Mag-log inช่วงสายของอีกวัน
บาสและม่อนกลับกันไปแล้ว เหลือเพียงเจ้าของห้องที่ยังคงนั่งอยู่ตรงจุดเดิม หลังจากขึ้นกลับมาจากส่งเพื่อนเสร็จ เมื่อคืนทั้งเธอและเพื่อนปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับเรื่องที่ยังเครียดจนถึงตอนนี้ กว่าจะพากันนอนก็เกือบเช้าถึงได้ตื่นสาย และเพราะม่อนมีธุระกับที่บ้านต่อเลยไม่ได้อยู่ทานข้าวเช้าด้วยกัน ส่วนบาสก็เหมือนจะติดร่างแหไปด้วยเพราะห่วงว่าม่อนจะกลับบ้านคนเดียว
เสียงโทรศัพท์ข้างกายเรียกสติของคนกำลังนั่งเหม่อ คนตัวเล็กวางแก้วกาแฟในมือลงบนโต๊ะ เมื่อเห็นว่าใครโทรมาถึงได้ยิ้มกว้าง
“แม่คะ..”
(เป็นไงบ้างลูก)
“สบายดีค่ะแม่ แม่ละคะ สายแล้วทานข้าวเช้ารึยัง”
(ทานแล้วจ้ะ ป้ามนเขาเอาแกงหน่อไม้มาให้ อร่อยเชียว กินแล้วนึกถึงแพง)
โครงหน้าหวานละมุนโอบล้อมด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง จังหวะเปลือกตาปิดลงเหมือนจะมีน้ำตาด้วย เธอพยายามเก็บความรู้สึกและเสียงด้วยใช้นิ้วบีบจมูก สลับกับแหงนหน้าขึ้น
“เทอมหน้าแพงจะกลับไปหาแม่นะ”
(เทอมหน้าเลยเหรอ อีกตั้งนานไม่ใช่เหรอแพง)
“แพง...”
(งานยุ่งเหรอลูก เงินที่แม่ให้ไปไม่พอใช้สินะ)
แต่เหมือนควบคุมเอาไว้ไม่อยู่ เมื่อคำถามของปลายสายกระตุ้นให้มันหล่นแหมะ ลงบนหลังมือ พะแพงเงียบไม่ได้ตอบคำถามนี้ แต่เลือกที่จะถามกลับไปแทน
“แม่รู้แล้วเหรอ ใครบอกคะ”
(แพงเป็นลูกแม่นะ ทำไมแม่จะไม่รู้ อีกอย่างลุงก็เห็นว่าแพงเอาเงินให้น้องอยู่บ่อยๆ น้องมันคงไปเล่าให้ลุงฟัง ว่าแต่ได้ไปหาเพชรบ้างไหมลูก ถึงป่านนี้แม่ยังติดต่อน้องไม่ได้เลย ลุงเขาบอกว่าตั้งแต่เพชรขอค้างหอพักกับเพื่อนลุงก็แทบไม่ได้เจอ และช่วงนี้เขาตระเวนออกขายของแบบงานคาราวาน บางทีไกลกลับบ้านดึกก็หาที่พักใกล้ๆ เลยไม่รู้ว่าน้องกลับบ้านบ่อยแค่ไหน)
สาวเจ้าชะงัก เธอลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท ทั้งที่รับปากเอาไว้ว่าจะไปดูน้องชายให้ มัวแต่วุ่นวายเรื่องของตัวเอง ถึงได้ถอดสมองออกจากเรื่องไปเลย
“แพงจะไปวันนี้ค่ะแม่ เจอน้องแล้วแพงจะส่งข่าวนะคะ”
(จ้ะ หนูก็อย่าหักโหมมากนะลูก แม่เป็นห่วง)
“ค่ะแม่ อ๋อแม่.. จากนี้ไปไม่ต้องส่งเงินมาให้แพงแล้วนะ”
(เอ๋ ทำไมล่ะ)
“ก็ในเมื่อแม่รู้ว่าแพงไม่พอ และแพงทำงาน แม่ก็เก็บเอาไว้เถอะค่ะ ทำงานแล้วจะขอแม่อีกทำไม”
อันที่จริงเธอกะจะใช้เงินนี้ของเขา เจ้าของที่ต้องการให้คืนด้วยร่างกายซึ่งยังบริสุทธิ์แลกแทน แน่นอนเธอจะไม่ทำ และจะไม่คืนมันแล้วด้วย จะทำตามอย่างที่ลูกน้องเขาแนะนำ แถมยังรู้สึกเสียใจด้วยซ้ำ ที่เลือกอีกอย่างนึง ถ้าตอนนั้นเธอนิ่งเสียไม่ขอให้เขาไปรายงานนาย เรื่องจะเป็นแบบเมื่อคืนไหมนะ เขาจะโทรมาหาเธอไหม
(เอางั้นเหรอ แพงจะพอใช่ไหม)
“พอค่ะแม่ แพงดูแลตัวเองได้ แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ”
(มาสั่งแม่ไม่ให้ห่วงได้ยังไง เรานี่... เอาเถอะ ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่แพง แค่นี้ก่อนนะ ป้ามนเขามา เห็นถือถุงมาด้วยไม่รู้เอาอะไรมาให้อีก)
“ค่ะแม่ ดูแลตัวเองด้วยนะ”
วางสายจากแม่เสร็จ คนตัวเล็กก็พาร่างที่หนักอึ้งไปคว้าผ้าเช็ดตัว แล้วเดินเข้าห้องน้ำไปเลยทันที เธอกะจะไปหาน้องชายที่วิทลัย ไม่อยากรอถึงตอนเย็น ช่วงนี้ไม่อยากไปไหนมาไหนตอนมืดค่ำหรือดึกดื่น
พักกลางวัน
“อะไรหอบมึงมาทานข้าวกับกูได้เนี่ย”
เหนือเมฆเอ่ยถามร่างสูงตรงหน้า ที่เดินเข้ามานั่งได้ไม่นาน และคว้าเมนูไปดู ส่วนลลิสาที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่กับใครสักคนยังอุตส่าห์หันมาขึงตาใส่ เป็นการต้อนรับเขาที่น่าประทับใจมาก
“ว่างก็มาได้ จะเป็นอะไรไป”
เขาเอ่ยเสียงทุ้ม หันไปชี้เมนูให้พนักงาน เหนือเมฆส่ายหน้าพลางยิ้มให้กับการกระทำของเขาที่มาหลังแต่กลับสั่งก่อนคนอื่น ด้วยเมนูเดิมไม่เคยเปลี่ยน
จนกระทั่งได้สิ่งที่ต้องการกันทุกคนพนักงานจึงจะเดินหายไป พวกเขาถึงเริ่มบทสนทนาเฉพาะเพื่อนคุยกันได้
“สรุป มึงจะเอาเด็กคนนั้นให้ได้?”
เป็นการเปิดประเด็นที่ทำเพื่อนสาวอย่างลลิสาถึงกับชะงัก ตัดบทปลายสายที่เดาว่าน่าจะเป็นเพื่อนจากต่างประเทศทันที เพื่อมาสนใจเขา หล่อนยกมือทาบอก แสร้งหันมองคนถูกถามพร้อมทำหน้าแหยง ส่วนอาคีรานอกจากจะทำหน้ามึนใส่แล้ว ยังเลิกคิ้วสูงอีก พลางมองคนทั้งคู่สลับกัน
“ถามกู?”
“อ้าว ไอ้นี่...ก็ต้องมึงสิ ให้กูไปถามใคร เชฟในครัวเรอะ?”
“ไม่รู้ดิ เห็นถามเฉยๆ ไม่เอ่ยชื่อ”
“ไม่กวนได้ไหมคี สาก็อยากรู้เหมือนกัน นี่ตอนวันเกิดสายังไม่เคลียร์กันเลยนะ เค้กก็ไม่ได้เป่า มัวสนใจแต่คนอื่น”
ประโยคหลังหล่อนทำหน้ากระเง้ากระงอด ร่างสูงมองหน้า พลันถอนหายใจพรืด เขามันเป็นคนจำพวกขี้รำคาญซะด้วย หากไม่เห็นเป็นเพื่อนที่คบกันมาตั้งแต่อนุบาลคงตัดขาดไปแล้ว
“อยากตามเฉยๆ ไม่ได้หรือยังไง”
จึงตอบสั้นๆ ไปแค่นั้น ทั้งที่จริงเขาไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้สักนิด สำหรับเขามันคือเรื่องที่ไร้สาระเกินกว่าจะออกมาพูด แค่เรื่องงานก็เต็มพื้นที่ในสมอง อีกอย่างเรื่องนี้เปรียบเสมือนเป็นเพียงอีกด้านหนึ่งของชีวิตที่ดำมืดของเขาก็เท่านั้น และชีวิตด้านมืดก็ไม่ควรนำออกมาในที่สว่าง ทว่าแลดูเพื่อนๆ สนใจนัก และนั่นทำให้เริ่มรู้สึกว่าไม่ค่อยจะอยากกินของที่สักไปเมื่อกี้สักเท่าไหร่แล้ว
“แต่ดูท่าเด็กนั่นจะหยิ่งพอตัวเลยนะ”
“เขาไม่ได้เรียกว่าหยิ่งหรอกสา บางทีเด็กเขาไม่มีรสนิยมอะไรแบบนี้ น้องยังเรียนอยู่เลย อีกอย่างเลือกทำแผนกในครัว ทั้งที่สวยเช้งซะขนาดนั้น คิดดูสิ”
ทันทีที่ได้ยินคำบอกเล่าของคนที่นั่งฝั่งซ้ายลลิสาถึงกับเบ้ปาก หล่อนไม่ชอบสักเท่าไหร่เวลาเพื่อนชมคนอื่น ยิ่งเป็นผู้หญิงด้วยกันก็ยิ่งทำให้เกิดความหมั่นไส้ อาจจะเพราะติดนิสัยถูกตามใจตั้งแต่เล็ก เนื่องจากเป็นเพื่อนผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม
“น้องเขาไม่ยอม คีก็อย่าไปบังคับเขาเลย สาเห็นผู้หญิงมากมายที่คีเคยควง เธอเหล่านั้นล้วนแต่เต็มใจให้ไม่ใช่เหรอ จะวิ่งตามทำไมแค่เด็กกะโปโล”
“สา...”
ไม่มีคำตอบกลับจากเขา แน่นอนเหนือเมฆถึงได้เรียกชื่อเพื่อนหวังเตือนสติ ว่าบางอย่างก็ไม่ควรล้ำเส้น ไม่อย่างนั้นความเดือดร้อนจะมาตกลงที่เธอ เขาไม่อยากให้กลุ่มตัวเองแตกคอ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อาคีรามีแววตาแบบนี้ และทุกครั้งเขามักจะหายเข้ากลีบเมฆแบบไม่ทราบสาเหตุ เพราะขุ่นเคืองที่เพื่อนพูดไม่คิดนี่แหละ ทั้งอันที่จริงเป็นเพียงเจตนาที่ดี เหมือนเพื่อนเตือนเพื่อนทั่วไปก็เท่านั้น หากแต่เจ้าตัวไม่ได้คิดเช่นนั้น เขามักจะเป็นคนเอาแต่ใจ และเข้าถึงยากเสมอ ทว่าพวกเขานั้นกลับชิน จะมีก็แต่ลลิสาที่ยังติดพูดมากอยู่บ้างบางครั้ง เนื่องจากนิสัยหญิง
หลังจากทานมื้อเที่ยงเสร็จต่างคนก็ต่างกลับ ทั้งคู่เลือกเดินไปส่งลลิสาที่รถก่อน เนื่องจากวันนี้หล่อนเรียกรถมารับเพื่อไปส่งที่สนามบินและเดินทางต่อกลับฝรั่งเศสเลย
“ส่งแค่นี้นะบี๋ ถึงฝรั่งเศสแล้วโทรมาด้วยล่ะ”
เหนือเมฆโบกมือ หล่อนยิ้มให้พลางหันไปหาอีกคน ที่เอาแต่ยืนมองโทรศัพท์ไม่ได้สนใจหล่อนสักเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะเรื่องก่อนหน้านี้ที่เผลอไปทำเขาเคือง ทว่าคนแบบหล่อนหาสะทกสะท้านไม่ ยังคงทำตัวปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ไปก่อนนะคี ไว้ถึงสาจะบอกลงกลุ่ม”
“อืม..”
ถึงท่าทีของเขาจะได้กลับมาแค่การพยักหน้า แต่หล่อนก็ถือว่าเขารับรู้แล้ว จึงเดินไปกอดแบบหลวมๆ ทั้งเขาและกับอีกคน
“เรื่องแข่งรถยังไงนะ จะยังเป็นสปอนเซอร์อยู่?”
“อืม”
“รอบที่แล้วฟีดแบคเป็นไง”
“ใช้ได้”
“อ่า”
บทสนทนาของพวกเขาจบเพียงแค่นั้น เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เดินมาถึงรถพอดีซึ่งจอดรออยู่แล้ว อาคีราพยักหน้าให้เพื่อนเป็นการบอกลาตอนเหนือเมฆเดินเลยไป
เขาขึ้นไปนั่งประจำที่ พร้อมใบหน้าอีกด้านหนึ่งของเขา ด้วยคลื่นที่ไม่ปกติจนปุณสามารถรับรู้ได้ เขาเหลือบมองนายผ่านกระจกทันทีที่ปิดประตูลงหลังขึ้นมานั่งประจำคนขับ เมื่อเห็นสีหน้าท่ามกลางความเงียบจึงเอ่ยสิ่งที่ต้องรายงาน
“เป็นน้องชายเธอครับนาย ชื่อเพชร มาเรียนต่อที่นี่เหมือนกับเธอ แต่พักอยู่คนละที่กันครับ”
“........”
เมื่อเห็นท่าทางที่เรียบเฉย ราวกับไม่ได้อยากรู้สักเท่าไหร่ คนรายงานจึงเริ่มลังเลระหว่างการเงียบไปกับพูดต่อไปอย่าหยุด แต่พอเห็นสายตาพิฆาตจ้องเขม็งผ่านกระจกหลังที่เขามองอยู่ จึงพูดต่อไปทันที
“หมอนั่นมักจะไถ่เงินเธอครับ”
“บ่อยแค่ไหน”
“ทุกครั้งที่หมดตัว เอ่อ..มันติดการพนัน”
“เป็นน้องชาย ก็ต้องอายุน้อยกว่าพี่สาว พี่สาวยังเรียนอยู่แถมทำงานไปด้วย แล้วมัน..มีสิทธิ์อะไรติดการพนัน?” ประโยคนี้นายบ่นลอยๆ ไม่ได้ต้องการคำตอบจากเขา “แล้วไง เธอให้ทุกครั้ง?”
“ครับ เพราะมันมักจะขู่ ถ้าไม่ให้จะไปขอแม่แทน”
“อ่า..”
ความเงียบเข้าปกคลุมภายในรถอีกครั้ง คิ้วหนาไม่ได้ขมวดเข้าหากันแน่นอย่างทุกๆ ครั้งยามครุ่นคิดหนัก ประหนึ่งว่าคราวนี้ ทุกอย่างได้ถูกล็อคเป้าไว้แล้ว ถึงได้มีคำสั่งออกมาจากปากเขา ผ่านน้ำเสียงนุ่มนวล และสีหน้าที่เรียบเฉย
“ทำให้มันเป็นหนี้”
“ครับ?”
“ถ้าเป็นพวกมาเฟียแถวตึกสีพ่น จะดีมาก”
“รับทราบครับนาย”
หนึ่งปีต่อมากับชีวิตหลังแต่งงาน อย่างไรก็ตามเธอก็ถือว่าเป็นผู้หญิงที่โชคดีเสมอ เป็นส้มหล่นที่แท้จริง หลังพบเจอกับอาคีรา แม้ไม่กล้าพูดอย่างเต็มปากว่าคุ้มค่า หากต้องแลกกับสิ่งที่เสียไป เพราะถ้าหากเลือกได้คงไม่มีใครอยากจะสูญเสีย ยิ่งเป็นคนที่รักมากแล้ว ก็ยิ่งแล้วใหญ่ กระนั้นก็เถียงไม่ได้ว่า สำหรับเธอเด็กผู้หญิงในอดีตที่เหมือนจะหลงทาง กลับพบเจอแสงสว่างที่มาจากคนคนเดียวกัน ไม่เพียงความอดทนของเธอเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะความรักของเขาด้วย เพราะถ้าไม่รักเขาคงไม่เปลี่ยนแปลงความเป็นเขาได้ขนาดนี้ แบบว่า..จากหน้ามือเป็นหลังมือ เหตุผลเพื่อที่จะมีเธออยู่ในชีวิต ช่างเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ ราวกับถูกรางวัลที่หนึ่ง “คิดอะไรอยู่” ร่างเล็กกำลังนั่งหวีผมอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หลังจากอาบน้ำเสร็จหมาด หลับตาพริ้มให้กับปลายจมูกโด่งที่ยื่นเข้ามาแนบกับแก้มนิ่มของตัวเอง จนมันยุบบุบไปตามแรง และถูกสูดกลิ่นเข้าไปเต็มปอดฟอดใหญ่ ให้อีกฝ่ายรู้สึกชื่นอกชื่นใจด้วย “แพงรักพี่คีจังเลยค่ะ” กลับกลายเป็นเขาที่ถูกรวบซะงั้น หลั
เสียงหวานบอกเสียงเบา ทั้งดวงตาคู่สวยยังคงจับจ้องงานอยู่ ภาพนั้นสร้างรอยยิ้มให้คนที่หนุนตักอยู่ไม่น้อย ช่างน่าเอ็นดูและน่าทะนุถนอมในคราวเดียวกัน พลางเปลือกตาค่อยๆปิดทั้งที่รอยยิ้มยังคงเปื้อนหน้าคืนเดียวกัน เวลาสามทุ่มเศษ อาคีราขับรถพาเจ้าสาวป้ายแดง และว่าที่บัณฑิตมาหาอะไรทานอย่างที่เขารับปากไว้ และนั่นก็หนีไม่พ้นร้านอาหารหรู “หาอะไรกิน?” พะแพงย้อนถามใบหน้าเปื้อนยิ้มน้อยๆ ให้กับความเล่นใหญ่ของสามีหลังเห็นโรงแรมหรูตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ซึ่งในนั้นบนดาดฟ้าเป็นร้านอาหารชั้นนำยอดนิยมของคนรวย “เอาน่า นาทีนี้เมียพี่ต้องยิ้มเยอะๆครับ” “ขุนกันขนาดนี้ ระวังแพงจะใส่ชุดครุยไม่สวยเอานะคะ” “ไม่มีทางหรอก” “ไม่มีทางสวย?” “ไม่มีทางอ้วน กินเหมือนแมวดมซะขนาดนั้น” เพี้ยะ! “พี่คีอ่ะ” เสียงหัวเราะดังลั่นรถทิ้งท้ายหลังมือบางตีเบาๆตรงแขนแกร่ง ก่อนคนทั้งคู่จะพากันเดินลงมา และควงตรงไปยังลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังชั้นสูงสุดวันรับปริญญา วันนี้เป็นวันซ้อมใหญ่ของมหาวิทยาลัย พะ
งานแต่งผ่านไปแล้ว เธอและเขายังต้องพักเรื่องฮันนีมูน เนื่องจากเธอยังต้องทำโปรเจคจบ ไหนจะเรื่องป่วยของมารดาอีก ที่ยังคงต้องดูแลเอาใจใส่ ฮันนีมูนที่ว่าจึงกลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย “ใกล้หรือยังครับ” ร่างเล็กที่กำลังใช้ดวงตาจับจ้องจอคอมตรงหน้า หากแต่บนตักนั้นมีศีรษะของสามีหนุนอยู่ ละสายตาจากเนื้อหาบนจอก้มลงมาหาเขา ทั้งที่ไม่เข้าใจว่าเขาจะติดสกินชิพไปถึงเมื่อไหร่ ทว่าไม่กล้าขัด เพราะเธอเองก็ชอบแบบนี้ “อืม เหลือเช็คความเรียบร้อยอีกนิดค่ะ” หลังจากแต่งงานอาคีราขี้อ้อนมากๆ เขาแทบไม่เข้าบริษัทเลย ถ้าไม่จำเป็นก็จะนำเอกสารมาทำที่บ้าน ทำข้างๆกันในห้องทำงานกว้างใหญ่ที่ถูกตกแต่งสำหรับสิ่งนี้โดยเฉพาะ ภายใต้ชายคาเดียวกันกับแม่ของเธอ พุนพินซึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็งที่รักษาตัวถัดไปอีกห้องหนึ่ง โดยมีกล้องวงจรปิดขนาดเท่าจอโปรเจคเตอร์ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เป็นกล้องติดตามภายในบ้านสำหรับสอดส่องติดตามมารดา เผื่อเกิดหน้ามืดเป็นลมล้มไปจะได้ช่วยเหลือทัน ทั้งที่อันที่จริงก็มีพยาบาลส่วนตัวคอยดูแลไม่ห่างอยู่แล้ว “วันรับปริญญานอกจากดอกไม้ช่อใหญ่ อ
เสียงทีมงานเดินมากระซิบใกล้ๆ หลังจากนั้นม่านก็ค่อยๆแยกออกจากกัน นาทีที่ได้เห็นแสงสว่างในนาทีนั้น สาดส่องจากหลังม่านเข้ามา พร้อมเสียงดนตรีจากเปียโนที่ดังชัดเจนขึ้น เธอรู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างกำลังอ่อนแรง แต่ละก้าวที่เดินเหมือนผู้เป็นแม่ของเธอประคองไปซะมากกว่า ช่างเป็นการเดินที่ยากต่อการตวบคุม ไม่ต่างกับเด็กน้อยเพิ่งเดินเป็น “ดูสิ คนหันมายิ้มให้ลูกของแม่เยอะเลย” พุนพินกระซิบบอกลูกสาว เธอกวาดตามองตาม เมื่อเห็นแขกที่ถูกเชิญ ทั้งเพื่อนของตัวเอง ทั้งคนที่รู้จัก และไม่รู้จัก ต่างพร้อมใจกันยืนขึ้น และส่งยิ้มให้ เพียงแค่นั้นความประหม่าของเธอก็หายไปทันที ไม่พอเพียงแค่นั้น สิ่งที่ทำให้เธอเกิดความมั่นใจขึ้น และกลับมาเดินอย่างมั่นคงต่อไปได้อีกครั้ง คือร่างสูงไกลๆตรงหน้า เขาอยู่ในชุดสูทสีขาวที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่กลับทำให้ดูดีมากขึ้นอีกเท่าตัว ไม่เกินจริงอย่างที่เพื่อนสนิทของเธอสปอยล์ เขากำลังยิ้ม สายตาจับจ้องมายังเธอเพียงคนเดียว ราวกับรอให้เธอเดินไปถึงด้วยก้าวที่มั่นคงทีละก้าวอย่างใจจดใจจ่อ และเมื่อมาถึงเขาระหว่างทาง เขาจะเป็นฝ่ายพาเธอไปยังอนาคตด้วยตั
ผ่านไปนานเท่าไหร่เธอเองก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้รู้สึกเบื่อหน่ายหรือเหนื่อยเลยกับการถูกจับทำโน่นทำนี่ราวกับตุ๊กตา กลับกันตลอดเวลาที่ช่างแต่งหน้าพากันล้อมรอบ แปลงโฉมด้วยเครื่องประทินผิวยี่ห้อแพง และคุณภาพดีให้เธอ เธอรู้สึกว่ามีค่าและวาสนามากเรียกได้ว่าวันนี้เป็นความสุขที่ล้นเปี่ยมอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าตัวเองสวยขนาดนี้ ผ่านกระจกบานหรูของโรงแรม“โอมายก็อด..”“บอกแล้ว ว่านางฟ้าต้องประทับร่าง”“มงลงไปเลยจ้า”เสียงปรบพร้อมกับคำเยินยอดังสนั่นห้อง หลังจากเครื่องประดับทั้งหมดที่เตรียมมาได้ถูกจัดวางบนตัวเธอ รวมถึงชุดเจ้าสาวที่สวมอยู่ด้วย ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ อาคีราเสกให้เธอกลายเป็นผู้โชคดีจริงๆแกร็ก!เสียงบานประตูถูกผลักเข้ามาหลังเคาะเป็นจังหวะสามครั้ง ดึงความสนใจของคนในห้องให้หันไปทั้งหมด เมื่อเห็นว่าเป็นแม่ของเจ้าสาว แม่ของเจ้าบ่าว และเพื่อนของเจ้าสาว ทั้งสามคนก็ถอยร่น เป็นการเปิดทางให้ทุกคนเข้ามา แน่นอนว่าทันทีที่ได้เห็น คนมาใหม่ถึงกับตาค้าง“สวยจังเลยลูก” นี่คงเป็นความรู้สึกหัวใจพองโตที่จะต้องจดจำไว้อย่าได้ลืมเชียว ก
วันต่อมาเป็นครั้งแรกที่เพื่อนสนิทของเธอมาบ้าน ด้วยโลเคชั่นของเธอที่ส่งไปตั้งแต่เมื่อคืน เพียงแค่ทั้งสามคนเจอกันก็เรียกรอยยิ้มของคนป่วยได้ไม่น้อย ร่างเล็กนามว่าม่อนไม่ได้พูดอะไรมากนอกจากการพนมมือไหว้เคารพผู้ใหญ่ วางกระเป๋า แล้วเดินเข้าไปหา เธอเลือกนั่งข้างๆ ยื่นมือบางไปทาบทับมือเหี่ยวของแม่เพื่อนสนิทเบาๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ มาจากความรู้สึกล้วนๆ หลังจากสังเกตว่าพุนพินซูบผอมลงไปเยอะ เหมือนคนป่วยจริงๆ จนหล่อนรู้สึกเศร้าขึ้นมาเลย ทันทีที่นึกไปถึงอนาคต วันนั้นที่พะแพงไม่มีแม่คนนี้แล้ว“ป้าพินเป็นไงบ้างคะ”“ก็ทรงตัวอยู่ แต่เวลาปวดขึ้นมาก็ทรมานเหมือนกัน”ร่างสูงที่เห็นแบบนั้น จากท่าเดินที่เร็วตามบุคลิก กลายเป็นเชื่องช้าลงขณะเดินไปนั่งโซฟาตรงกันข้าม มองภาพนั้นด้วยสายตาละห้อย ไร้คำพูดใดๆ ส่วนพะแพงคนเป็นลูกที่เห็นอาการของแม่จนชินตาแล้ว ทำได้เพียงยืนมองอยู่เฉยๆ ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังใช่..เธอยังคงมีความหวังอยู่ หวังว่าแม่ของเธอจะอยู่ถึงตอนเธอรับปริญญา แม้ว่ามันจะเป็นไปได้ยากก็ตามทีหนึ่งชั่วโมงผ่านไป หลังทุกคนพากันพูดคุยหัวเราะต่อกระซิก พร้อมกินขนมที่พุนพินทำไปด้วยความเอร็ดอร่อยตรงโ
“นะ นายครับ!”ดวงตาเหลือกราวกับคนสติหลุด เขาอยากขอโอกาสอีกครั้ง ทว่าเพียงอ้าปากไม่ทันได้พูด ร่างทั้งร่างก็ถูกด้วยแรงฟาดทันทีพลั่ก!ไม่มีอะไรอยู่ในหัวของเขา ไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียง มีแต่ภาพตรงหน้าที่ขยับ ไม่นานก็เอียงไปทางฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ก่อนร่างทั้งร่างจะร่วงหล่นศีรษะอีกด้านกระทบพื้น เผยภาพสะท้อ
ไม่แปลกที่คนตัวเล็กจะรู้สึกหงุดหงิด และฉุนกึกกับคำพูดดูมั่นใจไม่แคร์เธอ เนื่องจากส่งผลให้ปวดหนึบตรงกลางอกอยู่เนืองๆ ทว่ากลับอยู่ภายใต้การควบคุมที่ดี ใบหน้าคนใต้ร่างยังคงยิ้มแย้ม แถมยังเอนพวงแก้มรับสัมผัสจากท้องนิ้วแกร่งจังหวะยื่นมาลูบไล้ของเขาด้วย“ทราบค่ะว่าเป็นได้แค่นี้”ถึงจะมาจากเสียงที่หวานแต่
“ผมก็น้องพี่ไง” (โทรมามีอะไร) “เปล่าครับ แม่วานให้ผมโทรชวนพี่ไปกินข้าวที่บ้าน” เขาโกหกเพราะรู้ว่าเขาจะต้องปฏิเสธ (เนื่อง?) “ไม่มีอะไร คงแค่อยากพบหน้า อยากกินข้าวด้วย” (กูไม่ว่าง) ซันเซ็ทละโทรศัพท์ลงมาห่างหู เรียกเธอ
พะแพงและแม่มาถึงกรุงเทพในช่วงเย็น ก่อนจะถูกส่งกลับที่พักของเธอโดยปุณ ทันทีที่ประตูห้องเปิดให้แม่เข้าไป เธอที่ยืนอยู่ข้างหลังก็ยิ้มอ่อน ตอนผู้เป็นแม่หันมา “แพงอยู่ที่นี่มานานหรือยังลูก” “ก็ตั้งแต่เรียนปีหนึ่งเลยค่ะ” ความคิดของผู้เป็นแม่ห้องพักที่มีความ







