LOGINตึกร้างถูกตั้งเป็นบ่อนโดยมาเฟียตึกสีพ่น ที่ยึดมาครอบครองด้วยการแย่งชิงมาหลายต่อหลายมือ สิ่งนี้วัดกันด้วยชัยชนะ และเมื่อแก๊งนี้ปกครองยาวนานแบบไม่มีใครสามารถโค่นลง จึงย่อมมีผู้มั่งคั่งและอำนาจด้านมืดปกครองอีกที
แน่นอนหลายพรรคหลายพวกอยู่ได้เพราะมีเขา..อาคีรา เนื่องจากอาชีพที่เขาทำมักต้องใช้เส้นสาย และการรู้จักเหล่าผู้มีอำนาจในพื้นที่ไว้บ้าง เปรียบเสมือนการปูทางให้กับเขา แต่นั่นก็ย่อมแรกมาด้วยเงินไม่ใช่น้อย
“ไงพวก แพ้อีกแล้วสิมึง”
เสียงใครคนหนึ่งกระตุ้นความเครียดของเพชรให้เผยออกมา หลังจากเก็บเอาไว้ในใจผ่านก็แต่สีหน้า
“กูว่าพอแล้วมั้ง วันนี้มึงโชคไม่ดีว่ะ”
มือสากใหญ่จับและกดบนบ่าแกร่ง แต่ถ้าเทียบกระดูกกันระดับเบอร์คงจะห่างกันหลายขนานอยู่ ทว่าเพียงแค่นั้นก็ทำให้เพชรหน้าซีดแล้ว
“ขอแก้มืออีกสักตาได้ไหมพี่ คราวนี้ผมมั่นใจว่าจะได้คืน”
การพนันไหลเข้าเส้นกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเลือด เขาจำไม่ได้ว่าเริ่มติดตั้งแต่ตอนไหน หากแต่วันใดไม่ได้เล่นราวกับขาดอะไรไปสักอย่าง
“ได้ดิ แต่ไหนทุนมึงล่ะ” รองหัวหน้าแก๊งสีพ่นเอียงคอถาม ใบหน้าที่เรียบเฉยไม่สามารถคาดเดาความคิดได้เลย ไหล่แกร่งถูกกดด้วยนิ้วมือ บังคับให้หันกลับมาเผชิญ พลางส่ายหน้าดูแคลน “ถ้าคิดจะยืมลูกพี่กูอีก ไม่ได้แล้วนะไอ้เพชร ตอนนี้ก็ล้านหนึ่งแล้ว จะเอาของใหม่ก็คืนของเก่าก่อนสิวะ”
สติเหมือนจะถูกดึงกลับมาก็ตอนที่ได้ยินจำนวนเงิน ชายหนุ่มขึงตากว้างทว่าสิ่งนั้นถูกซ่อนไว้ด้วยการก้มหน้างุด เหงื่อแตกพลั่กเต็มหน้าผาก
“ผะ ผม กะว่าจะเล่นให้ได้แล้วคืนพี่ครับ”
เพียงแค่นั้นสีหน้าของรองหัวหน้าก็เปลี่ยนไป ใบหน้าเรียบเฉยเมื่อครู่ ที่พอจะมีรอยยิ้มหลงเหลืออยู่บ้าง หุบยิ้มลงทันควัน พลันกลายเป็นถมึงทึง ฉวยคอเสื้อคนตรงหน้าจนเท้าลอย
“ใครสั่งใครสอนให้มึงเอาเงินมาเดิมพันกับดวง? ฮะ..”
เสียงกดต่ำทำให้เพชรเริ่มหงอย เพราะมันไม่แค่ฉวยคอเสื้อ แต่เอาปืนจ่อหัวด้วย
“ผมถึงได้ขอยืมอีกสักก้อนไงครับ จะได้..”
“อ๊า มึงกล้ามากไอ้เหี้ย มึงกำลังจะบอกว่าที่ยืมไปทั้งหมดนี้ถ้าไม่ชนะ มึงก็ไม่มีคืน?”
“ก็ผมกำลัง...”
“ไอ้ควายเอ๊ย... ลากตัวมันไป!”
“พี่ ให้โอกาสผมนะพี่ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว...พี่!”
เสียงแจ้งเตือนข้อความในช่วงค่ำละความสนใจของคนกำลังเอนหลังอยู่บนโซฟา เธอวางแมคบุ๊คที่เปิดค้างจอหน้าสมัครงานลงข้างๆ เปลี่ยนเป็นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแทน พลันเปิดดูหัวคิ้วก็ขมวด เป็นข้อความของใครคนหนึ่งที่แจ้งเพิ่มเพื่อนใหม่ เมื่อกดเข้าก็ขึงตาอีกที
Lynn : คนสวย
เธอไม่ได้กดรับเพื่อนในทันที แต่เลือกที่จะตอบก่อน
PP : สวัสดีค่ะ พี่หลิน
Lynn : ว้าย คนสวยจำพี่ได้ดีใจจังเลยค่ะ
มุมปากกระจับเผลอยิ้ม เธอมีเพื่อนแค่ไม่กี่คน และคนแปลกหน้าเข้ามาในชีวิตสามารถจำได้ทั้งหมด ไม่มีปัญหาเลย ลืมหล่อนไปก็อัลไซเมอร์แล้ว เพียงแค่แปลกใจนิดหน่อย ทำไมถึงเป็นหลินที่เป็นฝ่ายดีลมา ทั้งที่ควรเป็นเธอที่จะต้องติดต่อไปก่อน แต่เนื่องจากยังตัดสินใจทำงานที่แม็กแนะนำไม่ได้จึงเงียบไป
PP : จำได้ค่ะ พี่หลินมีอะไรให้แพงช่วยเหรอคะ
Lynn : มีแน่นอนค่ะ ต้องขอโทษนะที่เสียมารยาททักเธอไปก่อน ทั้งที่คนสวยอาจไม่สนใจ แต่พี่ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว คืองี้ขอเข้าเรื่องเลยละกัน เรื่องงานแข่งรถที่กำลังจะถึงนี้อะ พี่ขาดคน อยากให้น้องมาช่วยหน่อยค่ะ ได้ไหมคะ แค่วันเดียว
PP: วันไหนคะพี่
Lynn: วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้
เธอเหลือบมองปฏิทินโดยอัตโนมัติ ก็ประมาณอีกสองวัน แต่ไม่ทันได้พิมพ์กลับ อีกฝั่งพิมพ์ต่อท้ายมาติดๆ
Lynn: ไม่ต้องห่วงเรื่องหน้างานนะคะ ไม่มีอะไรยากเลยค่ะ แค่เดินสวยๆกางร่มให้นักแข่งแค่นั้นเลย
คนตัวเล็กอ่านไปหย่อนคิ้วไป อยู่ๆใจก็เผลอนึกถึงใครคนหนึ่งขึ้นมา และคิดว่าสปอนเซอร์ต้องเป็นเขาแน่ หากแต่ไม่ได้คิดไปไกลกว่านั้น อาทิเช่นต้องเจอกัน ระดับนั้นคงไม่มายืนเกาะสนาม หรือเดินตามเธอ แต่ถ้าจ้างฉุดนะไม่แน่ เธอรู้มาว่าคนอย่างเขาไม่สามารถทำอะไรแบบเจิดจรัสในที่สว่างได้ ทว่าถึงจะคิดในแง่ดีขนาดนั้น แต่ความกลัวก็ยังครอบงำอยู่ดี ไม่อยากเข้าใกล้แม้แต่นิดเดียว
PP: ขอแพงคิดก่อนได้ไหมคะ สักพักแพงจะตอบกลับค่ะ
Lynn: ได้เลยค่ะคนสวย พี่จะรอนะคะ รออย่างมีความหวังค่ะ
คนตัวเล็กส่งยิ้มให้กับหน้าจอโทรศัพท์ พลางวางลงที่เดิมสลับกับอีกอย่างที่มีเนื้อหาภายในให้สนใจกว่า เธอยังคงนั่งหางานอย่างเงียบๆ จนกระทั่งตาลาย หาววอด และเผลอหลับไป สะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกทีตอนกระดิ่งหน้าห้องดัง
“ใครคะ”
สิ่งแรกที่ทำคือการเหลือบมองเวลา เมื่อเห็นว่าเกือบจะสองทุ่มแล้วถึงได้ขมวดคิ้ว ถึงไม่ดึกมากแต่นี่ก็ถือว่ายามวิกาลสำหรับเธอ คอนโดนี้ค่อนข้างเป็นส่วนตัว ส่วนใหญ่แขกที่มาพักไม่เป็นนักศึกษาทำงานส่งตัวเองเรียน ก็เป็นพนักงานเอกชน แถมห้องของเธอไม่เคยมีประสบการณ์ใครมาหาโดยไม่แจ้งกันล่วงหน้าก่อน
ไม่มีเสียงตอบรับ และไม่เจอใครภายนอกหลังใช้ตาแมวสอดส่อง กลับพบเพียงความว่างเปล่าและแสงไฟนีออนเท่านั้น เธอกำลังจะเดินหันหลังอยู่แล้วถ้าไม่ติดว่าหลังประตูบานนั้นเกิดเสียงเคาะขึ้นมาจนต้องชะงักและหันไปสนใจอีกที แถมไม่รู้อะไรดลใจให้เธอกล้าที่จะเปิดประตูด้วย พลันถึงกับยืนอึ้งในทันทีที่เห็น
น้องชายของตนนั่งอยู่กับพื้น แผ่นหลังแนบชิดกับกำแพงบ่งบอกถึงการไร้เรี่ยวแรง ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือรอยฟกช้ำเต็มหน้าพร้อมกับคราบเลือดอีก
“เพชร!”
ไม่ถึงชั่วโมงร่างสูงที่สลบไปก่อนหน้าค่อยๆลืมตาขึ้นมาเพราะกลิ่นหอมของอาหาร เขาลุกขึ้นนั่ง เห็นร่างเล็กเดินไปเดินมาอยู่ไกลๆ หากให้เดานั้นคงเป็นโซนครัว จากนั้นข้าวต้มร้อนๆก็ถูกยกมาด้วยมือบาง และวางลงบนโต๊ะข้างกันกับโซฟาที่เขานอน
เพชรขมวดคิ้วพยายามนึกถึงเรื่องราวที่ผ่าน สำหรับเขามันค่อนข้างจะเลวร้าย แต่สิ่งที่จะพูดออกไปหลังจากนี้คาดว่าคงจะร้ายกว่า
เสียงกระแทกช้อนลงบนชาม เรียกสติให้เขาตื่นจากภวังค์ ร่างสูงที่มีหน้าตาดีและคล้ายกับคนตรงหน้ามากๆ น่าเสียดายที่ตอนนี้กลับมีบาดแผลเต็มไปหมด แม้ว่าจะถูกทายาให้ด้วยพี่สาวไปแล้ว
“ไม่ต้องเอาใจกันขนาดนี้ก็ได้ รู้พอผมฟื้น พี่ก็จะไล่กันทันที”
พะแพงแสยะยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่น้องชายไม่เคยเห็น และนั่นยิ่งทำให้เขากังวล เนื่องจากเหตุการณ์เกือบจะเอากันถึงตายในตอนนี้ก็เพิ่งจะเป็นครั้งแรกของเขาเช่นกัน
“ก็รู้นี่ แต่คราวนี้ฉันจะใจดีให้แกได้กินก่อน กินซะสิ”
คนตัวเล็กพยักหน้าไปยังข้าวต้มที่มีควันโขมงโชยออกมาจากชาม พลางเบือนหน้าไปทางอื่น ใจจริงไม่อยากจะรับรู้เรื่องของน้องชายนักหรอก เพราะไม่เคยเป็นเรื่องดีเลยสักครั้ง เผลอๆครั้งนี้หนักกว่าที่แล้วมา หากเธอไม่มีปัญญาช่วยจะทำยังไง
“พี่..”
เธอคิดไว้ไม่มีผิด หญิงสาวแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ยังคงมองออกไปนอกหน้าต่าง บอกตามตรงเธอยังไม่พร้อม แต่พอมาคิดๆดูแล้ว ถ้าไม่ใช่เธอแล้วจะเป็นใครอีกที่จะต้องยื่นมือช่วย
“พี่...”
“คราวนี้ไปก่อเรื่องอะไรเอาไว้อีกล่ะ บอกไว้ก่อนเลยนะว่าถ้าเป็นเรื่องเงินฉันไม่..”
“อืม เงิน”
“.......”
พะแพงหันขวับมามองเขา สีหน้าตอนนี้ของเธอบึ้งตึง หากแต่ยังคงความสะสวยจนน้องชายแท้ๆยังแอบชมอยู่ในใจ
“เยอะด้วย..”
ทั้งห้องเงียบกริบ คนตัวเล็กกัดริมฝีปากแน่น มีบางอย่างแทรกเข้ามาในจิตใจ ทันทีที่น้องของเธอพูด อยู่ๆจิตใต้สำนึกก็เหมือนจะย้ายไปที่อื่น เธอราวกับมีจิตสัมผัสดุจรู้ล่วงหน้าว่าหายนะกำลังจะมาแล้ว และก็จริง
“เท่าไหร่”
“ล้านนึง”
“ไอ้เพชร!”
ร่างทั้งร่างของเธอลุกขึ้นยืนอัตโนมัติ กับสภาวะสมองเบลอ และหูอื้อที่มาพร้อมๆกัน น่าแปลก เธอเป็นถึงขนาดนี้ราวกับคนช็อค แต่คนพูดยังคงนั่งนิ่ง ไม่พอยังแหงนหน้าขึ้นมองเธอตาไม่กะพริบตา
“ผมเข้าใจที่พี่ตกใจ แต่ทำไงได้มันติดไปแล้ว”
“ละ ล้อกันเล่นหรือเปล่า”
ถ้าจะเหลือก็คงเป็นความหวัง ที่น้องชายอาจจะแค่แกล้งกัน ทว่าดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริง เพราะแววตาของมันเต็มไปด้วยความว่างเปล่า
“หน้าตาผมบอกอย่างนั้นเหรอ”
“แกไปติดใครมา”
“จะใครอีกล่ะ พี่ดูหน้าผมสิ”
พะแพงหรี่ตามองตาม หากแต่ความสงสารตอนนี้หมดไปแล้ว เธอกลับมาสงสารตัวเองแทน นั่นเพราะไม่รู้ว่าจะต้องช่วยยังไง
“แล้วมาหาฉันทำไม”
“พี่จะไม่ช่วยผม?”
ความโกรธที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต หลังรู้ว่ามีเขาคลานตามกันมา วันนี้กลับต้องเห็น นั่นเพราะเธอรู้สึกมันเกินกว่าจะเยียวยา หญิงสาวกัดฟันกรอด จ้องเขาตาเขม็ง
“ติดคุกซะดีไหมเพชร ฉันไม่เคยคิดว่าจะมีน้องชายที่เลวระยำแบบนี้”
แต่แทนที่คนฟังจะสะทกสะท้านกลับยักไหล่แล้วหัวเราะในลำคอ
“พี่ไม่กล้าหรอกน่า”
“ว่าไงนะ?”
“พี่ควรจะคิดแบบแม่นะ ยังไงผมก็เกิดมาเป็นสายเลือดเดียวกันกับพี่แล้ว จะเปลี่ยนอะไรได้”
“ทำไมถึงเห็นแก่ตัวอย่างนี้นะเพชร”
“เพราะผมเลือกที่จะเป็นคนเลวแล้วไง!” เขาเถียงอย่างไร้เหตุผล แต่นั่นไม่ได้ทำให้คนตัวเล็กสะดุ้งเท่ากับการตวาด เธอรู้สึกริมฝีปากล่างเลือดออกซิบๆเพราะถูกฟันขูดโดยไม่รู้ตัว และรู้สึกเจ็บที่มือเพราะตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่เผลอกำมือแน่นซะจนเล็บจิก “คนเลวจะไปเข้าใจอะไรกับความคิดของคนดีเล่า เอาเป็นว่าช่างเถอะ ผมอยากรู้ว่าพี่จะช่วยหรือเปล่า”
“เงินเป็นล้านนะเพชร แกบ้าไปแล้วรึไง ฉันอายุแค่นี้ ยังเรียนอยู่เลย จะไปหามาจากไหนให้แกผลาญ อีกอย่างมันไม่ใช่เรื่องของฉันด้วย ฉันไม่ช่วย”
เสียงหัวเราะเย้ยหยันออกมาจากลำคอของเขาอีกครั้ง คราวนี้สร้างความโกรธให้กับคนฟังอีกเท่าทวีคูณ
“ไม่ช่วยก็ไม่เป็นไร งั้นผมจะให้แม่ช่วย ที่ดินบ้านที่แม่อยู่ยังไม่เคยเอาไปจำนองที่ไหนใช่หรือเปล่า”
“ไอ้เพชร! ไอ้เหี้ย!”
เหมือนเสียงตวาดลั่นห้องตอนนี้จะหวนกลับมาเป็นเธอ คนตัวเล็กเหลืออด และหมดความอดทน ความโกรธที่มีมากจนล้นปรี่กลายเป็นความอึดอัด และความอึดอัดมากมายจะต้องหาที่ระบายทำให้เธอถึงกับกระทืบเท้า ปล่อยโฮออกมาอย่างลืมอาย
ในขณะท่ี่เพชรยังคงยืนมอง สายตาของเขาไม่มีแม้แต่ความรู้สึกผิด หรือเห็นใจเลยสักนิด เขามองร่างเล็กที่ทิ้งตัวลงบนโซฟา มองเธอร้องไห้ราวกับเด็กน้อยในตอนนั้น ที่เคยโดนเขาแอบตัดผมตุ๊กตาบาร์บี้ตัวโปรดและทำสัตว์เลี้ยงในทามาก็อตของเธอตาย พลันลุกขึ้นยืนหยิบเสื้อช็อปข้างตัวมาพาดบ่า
“มันให้เวลาผมสามวัน หวังว่าพี่จะช่วยผม ถ้าครั้งนี้พี่ช่วยได้ ผมจะพิจารณาตัวเองเป็นคนดีเพื่อพี่และแม่สักครั้ง”
พลางเดินออกไปจากห้องหน้าตาเฉย ไม่สนใจพี่สาวของเขา ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่กำลังเครียดจัดจนหูดับ และมองอะไรไม่เห็นเพราะขนตาเปียกชุ่มไปแล้วตอนนี้
เวลาเลยไปเกือบเที่ยงคืน คนร่างเล็กเพิ่งจะฟื้นจากการร้องไห้มาอย่างหนัก นั่นเพราะอาจไม่มีน้ำตาหลงเหลือให้ไหลออกมาแล้ว และร่างกายก็เหนื่อยจนอยากพัก เธอถึงได้นั่งเอนหลังพิงหัวเตียงอย่างหมดแรง
“ชั่วพริบตาเดียวเลยแฮะ”
คนตัวเล็กพึมพำกับตัวเองพลางหัวเราะ เพิ่งจะยิ้มได้อยู่ชั่วครู่กับการได้นอนเต็มอิ่ม หลังลิสต์งานที่วางแผนจะไปสมัครในวันพรุ่งนี้ ทว่ากลับพังทลายลงเพียงเพราะน้องชายเหยียบเข้ามา สลับกับการเปิดจอโทรศัพท์มองแจ้งเตือนทวงคำตอบของหลินที่ส่งมาทิ้งไว้ มาถึงตอนนี้เธอไม่รู้จะตกลงดีไหม กับการทำงานนี้ที่หล่อนบอกว่าง่ายก็แค่กางร่มให้นักแข่งก็พอ แต่ไม่ว่าจะยังไงภายในระยะเวลาสามวัน งานนี้ก็ไม่สามารถนำเงินหนึ่งล้านมาให้เธอได้ เว้นก็แต่...
มือบางสั่นเทาราวกับหนาวเหน็บ ทันทีที่ปลดล็อคหน้าจอ เข้าไปยังประวัติการโทร แล้วตัดสินใจกดหาหมายเลขที่ไม่ได้เมม แต่กลับจำได้ ซึ่งไม่นานปลายสายก็รับ และนั่นราวกับเธอกำลังเดินเข้าหานรกด้วยตัวเอง
(ฮัลโหล)
“คุณยังอยากจะได้แพงอยู่ไหมคะ”
(ครับ?)
หนึ่งปีต่อมากับชีวิตหลังแต่งงาน อย่างไรก็ตามเธอก็ถือว่าเป็นผู้หญิงที่โชคดีเสมอ เป็นส้มหล่นที่แท้จริง หลังพบเจอกับอาคีรา แม้ไม่กล้าพูดอย่างเต็มปากว่าคุ้มค่า หากต้องแลกกับสิ่งที่เสียไป เพราะถ้าหากเลือกได้คงไม่มีใครอยากจะสูญเสีย ยิ่งเป็นคนที่รักมากแล้ว ก็ยิ่งแล้วใหญ่ กระนั้นก็เถียงไม่ได้ว่า สำหรับเธอเด็กผู้หญิงในอดีตที่เหมือนจะหลงทาง กลับพบเจอแสงสว่างที่มาจากคนคนเดียวกัน ไม่เพียงความอดทนของเธอเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะความรักของเขาด้วย เพราะถ้าไม่รักเขาคงไม่เปลี่ยนแปลงความเป็นเขาได้ขนาดนี้ แบบว่า..จากหน้ามือเป็นหลังมือ เหตุผลเพื่อที่จะมีเธออยู่ในชีวิต ช่างเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ ราวกับถูกรางวัลที่หนึ่ง “คิดอะไรอยู่” ร่างเล็กกำลังนั่งหวีผมอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หลังจากอาบน้ำเสร็จหมาด หลับตาพริ้มให้กับปลายจมูกโด่งที่ยื่นเข้ามาแนบกับแก้มนิ่มของตัวเอง จนมันยุบบุบไปตามแรง และถูกสูดกลิ่นเข้าไปเต็มปอดฟอดใหญ่ ให้อีกฝ่ายรู้สึกชื่นอกชื่นใจด้วย “แพงรักพี่คีจังเลยค่ะ” กลับกลายเป็นเขาที่ถูกรวบซะงั้น หลั
เสียงหวานบอกเสียงเบา ทั้งดวงตาคู่สวยยังคงจับจ้องงานอยู่ ภาพนั้นสร้างรอยยิ้มให้คนที่หนุนตักอยู่ไม่น้อย ช่างน่าเอ็นดูและน่าทะนุถนอมในคราวเดียวกัน พลางเปลือกตาค่อยๆปิดทั้งที่รอยยิ้มยังคงเปื้อนหน้าคืนเดียวกัน เวลาสามทุ่มเศษ อาคีราขับรถพาเจ้าสาวป้ายแดง และว่าที่บัณฑิตมาหาอะไรทานอย่างที่เขารับปากไว้ และนั่นก็หนีไม่พ้นร้านอาหารหรู “หาอะไรกิน?” พะแพงย้อนถามใบหน้าเปื้อนยิ้มน้อยๆ ให้กับความเล่นใหญ่ของสามีหลังเห็นโรงแรมหรูตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ซึ่งในนั้นบนดาดฟ้าเป็นร้านอาหารชั้นนำยอดนิยมของคนรวย “เอาน่า นาทีนี้เมียพี่ต้องยิ้มเยอะๆครับ” “ขุนกันขนาดนี้ ระวังแพงจะใส่ชุดครุยไม่สวยเอานะคะ” “ไม่มีทางหรอก” “ไม่มีทางสวย?” “ไม่มีทางอ้วน กินเหมือนแมวดมซะขนาดนั้น” เพี้ยะ! “พี่คีอ่ะ” เสียงหัวเราะดังลั่นรถทิ้งท้ายหลังมือบางตีเบาๆตรงแขนแกร่ง ก่อนคนทั้งคู่จะพากันเดินลงมา และควงตรงไปยังลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังชั้นสูงสุดวันรับปริญญา วันนี้เป็นวันซ้อมใหญ่ของมหาวิทยาลัย พะ
งานแต่งผ่านไปแล้ว เธอและเขายังต้องพักเรื่องฮันนีมูน เนื่องจากเธอยังต้องทำโปรเจคจบ ไหนจะเรื่องป่วยของมารดาอีก ที่ยังคงต้องดูแลเอาใจใส่ ฮันนีมูนที่ว่าจึงกลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย “ใกล้หรือยังครับ” ร่างเล็กที่กำลังใช้ดวงตาจับจ้องจอคอมตรงหน้า หากแต่บนตักนั้นมีศีรษะของสามีหนุนอยู่ ละสายตาจากเนื้อหาบนจอก้มลงมาหาเขา ทั้งที่ไม่เข้าใจว่าเขาจะติดสกินชิพไปถึงเมื่อไหร่ ทว่าไม่กล้าขัด เพราะเธอเองก็ชอบแบบนี้ “อืม เหลือเช็คความเรียบร้อยอีกนิดค่ะ” หลังจากแต่งงานอาคีราขี้อ้อนมากๆ เขาแทบไม่เข้าบริษัทเลย ถ้าไม่จำเป็นก็จะนำเอกสารมาทำที่บ้าน ทำข้างๆกันในห้องทำงานกว้างใหญ่ที่ถูกตกแต่งสำหรับสิ่งนี้โดยเฉพาะ ภายใต้ชายคาเดียวกันกับแม่ของเธอ พุนพินซึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็งที่รักษาตัวถัดไปอีกห้องหนึ่ง โดยมีกล้องวงจรปิดขนาดเท่าจอโปรเจคเตอร์ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เป็นกล้องติดตามภายในบ้านสำหรับสอดส่องติดตามมารดา เผื่อเกิดหน้ามืดเป็นลมล้มไปจะได้ช่วยเหลือทัน ทั้งที่อันที่จริงก็มีพยาบาลส่วนตัวคอยดูแลไม่ห่างอยู่แล้ว “วันรับปริญญานอกจากดอกไม้ช่อใหญ่ อ
เสียงทีมงานเดินมากระซิบใกล้ๆ หลังจากนั้นม่านก็ค่อยๆแยกออกจากกัน นาทีที่ได้เห็นแสงสว่างในนาทีนั้น สาดส่องจากหลังม่านเข้ามา พร้อมเสียงดนตรีจากเปียโนที่ดังชัดเจนขึ้น เธอรู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างกำลังอ่อนแรง แต่ละก้าวที่เดินเหมือนผู้เป็นแม่ของเธอประคองไปซะมากกว่า ช่างเป็นการเดินที่ยากต่อการตวบคุม ไม่ต่างกับเด็กน้อยเพิ่งเดินเป็น “ดูสิ คนหันมายิ้มให้ลูกของแม่เยอะเลย” พุนพินกระซิบบอกลูกสาว เธอกวาดตามองตาม เมื่อเห็นแขกที่ถูกเชิญ ทั้งเพื่อนของตัวเอง ทั้งคนที่รู้จัก และไม่รู้จัก ต่างพร้อมใจกันยืนขึ้น และส่งยิ้มให้ เพียงแค่นั้นความประหม่าของเธอก็หายไปทันที ไม่พอเพียงแค่นั้น สิ่งที่ทำให้เธอเกิดความมั่นใจขึ้น และกลับมาเดินอย่างมั่นคงต่อไปได้อีกครั้ง คือร่างสูงไกลๆตรงหน้า เขาอยู่ในชุดสูทสีขาวที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่กลับทำให้ดูดีมากขึ้นอีกเท่าตัว ไม่เกินจริงอย่างที่เพื่อนสนิทของเธอสปอยล์ เขากำลังยิ้ม สายตาจับจ้องมายังเธอเพียงคนเดียว ราวกับรอให้เธอเดินไปถึงด้วยก้าวที่มั่นคงทีละก้าวอย่างใจจดใจจ่อ และเมื่อมาถึงเขาระหว่างทาง เขาจะเป็นฝ่ายพาเธอไปยังอนาคตด้วยตั
ผ่านไปนานเท่าไหร่เธอเองก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้รู้สึกเบื่อหน่ายหรือเหนื่อยเลยกับการถูกจับทำโน่นทำนี่ราวกับตุ๊กตา กลับกันตลอดเวลาที่ช่างแต่งหน้าพากันล้อมรอบ แปลงโฉมด้วยเครื่องประทินผิวยี่ห้อแพง และคุณภาพดีให้เธอ เธอรู้สึกว่ามีค่าและวาสนามากเรียกได้ว่าวันนี้เป็นความสุขที่ล้นเปี่ยมอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าตัวเองสวยขนาดนี้ ผ่านกระจกบานหรูของโรงแรม“โอมายก็อด..”“บอกแล้ว ว่านางฟ้าต้องประทับร่าง”“มงลงไปเลยจ้า”เสียงปรบพร้อมกับคำเยินยอดังสนั่นห้อง หลังจากเครื่องประดับทั้งหมดที่เตรียมมาได้ถูกจัดวางบนตัวเธอ รวมถึงชุดเจ้าสาวที่สวมอยู่ด้วย ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ อาคีราเสกให้เธอกลายเป็นผู้โชคดีจริงๆแกร็ก!เสียงบานประตูถูกผลักเข้ามาหลังเคาะเป็นจังหวะสามครั้ง ดึงความสนใจของคนในห้องให้หันไปทั้งหมด เมื่อเห็นว่าเป็นแม่ของเจ้าสาว แม่ของเจ้าบ่าว และเพื่อนของเจ้าสาว ทั้งสามคนก็ถอยร่น เป็นการเปิดทางให้ทุกคนเข้ามา แน่นอนว่าทันทีที่ได้เห็น คนมาใหม่ถึงกับตาค้าง“สวยจังเลยลูก” นี่คงเป็นความรู้สึกหัวใจพองโตที่จะต้องจดจำไว้อย่าได้ลืมเชียว ก
วันต่อมาเป็นครั้งแรกที่เพื่อนสนิทของเธอมาบ้าน ด้วยโลเคชั่นของเธอที่ส่งไปตั้งแต่เมื่อคืน เพียงแค่ทั้งสามคนเจอกันก็เรียกรอยยิ้มของคนป่วยได้ไม่น้อย ร่างเล็กนามว่าม่อนไม่ได้พูดอะไรมากนอกจากการพนมมือไหว้เคารพผู้ใหญ่ วางกระเป๋า แล้วเดินเข้าไปหา เธอเลือกนั่งข้างๆ ยื่นมือบางไปทาบทับมือเหี่ยวของแม่เพื่อนสนิทเบาๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ มาจากความรู้สึกล้วนๆ หลังจากสังเกตว่าพุนพินซูบผอมลงไปเยอะ เหมือนคนป่วยจริงๆ จนหล่อนรู้สึกเศร้าขึ้นมาเลย ทันทีที่นึกไปถึงอนาคต วันนั้นที่พะแพงไม่มีแม่คนนี้แล้ว“ป้าพินเป็นไงบ้างคะ”“ก็ทรงตัวอยู่ แต่เวลาปวดขึ้นมาก็ทรมานเหมือนกัน”ร่างสูงที่เห็นแบบนั้น จากท่าเดินที่เร็วตามบุคลิก กลายเป็นเชื่องช้าลงขณะเดินไปนั่งโซฟาตรงกันข้าม มองภาพนั้นด้วยสายตาละห้อย ไร้คำพูดใดๆ ส่วนพะแพงคนเป็นลูกที่เห็นอาการของแม่จนชินตาแล้ว ทำได้เพียงยืนมองอยู่เฉยๆ ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังใช่..เธอยังคงมีความหวังอยู่ หวังว่าแม่ของเธอจะอยู่ถึงตอนเธอรับปริญญา แม้ว่ามันจะเป็นไปได้ยากก็ตามทีหนึ่งชั่วโมงผ่านไป หลังทุกคนพากันพูดคุยหัวเราะต่อกระซิก พร้อมกินขนมที่พุนพินทำไปด้วยความเอร็ดอร่อยตรงโ
ไม่แปลกที่คนตัวเล็กจะรู้สึกหงุดหงิด และฉุนกึกกับคำพูดดูมั่นใจไม่แคร์เธอ เนื่องจากส่งผลให้ปวดหนึบตรงกลางอกอยู่เนืองๆ ทว่ากลับอยู่ภายใต้การควบคุมที่ดี ใบหน้าคนใต้ร่างยังคงยิ้มแย้ม แถมยังเอนพวงแก้มรับสัมผัสจากท้องนิ้วแกร่งจังหวะยื่นมาลูบไล้ของเขาด้วย“ทราบค่ะว่าเป็นได้แค่นี้”ถึงจะมาจากเสียงที่หวานแต่
“ผมก็น้องพี่ไง” (โทรมามีอะไร) “เปล่าครับ แม่วานให้ผมโทรชวนพี่ไปกินข้าวที่บ้าน” เขาโกหกเพราะรู้ว่าเขาจะต้องปฏิเสธ (เนื่อง?) “ไม่มีอะไร คงแค่อยากพบหน้า อยากกินข้าวด้วย” (กูไม่ว่าง) ซันเซ็ทละโทรศัพท์ลงมาห่างหู เรียกเธอ
พะแพงและแม่มาถึงกรุงเทพในช่วงเย็น ก่อนจะถูกส่งกลับที่พักของเธอโดยปุณ ทันทีที่ประตูห้องเปิดให้แม่เข้าไป เธอที่ยืนอยู่ข้างหลังก็ยิ้มอ่อน ตอนผู้เป็นแม่หันมา “แพงอยู่ที่นี่มานานหรือยังลูก” “ก็ตั้งแต่เรียนปีหนึ่งเลยค่ะ” ความคิดของผู้เป็นแม่ห้องพักที่มีความ
คุณหมอเหนือเมฆเดินตีคู่กันมากับผู้ชายอีกคนซึ่งไม่เป็นที่คุ้นชินต่อบุคลากรผู้พบเห็นนัก เนื่องจากนานทีเขาจะโผล่หน้ามา จะมีก็แต่แผนกระดับสูงหรือเทียบเท่ากับเหนือเมฆเท่านั้นที่รู้จัก ทว่าใบหน้านี้ก็เป็นที่คุ้นตาในแวดวงนักธุรกิจหรือผู้ที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจทั่วไปจึงจะเป็นที่คุ้นเคยอยู่บ้าง เพราะอาคีรามั







