LOGIN“มีอะไรมน” เอมอรเงยหน้าจากเอกสารกองโตที่กำลังทำหันมาถาม
“เอ็มมี่มันชวนไปตลาดนัดหลังมออะ” พร้อมกับที่มือหยิบของที่ซื้อมาเก็บเข้าที่ “ไปด้วยกันมั้ย”
“ไม่ละ แกไปกับมันเถอะ”
“เอาอะไรไหมล่ะ”
“ซื้อมาเถอะ กินหมดแหละ” พลางหยิบเงินในกระเป๋าสตางค์ยื่นให้สองร้อย
มณีมณฑน์หยิบกระเป๋ากับมือถือมาแล้วรีบเดินไปหน้าปากซอย กลัวว่าฐาปกรณ์จะมาถึงแล้ว และก็เป็นเช่นนั้น เมื่อคุณเธอกำลังเก๊กหล่อยืนมือล้วงกระเป๋า มืออีกข้างเล่นโทรศัพท์ สาว ๆ ที่ผ่านไปผ่านมาไม่รู้ว่านางเป็นต่างกรี๊ดกร๊าดกันยกใหญ่ ปล่อยให้นางยืนอ่อยสาวอยู่นานถึงเดินเข้าไปทัก
“แหม กะเทยแอ็บแมน ยืนอ่อยแต่สาว จนไม่มองอะไรเลยนะ” เอาจริง ภายนอกของฐาปกรณ์ไม่เหมือนกะเทยหรือเกย์เลย เพราะมันหล่อ ขาว สูง แต่งตัวสะอาด ใครไม่รู้ก็คิดว่ามันเป็นผู้ชายร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ใช่กับเธอหรือเอมอรที่ได้พูดคุยกันครั้งแรกก็รู้ว่านางเป็น
“ไม่ได้หรอก คนหล่อจะทำอะไรก็หล่อแหละ” ชายหัวใจสาวยักไหล่
“แต่ไม่ใช่กับมึงค่า” มณีมณฑน์ว่า
“แหม นางชะนีน้อย” เจ้าตัวสะบัดค้อนใส่วงใหญ่
มณีมณฑน์หัวเราะคิกคัก “แล้วนี่มารอนานไหม”
“เพิ่งมาถึงเหมือนกัน”
“ไปกันเถอะ เดี๋ยวค่ำ” เอ่ยจบ หญิงสาวและร่างสูงของฐาปกรณ์ก็พากันเดินไปขึ้นสะพานลอยเพื่อเดินเข้าซอยข้างวิทยาลัยเทคนิค T ไปตลาดนัดที่อยู่ด้านหลัง
ใช้เวลาเดินไม่ถึงสิบนาทีก็มาถึงตลาดตอนเย็น ก่อนแยกกันเดิน เพราะฐาปกรณ์จะไปร้านขายเสื้อผ้า ระหว่างรอมันเลือกชุด เธอเลยเดินดูอย่างอื่นฆ่าเวลา จนมาเห็นร้านขายเครื่องประดับไม่รอช้าที่จะเข้าไปดู
ขณะที่เลือกสร้อยข้อมืออยู่นั้น ปลายหางตาเหลือบไปเห็นแก๊งที่เธอมีเรื่องเมื่อคราวก่อนเดินเข้าร้านขายกางเกงที่อยู่ข้างกัน เห็นแบบนั้น หญิงสาวไม่รอให้ฝ่ายนั้นเห็นก่อน รีบวิ่งไปหาฐาปกรณ์ที่รับเงินทอนจากแม่ค้าพอดี เลยเข้าไปดึงแขนให้มันวิ่งตาม
“เฮ้ย อะไรของแกวะมน จะรีบไปไหน” ฐาปกรณ์ที่ยังตกใจรั้งแขนเพื่อนเพื่อถามความเป็นไป แต่อีกคนที่อยู่ในอาการตื่นตระหนกเอาแต่ลากให้ตามตนมา
“เออน่า ไปหน้าตลาดก่อนเถอะ ค่อยคุยกัน”
“เดี๋ยว ๆ หยุดก่อน แกพาฉันมั่วแล้วเนี่ย หน้าตลาดไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่อยู่ทางโน้น” สาวสองชี้อีกทางที่อยู่ตรงข้ามกัน ด้วยเป็นตลาดใหญ่ มีร้านค้ามากมาย เธอเลยสับสน หลงลืมทิศ
“เอ้า งั้นฉันก็พาหลงน่ะสิ” มณีมณฑน์ที่เพิ่งรู้ตัวส่งยิ้มจืดเจื่อนให้เพื่อนอย่างขอลุแก่โทษ
“ใช่ เดี๋ยวค่อยไป ฉันเหนื่อย วิ่งมาได้ยังไงของแกวะตั้งไกล” ฐาปกรณ์บ่นแล้วมาหยุดอยู่หน้าร้านน้ำ “ซื้อน้ำก่อนนะ”
“เผื่อด้วย”
“จะบอกได้หรือยังว่าหนีอะไรมา” ระหว่างรอน้ำ ฐาปกรณ์ก็ถามถึงเรื่องที่ทำให้เขาต้องวิ่งจนหอบ
“จำวันที่เราเลิกเรียนค่ำ ๆ ได้ไหม” ฐาปกรณ์พยายามนึก ก่อนพยักหน้า “วันนั้นเรากับเอมยืนรอวินอยู่นาน ไม่มีคันไหนว่างเลยชวนกันเดิน จะเข้าซอยอยู่แล้วก็เจอพวกนี้ เลยมีเรื่องกันนิดหน่อย”
“แล้วทำไมต้องหนี” สาวสองถามอย่างไม่เข้าใจ
“ฉันไม่อยากมีเรื่องน่ะ เลยต้องหลบ”
พอได้น้ำที่สั่ง ก็เดินหาซื้อของกินไปฝากเอมอรจนเต็มสองมือ เห็นว่ามืดแล้วเลยชวนกันกลับ เพราะคิดว่าพวกนั้นกลับไปแล้ว มาถึงหน้าตลาดกำลังคุยกันว่าจะอะไรยังไง อยู่ ๆ มีคนเข้ามาทัก
“ว่าไงน้อง มาซื้ออะไรกันเหรอ”
เมื่อหันไปมองก็เป็นเพื่อนของคนที่เธอมีเรื่องเมื่อวันก่อน อะไรจะเหมาะเจาะแบบนี้
“พี่เบนซ์ ๆ คนที่มากับพี่คนนั้นชื่ออะไร” ฐาปกรณ์ถามพร้อมชี้นิ้วไปทางพี่เบส“ไอ้เบสเหรอ” ชัชพลถามอย่างสงสัย เพราะเห็นจากนิ้วที่ฐาปกรณ์ชี้ ซึ่งตรงกับเจ้าของชื่อ“ไม่ใช่ อีกคนข้าง ๆ กันสิ”“ไอ้เทนอะนะ”“ใช่ ๆ…”“อะไรกันวะ” เจ้าของชื่อที่เพิ่งเดินมาถาม“น้องมันถามว่ามึงสองคนชื่ออะไรน่ะ”พี่แกพยักหน้าเข้าใจ“แล้วพวกพี่เรียนอะไรกันเหรอ ทำไมหนูไม่เห็นคุ้นเลย” ยังคงเป็น ฐาปกรณ์ที่ชวนคุย“แผนกวิชาช่างก่อสร้างโยธาน่ะ” พร้อมกับชี้ที่แถบเสื้อบนอกข้างซ้ายที่เป็นสีน้ำเงิน ปักชื่อแผนกไว้“แล้วอยู่ระดับปวช.หรือปวส.เหรอ”“ปวส.ปี 2 แล้ว”ฐาปกรณ์พยักหน้า“ว่าแต่น้อง ๆ ชื่ออะไรกันบ้างล่ะ” เป็นเตชินท์ที่ละสายตาจากหน้าจอเงยหน้ามาถาม“หนูชื่อเอ็มมี่ คนนี้ชื่อเอม คนนู้นชื่อมน” ชายใจสาวแนะนำตัวให้หนุ่ม ๆ ได้รู้จักพวกเธอบ้าง“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับน้อง ๆ” พี่ ๆ ทั้งสามบอก หากมีอีกคนไม่สนใจ เอาแต่เล่นมือถือ ซึ่งคุณก็รู้ว่าใครพี่เบสไงจะใครล่ะ“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ” “ไง ยำอร่อยมั้ย”“อร่อยนะ”หืม เดี๋ยวนะ ทำไมเสียงคุ้นหูแบบนี้ล่ะ พอเธอเงยหน้าขึ้นเท่านั้นแหละ ก็สบเข้ากับแววตาคมเข้าอย่างจัง เมื่อกี้เข
“จะเอายังไงก็ว่ามาไอ้เบส”“มาหลบหลังพวกพี่ก่อนมา”สุดท้ายชายหนุ่มก็เอ่ยปาก สามสาวไม่รอช้าที่จะไปหลบหลังของ หนุ่ม ๆ ที่ลงจากรถมายืนประจันกับพวกนักเลง“ส่งพวกนั้นมาให้กู”นักเลงคนแรกที่เอมอรเล่าให้ฟังว่าคนนี้แหละที่ลวนลามเธอ พูดเสียงเคียดแค้น“ใจเย็นนะพี่ ค่อย ๆ คุยกันดีกว่า”“อย่ายุ่งดีกว่าน้อง”“อ้าว พูดอย่างนี้ก็สวยดิ” พี่เต๋าว่า พร้อมมีเรื่องเต็มที่ หากคนพวกนั้นเข้าใส่“น้อง ๆ เขาไปทำอะไรให้พวกพี่เหรอ ถึงต้องไล่ตามแบบนี้” พี่เบสเอ่ยถามเสียงเกรี้ยวกราด“ก็ผู้หญิงคนนั้นต่อยหน้าเพื่อนกู” เพื่อนของคนที่เอมอรต่อยบอก“พี่ไปทำอะไรน้องเขาหรือเปล่า น้องถึงทำพี่แบบนั้น” “อย่าเรื่องมาก ปล่อยมันมาให้กูดี ๆ ดีกว่าว่ะ” หากเขาไม่ตอบ กลับบอกให้ส่งเอมอรไปให้จู่ ๆ เสียงนกหวีดดังมาแต่ไกล ตำรวจที่ทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในพื้นที่สองนายขับรถเข้ามาจอดเทียบจุดที่พวกเธอยืนอยู่“มีอะไรกันหรือเปล่าครับ” เจ้าหน้าที่ที่นั่งซ้อนท้ายและเป็นคนเป่านกหวีดถาม“คือ...” พี่เบสกำลังจะตอบ คนที่เอมอรต่อยเอ่ยแทรกเสียก่อน“เข้าใจผิดกันนิดหน่อยครับ ตอนนี้คุยกันเข้าใจแล้ว”นักเลงสามคนนั้นมีท่าทางเลิ่กลั่ก ก่อนพากันเดินจา
“แกบอกว่าจะพาฉันสองคนไปไหนนะเอ็มมี่” เอมอรถามย้ำ ด้วยคิดว่าตัวเองหูฝาด“สนามกีฬา กูได้ยินพี่ ๆ เขาพูดกันว่าวันนี้มีบอลนัดพิเศษของเด็กช่างวิทยาลัยเทคนิค T ที่แข่งกันนอกรอบ”“ไปชุดนี้ได้ไหม ขี้เกียจกลับไปเปลี่ยน” มณีมณฑน์ว่า“ได้ ๆ” เช่นนั้นแล้ว ทั้งสามก็พากันนั่งสองแถวไปสนามกีฬา ซึ่งเลยหมู่บ้านของฐาปกรณ์ไปไม่ไกล หากตอนเธอมาถึงก็ยังไม่เห็นว่าจะมีคนมา“ยังไม่มีใครมาเลยว่ะ ไปหาที่นั่งกันก่อนไหม”“จะมีได้ยังไง เขาแข่งกันบ่ายสามโน้น”“แล้วแกจะรีบมาเพื่อ” ตอนนั้นเพิ่งเที่ยงครึ่งเอง ให้นั่งรอเป็นสองสามชั่วโมงเลยหรือไง บ้าไปแล้ว“ก็แกสองคนบอกว่าไม่อยากกลับห้อง ฉันเลยพาแกมาที่นี่เลยไง” ฐาปกรณ์ว่า“แต่ไม่ใช่รอชั่วโมงสองชั่วโมงแบบนี้มั้ยคะ”“เอาล่ะ ๆ แกสองคนหยุดเถียงกันได้แล้ว ไหน ๆ ก็มาแล้วก็นั่งเล่นรอก็ได้” มณีมณฑน์ห้ามทัพ แล้วหยิบงานที่อาจารย์สั่งวันนี้ขึ้นมาทำระหว่างรอ ซึ่งทั้งเอมอรและฐาปกรณ์ก็ทำเช่นเดียวกันเกือบบ่ายสอง นักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิค T เริ่มมาและจับจองพื้นที่บนอัฒจันทร์ และนักกีฬาบางส่วนเริ่มวอร์มร่างกายอยู่ข้างสนามกันแล้ว จู่ ๆ เอมอรและฐาปกรณ์ที่ไปเข้าห้องน้ำก็วิ่งหน้าตั้งมา
“เอาไงมึง...ตามเอากระเป๋าที่มึงแย่งมาไปคืนเขามั้ย” เตชินท์ถามบุรินทร์ที่ถือกระเป๋าสะพายสีขาวของหญิงสาวอยู่“ไม่ล่ะ พรุ่งนี้ค่อยเอาไปคืน”“มึงก็นะ ไม่รู้จะแกล้งเขาไปเพื่ออะไร” ชัชพลได้แต่ส่ายหน้ากับนิสัยของเพื่อน“มันรู้สึกชอบเขาแหละ แต่ยังไม่รู้ใจตัวเอง เลยชวนพวกเรามาดักเจอเขา ก็เลยหาเรื่องแกล้งให้เขาไม่พอใจ” วิทวัสพูดอย่างรู้ทันอย่างคนมีประสบการณ์ตรง“รู้ดีไปหมดนะมึงเนี่ย”“กูก็พูดในสิ่งที่กูเห็นนิหว่า”“พอ ๆ หยุดทะเลาะกันได้แล้ว” บุรินทร์ห้าม “กูไม่ได้รู้สึกอะไรอย่างที่มึงพูดทั้งนั้นแหละไอ้เทน”“เออ ไอ้คนปากแข็ง เดี๋ยวกูจะคอยดูว่ามึงจะปากแข็งไปได้นานแค่ไหน”“มันจะไม่มีวันนั้น” บุรินทร์พูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและมั่นใจในตัวเอง จนเพื่อน ๆ ต้องส่ายหน้าไอ้พวกปากหนัก ปากแข็ง ไม่รู้ใจตัวเอง เห็นเจ็บมานักต่อหนักแล้ว ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าบุรินทร์จะมีสภาพแบบไหนวันนี้มีเรียนสิบโมงเช้าเล
ก่อนมาที่นี่เพื่อนก็ห้ามแล้ว แต่เขาไม่ฟังเอง จนพวกมันส่ายหัวเอือมระอา ได้แต่มองดูเขาหาเรื่องหญิงสาว“ทำไมจะจำไม่ได้ ในเมื่อฉันทำเองกับมือ ปล่อยนะ! ปล่อยสิ แกช่วยเราด้วย” เมื่อทำอะไรเขาไม่ได้ เลยเรียกเพื่อนให้ช่วย ซึ่งสองคนนั้นยืนกอดกันตัวสั่นอย่างหวาดกลัว จะเข้ามาช่วยก็โดนเพื่อนของผู้ชายคนนั้นขวางทางไว้“อย่ายุ่งดีกว่าน้อง ให้เขาเคลียร์กันเองเถอะ”“พี่ช่วยบอกให้เพื่อนพี่ปล่อยเพื่อนหนูเถอะนะ ถ้ามันทำอะไรให้ไม่พอใจ ขอโทษแทนมันด้วย” ฐาปกรณ์ออกโรงปกป้องให้เพื่อนเขาช่วยพูดให้“ทำไมคนทำไม่พูดเองวะ ให้เพื่อนพูดแทนทำไม ในเมื่อเพื่อนเธอไม่ได้ทำ” เขาว่าเสียงนิ่งเรียบ“ก็พี่แกล้งหนูก่อน” ร่างบางตะโกนว่าเสียงดังอย่างคนไม่ยอมแพ้ เพราะอารมณ์ตอนนี้ไม่คงที่แล้ว กลัวเหลือเกินว่าจะระเบิดออกมา“ขอโทษเพื่อนดี ๆ เถอะน้อง จะได้จบ ๆ” ผู้ชายอีกคนที่เธอไม่รู้จักชื่อบอก“ไม่ค่ะ หนูไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมต้องขอโทษด้วย เขาต่างหากที่ต้องขอโทษหนู ปล่อย!” มือเล็กปลดสายกระเป๋าออกจ
“มน พี่ทิวจะมารับ แกไปพร้อมเราไหม” เอมอรถาม ตอนเธอกำลังแต่งตัวไปเรียนปรับพื้นฐานในช่วงเช้าของวันสุดท้าย ก่อนที่สัปดาห์หน้าจะเปิดภาคเรียน“ไม่ละ แกไปกับพี่เขาเถอะ”“แต่เราไม่อยากให้แกนั่งรถคนเดียว นะ ไปด้วยกัน”“ไม่เอา เราไปได้ ไม่ต้องห่วงหรอก คนออกจะเยอะ เขาคงไม่กล้าทำอะไรหรอก”เมื่อวานกลับมาถึงห้อง เธอได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง เอมอรเลยกลัวว่าพวกนั้นจะดักรอหาเรื่องอีก เลยชวนให้นั่งรถไปด้วยกัน“โอเค ๆ ระวังตัวด้วยล่ะ ยังไงเจอกันที่มอเลยนะ”เอาจริง เธอไม่อยากไปเป็นก้างขวางคอเพื่อนกับผู้ชาย ซึ่งตั้งแต่วันนั้นสองคนนั้นไม่ได้เจอกันเลยเป็นสัปดาห์แล้ว เธอเลยปล่อยให้ไปเจอไปคุยกันบ้างเอมอรออกไปไม่นาน เธอก็ตามไปติด ๆ พอเห็นว่าสายแล้วไม่อยากรอสองแถว เลยเรียกวินเจ้าประจำให้ไปส่ง ตอนนั้นเองสายตาคู่สวยเหลือบไปเห็นว่ามีเด็กช่างจากวิทยาลัยเทคนิค T ขับรถตามมา ทุกคนใส่หมวกกันน็อกเต็มใบกันหมด ก็ไม่ได้สนใจ เพราะเห็นเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว จนคันที่ขับนำมาเปิดกระจกของหมวกกันน็อกออก หน้าของผู







