอยเลือด
ท่ามกลางซากปรักหักพังนั้น ร่างระหงในอาภรณ์สีแดงเพลิงอันเป็นชุดพระราชพิธีเต็มยศยังคงยืนหยัดอย่างทระนง แม้ชายแขนเสื้อที่ปักดิ้นทองอย่างวิจิตรจะเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินและรอยเลือด ผมยาวสลวยที่เคยประดับด้วยปิ่นหยกและไข่มุกเลอค่า บัดนี้กลับหลุดลุ่ยลงมาปรกใบหน้างามล่มเมืองที่ซีดเผือด
องค์หญิงมู่ตาน...รัชทายาทองค์สุดท้ายแห่งอวิ๋นฮวา
ในมือนางกำกริชสั้นประจำพระองค์ไว้แน่น ดวงตารูปทรงเมล็ดซิ่งที่เคยทอประกายสดใส บัดนี้กลับนิ่งสงบและเย็นชาดุจน้ำในบ่อลึกยามราตรี นางไม่ได้ร่ำไห้ ไม่ได้หวาดกลัว มีเพียงความว่างเปล่าที่รอคอยชะตากรรมสุดท้าย
ปัง!
บานประตูใหญ่ที่เหลือรอดอยู่เพียงครึ่งเดียวถูกถีบออกอย่างแรงจนพังกระจาย ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีดำทะมึนก้าวผ่านธรณีประตูเข้ามา แผ่นเกราะทุกชิ้นอาบชโลมไปด้วยเลือดศัตรูจนแทบมองไม่เห็นสีเดิม ด้านหลังของเขาคือเปลวไฟจากเมืองที่กำลังลุกไหม้ ทำให้เงาของเขาทอดยาวเข้ามาในท้องพระโรงราวกับพญามัจจุราช
แม่ทัพพยัคฆ์หลี่เฉียง...ผู้พิชิตแห่งแคว้นเทียนหู่
ตามติดเข้ามาคือร่างสูงโปร่งที่เคลื่อนไหวได้เงียบเชียบกว่า บุรุษผู้นี้สวมชุดเกราะหนังสีน้ำตาลเข้มที่ดูคล่องตัว แม้บนใบหน้าหล่อเหลาและเสื้อผ้าจะมีร่องรอยการต่อสู้ แต่กลับดูสะอาดยิ่งกว่าพยัคฆ์ร้ายที่เดินนำหน้า สายตาของเขาคมกริบดุจเหยี่ยว กวาดมองไปทั่วท้องพระโรงอย่างประเมินสถานการณ์ ก่อนจะหยุดลงที่ร่างสตรีที่สง่างามที่สุดที่ยืนอยู่เพียงลำพัง
จอมยุทธ์เหยี่ยวอิงเฟิง...น้องรองร่วมสาบานและเงาของแม่ทัพใหญ่
“หึ...ในที่สุดก็ได้ยลโฉมองค์หญิงแห่งแคว้นล่มสลายเสียที” น้ำเสียงของหลี่เฉียงห้าวและหยาบกร้าน กังวานไปทั่วห้องโถงที่เงียบงัน เขาเดินย่ำผ่านเศษซากเข้ามาอย่างไม่แยแส สายตาจับจ้องมู่ตานราวกับราชสีห์มองลูกกวาง
มู่ตานเชิดใบหน้าขึ้น สบตากับดวงตาอันดุดันนั้นอย่างไม่เกรงกลัว “ข้าคือมู่ตาน รัชทายาทแห่งอวิ๋นฮวา แม้นครจะสิ้น แต่ศักดิ์ศรีข้ายังอยู่”
น้ำเสียงของนางเรียบสนิท แต่กลับแฝงความคมคายที่ทำให้หลี่เฉียงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ศักดิ์ศรีรึ ของพรรค์นั้นมันกินได้เสียที่ไหนกันองค์หญิง สิ่งเดียวที่ท่านมีค่าในตอนนี้ คือร่างกายและความงามที่เล่าลือกันนักหนาต่างหาก!”
เขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง สูงใหญ่จนบดบังแสงสุดท้ายจากภายนอกจนหมดสิ้น กลิ่นอายคาวเลือดและจิตสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างของเขารุนแรงจนน่าหายใจไม่ออก
“โยนกริชนั่นทิ้งเสีย แล้วคุกเข่าลงซะ บางทีข้าอาจจะเมตตาให้ท่านได้ตายอย่างสบายขึ้นมาหน่อย” เขาออกคำสั่ง
“คนของอวิ๋นฮวา ยืนตายไม่คุกเข่าขอชีวิต” นางสวนกลับทันควันทันที ปลายนิ้วที่กำกริชอยู่ขาวซีด
แววตาของหลี่เฉียงที่กำลังวาวโรจน์ด้วยความขบขันชะงักงันไปชั่วลมหายใจ ภาพของสตรีอีกผู้หนึ่งในอดีต ผู้มีแววตาแข็งกร้าวไม่ยอมแพ้เช่นเดียวกันนี้ ได้แวบผ่านเข้ามาในมโนสำนึก ก่อนที่มันจะถูกแทนที่ด้วยความเกรี้ยวกราดที่รุนแรงกว่าเดิม ความแข็งแกร่งที่เขาเคยปกป้องไว้ไม่ได้ บัดนี้มันกลับมาปรากฏตรงหน้าในร่างของศัตรู
“ปากดี!” เขาคำราม แววตาที่ขบขันได้หายไปโดยสิ้นเชิง เหลือเพียงโทสะที่เย็นเยียบ
หมับ!
มือใหญ่ในถุงมือหนังคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของนางอย่างรวดเร็วและรุนแรงราวคีมเหล็ก แรงบีบมหาศาลทำให้นางต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด กริชในมือร่วงหล่นลงสู่พื้นเสียงดังเคร้ง!
“ท่านพี่” อิงเฟิงที่เงียบอยู่นานเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก น้ำเสียงของเขาราบเรียบและเยือกเย็น ไม่ได้เป็นการท้วงติง แต่เป็นการ “เตือนสติ”
‘อย่าได้ทำลายของล้ำค่าชิ้นนี้ด้วยโทสะโง่เขลาของท่าน...’ เขาคิดในใจ
“นางเป็นถึงองค์หญิงรัชทายาท”
นี่ไม่ใช่คำร้องขอความเมตตา แต่คือการย้ำเตือนถึง มูลค่า ของนาง
“หึ! องค์หญิงที่ไม่มีแคว้นให้ปกครองอีกต่อไปแล้ว!” หลี่เฉียงตวาดกลับโดยไม่หันไปมอง เขากระชากร่างของมู่ตานเข้ามาใกล้จนใบหน้าแทบชิดกัน “จำไว้เสียแต่บัดนี้ เจ้าไม่มีศักดิ์ศรีอะไรทั้งนั้น เจ้าเป็นแค่เชลย เป็นของรางวัลจากชัยชนะของข้า!”
มู่ตานไม่แม้แต่จะกรีดร้อง นางเพียงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา แววตาที่สั่นไหวเล็กน้อยจากความเจ็บปวด แต่ส่วนลึกกลับยังคงทระงงและลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความเกลียดชัง
สายตาของอิงเฟิงจับจ้องภาพนั้นไม่วางตา แต่สายตาของเขาแตกต่างจากพี่ชายโดยสิ้นเชิง
หลี่เฉียงมองนางราวกับราชสีห์ที่มองเห็นลูกกวาง แต่อิงเฟิงกำลังมองนางราวกับพญาเหยี่ยวที่ได้ค้นพบพญาหงส์ท่ามกลางกองเถ้าถ่าน
เขาไม่ได้มองความงามของนาง และไม่ได้มองแค่แววตาที่ไม่ยอมแพ้ แต่เขากำลังประเมินค่านางทั้งร่าง ตั้งแต่ท่วงท่าที่ยังคงสง่างามแม้อยู่ในความพินาศ น้ำเสียงที่ยังคงความคมคายแม้อยู่ในฐานะเชลย ไปจนถึงสติปัญญาที่ฉายชัดออกมาจากแววตาคู่นั้น
'ไม่ใช่แค่ความงาม แต่คือสายเลือด คือความทระนงแห่งราชันย์ คือสติปัญญาที่ยังคงต่อสู้แม้จะสิ้นไร้ทุกสิ่ง' เขาคิดในใจ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่เย็นเยียบ
นี่ไม่ใช่แค่ของกำนัลอย่างที่พี่ชายเขาคิด แต่นี่คืออาวุธที่สมบูรณ์แบบที่สุด...
เขาพบแล้ว สตรีผู้คู่ควรที่จะได้ยืนเคียงข้างเขา ในวันที่เขาได้ครอบครองทุกสิ่งทุกอย่าง
เขาพบคนที่จะมายืนเคียงคู่เขาแล้ว...
หลี่เฉียงแสยะยิ้มอย่างพึงพอใจในชัยชนะ ก่อนจะผลักร่างนางออกอย่างไม่ไยดี แล้วหันไปออกคำสั่งกับทหารที่ตามเข้ามา
“จับตัวนางไปที่ค่าย! ล่ามโซ่ไว้ให้ดี อย่าให้คลาดสายตา” เขามองเหยียดไปยังร่างที่ทรุดลงไปกับพื้น “นางคือของกำนัลชิ้นงามที่สุดจากสงครามครั้งนี้ และข้าจะใช้เวลาค่อย ๆ แกะของกำนัลชิ้นนี้เอง”
ทหารสองนายก้าวเข้ามาจับแขนของมู่ตานคนละข้างแล้วกระชากให้ลุกขึ้น นางไม่ได้ดิ้นรนขัดขืนอีกต่อไป เพียงแต่ปรายสายตาเย็นเยียบมองตรงไปยังสองพี่น้องผู้พิชิต เป็นสายตาที่สลักลึกลงไปในใจของพวกเขาทั้งสอง
สายตาที่บอกว่านี่ยังไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของสงครามครั้งใหม่ต่างหาก
กลิ่นหอมของดอกเหมยยามเช้าลอยอบอวลไปทั่วห้องนอนในเรือนพยัคฆ์คำราม แสงแดดอ่อนๆ ส่องผ่านม่านโปร่งแสงเข้ามากระทบใบหน้าของหลี่เฉียงที่นั่งพิงหัวเตียงด้วยท่าทางอ่อนเพลีย ใบหน้าคมคายซีดเซียว ขอบตาดำคล้ำเล็กน้อยจากการแสร้งอดนอน แต่ทว่าแววตาคู่คมกริบนั้นกลับตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เขากำลังหลับตาฟังเสียงดนตรี แต่หูกลับคอยดักฟังความเคลื่อนไหวภายนอกห้อง ตรงมุมห้องมู่ตานนั่งสงบนิ่งอยู่หลังพิณเหลียนซิน นิ้วเรียวงามดุจลำเทียนกรีดกรายไปบนสายไหมสีเงิน บรรเลงเพลงทำนองหวานซึ้งตรึงใจราวกับสตรีที่กำลังตกอยู่ในห้วงรัก ทว่าหากสังเกตให้ดี ริมฝีปากอิ่มสีชาดกลับเม้มแน่นเป็นเส้นตรง และดวงตาคู่สวยไม่ได้ยิ้มไปกับเพลง ใจของนางกำลังจดจ่ออยู่กับแผนการที่เพิ่งตกลงกับหลี่เฉียงเมื่อวาน นางรู้ดีว่าความสงบเงียบนี้เป็นเพียงคลื่นใต้น้ำ อิงเฟิงจะไม่หยุดแค่นี้ และนางต้องเตรียมรับมือกับก้าวต่อไปของเขา ตึง...ตึง...&nbs
บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมจันทร์เสี้ยวยังคงคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายของความเสื่อมโทรมและอันตรายเช่นเคย กลิ่นสุราหมักราคาถูก กลิ่นเนื้อย่างไหม้เกรียม และกลิ่นเหงื่อไคลของเหล่านักเลงหัวไม้ที่มาชุมนุมกันสร้างความรู้สึกอึดอัดกดดันให้กับผู้มาเยือน ทว่าในห้องรับรองพิเศษชั้นสองที่ปิดมิดชิด บรรยากาศกลับหนาวเหน็บยิ่งกว่าด้านนอก อิงเฟิงในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มที่ดูเรียบง่ายแต่เนื้อผ้ามีราคานั่งสงบนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่าคร่ำคร่า มือข้างหนึ่งหมุนจอกสุราดินเผาเล่นอย่างใจเย็น ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายแต่แฝงรังสีสังหารที่ทำให้แมลงวันยังไม่กล้าบินผ่าน ตรงข้ามเขาคือบุรุษร่างยักษ์ที่มีรูปลักษณ์แตกต่างจากชาวฮั่นโดยสิ้นเชิง ชายผู้นั้นสวมเสื้อกั๊กทำจากหนังหมาป่า เผยให้เห็นกล้ามเนื้อแขนที่เป็นมัด ๆ และเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการสู้รบ ผมหยิกหยักศกถูกถักเป็นเปียเล็ก ๆ หลายเส้นประดับด้วยกระดูกสัตว์ ใบหน้าคมเข้มมีหนวดเคราครึ้ม และดวงตาสีน้ำตาลอ่
ฉึก! ปลายมีดสั้นคมกริบปักลงบนแผนที่หนังสัตว์ที่กางอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์อย่างแม่นยำ ปลายคมเจาะทะลุตำแหน่งด่านอุดรจนมิดด้าม ราวกับเจ้าของมีดต้องการจะระบายความแค้นที่สุมอยู่ในอก หรือประกาศอิสรภาพจากพันธนาการที่มองไม่เห็น อิงเฟิงถอนมือกลับมาช้า ๆ นัยน์ตาหงส์ที่มักจะฉายแววสุภาพอ่อนโยน บัดนี้กลับมืดมิดและลึกล้ำดุจหุบเหวไร้ก้น เขาจ้องมองรอยขาดบนแผนที่ด้วยความพึงพอใจที่เย็นยะเยือก แสงเทียนในห้องหนังสือสาดส่องใบหน้าด้านข้างของเขาให้ดูคมสันและน่าเกรงขามราวกับรูปสลักหยกที่เปื้อนเลือด เขาไม่ได้กำลังวางแผนรบเพื่อปกป้องบ้านเมืองตามหน้าที่ของกุนซือผู้ปราดเปรื่อง แต่เขากำลังวางแผนที่จะเปิดประตูให้หายนะคืบคลานเข้ามา กุกกัก... เสียงขูด
หลี่เฉียงกลับมาถึงเรือนพยัคฆ์คำรามทางช่องทางลับเดิม เขาโผล่ออกมาในห้องนอนด้วยสภาพเนื้อตัวเปื้อนฝุ่นและใยแมงมุม เสี่ยวเหลียนที่เฝ้าอยู่หน้าห้องรีบส่งสัญญาณเคาะประตูเบา ๆ บอกมู่ตานว่าทางสะดวก ก่อนจะกลับไปยืนเฝ้ายามต่อ มู่ตานรีบวิ่งเข้ามาหาหลี่เฉียงพร้อมผ้าชุบน้ำสะอาด “ท่านแม่ทัพ! ท่านกลับมาแล้ว เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ได้เรื่องหรือไม่” หลี่เฉียงรับน้ำชาจากนางมาดื่มรวดเดียวหมดถ้วย ก่อนจะเล่าสิ่งที่เขาพบในคลังสินค้าให้ฟังจนหมดเปลือก “ดอกโบตั๋นพันมังกร...” มู่ตานทวนคำ สีหน้าของนางเคร่งเครียดขึ้นทันตา “ข้าเคยได้ยินชื่อราชครูหวังผู้นี้ตอนที่ยังอยู่ที่แคว้นอวิ๋นฮวา เขาเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงและโหดเหี้ยม ว่ากันว่าเขามีกองกำลังนักฆ่าส่วนตัว
“ข้าเคยคิดว่าเขาทำไปเพราะความริษยา หรืออยากครอบครองอำนาจ...” หลี่เฉียงเอ่ยเสียงลอดไรฟัน “แต่การวางยาให้พี่ชายตัวเองค่อย ๆ เป็นบ้าและตายอย่างทรมานเช่นนี้ มันเกินกว่าคำว่าริษยาไปมาก มันคือความเกลียดชัง” “คนบางคน ซ่อนคมมีดไว้ในรอยยิ้มได้แนบเนียนกว่าพยัคฆ์ซ่อนเล็บเจ้าค่ะ” มู่ตานเดินเข้ามานั่งลงข้างเขา วางมือบางลงบนหลังมือที่กำแน่นของเขาเพื่อให้คลายลง “ตอนนี้เขายังไม่รู้ว่าท่านรู้ตัวแล้ว และยังคิดว่ายาของเขาได้ผล เราต้องใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์” “ใช่” หลี่เฉียงผ่อนลมหายใจ “ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าเขาร่วมมือกับใคร ลำพังอิงเฟิงคนเดียว ไม่มีทางหาสมุนไพรพิษหายากพวกนี้มาได้ในปริมาณมหาศาลตลอดสิบปี โดยไม่ทิ้งร่องรอยทางการเงิน” “แล้วท่านจะทำอย่างไรเจ้าคะ” หลี่เฉียงลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่าง แง้มบานห
สายลมหนาวพัดกรรโชกหวีดหวิวผ่านช่องหน้าต่างไม้แกะสลัก นำพาความเย็นเยียบของหิมะที่เริ่มละลายแทรกซึมเข้ามาในเรือนพยัคฆ์คำราม บรรยากาศภายในเรือนใหญ่อันโอ่อ่าของแม่ทัพผู้เกรียงไกรในวันนี้กลับดูหม่นหมองและอึมครึมราวกับถูกเมฆหมอกแห่งความตายปกคลุม เพล้ง! เสียงถ้วยกระเบื้องแตกกระจายดังก้องกังวานไปทั่วห้องนอน ตามมาด้วยเสียงตวาดเกรี้ยวกราดที่ทำให้บ่าวไพร่และสาวใช้ที่คุกเข่าอยู่หน้าห้องต่างพากันตัวสั่นงันงก “เอามันออกไป! ข้าไม่กิน! พวกเจ้าคิดจะวางยาข้าหรือไง!” ร่างสูงใหญ่ของหลี่เฉียงนั่งอยู่บนตั่งเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิง นัยน์ตาสีอำพันที่เคยคมกริบดุจพญาเสือบัดนี้กลับดูแดงก่ำและขุ่นมัว เขาชี้มือไปที่ถ้วยยาที่หกกระจายอยู่บนพื้น น้ำยาสีดำข้นส่งกลิ่นฉุนจัดไหลนองเปรอะเปื้อนพรมขนสัตว์ราคาแพง&nbs







