LOGINเมื่อผ้าขนหนูเลื่อนต่ำลงมาถึงร่องอก นิรินก็เริ่มหายใจติดขัด เธอเผลอยกมือขึ้นกำขอบผ้าห่มไว้แน่น หน
เขาคาดหวังว่าการสัมผัสที่ใกล้ชิดจะทำให้ความดื้อดึงของเธออ่อนลง คาดหวังว่าเธอจะทุบตีเขา ด่าทอเขา หรืออย่างน้อยก็ต้องดิ้นรนขัดขืนเหมือนที่ผู้หญิงทั่วไปทำเวลาถูกบังคับกอดแต่นิรินกลับไม่ทำแบบนั้นวินาทีที่อ้อมแขนของเขารัดแน่นรอบตัวเธอ ร่างกายของนิรินกลับแข็งทื่อราวกับท่อนไม้ เธอไม่ได้ผลักเขาออก ไม่ได้ยกมือขึ้นต่อต้าน และไม่ได้พยายามดันแผงอกของเขาให้ถอยห่างหญิงสาวทิ้งแขนทั้งสองข้างไว้ข้างลำตัวอย่างคนไร้ชีวิตจิตใจ ปล่อยให้เขากอดรัดตามอำเภอใจ ใบหน้าซีดเซียวของเธอเบือนหนีไปทางอื่น ไม่ยอมสบตากั
"ผลเลือดของเธอจะออกตอนบ่าย" อารัญเริ่มต้นบทสนทนาด้วยน้ำเสียงราบเรียบติดจะห้วนกระด้าง พยายามใช้เรื่องการรักษามาเป็นข้ออ้างในการเข้าหา "ถ้าค่าโพแทสเซียมยังไม่ดีขึ้น ฉันจะสั่งปรับยาเพิ่ม"นิรินไม่ตอบรับในทันที เธอค่อยๆ แกะพลาสเตอร์ที่ปิดรอยเจาะเลือดออก นำสำลีไปทิ้งในถังขยะใบเล็กข้างเตียง ก่อนจะหันกลับมานั่งหลังตรง"รับทราบค่ะ คุณหมอ"สรรพนามนั้นกรีดลึกลงบนความรู้สึกของอารัญ น้ำเสียงของเธอปราศจากอารมณ์โกรธเกรี้ยว มีเพียงความแห้งแล้งและเหินห่างจนสัมผัสได้ บ่งบอกถึงกา
แสงแดดอ่อนๆ ของเช้าวันใหม่สาดส่องผ่านรอยแยกของผ้าม่านทึบแสงเข้ามาภายในห้องนอนกว้างขวาง ทาบทับลงบนพื้นพรมขนสัตว์สีเทาเข้ม ทว่าความสว่างไสวภายนอกกลับไม่สามารถแทรกซึมผ่านบรรยากาศหนักอึ้งที่ปกคลุมอยู่ภายในเพนต์เฮาส์แห่งนี้ได้เลยนิรินนั่งนิ่งอยู่บนขอบเตียงคิงไซส์ แผ่นหลังบอบบางตั้งตรง แขนทั้งสองข้างวางประสานกันไว้บนตักอย่างเรียบร้อย หญิงสาวสวมชุดเสื้อเชิ้ตสีเทาตัวโคร่งและกางเกงขายาวที่คินเคยนำมาให้เปลี่ยนเมื่อหลายวันก่อน ผมสีดำสนิทถูกรวบผูกไว้ด้านหลังอย่างลวกๆ ใบหน้าซีดเซียวปราศจากเครื่องสำอางนิ่งสนิท ไร้ซึ่งร่องรอยของความหวาดกลัว ความสับสน หรือแม้แต่ความเสียใจเธอไม่ได้ร้องไห้อีกต่อไปแล้วหลังจากเหตุการณ์เมื่อคืนน้ำตาหยดสุดท้ายเหือดแห้งไปพร้อมกับความคาดหวังลมๆ แล้งๆ ที่เคยเผลอสร้างขึ้นมา คำพูดที่ตรงไปตรงมาและโหดร้ายของผู้ชายคนนั้น ทำหน้าที่เป็นดั่งค้อนปอนด์ที่ทุบทำลายความรู้สึกของเธอจนแหลกละเอียด มันสอนให้เธอตระหนักถึงสถานะที่แท้จริงของตัวเองอย่างถ่องแท้'หน้าที่ของเธอคือทำตัวเป็นคนไข้โง่ๆ บนเตียง! กินยา แล้วก็หุบปากซะ'ประโยคคำสั่งนั้นยังคงดังก้องอยู
"อยากเสนอตัวไปตายเพื่อโชว์ความเสียสละนักใช่ไหม!" อารัญคำรามเสียงต่ำลอดไรฟัน นัยน์ตาของมัจจุราชแผดเผาลงมาด้วยความโกรธจัดที่ทะลุขีดจำกัด "เธอคิดว่าชีวิตของเธอมีสิทธิ์เลือกอะไรได้เองตั้งแต่เมื่อไหร่ นิริน!"เขาก้มลงมาประชิดใบหน้าของเธอ มือใหญ่คว้าเข้าที่ปลายคางเรียวเล็ก ออกแรงบีบจนนิรินต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด"ฉันคือคนที่ดึงเธอขึ้นมาจากความตาย ฉันคือเจ้าของลมหายใจของเธอ!" เขาย้ำสถานะอย่างดุดัน ไร้ซึ่งความทะนุถนอมเหมือนเมื่อเช้า "การที่ฉันเก็บเธอไว้ ไม่ได้แปลว่าเธอมีสิทธิ์มาแส่รู้เรื่องการจัดการของฉัน หรือมีสิทธิ์มาตัดสินใจว่าจะอยู่หรือจะไป!"
"ตอน... ตอนบ่าย รินได้ยินเสียงรถขับเข้ามาเยอะมาก..." เธอหลุบตาลงมองมือตัวเอง ไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ "รินเลยเดินออกไปตรงริมระเบียงชั้นลอย... แอบมองลงไปข้างล่าง"ความจริงที่หลุดออกจากปากของนิริน ทำเอาเส้นประสาทของอารัญกระตุกวาบ โทสะที่ซุกซ่อนอยู่ในอกปะทุขึ้นมาอย่างรวดเร็ว"เธอแอบฟังฉันคุยกับลุงเสือ" อารัญสรุปความด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม ลมหายใจของเขาหนักหน่วงขึ้น รังสีอำมหิตแผ่กระจายออกมา"รินไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังนะคะ รินแค่กังวล..." นิรินรีบเงยหน้าขึ้นอธิบาย สองมือเล็กยกขึ้นมาปฏิเสธพัลวัน "รินแค่ได้ยินว่าเขาต้องการตัวริน...""ฉันสั่งเธอว่ายังไง นิริน!"อารัญตวาดลั่น เสียงของเขาดังก้องไปทั่วโซนนั่งเล่นจนคนฟังสะดุ้งเฮือก ร่างสูงใหญ่ลุกพรวดขึ้นจากโซฟา ยืนตระหง่านค้ำคอผู้หญิงที่กำลังนั่งตัวสั่นอยู่เบื้องล่าง ความเหนื่อยล้าจากปัญหาภายนอกผสมปนเปไปกับความโกรธที่คนตรงหน้าบังอาจฝ่าฝืนคำสั่งขั้นเด็ดขาดของเขา"ฉันบอกให้อยู่แต่ในห้อง ห้ามก้าวออกไปไหนเด็ดขาด! แต่เธอกลับกล้าเดินออกไปสอดรู้สอดเห็นเรื่องข้างล่างงั้นเหรอ!" เขาชี้หน้าเธอด้วยความโมโห "เธอคิดว่าการที
เขาไม่ได้กลับขึ้นมาเพียงลำพัง คินเดินตามหลังเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสารสองสามแฟ้มในมือ บอดี้การ์ดหนุ่มมีสีหน้าเรียบตึงไม่ต่างจากเจ้านาย"ส่งรายงานความเสียหายของโกดังท่าเรือมาให้ฉันคืนนี้" อารัญหันไปสั่งงานลูกน้องเสียงห้วนกระด้าง ขณะดึงเนกไทออกจากคอแล้วโยนทิ้งพาดไว้บนพนักเก้าอี้บาร์ "แล้วสั่งให้พวกไอ้เชิดไปสแตนด์บายที่โกดังย่อย เผื่อพวกสภามันเล่นตุกติกส่งคนไปป่วนอีก""รับทราบครับนาย" คินรับคำสั่ง วางแฟ้มเอกสารลงบนเคาน์เตอร์บาร์ "เรื่องสายสืบที่นายให้ตามประกบรถของลุงเสือ...""เอาไว้ก่อน" อารัญยกมือขึ้นห้าม ตัดบทลูกน้องอย่างรวดเร็วเมื่อสายตาของเขาตวัดมาเห็นร่างบอบบางที่นั่งหดตัวอยู่บนโซฟาในโซนนั่งเล่น "แกออกไปได้แล้ว ไปจัดการเรื่องที่สั่งให้เรียบร้อย"คินค้อมศีรษะรับคำสั่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากเพนต์เฮาส์ไปอย่างรู้หน้าที่ เมื่อประตูบานหนาปิดลง อารัญก็พรูลมหายใจออกทางจมูกหนักๆ เขายกมือขวาขึ้นบีบนวดสันจมูกของตัวเองเพื่อขับไล่อาการปวดหัวไมเกรนที่เริ่มก่อตัวจากการปะทะคารมกับพวกสภามาเฟียชายหนุ่มเดินตรงเข้ามาในโซนนั่งเล่น กวาดสายตามองนิรินที่ยังคงนั่งกอดเข่า







