เข้าสู่ระบบตึกร้างถูกตั้งเป็นบ่อนโดยมาเฟียตึกสีพ่น ที่ยึดมาครอบครองด้วยการแย่งชิงมาหลายต่อหลายมือ สิ่งนี้วัดกันด้วยชัยชนะ และเมื่อแก๊งนี้ปกครองยาวนานแบบไม่มีใครสามารถโค่นลง จึงย่อมมีผู้มั่งคั่งและอำนาจด้านมืดปกครองอีกที
แน่นอนหลายพรรคหลายพวกอยู่ได้เพราะมีเขา..อาคีรา เนื่องจากอาชีพที่เขาทำมักต้องใช้เส้นสาย และการรู้จักเหล่าผู้มีอำนาจในพื้นที่ไว้บ้าง เปรียบเสมือนการปูทางให้กับเขา แต่นั่นก็ย่อมแรกมาด้วยเงินไม่ใช่น้อย
“ไงพวก แพ้อีกแล้วสิมึง”
เสียงใครคนหนึ่งกระตุ้นความเครียดของเพชรให้เผยออกมา หลังจากเก็บเอาไว้ในใจผ่านก็แต่สีหน้า
“กูว่าพอแล้วมั้ง วันนี้มึงโชคไม่ดีว่ะ”
มือสากใหญ่จับและกดบนบ่าแกร่ง แต่ถ้าเทียบกระดูกกันระดับเบอร์คงจะห่างกันหลายขนานอยู่ ทว่าเพียงแค่นั้นก็ทำให้เพชรหน้าซีดแล้ว
“ขอแก้มืออีกสักตาได้ไหมพี่ คราวนี้ผมมั่นใจว่าจะได้คืน”
การพนันไหลเข้าเส้นกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเลือด เขาจำไม่ได้ว่าเริ่มติดตั้งแต่ตอนไหน หากแต่วันใดไม่ได้เล่นราวกับขาดอะไรไปสักอย่าง
“ได้ดิ แต่ไหนทุนมึงล่ะ” รองหัวหน้าแก๊งสีพ่นเอียงคอถาม ใบหน้าที่เรียบเฉยไม่สามารถคาดเดาความคิดได้เลย ไหล่แกร่งถูกกดด้วยนิ้วมือ บังคับให้หันกลับมาเผชิญ พลางส่ายหน้าดูแคลน “ถ้าคิดจะยืมลูกพี่กูอีก ไม่ได้แล้วนะไอ้เพชร ตอนนี้ก็ล้านหนึ่งแล้ว จะเอาของใหม่ก็คืนของเก่าก่อนสิวะ”
สติเหมือนจะถูกดึงกลับมาก็ตอนที่ได้ยินจำนวนเงิน ชายหนุ่มขึงตากว้างทว่าสิ่งนั้นถูกซ่อนไว้ด้วยการก้มหน้างุด เหงื่อแตกพลั่กเต็มหน้าผาก
“ผะ ผม กะว่าจะเล่นให้ได้แล้วคืนพี่ครับ”
เพียงแค่นั้นสีหน้าของรองหัวหน้าก็เปลี่ยนไป ใบหน้าเรียบเฉยเมื่อครู่ ที่พอจะมีรอยยิ้มหลงเหลืออยู่บ้าง หุบยิ้มลงทันควัน พลันกลายเป็นถมึงทึง ฉวยคอเสื้อคนตรงหน้าจนเท้าลอย
“ใครสั่งใครสอนให้มึงเอาเงินมาเดิมพันกับดวง? ฮะ..”
เสียงกดต่ำทำให้เพชรเริ่มหงอย เพราะมันไม่แค่ฉวยคอเสื้อ แต่เอาปืนจ่อหัวด้วย
“ผมถึงได้ขอยืมอีกสักก้อนไงครับ จะได้..”
“อ๊า มึงกล้ามากไอ้เหี้ย มึงกำลังจะบอกว่าที่ยืมไปทั้งหมดนี้ถ้าไม่ชนะ มึงก็ไม่มีคืน?”
“ก็ผมกำลัง...”
“ไอ้ควายเอ๊ย... ลากตัวมันไป!”
“พี่ ให้โอกาสผมนะพี่ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว...พี่!”
เสียงแจ้งเตือนข้อความในช่วงค่ำละความสนใจของคนกำลังเอนหลังอยู่บนโซฟา เธอวางแมคบุ๊คที่เปิดค้างจอหน้าสมัครงานลงข้างๆ เปลี่ยนเป็นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแทน พลันเปิดดูหัวคิ้วก็ขมวด เป็นข้อความของใครคนหนึ่งที่แจ้งเพิ่มเพื่อนใหม่ เมื่อกดเข้าก็ขึงตาอีกที
Lynn : คนสวย
เธอไม่ได้กดรับเพื่อนในทันที แต่เลือกที่จะตอบก่อน
PP : สวัสดีค่ะ พี่หลิน
Lynn : ว้าย คนสวยจำพี่ได้ดีใจจังเลยค่ะ
มุมปากกระจับเผลอยิ้ม เธอมีเพื่อนแค่ไม่กี่คน และคนแปลกหน้าเข้ามาในชีวิตสามารถจำได้ทั้งหมด ไม่มีปัญหาเลย ลืมหล่อนไปก็อัลไซเมอร์แล้ว เพียงแค่แปลกใจนิดหน่อย ทำไมถึงเป็นหลินที่เป็นฝ่ายดีลมา ทั้งที่ควรเป็นเธอที่จะต้องติดต่อไปก่อน แต่เนื่องจากยังตัดสินใจทำงานที่แม็กแนะนำไม่ได้จึงเงียบไป
PP : จำได้ค่ะ พี่หลินมีอะไรให้แพงช่วยเหรอคะ
Lynn : มีแน่นอนค่ะ ต้องขอโทษนะที่เสียมารยาททักเธอไปก่อน ทั้งที่คนสวยอาจไม่สนใจ แต่พี่ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว คืองี้ขอเข้าเรื่องเลยละกัน เรื่องงานแข่งรถที่กำลังจะถึงนี้อะ พี่ขาดคน อยากให้น้องมาช่วยหน่อยค่ะ ได้ไหมคะ แค่วันเดียว
PP: วันไหนคะพี่
Lynn: วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้
เธอเหลือบมองปฏิทินโดยอัตโนมัติ ก็ประมาณอีกสองวัน แต่ไม่ทันได้พิมพ์กลับ อีกฝั่งพิมพ์ต่อท้ายมาติดๆ
Lynn: ไม่ต้องห่วงเรื่องหน้างานนะคะ ไม่มีอะไรยากเลยค่ะ แค่เดินสวยๆกางร่มให้นักแข่งแค่นั้นเลย
คนตัวเล็กอ่านไปหย่อนคิ้วไป อยู่ๆใจก็เผลอนึกถึงใครคนหนึ่งขึ้นมา และคิดว่าสปอนเซอร์ต้องเป็นเขาแน่ หากแต่ไม่ได้คิดไปไกลกว่านั้น อาทิเช่นต้องเจอกัน ระดับนั้นคงไม่มายืนเกาะสนาม หรือเดินตามเธอ แต่ถ้าจ้างฉุดนะไม่แน่ เธอรู้มาว่าคนอย่างเขาไม่สามารถทำอะไรแบบเจิดจรัสในที่สว่างได้ ทว่าถึงจะคิดในแง่ดีขนาดนั้น แต่ความกลัวก็ยังครอบงำอยู่ดี ไม่อยากเข้าใกล้แม้แต่นิดเดียว
PP: ขอแพงคิดก่อนได้ไหมคะ สักพักแพงจะตอบกลับค่ะ
Lynn: ได้เลยค่ะคนสวย พี่จะรอนะคะ รออย่างมีความหวังค่ะ
คนตัวเล็กส่งยิ้มให้กับหน้าจอโทรศัพท์ พลางวางลงที่เดิมสลับกับอีกอย่างที่มีเนื้อหาภายในให้สนใจกว่า เธอยังคงนั่งหางานอย่างเงียบๆ จนกระทั่งตาลาย หาววอด และเผลอหลับไป สะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกทีตอนกระดิ่งหน้าห้องดัง
“ใครคะ”
สิ่งแรกที่ทำคือการเหลือบมองเวลา เมื่อเห็นว่าเกือบจะสองทุ่มแล้วถึงได้ขมวดคิ้ว ถึงไม่ดึกมากแต่นี่ก็ถือว่ายามวิกาลสำหรับเธอ คอนโดนี้ค่อนข้างเป็นส่วนตัว ส่วนใหญ่แขกที่มาพักไม่เป็นนักศึกษาทำงานส่งตัวเองเรียน ก็เป็นพนักงานเอกชน แถมห้องของเธอไม่เคยมีประสบการณ์ใครมาหาโดยไม่แจ้งกันล่วงหน้าก่อน
ไม่มีเสียงตอบรับ และไม่เจอใครภายนอกหลังใช้ตาแมวสอดส่อง กลับพบเพียงความว่างเปล่าและแสงไฟนีออนเท่านั้น เธอกำลังจะเดินหันหลังอยู่แล้วถ้าไม่ติดว่าหลังประตูบานนั้นเกิดเสียงเคาะขึ้นมาจนต้องชะงักและหันไปสนใจอีกที แถมไม่รู้อะไรดลใจให้เธอกล้าที่จะเปิดประตูด้วย พลันถึงกับยืนอึ้งในทันทีที่เห็น
น้องชายของตนนั่งอยู่กับพื้น แผ่นหลังแนบชิดกับกำแพงบ่งบอกถึงการไร้เรี่ยวแรง ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือรอยฟกช้ำเต็มหน้าพร้อมกับคราบเลือดอีก
“เพชร!”
ไม่ถึงชั่วโมงร่างสูงที่สลบไปก่อนหน้าค่อยๆลืมตาขึ้นมาเพราะกลิ่นหอมของอาหาร เขาลุกขึ้นนั่ง เห็นร่างเล็กเดินไปเดินมาอยู่ไกลๆ หากให้เดานั้นคงเป็นโซนครัว จากนั้นข้าวต้มร้อนๆก็ถูกยกมาด้วยมือบาง และวางลงบนโต๊ะข้างกันกับโซฟาที่เขานอน
เพชรขมวดคิ้วพยายามนึกถึงเรื่องราวที่ผ่าน สำหรับเขามันค่อนข้างจะเลวร้าย แต่สิ่งที่จะพูดออกไปหลังจากนี้คาดว่าคงจะร้ายกว่า
เสียงกระแทกช้อนลงบนชาม เรียกสติให้เขาตื่นจากภวังค์ ร่างสูงที่มีหน้าตาดีและคล้ายกับคนตรงหน้ามากๆ น่าเสียดายที่ตอนนี้กลับมีบาดแผลเต็มไปหมด แม้ว่าจะถูกทายาให้ด้วยพี่สาวไปแล้ว
“ไม่ต้องเอาใจกันขนาดนี้ก็ได้ รู้พอผมฟื้น พี่ก็จะไล่กันทันที”
พะแพงแสยะยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่น้องชายไม่เคยเห็น และนั่นยิ่งทำให้เขากังวล เนื่องจากเหตุการณ์เกือบจะเอากันถึงตายในตอนนี้ก็เพิ่งจะเป็นครั้งแรกของเขาเช่นกัน
“ก็รู้นี่ แต่คราวนี้ฉันจะใจดีให้แกได้กินก่อน กินซะสิ”
คนตัวเล็กพยักหน้าไปยังข้าวต้มที่มีควันโขมงโชยออกมาจากชาม พลางเบือนหน้าไปทางอื่น ใจจริงไม่อยากจะรับรู้เรื่องของน้องชายนักหรอก เพราะไม่เคยเป็นเรื่องดีเลยสักครั้ง เผลอๆครั้งนี้หนักกว่าที่แล้วมา หากเธอไม่มีปัญญาช่วยจะทำยังไง
“พี่..”
เธอคิดไว้ไม่มีผิด หญิงสาวแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ยังคงมองออกไปนอกหน้าต่าง บอกตามตรงเธอยังไม่พร้อม แต่พอมาคิดๆดูแล้ว ถ้าไม่ใช่เธอแล้วจะเป็นใครอีกที่จะต้องยื่นมือช่วย
“พี่...”
“คราวนี้ไปก่อเรื่องอะไรเอาไว้อีกล่ะ บอกไว้ก่อนเลยนะว่าถ้าเป็นเรื่องเงินฉันไม่..”
“อืม เงิน”
“.......”
พะแพงหันขวับมามองเขา สีหน้าตอนนี้ของเธอบึ้งตึง หากแต่ยังคงความสะสวยจนน้องชายแท้ๆยังแอบชมอยู่ในใจ
“เยอะด้วย..”
ทั้งห้องเงียบกริบ คนตัวเล็กกัดริมฝีปากแน่น มีบางอย่างแทรกเข้ามาในจิตใจ ทันทีที่น้องของเธอพูด อยู่ๆจิตใต้สำนึกก็เหมือนจะย้ายไปที่อื่น เธอราวกับมีจิตสัมผัสดุจรู้ล่วงหน้าว่าหายนะกำลังจะมาแล้ว และก็จริง
“เท่าไหร่”
“ล้านนึง”
“ไอ้เพชร!”
ร่างทั้งร่างของเธอลุกขึ้นยืนอัตโนมัติ กับสภาวะสมองเบลอ และหูอื้อที่มาพร้อมๆกัน น่าแปลก เธอเป็นถึงขนาดนี้ราวกับคนช็อค แต่คนพูดยังคงนั่งนิ่ง ไม่พอยังแหงนหน้าขึ้นมองเธอตาไม่กะพริบตา
“ผมเข้าใจที่พี่ตกใจ แต่ทำไงได้มันติดไปแล้ว”
“ละ ล้อกันเล่นหรือเปล่า”
ถ้าจะเหลือก็คงเป็นความหวัง ที่น้องชายอาจจะแค่แกล้งกัน ทว่าดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริง เพราะแววตาของมันเต็มไปด้วยความว่างเปล่า
“หน้าตาผมบอกอย่างนั้นเหรอ”
“แกไปติดใครมา”
“จะใครอีกล่ะ พี่ดูหน้าผมสิ”
พะแพงหรี่ตามองตาม หากแต่ความสงสารตอนนี้หมดไปแล้ว เธอกลับมาสงสารตัวเองแทน นั่นเพราะไม่รู้ว่าจะต้องช่วยยังไง
“แล้วมาหาฉันทำไม”
“พี่จะไม่ช่วยผม?”
ความโกรธที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต หลังรู้ว่ามีเขาคลานตามกันมา วันนี้กลับต้องเห็น นั่นเพราะเธอรู้สึกมันเกินกว่าจะเยียวยา หญิงสาวกัดฟันกรอด จ้องเขาตาเขม็ง
“ติดคุกซะดีไหมเพชร ฉันไม่เคยคิดว่าจะมีน้องชายที่เลวระยำแบบนี้”
แต่แทนที่คนฟังจะสะทกสะท้านกลับยักไหล่แล้วหัวเราะในลำคอ
“พี่ไม่กล้าหรอกน่า”
“ว่าไงนะ?”
“พี่ควรจะคิดแบบแม่นะ ยังไงผมก็เกิดมาเป็นสายเลือดเดียวกันกับพี่แล้ว จะเปลี่ยนอะไรได้”
“ทำไมถึงเห็นแก่ตัวอย่างนี้นะเพชร”
“เพราะผมเลือกที่จะเป็นคนเลวแล้วไง!” เขาเถียงอย่างไร้เหตุผล แต่นั่นไม่ได้ทำให้คนตัวเล็กสะดุ้งเท่ากับการตวาด เธอรู้สึกริมฝีปากล่างเลือดออกซิบๆเพราะถูกฟันขูดโดยไม่รู้ตัว และรู้สึกเจ็บที่มือเพราะตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่เผลอกำมือแน่นซะจนเล็บจิก “คนเลวจะไปเข้าใจอะไรกับความคิดของคนดีเล่า เอาเป็นว่าช่างเถอะ ผมอยากรู้ว่าพี่จะช่วยหรือเปล่า”
“เงินเป็นล้านนะเพชร แกบ้าไปแล้วรึไง ฉันอายุแค่นี้ ยังเรียนอยู่เลย จะไปหามาจากไหนให้แกผลาญ อีกอย่างมันไม่ใช่เรื่องของฉันด้วย ฉันไม่ช่วย”
เสียงหัวเราะเย้ยหยันออกมาจากลำคอของเขาอีกครั้ง คราวนี้สร้างความโกรธให้กับคนฟังอีกเท่าทวีคูณ
“ไม่ช่วยก็ไม่เป็นไร งั้นผมจะให้แม่ช่วย ที่ดินบ้านที่แม่อยู่ยังไม่เคยเอาไปจำนองที่ไหนใช่หรือเปล่า”
“ไอ้เพชร! ไอ้เหี้ย!”
เหมือนเสียงตวาดลั่นห้องตอนนี้จะหวนกลับมาเป็นเธอ คนตัวเล็กเหลืออด และหมดความอดทน ความโกรธที่มีมากจนล้นปรี่กลายเป็นความอึดอัด และความอึดอัดมากมายจะต้องหาที่ระบายทำให้เธอถึงกับกระทืบเท้า ปล่อยโฮออกมาอย่างลืมอาย
ในขณะท่ี่เพชรยังคงยืนมอง สายตาของเขาไม่มีแม้แต่ความรู้สึกผิด หรือเห็นใจเลยสักนิด เขามองร่างเล็กที่ทิ้งตัวลงบนโซฟา มองเธอร้องไห้ราวกับเด็กน้อยในตอนนั้น ที่เคยโดนเขาแอบตัดผมตุ๊กตาบาร์บี้ตัวโปรดและทำสัตว์เลี้ยงในทามาก็อตของเธอตาย พลันลุกขึ้นยืนหยิบเสื้อช็อปข้างตัวมาพาดบ่า
“มันให้เวลาผมสามวัน หวังว่าพี่จะช่วยผม ถ้าครั้งนี้พี่ช่วยได้ ผมจะพิจารณาตัวเองเป็นคนดีเพื่อพี่และแม่สักครั้ง”
พลางเดินออกไปจากห้องหน้าตาเฉย ไม่สนใจพี่สาวของเขา ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่กำลังเครียดจัดจนหูดับ และมองอะไรไม่เห็นเพราะขนตาเปียกชุ่มไปแล้วตอนนี้
เวลาเลยไปเกือบเที่ยงคืน คนร่างเล็กเพิ่งจะฟื้นจากการร้องไห้มาอย่างหนัก นั่นเพราะอาจไม่มีน้ำตาหลงเหลือให้ไหลออกมาแล้ว และร่างกายก็เหนื่อยจนอยากพัก เธอถึงได้นั่งเอนหลังพิงหัวเตียงอย่างหมดแรง
“ชั่วพริบตาเดียวเลยแฮะ”
คนตัวเล็กพึมพำกับตัวเองพลางหัวเราะ เพิ่งจะยิ้มได้อยู่ชั่วครู่กับการได้นอนเต็มอิ่ม หลังลิสต์งานที่วางแผนจะไปสมัครในวันพรุ่งนี้ ทว่ากลับพังทลายลงเพียงเพราะน้องชายเหยียบเข้ามา สลับกับการเปิดจอโทรศัพท์มองแจ้งเตือนทวงคำตอบของหลินที่ส่งมาทิ้งไว้ มาถึงตอนนี้เธอไม่รู้จะตกลงดีไหม กับการทำงานนี้ที่หล่อนบอกว่าง่ายก็แค่กางร่มให้นักแข่งก็พอ แต่ไม่ว่าจะยังไงภายในระยะเวลาสามวัน งานนี้ก็ไม่สามารถนำเงินหนึ่งล้านมาให้เธอได้ เว้นก็แต่...
มือบางสั่นเทาราวกับหนาวเหน็บ ทันทีที่ปลดล็อคหน้าจอ เข้าไปยังประวัติการโทร แล้วตัดสินใจกดหาหมายเลขที่ไม่ได้เมม แต่กลับจำได้ ซึ่งไม่นานปลายสายก็รับ และนั่นราวกับเธอกำลังเดินเข้าหานรกด้วยตัวเอง
(ฮัลโหล)
“คุณยังอยากจะได้แพงอยู่ไหมคะ”
(ครับ?)
เสียงทีมงานเดินมากระซิบใกล้ๆ หลังจากนั้นม่านก็ค่อยๆแยกออกจากกัน นาทีที่ได้เห็นแสงสว่างในนาทีนั้น สาดส่องจากหลังม่านเข้ามา พร้อมเสียงดนตรีจากเปียโนที่ดังชัดเจนขึ้น เธอรู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างกำลังอ่อนแรง แต่ละก้าวที่เดินเหมือนผู้เป็นแม่ของเธอประคองไปซะมากกว่า ช่างเป็นการเดินที่ยากต่อการตวบคุม ไม่ต่างกับเด็กน้อยเพิ่งเดินเป็น “ดูสิ คนหันมายิ้มให้ลูกของแม่เยอะเลย” พุนพินกระซิบบอกลูกสาว เธอกวาดตามองตาม เมื่อเห็นแขกที่ถูกเชิญ ทั้งเพื่อนของตัวเอง ทั้งคนที่รู้จัก และไม่รู้จัก ต่างพร้อมใจกันยืนขึ้น และส่งยิ้มให้ เพียงแค่นั้นความประหม่าของเธอก็หายไปทันที ไม่พอเพียงแค่นั้น สิ่งที่ทำให้เธอเกิดความมั่นใจขึ้น และกลับมาเดินอย่างมั่นคงต่อไปได้อีกครั้ง คือร่างสูงไกลๆตรงหน้า เขาอยู่ในชุดสูทสีขาวที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่กลับทำให้ดูดีมากขึ้นอีกเท่าตัว ไม่เกินจริงอย่างที่เพื่อนสนิทของเธอสปอยล์ เขากำลังยิ้ม สายตาจับจ้องมายังเธอเพียงคนเดียว ราวกับรอให้เธอเดินไปถึงด้วยก้าวที่มั่นคงทีละก้าวอย่างใจจดใจจ่อ และเมื่อมาถึงเขาระหว่างทาง เขาจะเป็นฝ่ายพาเธอไปยังอนาคตด้วยตั
ผ่านไปนานเท่าไหร่เธอเองก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้รู้สึกเบื่อหน่ายหรือเหนื่อยเลยกับการถูกจับทำโน่นทำนี่ราวกับตุ๊กตา กลับกันตลอดเวลาที่ช่างแต่งหน้าพากันล้อมรอบ แปลงโฉมด้วยเครื่องประทินผิวยี่ห้อแพง และคุณภาพดีให้เธอ เธอรู้สึกว่ามีค่าและวาสนามากเรียกได้ว่าวันนี้เป็นความสุขที่ล้นเปี่ยมอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าตัวเองสวยขนาดนี้ ผ่านกระจกบานหรูของโรงแรม“โอมายก็อด..”“บอกแล้ว ว่านางฟ้าต้องประทับร่าง”“มงลงไปเลยจ้า”เสียงปรบพร้อมกับคำเยินยอดังสนั่นห้อง หลังจากเครื่องประดับทั้งหมดที่เตรียมมาได้ถูกจัดวางบนตัวเธอ รวมถึงชุดเจ้าสาวที่สวมอยู่ด้วย ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ อาคีราเสกให้เธอกลายเป็นผู้โชคดีจริงๆแกร็ก!เสียงบานประตูถูกผลักเข้ามาหลังเคาะเป็นจังหวะสามครั้ง ดึงความสนใจของคนในห้องให้หันไปทั้งหมด เมื่อเห็นว่าเป็นแม่ของเจ้าสาว แม่ของเจ้าบ่าว และเพื่อนของเจ้าสาว ทั้งสามคนก็ถอยร่น เป็นการเปิดทางให้ทุกคนเข้ามา แน่นอนว่าทันทีที่ได้เห็น คนมาใหม่ถึงกับตาค้าง“สวยจังเลยลูก” นี่คงเป็นความรู้สึกหัวใจพองโตที่จะต้องจดจำไว้อย่าได้ลืมเชียว ก
วันต่อมาเป็นครั้งแรกที่เพื่อนสนิทของเธอมาบ้าน ด้วยโลเคชั่นของเธอที่ส่งไปตั้งแต่เมื่อคืน เพียงแค่ทั้งสามคนเจอกันก็เรียกรอยยิ้มของคนป่วยได้ไม่น้อย ร่างเล็กนามว่าม่อนไม่ได้พูดอะไรมากนอกจากการพนมมือไหว้เคารพผู้ใหญ่ วางกระเป๋า แล้วเดินเข้าไปหา เธอเลือกนั่งข้างๆ ยื่นมือบางไปทาบทับมือเหี่ยวของแม่เพื่อนสนิทเบาๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ มาจากความรู้สึกล้วนๆ หลังจากสังเกตว่าพุนพินซูบผอมลงไปเยอะ เหมือนคนป่วยจริงๆ จนหล่อนรู้สึกเศร้าขึ้นมาเลย ทันทีที่นึกไปถึงอนาคต วันนั้นที่พะแพงไม่มีแม่คนนี้แล้ว“ป้าพินเป็นไงบ้างคะ”“ก็ทรงตัวอยู่ แต่เวลาปวดขึ้นมาก็ทรมานเหมือนกัน”ร่างสูงที่เห็นแบบนั้น จากท่าเดินที่เร็วตามบุคลิก กลายเป็นเชื่องช้าลงขณะเดินไปนั่งโซฟาตรงกันข้าม มองภาพนั้นด้วยสายตาละห้อย ไร้คำพูดใดๆ ส่วนพะแพงคนเป็นลูกที่เห็นอาการของแม่จนชินตาแล้ว ทำได้เพียงยืนมองอยู่เฉยๆ ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังใช่..เธอยังคงมีความหวังอยู่ หวังว่าแม่ของเธอจะอยู่ถึงตอนเธอรับปริญญา แม้ว่ามันจะเป็นไปได้ยากก็ตามทีหนึ่งชั่วโมงผ่านไป หลังทุกคนพากันพูดคุยหัวเราะต่อกระซิก พร้อมกินขนมที่พุนพินทำไปด้วยความเอร็ดอร่อยตรงโ
สองอาทิตย์ต่อมา งานแต่งของพวกเขาถูกแพลนไปไกลแล้ว และเหลืออีกไม่กี่อย่างก็พร้อม อาคีราเลือกที่จะเริ่มไปนอนที่บ้านของตัวเองในคืนพรุ่งนี้ เช้านี้จึงอยากจะพาครอบครัวของฝั่งเจ้าสาวไปทำบุญก่อน ตกตอนเย็นก็ค่อยกลับบ้านตามลำพัง “คนมาทำทานเยอะเหมือนกันนะคะ” ใบหน้าสะสวยยืนหันหน้าไปทางกระแสลม ให้พัดหน้าจนผมปลิวว่อน ตรงข้ามเป็นแม่น้ำค่อนข้างใหญ่มีไว้สำหรับปล่อยปลา ข้างกันคือพุนพินที่หน้าตาถัดไปทางสดใสและอิ่มบุญ หากแต่ด้วยกายหยาบไม่ค่อยเอื้ออำนวยจึงทำอะไรเชื่องช้าไปหมด หล่อนเหมือนคนเหนื่อยตลอดเวลา ทว่าเมื่อถามทุกครั้งกลับส่ายหน้าและตอบว่าไม่เป็นไร ครั้งนี้ก็เช่นกัน “แม่หมดห่วงเรื่องของแพงได้แล้วใช่ไหมลูก” จู่ๆหล่อนก็โพล่งคำถามนี้ขึ้นมา หญิงสาวที่กำลังมองร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงสีดำที่ยืนห่างไปพอควร อยู่ในลักษณะท่ายืนเท้าเอวสอบ หันหลังให้กับทุกคน เบื้องหน้าคือแม่น้ำวิวเดียวกันกับเธอ เขากำลังยืนรับลมไม่ต่าง เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยปิดเปลือกตาลงปล่อยให้สายลมบางเบาพัดโบก เสมือนกำลังผ่อนคลายพลางหันมาทางผู้เป็นแม่ “แม
“ครับ ผมจะทำให้เลย ทำทันที และเร็วที่สุด”ก่อนความเงียบจะเข้าปกคลุมทันทีที่พุนพินเอ่ยจบ และค่อยๆเรียกรอยยิ้มของคนทั้งสามออกมาเปื้อนใบหน้า เมื่อคำขอนั้นแท้จริงไม่ได้ยากอะไรเลย กลับกันเป็นอีกเรื่องที่พวกเขากำลังครุ่นคิด และมีอยู่ในหัวอยู่ก่อนแล้ว“แต่งงานกับลูกสาวของน้าในตอนที่น้ายังแข็งแรงอยู่ได้ไหมคะ”“ได้ครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมกับแพงคิดอยู่เหมือนกันว่าจะเอายังไง พอเป็นแบบนี้ก็ดีครับ งั้นจบทริปนี้ กลับไปผมจะให้พ่อแม่มาสู่ขอเลยละกัน แพงว่าไง..หนูโอเคไหม”คนถูกถามละสายตาจากมือบางที่แอบบีบเข้าหากันแน่นเพราะความเขิน เงยหน้าขึ้น มองหน้าผู้เป็นแม่สลับกับเขาแล้วยิ้มกว้าง ถึงจะรู้สึกติดเรื่องเรียนอยู่เล็กน้อย เพราะรู้สึกเหมือนจะฉุกละหุกจนเกินไป แต่ถ้านี่คือความต้องการของแม่เธอ หญิงสาวก็ไม่ขัด ดีซะอีก จะได้ไม่ต้องค้างคา เพราะถึงยังไงคนที่เธอคิดจะฝากชีวิตและอยู่ด้วยกันจนวันสุดท้ายก็เป็นเขาอยู่แล้ว“ได้ค่ะ แพงโอเค”“ถ้าอย่างนั้นก็ตามนั้นครับ”“ขอบคุณนะคะ ขอบคุณมากที่เอ็นดูและรักยัยแพง”“ครับ ผมยินดี”วันต่อมาด้านของปานดาวเช้านี้หล่อนได้รับข่าวดีที่ทำให้กล้ามเนื้อทั้งมัดเล็กมัดใหญ่โลดเต้น
จุดหมายปลายทางคือบ้านสวนที่อาคีราซื้อทิ้งไว้แถวปริมณฑล เคยเป็นที่ดินเปล่ารกร้างมาก่อน แต่ถูกดัดแปลงให้เป็นบ้านสวนเพื่อการพักผ่อนโดยเฉพาะ แน่นอนว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ย่าของเขาชื่นชอบ แต่ไม่มีเวลาได้มาพักผ่อนเลยสักครั้ง เนื่องจากท่านเสียชีวิตไปซะก่อน เหตุการณ์ครานั้นเป็นสิ่งย้ำเตือนใจเขา หากคิดจะทำอะไรสักอย่างอย่ารอวันที่สาย อาทิเช่นตอนนี้กับว่าที่ภรรยาของเขาคือพะแพงและแม่ของเธอ ที่ไม่อยากให้เวลาเดินไปข้างหน้าอย่างสูญเปล่าแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว เขาจึงจัดทริปนี้ขึ้นมา เพื่อให้แม่ของเธอได้สูดอากาศที่มาจากธรรมชาติจริงๆบ้าง อีกนัยยะ ไม่อยากให้อุดอู้อยู่แต่กับบ้าน ถึงมันจะใหญ่มากก็เถอะ“ซื้อไว้นานแล้วเหรอคะ”เสียงหวานกังวานหันมาถามทันทีที่เดินลงมาจากรถ โดยมีปุณและพยาบาลดูแลพุนพินอีกคนช่วยกันยกของ รวมถึงเขาและเธอที่ช่วยกันละไม้คนละมือ ไม่ได้เดินตัวเปล่าลงมา“ครับ หลายปีแล้ว ครั้งนี้ครั้งที่สามที่พี่มา”พะแพงเพิ่งสังเกตเห็นคนสวนเดินเข้ามาอย่างนอบน้อมและถ่อมตน ทันทีที่หยุดอยู่ตรงหน้าร่างสูงก็ยกมือไหว้ หลังจากนั้นเดินไปเปิดประตู แล้วไปช่วยปุณยกของต่อ“คนนี้..”“ลุงพันอยู่เฝ้าที่นี่ตั้งแต่แรก” เขา







