LOGINชินพัตต์วางสมาร์ตโฟนไว้ในช่องเล็กๆ ข้างเบาะก่อนจะทิ้งตัวลงกับเบาะรถยนต์ สายตาคู่คมทอดมองตามร่างเล็กที่สับเท้าก้าวไปข้างหน้าไม่ยั้ง แม้จะนึกหมั่นไส้คนอวดเก่งอยู่ไม่น้อย แต่ที่สุดแล้วเขาก็ไม่ใจร้ายพอ ถึงจะทำเหมือนไม่สนใจไยดีปล่อยให้อีกฝ่ายเดินไปคนเดียวมืดๆ แต่ใครจะรู้ว่าทันทีที่ประตูรถปิดลงเขาก็หยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาโทร.สั่งการให้เพื่อนสนิทที่กำลังรับประทานอาหารค่ำอยู่ที่ตลาดโต้รุ่งตรงแยกข้างหน้ารีบเดินออกมารับคนอวดเก่ง (แต่กลัวผี)
วิศวกรหนุ่มบอกกับตัวเองว่าไม่ใช่อะไรหรอก เขาก็แค่นึกเป็นห่วงผี หรือไม่ก็อะไรสักอย่างที่อาจจะเฟอะฟะมาขวางทางเจ้าหล่อนเข้า กลัวว่าเจ้าสิ่งนั้น… ซึ่งถ้าเป็นผีก็คงจะชะตาขาดอีกรอบเพราะถูกฟาดไม่ยั้งก็เท่านั้นเอง ไม่ได้นึกเป็นห่วงผู้หญิงอวดเก่งคนนั้นเลย สาบาน! (ถ้าไม่จริงขอให้มีแฟนเป็นผู้หญิงอวดเก่ง)
เฮ้อ… ผู้หญิงอะไรก็ไม่รู้ ไม่ฟังอีร้าค่าอีรมใดๆ เลย คิดเองเออเองตลอด เขารึอุตส่าห์เป็นห่วง เห็นว่าเหนื่อยจากการทำงานก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางพาไปหาอะไรรับประทานที่ตลาดโต้รุ่งก่อนแล้วค่อยขับรถไปส่งที่อะพาร์ตเมนต์ มิบังอาจคิดร้ายใดๆ เลยจริงๆ
แต่ที่ไม่ได้บอกก็เพราะเห็นว่าแม่เจ้าประคุณหลับอยู่เลยไม่อยากรบกวน ส่วนเส้นทางเปลี่ยวสายนี้ก็เป็นทางลัดที่คนส่วนใหญ่ที่ต้องการเดินทางไปยังตลาดโต้รุ่งนิยมใช้กัน และเขาก็ดันเป็นหนึ่งในจำนวนคนส่วนใหญ่นั้น ถ้าเพียงแต่… เธอจะให้โอกาสเขาได้บอกได้อธิบายบ้าง ป่านนี้ทั้งเขาและเธอคงได้นั่งอิ่มอร่อยอยู่กับอาหารตามสั่งเลิศรสที่มีให้เลือกรับประทานมากมายที่ตลาดโต้รุ่งกับเพื่อนร่วมงานหลายคนที่รออยู่ที่นั่นแล้ว
“กรี๊…”
“ปุ่น น้องปุ่นครับ นี่พี่เอง พี่ปุ้น ไม่ใช่ใครที่ไหน…”
คนที่ตั้งใจจะกรีดร้องจนสุดเสียงเอาให้ได้ยินไปสามบ้านแปดบ้านร้องออกมาได้แค่ครึ่งคำเท่านั้นแล้วก็ชะงักไปเพราะเสียงทุ้มเจือเค้าร้อนรนร้องเรียกเอาไว้ กระแสเสียงทุ้มและชื่อเสียงเรียงนามที่คุ้นเคยนั้นช่วยเรียกสติของเธอให้คืนกลับมา สองมือที่กอดกระเป๋าสะพายเอาไว้แน่นหวังใช้มันเป็นอาวุธคลายออก ขณะเปลือกตาทั้งสองข้างขยับเปิดเพื่อจะพบกับคนที่เธอหวัง…
“พี่ปุ้น…” ปุณยวีร์คราง แม้จะอยู่ท่ามกลางแสงสลัวรางแต่เธอก็มั่นใจว่าเจ้าของเงาร่างตรงหน้านั้นเป็นเขา… วิศวกรหนุ่มรุ่นพี่ คนดีที่หนึ่ง ตั้งแต่แรกพบของเธอ
“ครับ พี่เอง ตกใจมากรึเปล่า พี่ขอโทษ” ภควัตบอกเสียงอ่อน ร่างสูงโปร่งของเขายืนอยู่ตรงหน้าห่างออกไปไม่ถึงวา เธอจึงเห็นกระแสความห่วงใยจากดวงตาเรียวรีคู่นั้นได้ชัดเจน
“ปุ่น ปุ่นครับ” และคงเพราะเธอเอาแต่ยืนอึ้งไม่พูดไม่ตอบอะไรกลับไปสักทีเขาจึงขยับใกล้เข้ามาอีก มือทั้งสองข้างยื่นออกมาบีบหัวไหล่เบาๆ คล้ายเรียกสติ “โอเคไหม เป็นอะไรหรือเปล่า” เสียงถามบอกความห่วงใย
ปุณยวีร์ระบายลมหายใจออกยืดยาว ในที่สุดเธอก็ไม่ได้หนีผู้ชายมาดนิ่งนิสัยไม่ดีปะกับผีอย่างที่นึกกลัว แต่เป็นปะกับ ‘วิศวกรหนุ่มรุ่นพี่ ใจดีเป็นที่หนึ่ง’ เธอจึงส่งยิ้มอ่อนๆ กลับไปพลางสำทับประโยคให้เขาคลายกังวลว่า
“ปุ่นโอเคค่ะพี่ปุ้น”
ถึงคราวที่ภควัตถอนหายใจออกมายาวเหยียดบ้าง เขาดึงมือกลับไปและถอยห่างจากเธอเล็กน้อย “พี่ขอโทษ” เขาเอ่ยประโยคนี้ซ้ำเป็นครั้งที่สอง “พี่ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ปุ่นตกใจ พี่แค่จะเรียกให้ปุ่นรู้ตัวแต่ดันไปเหยียบอะไรเข้าก็ไม่รู้เลยสะดุดเสียหลักไปชนปุ่นเข้า ขอโทษจริงๆ นะครับที่ทำให้ตกใจ”
“สรุปแล้วมันคืออุบัติเหตุไม่ใช่ความผิดของพี่ปุ้น” ล่ามสาวพูดตัดบทก่อนที่อีกฝ่ายจะกล่าวขอโทษเธอซ้ำสี่
วิศวกรหนุ่มรุ่นพี่ส่ายศีรษะพลางยิ้ม “โอเค ตามนั้น สรุปว่าปุ่นโอเคไม่เป็นไรแล้วใช่ไหม ถ้างั้นก็รีบไปกันเถอะ คนอื่นรอแย่แล้ว”
“หือ ใครรอใครกันคะ แล้วพี่ปุ้นจะพาปุ่นไปไหน” ถามน้ำเสียงแปลกใจหากก็ยินยอมเดิมตามอีกฝ่ายไปโดยดี
“อ้าว ยังไงกันครับเนี่ย ชินไม่ได้บอกปุ่นเหรอว่าพวกพี่รอทานข้าวอยู่ที่ตลาดโต้รุ่ง ทั้งพวกพี่กรณ์ พี่แป๋ม ไอ้พี่ปืน น้องแก้วแล้วก็คนอื่นๆ ไม่รู้อาหารที่สั่งจะได้ครบหมดหรือยัง ป่านนี้คงหิวจนน้ำลายสอกันแล้วมั้ง”
“ตลาดโต้รุ่ง? ในที่รกๆ เปลี่ยวๆ นี่เหรอคะ” ปุณยวีร์ถามน้ำเสียงเคลือบแคลง
ภควัตยิ้ม “ไม่ใช่ที่รกๆ เปลี่ยวๆ ตรงนี้ครับ แต่เป็นที่สว่างๆ คนเยอะๆ ข้างหน้าโน่น” เขาตอบกลับ ซึ่งก็พอดีกับที่เขาและเธอเลี้ยวพ้นมุมออกมา ดวงตาที่เพิ่งทำความคุ้นเคยกับแสงสลัวรางได้ไม่เท่าไรกะพริบปริบเพื่อปรับให้เข้ากับแสงสว่างข้างหน้า ทั้งจากเสาไฟข้างถนนและร้านรวงมากมายซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถเข็นขายอาหาร มีโต๊ะเก้าอี้พลาสติกไว้ให้บริการสำหรับคนที่นั่งรับประทานที่ร้าน
บรรยากาศภายในตลาดโต้รุ่งที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่สิบเมตรเต็มไปด้วยความคึกคักผู้คนจำนวนมากเข้ามาจับจ่ายซื้อของโดยส่วนหนึ่งในนั้นเป็นหนุ่มสาวโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมแห่งเดียวกันกับพวกเธอสังเกตได้จากแบบฟอร์มพนักงานที่ปกคลุมอยู่บนร่างกาย
“ตอนนี้พวกพี่แป๋มรอเราอยู่ที่ร้านข้าวต้มกุ๊ย แต่ถ้าปุ่นอยากทานเมนูอื่นก็ได้นะ เดี๋ยวสั่งให้เขาเอาไปเสิร์ฟที่ร้านข้าวต้มกุ๊ยก็ได้”
ปุณยวีร์ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เพราะแม้จะเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมากแค่ไหน แต่เหตุการณ์หลายๆ อย่างที่เพิ่งเผชิญมาก็ทำให้สมองของเธอมึนงงเกินกว่าจะรู้สึกหิว
“ปุ่น… ปุ่นครับ” คงเพราะเธอเอาแต่เงียบผิดวิสัยคนช่างพูด คนที่เดินอยู่ข้างๆ กันจึงหยุดเดินก่อนจะเรียกชื่อและถามท่าทางเป็นห่วง “เป็นอะไร ไม่สบายหรือเปล่า”
ได้ยินเสียงเป็นกังวลของอีกฝ่ายคนที่เงียบผิดปกติจึงฉีกยิ้มกว้างแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้สดใสว่า
“กินข้าวต้มกุ๊ยกันเหรอคะ ดีเลย ปุ่นชอบ ไม่รู้มียำไข่เค็มด้วยหรือเปล่า ปุ่นชอบกินข้าวต้มกุ๊ยกับยำไข่เค็มที่สุดเลย”
“มีครับ นายปืนน่าจะสั่งแล้วล่ะ หมอนั่นก็ชอบเหมือนกัน”
ปุณยวีร์ย่นจมูก “ว้า อย่างงี้พี่ปืนก็ต้องแย่งปุ่นกินหมดสิ พี่ปืนยิ่งชอบแกล้งปุ่นอยู่ด้วย”
ภควัตหัวเราะ “ไม่เป็นไรเดี๋ยวพี่จะบอกให้แก้วจัดการให้ รับรองว่าหมอนั่นไม่กล้าหือ”
คนถูกแกล้งบ่อยๆ พยักหน้า “อ๋อ แบบนี้นี่เอง งั้นพี่ปุ้นไม่ต้องค่ะเดี๋ยวปุ่นจัดเอง ตอนนี้ปุ่นซี้กับแก้วแล้วจะยุให้แก้วจัดหนักเลยคอยดู” ว่าท่าทางเข่นเขี้ยวเพราะถูกฝ่ายนั้นแกล้งเอาไว้เยอะ “แล้วพี่ปุ้นแวะมาหาอะไรกินที่นี่บ่อยเหรอคะ” หันมาถามข้อมูลของคนใกล้ตัวบ้าง
“ก็บ่อยครับ สัปดาห์ละสองสามครั้งได้ อาหารอร่อยราคาก็ไม่แพง หิวดึกแค่ไหนก็แวะมาได้”
“เอ่อ แล้วพี่ปุ้นขับรถมาเส้นไหนคะ อย่าบอกนะว่าเส้นเปลี่ยวๆ ที่เราเจอกันเมื่อกี้”
...TBC...
“กรี๊ดดด… นังล่ามหน้าจืด แกกล้าทำกับฉันแบบนี้งั้นเหรอ” ภาวิณีกรีดเสียงเคียดแค้นขณะพยายามทรงตัวลุกขึ้นแล้วกระโจนเข้ามาอีกครั้ง หากยังไม่ทันถึงตัวคนที่อดทนอดกลั้นมานานก็ส่งหมัดเปรี้ยงเข้าไปที่ใบหน้าฉาบด้วยเมคอัพหนาๆ นั้นเต็มแรง “จะ จะ จมูกฉัน กรี๊ดดด…” นักบัญชีสาวกรีดเสียงลั่นอีกครั้งหลังจากยกมือที่กุมจมูกซึ่งถูกต่อยเต็มแรงออกมาแล้วพบว่ามันเต็มไปด้วยสีแดงฉานและกลิ่นคาวเลือด “กะ กะ แก๊…” จากที่เคยสวมวิญญาณผู้หญิงบ้า มาคราวนี้เจ้าหล่อนกลายพันธุ์เป็นหมาบ้าระห่ำโผนกระโจนเข้ามา ปุณยวีร์เบี่ยงตัวหลบแต่อีกฝ่ายก็ยังไวกระชากผมเธอจนหนังหัวแทบหลุด หากเธอก็ไม่ปล่อยให้คู่กรณีได้ใจนานรีบใช้ประโยชน์จากส้นแหลมๆ ของรองเท้าที่สวมอยู่กระแทกไปบนหลังเท้าของคนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเต็มแรง ทำเอาฝ่ายนั้นทนความเจ็บปวดไม่ไหวจำต้องปล่อยมือออกจากผมแล้วทรุดตัวลงกุมเท้าของตัวเองแทน “โอ๊ยยย… พี่ตั้มช่วยวิด้วย วิเจ็บจนจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว อ๊ายยย… นังล่ามหน้าจืดชอบใช้กำลัง อีผู้หญิงหยำฉ่าชอบแย่งผัวชาวบ้าน แม่แกคงร่านสวาทมั่วผู้ชายไปทั่วสินะนิสัยมันถึงถ่ายทอดทางพันธุกรรมสันดานแกถ
ล่ามลาวหลับตามโนสำนึกทั้งทางดีและทางร้ายตีกันให้วุ่นจนเธอตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะทำอย่างไร “ฮะๆๆ ” ภาวินีหัวเราะเสียงแหลม ท่าทางบอกความสะใจ “เป็นไงล่ะ นังล่ามหน้าจืด ทีนี้รู้ฤทธิ์ฉันรึยัง หวังว่าหล่อนจะหายบื้อแล้วเลิกตื๊อพี่ตั้มของฉันสักทีนะยะ เอ๊ะ! นังนี่! จะเอายังไงฮะ ฉันถามก็ตอบกลับมาสิยืนเอ๋ออยู่ได้ อ๋อ หรือยังคิดจะหน้าด้านแย่งผัวชาวบ้านไม่เลิกยะ หนอย! ตบแค่ครั้งเดียวมันยังน้อยไปไม่รู้สำนึกใช่ไหม นี่แน่ะ!” … “ยัยนั่นเป็นนักตบลูกยางเก่าหรือเปล่าแกถึงได้ตบฝังรอยนิ้วไว้ได้ชัดขนาดนี้” เหมือนพิมพ์ถามออกมาหลังจากใช้แผ่นเจลแช่เย็นช่วยประคบใบหน้าด้านที่ถูกตบจนหมดความเย็นไปแล้วแต่ร่องรอยฟกช้ำก็ยังหลงเหลืออยู่ ไม่มีเสียงตอบจากปุณยวีร์นอกจากดวงตาคู่กลมโตฉายแสงเขียวขุ่นที่ตวัดกลับมา คนพูดจาไม่เข้าหูยักไหล่ “ขำๆ น่ะแก ทำหน้ายักษ์ไปได้ ฉันเพื่อนแกนะไม่ใช่ยัยหมาบ้านั่นสักหน่อย เอาเป็นว่าไอ้รอยฝ่ามือมารนี่เดี๋ยวฉันจัดการเอง ถ้าประคบยังไม่หายก็ทายาเอา หยุดตั้งสองวันรับรองหายอยู่แล้วล่ะ หรือจะใช้เมคอัพช่วยก็ได้ไม่เห็นจะยากเชื่อมือเพื่อนแกสิ”
“คุณ! มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ นี่คุณแอบฟังฉันเหรอ” จากที่ตั้งใจจะเอ่ยคำขอโทษกลายเป็นกล่าวโทษเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ไม่มีคำตอบกลับหรือคำแก้ตัวใดๆ จากชินพัตต์ เขาเพียงถอนหายใจท่าทางบอกความเบื่อหน่ายก่อนจะผละจากไป สิ่งที่เขาแสดงออกมาทำให้ล่ามสาวรู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นอากาศธาตุไร้ความสำคัญใดๆ “นะ นี่คุณ! คุณ! จะไปไหน ฉันยังพูดไม่จบเลยนะ มาแอบฟังฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ อ๊ายยย… ไอ้เด็กบ้า นิสัยไม่ดีแล้วยังไม่มีมารยาทอีก” ปุณยวีร์ยังไม่ทันได้จัดหนักจัดเต็มชายหนุ่มจากแผนกซ่อมบำรุงที่ขยันเข้ามาขายขนมจีบสร้างความรำคาญไม่เว้นวันเพราะยังคิดไม่ตกว่าจะเอายังไงดี เธอไม่แน่ใจว่าถ้าทำตามคำแนะนำของเพื่อนแล้วจะปฏิเสธความหวังดีจากแม่ซึ่งเธอไม่ต้องการเลยได้ไหม และในระหว่างที่ยังลังเลตัดสินใจไม่ได้นั่นเองก็ดันมีเรื่องเกิดขึ้นเสียก่อน ‘ปึก!’ ล่ามสาวถอนหายใจ จนได้สิน่า… เธอว่าเธอระวังแล้วนะ แต่ก็อย่างว่าช่วงเวลาเลิกงานยิ่งในวันที่ไม่มีการทำงานล่วงเวลาอย่างเช่นวันนี้บริเวณลานจอดรถรับส่งของพนักงานจะมีคนพลุกพล่านมากกว่าปกติ การกระแทกชนกันมันก็ย่อมเ
“จริงเหรอแก เข้าขั้นวัตถุอันตรายเลยนะเนี่ย ถ้างั้นแกก็ระวังตัวด้วยล่ะ อย่าไปอยู่ใกล้หมอนั่นเด็ดขาด” “ฉันก็ระวังอยู่ แต่ไอ้ชั่วนั่นมันตื๊อไม่เลิกน่ะสิ ขนาดถูกถองถูกตบไปเต็มแรงก็ยังไม่เข็ดตื๊ออยู่นั่นแหละ หน้าด้านหน้าทนยิ่งกว่ากะจั๊วอีก อี๋…” พูดถึงผู้ชายคนนี้ทีไรปุณยวีร์ก็รู้สึกขนลุกขนพองขึ้นมาทุกที “เอาเป็นว่าแกพยายามอยู่ให้ห่างจากไอ้ผู้ชายขี้หลีนั่นไว้ดีที่สุด อย่าไปออกอาการมาก เพราะนอกจากจะทำให้ผู้ชายชั่วๆ กระเจิงแล้วผู้ชายดีๆ ก็จะหนีหายไปหมดด้วย เอาไว้คว้าเจ้าชายที่แสนดีอย่าง ‘พี่ปุ้น’ มาไว้ในครอบครองได้เมื่อไหร่ค่อยเผยโฉมนางมารร้ายก็ยังไม่สาย” “เหอะ ถ้าไอ้ชั่วนั่นยังมาทำรุ่มร่ามอีกฉันไม่เอาไว้หรอกจะจัดหนักจัดเต็มเอาให้โคม่าเลยคราวนี้ และฉันก็บอกแกแล้วว่าฉันมาทำงานไม่ได้มาแรด ทำไมฉันจะต้องแอ๊บเป็นผู้หญิงแสนดีให้ผู้ชายหลงด้วย ตอนนี้ฉันมีงานประจำทำเหมือนเดิมแม่ก็ไม่มีปัญหาไม่หาเรื่องเรียกตัวฉันกลับบ้านเหมือนเก่าอีกแล้วด้วย” “หึๆ” เหมือนพิมพ์ส่งเสียงหัวเราะคล้ายพวกโรคจิตมาตามสัญญาณโทรศัพท์ “แกเสียรู้แม่แกแล้วล่ะปุ่น เห็นคลื่น
“อ๊าย ฮ็อตฮิตนะยะแก ไปทำงานแค่เดือนกว่าๆ ก็มีหนุ่มมาเจ๊าะแจ๊ะตั้งหลายคน” เหมือนพิมพ์ส่งเสียงกระแนะกระแหนมาตามสัญญาณโทรศัพท์ “พูดบ้าอะไรของแก เจ๊าะแจ๊ะหลายคนที่ไหนกัน ว่างๆ ก็หาเวลาแคะ ขี้หูออกบ้างนะยะ ฟังเขาพูดเขาเล่าอะไรจะได้เข้าใจง่ายๆ ไม่ใช่มโนไปเอง” “แหม ฉันแซวแค่หน่อยเดียวรัวกลับมาเป็นปืนกลเลยนะยะ” คนจากปลายสายบ่นเสียงขึ้นจมูก “ก็ได้ๆ สรุปว่าผู้ชายโชคร้ายที่หลงเข้ามาเจ๊าะแจ๊ะแกมีคนเดียวคือนายบรรจบ ส่วนพี่ดำปืนแค่ชอบแกล้ง น้องชินจังก็ชอบทำตัวเกรียน คนที่เข้ารอบหัวใจจึงได้แก่เจ้าชายที่แสนดี ‘พี่ปุ้น’ ของน้องปุ่น แบบนี้โอไหมยะ” “ยังไม่โอย่ะ ผู้ชายขี้หลีอย่างนายบรรจบฉันไม่ขอยุ่งเกี่ยวและไม่นับให้เสียประวัติตัวเองเด็ดขาด ผู้ชายอะไรได้ยินแค่ชื่อก็อี๋ แหวะ” พูดไปก็ทำท่าขนลุกขนพองไปด้วย “แกพูดถูกแค่เรื่องไอ้พี่ดำปืนที่ชอบแกล้ง ส่วนไอ้เด็กเวรนรกนั่นก็ไม่ต้องเรียกเสียน่าเอ็นดูเพราะตัวจริงมันน่าเลาะเอ็นออกมาดูมากกว่า แล้วพี่ปุ้นน่ะเข้ารอบหัวจงหัวใจอะไรกัน ฉันแค่เล่าให้แกฟังว่าพี่เขาใจดีคอยช่วยเหลือฉันหลายครั้งก็เท่านั้น” “พี่
“ก็ต้องเส้นเมื่อกี้สิครับ เพราะมันเป็นทางลัดช่วงที่เปลี่ยวก็แค่ไม่กี่สิบเมตรเท่านั้นเอง พอเลี้ยวพ้นมุมมาก็ไม่เปลี่ยวแล้ว ปุ่นก็เห็น” “ทางลัดเมื่อกี้คงไม่ค่อยมีคนรู้จักใช่ไหมคะ ปุ่นไม่เห็นมีรถคันไหนผ่านมาเลย” พูดไปแล้วปุณยวีร์ก็ภาวนาให้อีกฝ่ายตอบกลับมาว่าใช่ ทว่า “ใครบอกล่ะครับ คนนิยมใช้มากต่างหาก นี่ถ้าปุ่นกับชินมาเร็วกว่านี้สักครึ่งชั่วโมงก็จะมีเพื่อนร่วมถนนหลายคันเลยล่ะ” เจ้าของเสียงทุ้มนุ่มบอกเล่าให้ฟังก่อนจะหัวเราะน้อยๆ “อ้อ นอกจากเพื่อนร่วมถนนแล้วยังมีเจ้าถิ่นกระโดดลงจากต้นไม้มาทักทายด้วยนะ และก็เป็นไอ้เจ้านี่แหละที่เป็นปัญหาสำหรับพวกขาจรที่ไม่เคยผ่านเส้นนี้มาก่อน ถ้าจู่ๆ โดนทักขึ้นมาล่ะก็อาจจะช็อกได้” “พี่ปุ้นพูดแบบนี้ อย่าบอกนะคะว่าโดนเอ่อ… ทักจนชินแล้ว” “ก็ใช่สิครับ” ภควัตตอบรับหน้าตาเฉยราวกับว่าไอ้เจ้าอะไรสักอย่าง… ที่จู่ๆ ก็โผล่มาทักเขาเป็นสิ่งธรรมดาสามัญที่พบเห็นได้ทั่วไป ใครๆ เห็นแล้วก็ไม่รู้สึกหวาดผวา “อ้าว ทำไมมองหน้าพี่อย่างนี้ล่ะครับ มีเขาโผล่ขึ้นมาบนหัวพี่หรือไง” เขาถามกลั้วเสียงหัวเราะเมื่อหันมาเห็นสีห







