เข้าสู่ระบบ(ทราบครับ ก็พี่ตั้งใจจะโทรหาหนูไง)
ท่าทางตัวแข็งทื่อขึงตากว้างของคนตัวเล็ก เป็นจุดสังเกตของเพื่อนๆ ที่มองอยู่ก่อนแล้วตั้งแต่ต้น เธอชะงักราวกับมีใครเป็นอะไร จนพวกเขาถึงกับไม่กล้าเปล่งเสียงออกมา ทว่าความเป็นห่วงกลับเลี่ยงไม่ได้ที่จะขยับปาก คนตัวเล็กจึงส่งสัญญาณมือพลางบุ้ยปากไปทางหลังห้อง เมื่อเห็นว่าเพื่อนเข้าใจจึงหมุนตัวเดินไปนอกระเบียง และไม่ลืมที่จะปิดประตูบานเลื่อนชนิดกระจกกันเสียงเล็ดลอดด้วย
“คุณอาคีราเหรอคะ”
ทันทีที่มายืนอยู่ตรงระเบียง ทนรับแรงของลมในช่วงดึกโกรกปะทะผมจนปลิวว่อน และมั่นใจไม่มีใครได้ยิน เธอถึงกล้าพูดได้เต็มเสียง
(ใช่สิ อย่าลืมเมมเบอร์ไว้ด้วยนะ เบอร์นี้เบอร์ส่วนตัวพี่)
พลันเกิดสีหน้าขมุกขมัวก็ตอนปลายสายออกคำสั่ง เธอยอมรับเสียงของเขาหล่อมากเมื่ออยู่ในโทรศัพท์ ทั้งอันที่จริงหน้าของเขาก็หล่ออยู่แล้ว แต่หากใครไม่เคยเห็นตัวตน แค่ได้ยินเสียงก็สามารถเก็บไปจินตนาการ ไปฝันได้เลย หากแต่ไม่ใช่เธอที่มีโอกาสได้เห็นธาตุแท้ไปแล้วเสี้ยวหนึ่ง
อาจเป็นเพราะสาวเจ้าต่ำต้อย เป็นเพียงเด็กในร้านอาหารกระมัง ที่เขาพยายามจะซื้อกิน ถึงได้ลงทุนใช้เงินที่สำหรับเขาเป็นเพียงเศษกระดาษฟาดหัวกันง่ายๆ แบบนี้ จึงไม่จำเป็นต้องใส่หน้ากากหรือสร้างเทสเหมือนกับตอนยืนอยู่หน้ากล้อง ตอนเข้าสังคมเท่าไหร่นัก ทว่าเพียงแต่เธอไม่ง่ายอย่างที่ใจต้องการ ถึงได้ลงทุนตามล่า คงจะสนุกดี
“ทำไมต้องเมมคะ”
เสียงในสายเงียบไป ได้ยินเพียงลมหายใจแรงกับเสียงจุดไฟแช็ก ถ้าให้เดาเขาคงกำลังสูบบุหรี่ คนตัวเล็กขมวดคิ้วอีกครั้ง สลับกับลดโทรศัพท์ลงมาดูจอ เมื่อเห็นเวลาวินาทียังคงทำงาน จึงนำไปแนบหูอีกครั้ง
“ได้ยินไหมคะ”
(ฟังอยู่)
“คุณโทรมาหาหนู เพราะคนของคุณไปรายงานใช่ไหมคะ”
(อ่า..)
“ค่ะ คือหนู..”
(หนูมีปัญหากับเงินของพี่?)
ถ้าไม่ได้คิดไปเอง หรือเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่ทะลึ่งดื่มไปเล็กน้อย เธออาจจะเข้าใจว่าเขากำลังหงุดหงิด น้ำเสียงท้ายๆ ถึงได้แปรเปลี่ยนไปเป็นห้วน ต่างกันโดยสิ้นเชิงกับแรกเริ่มตอนรับสาย คนตัวเล็กกลั้นหายใจ เธอกำลังครุ่นคิดว่าควรพูดไปทางไหนดี ที่จะไม่ทำให้เขามีอารมณ์คุกรุ่นมากไปกว่านี้
“ใช่ค่ะ คือสำหรับหนูนะคะ มันมากเกินไปค่ะพี่..”
สรรพนามของเธอเปลี่ยน ที่เปลี่ยนเพียงเพราะอยากให้เขาใจอ่อน แบบว่าพูดง่ายเสมือนคนปกติ ที่ไม่ใช้อำนาจอย่างเช่นตอนที่ใช้กับเกียรติเจ้านายของเธอ เพราะในตอนนี้เธอไม่ได้เป็นพนักงานที่นั่นแล้ว
(ลาออกทำไม)
“คะ?”
(ลมตรงระเบียงมันแรงไปหรอ หนูถึงไม่ได้ยิน)
ร่างบางตัวแข็งทื่อ คำพูดของเขาทำให้ใบหน้าที่ก้มงุดอยู่ เงยขึ้นมาอัตโนมัติ เขารู้ได้อย่างไรว่าตอนนี้เธออยู่ตรงระเบียง
“คะ คุณรู้ได้ไงคะ”
(กลัวพี่เหรอ ไม่ต้องกลัว พี่อยู่ห่างกับหนูหลายไมล์เลย ตอบคำถามพี่มาสิ ลาออกจากที่นั่นทำไม เพราะพี่หรือเปล่า)
พะแพงไม่ตอบ คำถามนั้นไม่ต่างกับคำขู่ ที่บอกเป็นนัยยะว่าหากตอบตามจริงว่าเป็นเขา เขาจะหักคอเธอ คนตัวเล็กถึงทำได้แค่ขบริมฝีปากตัวเอง ยืนตัวแข็งทื่อ
“เปล่าค่ะ มหาลัยจะเปิดแล้ว หนูแค่...”
(อย่าหัดเป็นเด็กเลี้ยงแกะตั้งแต่ตอนนี้สิ พี่ไม่ชอบ)
คราวนี้เธอเอียงหน้า เพราะเริ่มจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดอย่างจริงจังขึ้นมาแล้ว คนในสายพูดราวกับว่าหลังจากวางสายไป จะยังไม่ตัดขาดจากเธอ ส่วนเธอยังมีเขาวนเวียนอยู่ในชีวิตต่อไปเรื่อยๆ ทั้งที่เจตนาของเธอต้องการแค่คืนเงินที่มากเกินให้เขากลับไป และต่างคนต่างอยู่ก็เท่านั้น
“หนูพูดเรื่องจริงค่ะ ไม่ได้โกหก..”
(อ่า ถ้าอย่างนั้นก็เก็บเงินนั่นไว้สิ จะคืนให้พี่ทำไม เห็นอยู่ว่าหนูต้องใช้ ต้องเสียค่าเทอมไม่ใช่เหรอครับ)
“คะ คุณรู้อีกแล้ว...”
เสียงของเธอขาดห้วง จังหวะก้มหน้างุดด้วยความกลัว รู้สึกวิตกกังวลขึ้นมาไม่น้อย เมื่อการคุยกับเขาไม่ได้เป็นการคุยแบบปกติ เขาดูมีชั้นเชิง น้ำเสียงของเขานุ่มนวล ราวกับทุกอย่างเป็นเรื่องเล็กๆ สบายๆ และจัดการได้ ทั้งที่อันที่จริงประโยคเล่านั้น กำลังปั่นหัวเธอ เสียงถอนหายใจดังออกมาจากปลายสาย ราวกับเขากำลังขยับตัว คล้ายกับการเปลี่ยนท่านั่ง ไม่ก็ดึงตัวลุกขึ้นมาจากการนอนเอนหลัง
(ถ้าหนูอยากคืนมากละก็ ก็ได้นะครับ พี่โอเค แต่มันติดตรงที่คนอย่างพี่ ถ้าให้อะไรใครไปแล้ว ไม่คิดจะเอาคืน ส่วนใหญ่แล้วจะแลกกับอย่างอื่นมากกว่า..)
“.......”
(หนูจะโอเคไหมล่ะ ถ้าพี่จะขอแลกกับร่างกายของหนู)
“..........!!!”
เจอประโยคนี้เข้าไปคราวนี้ไม่ได้แข็งทื่อแค่ตัว แต่ใบหน้าของเธอด้วย ที่มันร้อนวูบ ริมฝีปากเป็นตะคริวแข็งจนไม่สามารถขยับ อีกทั้งลำคอแห้งผาด นาทีนี้กลืนอะไรลงไปก็คงเจ็บ และหากจะมีขยับก็คงมีแต่หัวใจเท่านั้น เนื่องจากมันเต้นถี่เร็วและแรงซะจนจะหลุดออกมาข้างนอก
(ว่าไง...)
“แค่นี้นะคะ สวัสดีค่ะ”
สุดท้ายความกลัวนั้นก็ทำให้ต้องหนีมันทันที เธอตัดสายเขาทิ้ง พลันยืนกำโทรศัพท์แน่นอยู่เป็นนานสองนาน แน่นอนเขาไม่โทรกลับมา ทว่าการเป็นแบบนั้น นั่นแหละที่ทำให้คนตัวเล็กยิ่งกังวล
ประตูบานเดิมถูกเลื่อนเบาๆ ก่อนคนเลื่อนจะแทรกเข้ามา ม่อนกับบาสที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมทันทีที่เห็นหญิงสาวเดินเข้ามาราวกับคนหมดแรง และทิ้งตัวลงบนฟูกถึงกับเลิกคิ้ว
“มีไรเหรอแพง”
บาสเป็นคนเปิดประเด็นก่อน และเมื่อเห็นคนถูกถามเอาแต่อ้ำๆ อึ้งๆ ม่อนจึงมีส่วมร่วมบ้าง
“เออนั่นสิ มีอะไร หน้าแกซีดมากเลยนะ ใครเป็นอะไรหรือเปล่า..”
“ถ้าจะมีก็คงเป็นฉันนี่แหละ”
“ทำไม?”
คนตัวเล็กหมุนตัวเองมานั่งในตำแหน่งพร้อมเล่า ขณะเดียวก็มองหน้าทั้งคู่ราวกับไตร่ตรองไปด้วย และเมื่อคำตอบในหัวคือเธอมีเพื่อนสนิทอยู่แค่สองคน จึงตัดสินใจเริ่มทันที
“พวกแกจำคนที่ฉันเคยเล่าให้ฟังได้ไหมวะ ตอนไปดูหนังกันอะ”
“อ่า ทำไม?”
“เขาคืออาคีรา เบญจรัญ”
“เบญจรัญ” บาสหลุบตาต่ำทวนคำ “คุ้นๆ เหมือนเคยได้ยิน”
“คนรวยอะแก คนรวย คนดัง มหาเศรษฐีอะไรเถือกนั้นน่ะ”
พะแพงเสริมให้ เพราะไม่อยากจะอธิบายเยอะ ทว่าม่อนเป็นผู้ไขความกระจ่าง เพราะรายนี้เปรียบเสมือนเจ้าแม่ข่าวกรอง และแน่นอนทำบาสนึกขึ้นได้ตามไปด้วย
“ที่ทำอสังหาริมทรัพย์ปะ”
“อ่าใช่”
“ที่โคตรรวย ของรวย ของรวยอะ”
“อ๋อ นึกออกแล้ว”
“ถ้าเป็นคนนั้นหล่อมากนะแพง ทำไมวะ... อย่าบอกนะว่า”
“อืม แพงรู้สึกว่าเขา...จะเอาแพงให้ได้เลยว่ะ”
“หา!!!”
ทั้งคู่อุทานพร้อมกัน พลันห้องทั้งห้องถูกปรับเข้าโหมดเครื่องบิน ไม่มีใครพูดอะไรออกมาต่อ ด้วยความอึ้ง แต่ทั้งยังมึนงงอยู่ว่าระดับเสี่ยคิระ มาวิ่งตามผู้หญิงธรรมดาอย่างเพื่อนของเขาทำไม แต่พอมองไปยังใบหน้าของเจ้าตัว จ้องอยู่เช่นนั้นแบบลึกๆ และตัดความสนิทที่คบกันมาตั้งแต่ม.ปลาย เป็นคนแปลกหน้าเพิ่งจะเจอกันครั้งแรก ทั้งคู่ถึงกับเม้มปากแน่น หันมองหน้ากันเองราวกับนัดหมายกันไว้
“ม่อนเข้าใจแล้ว”
“หืม?”
“แพง แกสวยจังวะ”
และนั่นคือเหตุผลทั้งหมด
“อะไรอ่ะบาส อยู่ดีๆ ก็มาชมกัน ใช่เวลาไหม”
ร่างสูงส่ายหัว ตายังคงจ้องมองเพื่อนสาวอยู่
“ก็มันใช่เวลาไง ถึงได้พูดออกมา แกรู้ไหมว่าแกสวย สวยมากเลยแหละ”
เขาเพิ่งจะเข้าใจคำว่าสวยทุกมุมก็ตอนนี้ ที่ผ่านมาคงจะสนิทและเจอกันอยู่ประจำถึงได้ชินกับสิ่งที่เห็น แต่พอลองลบความรู้สึกนั้น ลองแปลงร่างเป็นคนแปลกหน้า เขาถึงกับเข้าใจเสี่ยคนนั้นเลยทันที
“หุ่นเอยอะไรเอย โอ้ย...”
ม่อนถึงกับกุมขมับ
“พอเลยพวกแก ทั้งคู่เลย อะไรของพวกแกวะเนี่ย ฉันไม่ได้เขินหรอกนะโว้ย ยิ่งกลุ้มมากกว่าเดิม”
พะแพงอยากจะร้องไห้ สีหน้าที่ยับยู่ยี่บอกคนทั้งคู่แบบนั้น ถึงได้พากันเงียบชั่วคราว และเข้าสู่หมวดจริงจัง
“เมื่อกี้เขาโทรมาเหรอ”
“อือ”
“โทรมาขอนอนกับแก?” คนถูกถามพยักหน้า “พูดแบบไหน พูดตรงๆ เลยเหรอ”
“ก็ไม่เชิงหรอก...” คนตัวเล็กยืดตัวอีกครั้ง เตรียมเล่าต่อ “คืองี้นะ ฉันน่ะ หาช่องทางติดต่อที่จะคืนเงินเขา เพราะเขาโอนมาให้มากเกินไป อันที่จริงที่ตกลงกันไว้มันแค่แก้วละห้าหมื่น”
นาทีนี้ม่อนกับบาสอ้าปากค้างไปแล้ว
“เดี๋ยวๆ ใจเย็นๆ พวกฉันงง แกจะบอกฉันว่าเมื่อคืนคนที่แกไปนั่งดริงก์ด้วยคือเขาอย่างนั้นเหรอ”
“อือ”
“เฮ้ย”
“ก็นั่นแหละ ฉันโกหกแกเพราะคิดว่ามันจะจบแล้ว ซอรี่นะ”
“แล้วยังไงต่อ”
“ฉันจำอะไรไม่ค่อยได้เลยพวกแกรู้ปะ เพราะฉันเมามาก รู้ตัวอีกทีนอนอยู่กลางเตียงของโรงแรมหรู อย่า..อย่าคิดไปเอง ฉันนอนอยู่คนเดียว”
ม่อนหุบปากทันควันให้กับประโยคทักท้วง จังหวะหล่อนอ้าปากเตรียมจะสวนแทรก
“ก็คือ เขาไม่ได้ทำอะไรแก ทั้งที่แกเมา แต่พาแกไปค้างที่โรงแรม”
“อ่าห่ะ”
“หมอนี่มันเอาจริง..”
“ยังไง”
ทุกคนหันไปหาบาส ร่างสูงที่เงียบไปนาน แต่นั่งฟังไม่พลาดสักฉาก พลันอยู่ดีๆ ก็ขัดขึ้น
“ก็มันต้องการจะเลี้ยงแพงแบบจริงจังไง เลี้ยงแบบ...เด็กเสี่ยอ่า มันเลยไม่รีบร้อน”
“ไม่มีทาง!”
“แล้วแพงจะทำไง คนแบบนี้จะแจ้งตำรวจเหรอ ถ้าตำรวจสามารถทำอะไรมันได้ มันคงรู้ไม่ทำตั้งแต่แรกปะ”
“ใช่ บาสพูดถูก”
“เผลอๆ มันจะเล่นแพงหมดอนาคตเอาด้วย”
พะแพงถึงกับหน้าเสีย นาทีนี้ความกังวลที่มีมากถึงขีดสุด ชนิดที่ใครจะพูดแบบไหนหากเป็นไปได้เธอเชื่อหมด นึกถึงภาพที่เขาจูบเธอ และกระชากแขนออกจากโซฟา เพื่อจะพาไปไหนสักที่ยังรู้สึกแย่ไม่หายเลย ถึงมันจะเลือนราง ทว่าก็พอจะจำได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง โชคดีที่เพื่อนเขาเข้ามาทัน และที่แย่ไปกว่านั้นคือเธอหลับซะก่อน
“เดี๋ยว กลับมาเรื่องนี้ก่อน ค้างไว้อยู่ ที่แกบอกว่าติดต่อขอคืนเงินเพราะให้เยอะไป..ทำไมนะ”
“เขาไม่เอาคืน ถ้าจะคืนต้องคืนด้วยอย่างอื่น”
“อย่างอื่นที่ว่านี่คือ...”
“อืม ตัวแพง”
“ว้าย แรงมากกก”
เสียงทีมงานเดินมากระซิบใกล้ๆ หลังจากนั้นม่านก็ค่อยๆแยกออกจากกัน นาทีที่ได้เห็นแสงสว่างในนาทีนั้น สาดส่องจากหลังม่านเข้ามา พร้อมเสียงดนตรีจากเปียโนที่ดังชัดเจนขึ้น เธอรู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างกำลังอ่อนแรง แต่ละก้าวที่เดินเหมือนผู้เป็นแม่ของเธอประคองไปซะมากกว่า ช่างเป็นการเดินที่ยากต่อการตวบคุม ไม่ต่างกับเด็กน้อยเพิ่งเดินเป็น “ดูสิ คนหันมายิ้มให้ลูกของแม่เยอะเลย” พุนพินกระซิบบอกลูกสาว เธอกวาดตามองตาม เมื่อเห็นแขกที่ถูกเชิญ ทั้งเพื่อนของตัวเอง ทั้งคนที่รู้จัก และไม่รู้จัก ต่างพร้อมใจกันยืนขึ้น และส่งยิ้มให้ เพียงแค่นั้นความประหม่าของเธอก็หายไปทันที ไม่พอเพียงแค่นั้น สิ่งที่ทำให้เธอเกิดความมั่นใจขึ้น และกลับมาเดินอย่างมั่นคงต่อไปได้อีกครั้ง คือร่างสูงไกลๆตรงหน้า เขาอยู่ในชุดสูทสีขาวที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่กลับทำให้ดูดีมากขึ้นอีกเท่าตัว ไม่เกินจริงอย่างที่เพื่อนสนิทของเธอสปอยล์ เขากำลังยิ้ม สายตาจับจ้องมายังเธอเพียงคนเดียว ราวกับรอให้เธอเดินไปถึงด้วยก้าวที่มั่นคงทีละก้าวอย่างใจจดใจจ่อ และเมื่อมาถึงเขาระหว่างทาง เขาจะเป็นฝ่ายพาเธอไปยังอนาคตด้วยตั
ผ่านไปนานเท่าไหร่เธอเองก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้รู้สึกเบื่อหน่ายหรือเหนื่อยเลยกับการถูกจับทำโน่นทำนี่ราวกับตุ๊กตา กลับกันตลอดเวลาที่ช่างแต่งหน้าพากันล้อมรอบ แปลงโฉมด้วยเครื่องประทินผิวยี่ห้อแพง และคุณภาพดีให้เธอ เธอรู้สึกว่ามีค่าและวาสนามากเรียกได้ว่าวันนี้เป็นความสุขที่ล้นเปี่ยมอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าตัวเองสวยขนาดนี้ ผ่านกระจกบานหรูของโรงแรม“โอมายก็อด..”“บอกแล้ว ว่านางฟ้าต้องประทับร่าง”“มงลงไปเลยจ้า”เสียงปรบพร้อมกับคำเยินยอดังสนั่นห้อง หลังจากเครื่องประดับทั้งหมดที่เตรียมมาได้ถูกจัดวางบนตัวเธอ รวมถึงชุดเจ้าสาวที่สวมอยู่ด้วย ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ อาคีราเสกให้เธอกลายเป็นผู้โชคดีจริงๆแกร็ก!เสียงบานประตูถูกผลักเข้ามาหลังเคาะเป็นจังหวะสามครั้ง ดึงความสนใจของคนในห้องให้หันไปทั้งหมด เมื่อเห็นว่าเป็นแม่ของเจ้าสาว แม่ของเจ้าบ่าว และเพื่อนของเจ้าสาว ทั้งสามคนก็ถอยร่น เป็นการเปิดทางให้ทุกคนเข้ามา แน่นอนว่าทันทีที่ได้เห็น คนมาใหม่ถึงกับตาค้าง“สวยจังเลยลูก” นี่คงเป็นความรู้สึกหัวใจพองโตที่จะต้องจดจำไว้อย่าได้ลืมเชียว ก
วันต่อมาเป็นครั้งแรกที่เพื่อนสนิทของเธอมาบ้าน ด้วยโลเคชั่นของเธอที่ส่งไปตั้งแต่เมื่อคืน เพียงแค่ทั้งสามคนเจอกันก็เรียกรอยยิ้มของคนป่วยได้ไม่น้อย ร่างเล็กนามว่าม่อนไม่ได้พูดอะไรมากนอกจากการพนมมือไหว้เคารพผู้ใหญ่ วางกระเป๋า แล้วเดินเข้าไปหา เธอเลือกนั่งข้างๆ ยื่นมือบางไปทาบทับมือเหี่ยวของแม่เพื่อนสนิทเบาๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ มาจากความรู้สึกล้วนๆ หลังจากสังเกตว่าพุนพินซูบผอมลงไปเยอะ เหมือนคนป่วยจริงๆ จนหล่อนรู้สึกเศร้าขึ้นมาเลย ทันทีที่นึกไปถึงอนาคต วันนั้นที่พะแพงไม่มีแม่คนนี้แล้ว“ป้าพินเป็นไงบ้างคะ”“ก็ทรงตัวอยู่ แต่เวลาปวดขึ้นมาก็ทรมานเหมือนกัน”ร่างสูงที่เห็นแบบนั้น จากท่าเดินที่เร็วตามบุคลิก กลายเป็นเชื่องช้าลงขณะเดินไปนั่งโซฟาตรงกันข้าม มองภาพนั้นด้วยสายตาละห้อย ไร้คำพูดใดๆ ส่วนพะแพงคนเป็นลูกที่เห็นอาการของแม่จนชินตาแล้ว ทำได้เพียงยืนมองอยู่เฉยๆ ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังใช่..เธอยังคงมีความหวังอยู่ หวังว่าแม่ของเธอจะอยู่ถึงตอนเธอรับปริญญา แม้ว่ามันจะเป็นไปได้ยากก็ตามทีหนึ่งชั่วโมงผ่านไป หลังทุกคนพากันพูดคุยหัวเราะต่อกระซิก พร้อมกินขนมที่พุนพินทำไปด้วยความเอร็ดอร่อยตรงโ
สองอาทิตย์ต่อมา งานแต่งของพวกเขาถูกแพลนไปไกลแล้ว และเหลืออีกไม่กี่อย่างก็พร้อม อาคีราเลือกที่จะเริ่มไปนอนที่บ้านของตัวเองในคืนพรุ่งนี้ เช้านี้จึงอยากจะพาครอบครัวของฝั่งเจ้าสาวไปทำบุญก่อน ตกตอนเย็นก็ค่อยกลับบ้านตามลำพัง “คนมาทำทานเยอะเหมือนกันนะคะ” ใบหน้าสะสวยยืนหันหน้าไปทางกระแสลม ให้พัดหน้าจนผมปลิวว่อน ตรงข้ามเป็นแม่น้ำค่อนข้างใหญ่มีไว้สำหรับปล่อยปลา ข้างกันคือพุนพินที่หน้าตาถัดไปทางสดใสและอิ่มบุญ หากแต่ด้วยกายหยาบไม่ค่อยเอื้ออำนวยจึงทำอะไรเชื่องช้าไปหมด หล่อนเหมือนคนเหนื่อยตลอดเวลา ทว่าเมื่อถามทุกครั้งกลับส่ายหน้าและตอบว่าไม่เป็นไร ครั้งนี้ก็เช่นกัน “แม่หมดห่วงเรื่องของแพงได้แล้วใช่ไหมลูก” จู่ๆหล่อนก็โพล่งคำถามนี้ขึ้นมา หญิงสาวที่กำลังมองร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงสีดำที่ยืนห่างไปพอควร อยู่ในลักษณะท่ายืนเท้าเอวสอบ หันหลังให้กับทุกคน เบื้องหน้าคือแม่น้ำวิวเดียวกันกับเธอ เขากำลังยืนรับลมไม่ต่าง เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยปิดเปลือกตาลงปล่อยให้สายลมบางเบาพัดโบก เสมือนกำลังผ่อนคลายพลางหันมาทางผู้เป็นแม่ “แม
“ครับ ผมจะทำให้เลย ทำทันที และเร็วที่สุด”ก่อนความเงียบจะเข้าปกคลุมทันทีที่พุนพินเอ่ยจบ และค่อยๆเรียกรอยยิ้มของคนทั้งสามออกมาเปื้อนใบหน้า เมื่อคำขอนั้นแท้จริงไม่ได้ยากอะไรเลย กลับกันเป็นอีกเรื่องที่พวกเขากำลังครุ่นคิด และมีอยู่ในหัวอยู่ก่อนแล้ว“แต่งงานกับลูกสาวของน้าในตอนที่น้ายังแข็งแรงอยู่ได้ไหมคะ”“ได้ครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมกับแพงคิดอยู่เหมือนกันว่าจะเอายังไง พอเป็นแบบนี้ก็ดีครับ งั้นจบทริปนี้ กลับไปผมจะให้พ่อแม่มาสู่ขอเลยละกัน แพงว่าไง..หนูโอเคไหม”คนถูกถามละสายตาจากมือบางที่แอบบีบเข้าหากันแน่นเพราะความเขิน เงยหน้าขึ้น มองหน้าผู้เป็นแม่สลับกับเขาแล้วยิ้มกว้าง ถึงจะรู้สึกติดเรื่องเรียนอยู่เล็กน้อย เพราะรู้สึกเหมือนจะฉุกละหุกจนเกินไป แต่ถ้านี่คือความต้องการของแม่เธอ หญิงสาวก็ไม่ขัด ดีซะอีก จะได้ไม่ต้องค้างคา เพราะถึงยังไงคนที่เธอคิดจะฝากชีวิตและอยู่ด้วยกันจนวันสุดท้ายก็เป็นเขาอยู่แล้ว“ได้ค่ะ แพงโอเค”“ถ้าอย่างนั้นก็ตามนั้นครับ”“ขอบคุณนะคะ ขอบคุณมากที่เอ็นดูและรักยัยแพง”“ครับ ผมยินดี”วันต่อมาด้านของปานดาวเช้านี้หล่อนได้รับข่าวดีที่ทำให้กล้ามเนื้อทั้งมัดเล็กมัดใหญ่โลดเต้น
จุดหมายปลายทางคือบ้านสวนที่อาคีราซื้อทิ้งไว้แถวปริมณฑล เคยเป็นที่ดินเปล่ารกร้างมาก่อน แต่ถูกดัดแปลงให้เป็นบ้านสวนเพื่อการพักผ่อนโดยเฉพาะ แน่นอนว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ย่าของเขาชื่นชอบ แต่ไม่มีเวลาได้มาพักผ่อนเลยสักครั้ง เนื่องจากท่านเสียชีวิตไปซะก่อน เหตุการณ์ครานั้นเป็นสิ่งย้ำเตือนใจเขา หากคิดจะทำอะไรสักอย่างอย่ารอวันที่สาย อาทิเช่นตอนนี้กับว่าที่ภรรยาของเขาคือพะแพงและแม่ของเธอ ที่ไม่อยากให้เวลาเดินไปข้างหน้าอย่างสูญเปล่าแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว เขาจึงจัดทริปนี้ขึ้นมา เพื่อให้แม่ของเธอได้สูดอากาศที่มาจากธรรมชาติจริงๆบ้าง อีกนัยยะ ไม่อยากให้อุดอู้อยู่แต่กับบ้าน ถึงมันจะใหญ่มากก็เถอะ“ซื้อไว้นานแล้วเหรอคะ”เสียงหวานกังวานหันมาถามทันทีที่เดินลงมาจากรถ โดยมีปุณและพยาบาลดูแลพุนพินอีกคนช่วยกันยกของ รวมถึงเขาและเธอที่ช่วยกันละไม้คนละมือ ไม่ได้เดินตัวเปล่าลงมา“ครับ หลายปีแล้ว ครั้งนี้ครั้งที่สามที่พี่มา”พะแพงเพิ่งสังเกตเห็นคนสวนเดินเข้ามาอย่างนอบน้อมและถ่อมตน ทันทีที่หยุดอยู่ตรงหน้าร่างสูงก็ยกมือไหว้ หลังจากนั้นเดินไปเปิดประตู แล้วไปช่วยปุณยกของต่อ“คนนี้..”“ลุงพันอยู่เฝ้าที่นี่ตั้งแต่แรก” เขา






![คลั่งรักสาวขัด[ดอ]ดอก](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
