LOGIN“จะเอายังไงก็ว่ามาไอ้เบส”
“มาหลบหลังพวกพี่ก่อนมา”
สุดท้ายชายหนุ่มก็เอ่ยปาก สามสาวไม่รอช้าที่จะไปหลบหลังของ หนุ่ม ๆ ที่ลงจากรถมายืนประจันกับพวกนักเลง
“ส่งพวกนั้นมาให้กู”
นักเลงคนแรกที่เอมอรเล่าให้ฟังว่าคนนี้แหละที่ลวนลามเธอ พูดเสียงเคียดแค้น
“ใจเย็นนะพี่ ค่อย ๆ คุยกันดีกว่า”
“อย่ายุ่งดีกว่าน้อง”
“อ้าว พูดอย่างนี้ก็สวยดิ” พี่เต๋าว่า พร้อมมีเรื่องเต็มที่ หากคนพวกนั้นเข้าใส่
“น้อง ๆ เขาไปทำอะไรให้พวกพี่เหรอ ถึงต้องไล่ตามแบบนี้” พี่เบสเอ่ยถามเสียงเกรี้ยวกราด
“ก็ผู้หญิงคนนั้นต่อยหน้าเพื่อนกู” เพื่อนของคนที่เอมอรต่อยบอก
“พี่ไปทำอะไรน้องเขาหรือเปล่า น้องถึงทำพี่แบบนั้น”
“อย่าเรื่องมาก ปล่อยมันมาให้กูดี ๆ ดีกว่าว่ะ” หากเขาไม่ตอบ กลับบอกให้ส่งเอมอรไปให้
จู่ ๆ เสียงนกหวีดดังมาแต่ไกล ตำรวจที่ทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในพื้นที่สองนายขับรถเข้ามาจอดเทียบจุดที่พวกเธอยืนอยู่
“มีอะไรกันหรือเปล่าครับ” เจ้าหน้าที่ที่นั่งซ้อนท้ายและเป็นคนเป่านกหวีดถาม
“คือ...” พี่เบสกำลังจะตอบ คนที่เอมอรต่อยเอ่ยแทรกเสียก่อน
“เข้าใจผิดกันนิดหน่อยครับ ตอนนี้คุยกันเข้าใจแล้ว”
นักเลงสามคนนั้นมีท่าทางเลิ่กลั่ก ก่อนพากันเดินจากไป พี่ ๆ ตำรวจสอบถามอีกเล็กน้อย ก็บอกให้พวกเธอแยกย้ายกันกลับบ้าน
“ขอบคุณพี่ ๆ นะคะที่ช่วยเราสามคนไว้” มณีมณฑน์บอก ถ้าไม่ได้พวกเขาช่วยไว้คงแย่
“ขอบคุณนะคะ”
“ไม่เป็นไรหรอกน้อง ช่วย ๆ กัน” พี่เต๋าว่า
“ดีนะที่ตำรวจมา ไม่งั้นมีเละแน่” พี่คนนี้เธอไม่รู้จักชื่อ แต่เคยเห็นสองสามครั้งพูด
“น้องจะไปไหนกันต่อมั้ยล่ะ”
“ไม่ค่ะ ว่าจะกลับห้องเลย เข้าไปคงโดนแน่”
จากนั้นเธอก็ขอแยกจากลุ่มนั้น โดยที่ฐาปกรณ์เรียกพี่วินไปส่ง ส่วนเธอกับเอมอรต้องขึ้นสะพานลอยมารอรถอีกฟากเพื่อกลับห้อง
หลายวันต่อมา
เมื่ออาจารย์วิชาสุดท้ายของคาบเช้าเลิกคลาสก่อนเวลา และช่วงบ่ายไม่มีเรียน ฐาปกรณ์เลยชวนสองสาวไปนั่งเล่นหลังมอ เพราะแถวนั้นมีที่นั่งเล่น ร้านค้าเยอะ วัยรุ่นย่านนี้มักมานั่งกัน หากวันนี้ทุกร้านเต็มไปด้วยผู้คน ทั้งสามเลยซื้อขนม ซื้อน้ำ ที่ขาดไม่ได้คงเป็นยำวุ้นเส้นทะเลของมณีมณฑน์มานั่งกินที่โต๊ะหินอ่อนติดกำแพงวิทยาลัยเทคนิค T ซึ่งมีต้นไม้ใหญ่จากด้านในแผ่กิ่งก้านสาขาออกมา ทางหน่วยงานเจ้าหน้าที่รัฐเลยจัดให้เป็นที่นั่งเล่น ที่มีโต๊ะหินอ่อนวางไว้ตลอดแนว
ระหว่างนั้นเองเพื่อนของพี่เบสสองคนเดินออกมาจากประตูผี เจอกับพวกเธอพอดีเลยเอ่ยแซว
“อ้าว ๆ เจอพวกน้องบ่อยจังเลยช่วงนี้ คงเป็นพรหมลิขิตแน่เลย”
“แหม พี่ก็...พูดไป แต่พูดเล่นแบบนี้ พวกหนูคิดจริงขึ้นมาจะยุ่งนะคะ” ฐาปกรณ์เอ่ยทีเล่นทีจริง
“พี่ไม่ถนัดประตูหลังเสียด้วยสิ ทำไงดี”
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหนูจะไปแปลงเพศแล้ว” ชายหัวใจหญิงเอ่ย ขำ ๆ ไม่จริงจังเท่าไหร่นัก
“ไม่ดีกว่าครับ ถ้าเป็นเพื่อนน้องพี่จะรับพิจารณาเลยล่ะ”
“ใจร้าย” ชายใจสาวสะบัดค้อนเบา ๆ “แล้วพี่ ๆ ออกมาทำอะไรแถวนี้คะ ไม่มีเรียนเหรอ”
“อาจารย์ปล่อยเร็ว เลยออกมารวมกลุ่มกันดูสาวน่ะ”
แถวนี้นักศึกษาจะมานั่งเล่น มาเดตกับแฟนหรือมารวมแก๊งกันเป็นประจำ หากก็ไม่ได้นัดทำอะไรที่ผิดกฎหมาย เพราะบริเวณนี้เป็นพื้นที่โล่งแจ้ง ผู้คนจอแจจะทำอะไรประเจิดประเจิดก็ไม่ใช่เรื่อง
“เจอกันหลายครั้งแล้ว ยังไม่รู้จักชื่อพี่ ๆ เลย” ฐาปกรณ์เปรย
“จะหลอกถามชื่อพี่เหรอน้อง”
“เปล่า หนูถามตรง ๆ เลยนี่แหละ”
พี่เขาหัวเราะถูกใจ ก่อนตอบ
“พี่ชื่อเบนซ์ ส่วนไอ้คนนั้นน้อง ๆ คงได้ยินชื่อมาบ้างแล้วชื่อเต๋า” พี่เบนซ์ชี้ไปทางเพื่อนเขาที่ยืนเล่นมือถืออยู่
สองสาวได้แต่นั่งฟังฐาปกรณ์และชัชพลคุยกันเงียบ ๆ พร้อมกับทำงานไปด้วย สักพักพี่เบสเดินออกมากับพี่อีกคนที่เธอไม่รู้จักชื่อ แต่คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี และเพื่อนชายหัวใจหญิงก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ราวกับรู้ใจเธออย่างไรอย่างนั้น
“พี่เบนซ์ ๆ คนที่มากับพี่คนนั้นชื่ออะไร” ฐาปกรณ์ถามพร้อมชี้นิ้วไปทางพี่เบส“ไอ้เบสเหรอ” ชัชพลถามอย่างสงสัย เพราะเห็นจากนิ้วที่ฐาปกรณ์ชี้ ซึ่งตรงกับเจ้าของชื่อ“ไม่ใช่ อีกคนข้าง ๆ กันสิ”“ไอ้เทนอะนะ”“ใช่ ๆ…”“อะไรกันวะ” เจ้าของชื่อที่เพิ่งเดินมาถาม“น้องมันถามว่ามึงสองคนชื่ออะไรน่ะ”พี่แกพยักหน้าเข้าใจ“แล้วพวกพี่เรียนอะไรกันเหรอ ทำไมหนูไม่เห็นคุ้นเลย” ยังคงเป็น ฐาปกรณ์ที่ชวนคุย“แผนกวิชาช่างก่อสร้างโยธาน่ะ” พร้อมกับชี้ที่แถบเสื้อบนอกข้างซ้ายที่เป็นสีน้ำเงิน ปักชื่อแผนกไว้“แล้วอยู่ระดับปวช.หรือปวส.เหรอ”“ปวส.ปี 2 แล้ว”ฐาปกรณ์พยักหน้า“ว่าแต่น้อง ๆ ชื่ออะไรกันบ้างล่ะ” เป็นเตชินท์ที่ละสายตาจากหน้าจอเงยหน้ามาถาม“หนูชื่อเอ็มมี่ คนนี้ชื่อเอม คนนู้นชื่อมน” ชายใจสาวแนะนำตัวให้หนุ่ม ๆ ได้รู้จักพวกเธอบ้าง“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับน้อง ๆ” พี่ ๆ ทั้งสามบอก หากมีอีกคนไม่สนใจ เอาแต่เล่นมือถือ ซึ่งคุณก็รู้ว่าใครพี่เบสไงจะใครล่ะ“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ” “ไง ยำอร่อยมั้ย”“อร่อยนะ”หืม เดี๋ยวนะ ทำไมเสียงคุ้นหูแบบนี้ล่ะ พอเธอเงยหน้าขึ้นเท่านั้นแหละ ก็สบเข้ากับแววตาคมเข้าอย่างจัง เมื่อกี้เข
“จะเอายังไงก็ว่ามาไอ้เบส”“มาหลบหลังพวกพี่ก่อนมา”สุดท้ายชายหนุ่มก็เอ่ยปาก สามสาวไม่รอช้าที่จะไปหลบหลังของ หนุ่ม ๆ ที่ลงจากรถมายืนประจันกับพวกนักเลง“ส่งพวกนั้นมาให้กู”นักเลงคนแรกที่เอมอรเล่าให้ฟังว่าคนนี้แหละที่ลวนลามเธอ พูดเสียงเคียดแค้น“ใจเย็นนะพี่ ค่อย ๆ คุยกันดีกว่า”“อย่ายุ่งดีกว่าน้อง”“อ้าว พูดอย่างนี้ก็สวยดิ” พี่เต๋าว่า พร้อมมีเรื่องเต็มที่ หากคนพวกนั้นเข้าใส่“น้อง ๆ เขาไปทำอะไรให้พวกพี่เหรอ ถึงต้องไล่ตามแบบนี้” พี่เบสเอ่ยถามเสียงเกรี้ยวกราด“ก็ผู้หญิงคนนั้นต่อยหน้าเพื่อนกู” เพื่อนของคนที่เอมอรต่อยบอก“พี่ไปทำอะไรน้องเขาหรือเปล่า น้องถึงทำพี่แบบนั้น” “อย่าเรื่องมาก ปล่อยมันมาให้กูดี ๆ ดีกว่าว่ะ” หากเขาไม่ตอบ กลับบอกให้ส่งเอมอรไปให้จู่ ๆ เสียงนกหวีดดังมาแต่ไกล ตำรวจที่ทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในพื้นที่สองนายขับรถเข้ามาจอดเทียบจุดที่พวกเธอยืนอยู่“มีอะไรกันหรือเปล่าครับ” เจ้าหน้าที่ที่นั่งซ้อนท้ายและเป็นคนเป่านกหวีดถาม“คือ...” พี่เบสกำลังจะตอบ คนที่เอมอรต่อยเอ่ยแทรกเสียก่อน“เข้าใจผิดกันนิดหน่อยครับ ตอนนี้คุยกันเข้าใจแล้ว”นักเลงสามคนนั้นมีท่าทางเลิ่กลั่ก ก่อนพากันเดินจา
“แกบอกว่าจะพาฉันสองคนไปไหนนะเอ็มมี่” เอมอรถามย้ำ ด้วยคิดว่าตัวเองหูฝาด“สนามกีฬา กูได้ยินพี่ ๆ เขาพูดกันว่าวันนี้มีบอลนัดพิเศษของเด็กช่างวิทยาลัยเทคนิค T ที่แข่งกันนอกรอบ”“ไปชุดนี้ได้ไหม ขี้เกียจกลับไปเปลี่ยน” มณีมณฑน์ว่า“ได้ ๆ” เช่นนั้นแล้ว ทั้งสามก็พากันนั่งสองแถวไปสนามกีฬา ซึ่งเลยหมู่บ้านของฐาปกรณ์ไปไม่ไกล หากตอนเธอมาถึงก็ยังไม่เห็นว่าจะมีคนมา“ยังไม่มีใครมาเลยว่ะ ไปหาที่นั่งกันก่อนไหม”“จะมีได้ยังไง เขาแข่งกันบ่ายสามโน้น”“แล้วแกจะรีบมาเพื่อ” ตอนนั้นเพิ่งเที่ยงครึ่งเอง ให้นั่งรอเป็นสองสามชั่วโมงเลยหรือไง บ้าไปแล้ว“ก็แกสองคนบอกว่าไม่อยากกลับห้อง ฉันเลยพาแกมาที่นี่เลยไง” ฐาปกรณ์ว่า“แต่ไม่ใช่รอชั่วโมงสองชั่วโมงแบบนี้มั้ยคะ”“เอาล่ะ ๆ แกสองคนหยุดเถียงกันได้แล้ว ไหน ๆ ก็มาแล้วก็นั่งเล่นรอก็ได้” มณีมณฑน์ห้ามทัพ แล้วหยิบงานที่อาจารย์สั่งวันนี้ขึ้นมาทำระหว่างรอ ซึ่งทั้งเอมอรและฐาปกรณ์ก็ทำเช่นเดียวกันเกือบบ่ายสอง นักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิค T เริ่มมาและจับจองพื้นที่บนอัฒจันทร์ และนักกีฬาบางส่วนเริ่มวอร์มร่างกายอยู่ข้างสนามกันแล้ว จู่ ๆ เอมอรและฐาปกรณ์ที่ไปเข้าห้องน้ำก็วิ่งหน้าตั้งมา
“เอาไงมึง...ตามเอากระเป๋าที่มึงแย่งมาไปคืนเขามั้ย” เตชินท์ถามบุรินทร์ที่ถือกระเป๋าสะพายสีขาวของหญิงสาวอยู่“ไม่ล่ะ พรุ่งนี้ค่อยเอาไปคืน”“มึงก็นะ ไม่รู้จะแกล้งเขาไปเพื่ออะไร” ชัชพลได้แต่ส่ายหน้ากับนิสัยของเพื่อน“มันรู้สึกชอบเขาแหละ แต่ยังไม่รู้ใจตัวเอง เลยชวนพวกเรามาดักเจอเขา ก็เลยหาเรื่องแกล้งให้เขาไม่พอใจ” วิทวัสพูดอย่างรู้ทันอย่างคนมีประสบการณ์ตรง“รู้ดีไปหมดนะมึงเนี่ย”“กูก็พูดในสิ่งที่กูเห็นนิหว่า”“พอ ๆ หยุดทะเลาะกันได้แล้ว” บุรินทร์ห้าม “กูไม่ได้รู้สึกอะไรอย่างที่มึงพูดทั้งนั้นแหละไอ้เทน”“เออ ไอ้คนปากแข็ง เดี๋ยวกูจะคอยดูว่ามึงจะปากแข็งไปได้นานแค่ไหน”“มันจะไม่มีวันนั้น” บุรินทร์พูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและมั่นใจในตัวเอง จนเพื่อน ๆ ต้องส่ายหน้าไอ้พวกปากหนัก ปากแข็ง ไม่รู้ใจตัวเอง เห็นเจ็บมานักต่อหนักแล้ว ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าบุรินทร์จะมีสภาพแบบไหนวันนี้มีเรียนสิบโมงเช้าเล
ก่อนมาที่นี่เพื่อนก็ห้ามแล้ว แต่เขาไม่ฟังเอง จนพวกมันส่ายหัวเอือมระอา ได้แต่มองดูเขาหาเรื่องหญิงสาว“ทำไมจะจำไม่ได้ ในเมื่อฉันทำเองกับมือ ปล่อยนะ! ปล่อยสิ แกช่วยเราด้วย” เมื่อทำอะไรเขาไม่ได้ เลยเรียกเพื่อนให้ช่วย ซึ่งสองคนนั้นยืนกอดกันตัวสั่นอย่างหวาดกลัว จะเข้ามาช่วยก็โดนเพื่อนของผู้ชายคนนั้นขวางทางไว้“อย่ายุ่งดีกว่าน้อง ให้เขาเคลียร์กันเองเถอะ”“พี่ช่วยบอกให้เพื่อนพี่ปล่อยเพื่อนหนูเถอะนะ ถ้ามันทำอะไรให้ไม่พอใจ ขอโทษแทนมันด้วย” ฐาปกรณ์ออกโรงปกป้องให้เพื่อนเขาช่วยพูดให้“ทำไมคนทำไม่พูดเองวะ ให้เพื่อนพูดแทนทำไม ในเมื่อเพื่อนเธอไม่ได้ทำ” เขาว่าเสียงนิ่งเรียบ“ก็พี่แกล้งหนูก่อน” ร่างบางตะโกนว่าเสียงดังอย่างคนไม่ยอมแพ้ เพราะอารมณ์ตอนนี้ไม่คงที่แล้ว กลัวเหลือเกินว่าจะระเบิดออกมา“ขอโทษเพื่อนดี ๆ เถอะน้อง จะได้จบ ๆ” ผู้ชายอีกคนที่เธอไม่รู้จักชื่อบอก“ไม่ค่ะ หนูไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมต้องขอโทษด้วย เขาต่างหากที่ต้องขอโทษหนู ปล่อย!” มือเล็กปลดสายกระเป๋าออกจ
“มน พี่ทิวจะมารับ แกไปพร้อมเราไหม” เอมอรถาม ตอนเธอกำลังแต่งตัวไปเรียนปรับพื้นฐานในช่วงเช้าของวันสุดท้าย ก่อนที่สัปดาห์หน้าจะเปิดภาคเรียน“ไม่ละ แกไปกับพี่เขาเถอะ”“แต่เราไม่อยากให้แกนั่งรถคนเดียว นะ ไปด้วยกัน”“ไม่เอา เราไปได้ ไม่ต้องห่วงหรอก คนออกจะเยอะ เขาคงไม่กล้าทำอะไรหรอก”เมื่อวานกลับมาถึงห้อง เธอได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง เอมอรเลยกลัวว่าพวกนั้นจะดักรอหาเรื่องอีก เลยชวนให้นั่งรถไปด้วยกัน“โอเค ๆ ระวังตัวด้วยล่ะ ยังไงเจอกันที่มอเลยนะ”เอาจริง เธอไม่อยากไปเป็นก้างขวางคอเพื่อนกับผู้ชาย ซึ่งตั้งแต่วันนั้นสองคนนั้นไม่ได้เจอกันเลยเป็นสัปดาห์แล้ว เธอเลยปล่อยให้ไปเจอไปคุยกันบ้างเอมอรออกไปไม่นาน เธอก็ตามไปติด ๆ พอเห็นว่าสายแล้วไม่อยากรอสองแถว เลยเรียกวินเจ้าประจำให้ไปส่ง ตอนนั้นเองสายตาคู่สวยเหลือบไปเห็นว่ามีเด็กช่างจากวิทยาลัยเทคนิค T ขับรถตามมา ทุกคนใส่หมวกกันน็อกเต็มใบกันหมด ก็ไม่ได้สนใจ เพราะเห็นเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว จนคันที่ขับนำมาเปิดกระจกของหมวกกันน็อกออก หน้าของผู







