LOGIN“อ๊าย ฮ็อตฮิตนะยะแก ไปทำงานแค่เดือนกว่าๆ ก็มีหนุ่มมาเจ๊าะแจ๊ะตั้งหลายคน” เหมือนพิมพ์ส่งเสียงกระแนะกระแหนมาตามสัญญาณโทรศัพท์
“พูดบ้าอะไรของแก เจ๊าะแจ๊ะหลายคนที่ไหนกัน ว่างๆ ก็หาเวลาแคะ ขี้หูออกบ้างนะยะ ฟังเขาพูดเขาเล่าอะไรจะได้เข้าใจง่ายๆ ไม่ใช่มโนไปเอง”
“แหม ฉันแซวแค่หน่อยเดียวรัวกลับมาเป็นปืนกลเลยนะยะ” คนจากปลายสายบ่นเสียงขึ้นจมูก “ก็ได้ๆ สรุปว่าผู้ชายโชคร้ายที่หลงเข้ามาเจ๊าะแจ๊ะแกมีคนเดียวคือนายบรรจบ ส่วนพี่ดำปืนแค่ชอบแกล้ง น้องชินจังก็ชอบทำตัวเกรียน คนที่เข้ารอบหัวใจจึงได้แก่เจ้าชายที่แสนดี ‘พี่ปุ้น’ ของน้องปุ่น แบบนี้โอไหมยะ”
“ยังไม่โอย่ะ ผู้ชายขี้หลีอย่างนายบรรจบฉันไม่ขอยุ่งเกี่ยวและไม่นับให้เสียประวัติตัวเองเด็ดขาด ผู้ชายอะไรได้ยินแค่ชื่อก็อี๋ แหวะ” พูดไปก็ทำท่าขนลุกขนพองไปด้วย
“แกพูดถูกแค่เรื่องไอ้พี่ดำปืนที่ชอบแกล้ง ส่วนไอ้เด็กเวรนรกนั่นก็ไม่ต้องเรียกเสียน่าเอ็นดูเพราะตัวจริงมันน่าเลาะเอ็นออกมาดูมากกว่า แล้วพี่ปุ้นน่ะเข้ารอบหัวจงหัวใจอะไรกัน ฉันแค่เล่าให้แกฟังว่าพี่เขาใจดีคอยช่วยเหลือฉันหลายครั้งก็เท่านั้น”
“พี่เขาแค่ใจดีเท่านั้นเหรอ… ยะ” เหมือนพิมพ์ส่งเสียงล้อเลียนกลับมา
ปุณยวีร์อมยิ้มจนแก้มตุ่ยแต่ปากตอบกลับไปว่า “ย่ะ”
“แล้วนี่แกไม่มาค้างกับฉันจริงๆ เหรอ แกไม่กลับกรุงเทพมาสองอาทิตย์แล้วนะ ฉันอยากเม้าท์กับแกอะปุ่น เม้าท์มอยเรื่องหนุ่มๆ ทางโทรศัพท์ไม่มันเลยอะแก ต้องเจอหน้ากันสิถึงจะแซ่บ”
“ฉันก็อยากไปนะแก แต่งานสัปดาห์นี้สูบพลังฉันไปหมดเลย ฉันเพิ่งตื่นออกมาหาอะไรกินแล้วก็โทร.หาแกนี่แหละ”
ล่ามสาวสาธยายเหตุผลให้เพื่อนฟังขณะใช้หลอดคนมะนาวโซดาในแก้วตรงหน้าไปด้วย ก่อนจะตัดสินใจมาทำงานที่ต่างจังหวัดเธอเคยตั้งใจไว้ว่าจะกลับกรุงเทพฯ ไปนอนค้างกับเพื่อนทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เพราะคงไม่ชินกับการใช้ชีวิตอยู่ในแหล่งพักพิงแห่งใหม่ง่ายๆ แต่พอถึงเวลาจริงๆ เธอกลับทำอย่างที่ตั้งใจได้เพียงสัปดาห์แรกๆ แล้วจากนั้นความเหน็ดเหนื่อยจากหน้าที่การงานก็บังคับให้เธอต้องทำตัวให้ชินกับห้องพักเล็กๆ ในอะพาร์ตเมนต์ขนาดกลาง ถึงวันหยุดทีไรเธอก็หลับเป็นตายทุกที
อย่างเช่นวันนี้กว่าจะลืมตาตื่นขึ้นมาได้ก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยง แทนที่จะจัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋าสักสองสามชุดแล้วขึ้นรถไปค้างกับเพื่อนที่กรุงเทพฯ อย่างที่เคยทำเธอจึงตัดสินใจออกมาหาอะไรกินก่อนที่กระเพาะจะร้องประท้วง จากนั้นก็เดินเล่นเรื่อยเปื่อยจนได้มาเจอกับคอฟฟี่ช็อปบรรยากาศดีน่านั่งจึงเข้ามาสั่งมะนาวโซดาแกล้มกับเค้กช็อกโกแลตหน้านิ่มแล้วกดสมาร์ตโฟนคุยกับคนเป็นเพื่อนแทนการไปหาถึงที่
“ฉันบอกแล้วไม่เชื่อว่างานโรงงานมันหนักไม่เหมาะกับแก ยังจะดันทุรังไปทำแล้วเป็นไงล่ะ ไหวไหมเนี่ยแก” ท้ายประโยคเหมือนพิมพ์ถามเสียงอ่อน
คนดันทุรังยิ้ม “เพื่อนแกดูเป็นคนเหยาะแหยะงานหนักแค่นี้ก็ทนไม่ไหวเลยเหรอฮะนังพิมพ์”
“ฉันไม่ได้ว่าแกเหยาะแหยะ แต่จะว่าไงดีล่ะ ใช่ว่าแกจะไม่มีทางเลือกนี่นาความรู้ความสามารถระดับแกเลือกงานสบายๆ กว่างานโรงงานได้อยู่แล้ว”
“อือ แต่งานสบายๆ แบบเดิมๆ ฉันเบื่อแล้วนี่แก ถึงงานล่ามในโรงงานมันจะเหนื่อยไปหน่อยแต่ฉันก็ชอบนะ งานที่นี่สนุกมากเลยล่ะ ทั้งเจ้านายเพื่อนร่วมงานเกือบทุกอย่างดีหมดเลย แย่อยู่หน่อยเดียวก็ตรงที่มีไอ้ผู้ชายขี้หลี ไอ้พี่ชอบแกล้ง แล้วก็ไอ้เด็กจอมเกรียนแค่นั้นแหละ” ว่าพลางย่นจมูก
“นี่แก ฉันว่าไอ้พี่ที่ชอบแกล้งกับไอ้เด็กเกรียนนี่มันแปลกๆ นะ จริงๆ แล้วเขาแอบชอบแกแต่ทำเป็นซึน[1] หรือเปล่า” เหมือนพิมพ์ตั้งข้อสังเกต
“ไอ้บ้า คิดไปได้นะแก ทำฉันขนลุกนะนี่” ปุณยวีร์ว่าพลางลูบแขนไปด้วย
“อ๊าว มันก็เป็นไปได้นะแก เพิ่งรู้จักกันได้ไม่เท่าไหร่ดันมาแกล้งมาเกรียน ทั้งที่แกยังไม่เผยตัวตนนางมารร้ายออกไปให้ใครรู้ ถ้าไม่เป็นเพราะชอบแกแต่ทำซึนจะเป็นเพราะอะไรล่ะ ฉันว่านายสองคนนั่นต้องแอบชอบแกอยู่แน่ๆ”
“พอๆ เลยนังพิมพ์ ว่างๆ ก็หายาหยุดมโนมากินบ้างนะแก ชักจะมโนพร่ำเพรื่อเกินไปแล้ว” อดกระแนะกระแหน ไม่ได้ “ไอ้เด็กเวรนั่นน่ะเห็นภาคนางมารร้ายของฉันตั้งแต่วันสัมภาษณ์งานแล้วย่ะ”
คนมีหลายภาคยักไหล่ “ช่วยไม่ได้ดันโผล่เข้ามาตอนฉันอารมณ์ไม่ดีเอง ส่วนไอ้พี่ดำปืนก็มีแฟนแล้ว ท่าทางกลัวแฟนหงอออกอย่างนั้นคงไม่กล้าคิดนอกลู่นอกทางหรอก แล้วแฟนพี่แกก็สวยนิสัยดีมากด้วย ดูเหมือนไอ้พี่บ้านั่นจะตาดีเห็นรังสีนางมารร้ายของฉันก็เลยชอบแกล้งยั่วให้ฉันตบะแตก”
“จริงดิแก งั้นก็แย่สิอุตส่าห์แอ๊บแต่ยังดูออก แล้วจะมีผู้ชายโชคร้ายมาตกหลุมเสน่ห์แกไหมล่ะเนี่ย”
“นังพิมพ์!” ปุณยวีร์แว้ดเสียงขุ่น
“อ๊ะ ก็ฉันพูดเรื่องจริง เออ แล้วนายขี้หลีนั่นใช้ไม่ได้เลยเหรอแก แบบว่าถึงจะขี้หลีไปบ้างแต่นิสัยดีน่าคบไรงี้อะ”
“แกใช้อะไรคิดเนี่ย แค่ขี้หลีสำหรับฉันก็ไม่น่าคบแล้วย่ะ หมอนั่นน่ะชื่อเสียงฉาวโฉ่สุดๆ ว่ากันว่าชอบหลอกทำดีกับพนักงานใหม่ช่วยเหลือโน่นนี่นั่น พอเหยื่อติดกับก็ฟันแล้วทิ้ง ทำให้พนักงานผู้หญิงลาออกไปหลายคนแล้วด้วย อ้อ และก็มีเมียแล้วนะอีตานั่นน่ะ แบบว่าอยู่กินกันเฉยๆ ยังไม่ได้แต่งงาน มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าร้ายมากด้วยนะยัยคนนั้น ชอบไปมีเรื่องตบตีกับผู้หญิงของไอ้ผัวชั่วๆ ของตัวเป็นประจำ”
[1] ซึน มาจากคำภาษาญี่ปุ่น ซึนเดเระ แปลว่า ชอบแต่แสดงออกมาว่าไม่ชอบ
...TBC...
“กรี๊ดดด… นังล่ามหน้าจืด แกกล้าทำกับฉันแบบนี้งั้นเหรอ” ภาวิณีกรีดเสียงเคียดแค้นขณะพยายามทรงตัวลุกขึ้นแล้วกระโจนเข้ามาอีกครั้ง หากยังไม่ทันถึงตัวคนที่อดทนอดกลั้นมานานก็ส่งหมัดเปรี้ยงเข้าไปที่ใบหน้าฉาบด้วยเมคอัพหนาๆ นั้นเต็มแรง “จะ จะ จมูกฉัน กรี๊ดดด…” นักบัญชีสาวกรีดเสียงลั่นอีกครั้งหลังจากยกมือที่กุมจมูกซึ่งถูกต่อยเต็มแรงออกมาแล้วพบว่ามันเต็มไปด้วยสีแดงฉานและกลิ่นคาวเลือด “กะ กะ แก๊…” จากที่เคยสวมวิญญาณผู้หญิงบ้า มาคราวนี้เจ้าหล่อนกลายพันธุ์เป็นหมาบ้าระห่ำโผนกระโจนเข้ามา ปุณยวีร์เบี่ยงตัวหลบแต่อีกฝ่ายก็ยังไวกระชากผมเธอจนหนังหัวแทบหลุด หากเธอก็ไม่ปล่อยให้คู่กรณีได้ใจนานรีบใช้ประโยชน์จากส้นแหลมๆ ของรองเท้าที่สวมอยู่กระแทกไปบนหลังเท้าของคนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเต็มแรง ทำเอาฝ่ายนั้นทนความเจ็บปวดไม่ไหวจำต้องปล่อยมือออกจากผมแล้วทรุดตัวลงกุมเท้าของตัวเองแทน “โอ๊ยยย… พี่ตั้มช่วยวิด้วย วิเจ็บจนจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว อ๊ายยย… นังล่ามหน้าจืดชอบใช้กำลัง อีผู้หญิงหยำฉ่าชอบแย่งผัวชาวบ้าน แม่แกคงร่านสวาทมั่วผู้ชายไปทั่วสินะนิสัยมันถึงถ่ายทอดทางพันธุกรรมสันดานแกถ
ล่ามลาวหลับตามโนสำนึกทั้งทางดีและทางร้ายตีกันให้วุ่นจนเธอตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะทำอย่างไร “ฮะๆๆ ” ภาวินีหัวเราะเสียงแหลม ท่าทางบอกความสะใจ “เป็นไงล่ะ นังล่ามหน้าจืด ทีนี้รู้ฤทธิ์ฉันรึยัง หวังว่าหล่อนจะหายบื้อแล้วเลิกตื๊อพี่ตั้มของฉันสักทีนะยะ เอ๊ะ! นังนี่! จะเอายังไงฮะ ฉันถามก็ตอบกลับมาสิยืนเอ๋ออยู่ได้ อ๋อ หรือยังคิดจะหน้าด้านแย่งผัวชาวบ้านไม่เลิกยะ หนอย! ตบแค่ครั้งเดียวมันยังน้อยไปไม่รู้สำนึกใช่ไหม นี่แน่ะ!” … “ยัยนั่นเป็นนักตบลูกยางเก่าหรือเปล่าแกถึงได้ตบฝังรอยนิ้วไว้ได้ชัดขนาดนี้” เหมือนพิมพ์ถามออกมาหลังจากใช้แผ่นเจลแช่เย็นช่วยประคบใบหน้าด้านที่ถูกตบจนหมดความเย็นไปแล้วแต่ร่องรอยฟกช้ำก็ยังหลงเหลืออยู่ ไม่มีเสียงตอบจากปุณยวีร์นอกจากดวงตาคู่กลมโตฉายแสงเขียวขุ่นที่ตวัดกลับมา คนพูดจาไม่เข้าหูยักไหล่ “ขำๆ น่ะแก ทำหน้ายักษ์ไปได้ ฉันเพื่อนแกนะไม่ใช่ยัยหมาบ้านั่นสักหน่อย เอาเป็นว่าไอ้รอยฝ่ามือมารนี่เดี๋ยวฉันจัดการเอง ถ้าประคบยังไม่หายก็ทายาเอา หยุดตั้งสองวันรับรองหายอยู่แล้วล่ะ หรือจะใช้เมคอัพช่วยก็ได้ไม่เห็นจะยากเชื่อมือเพื่อนแกสิ”
“คุณ! มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ นี่คุณแอบฟังฉันเหรอ” จากที่ตั้งใจจะเอ่ยคำขอโทษกลายเป็นกล่าวโทษเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ไม่มีคำตอบกลับหรือคำแก้ตัวใดๆ จากชินพัตต์ เขาเพียงถอนหายใจท่าทางบอกความเบื่อหน่ายก่อนจะผละจากไป สิ่งที่เขาแสดงออกมาทำให้ล่ามสาวรู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นอากาศธาตุไร้ความสำคัญใดๆ “นะ นี่คุณ! คุณ! จะไปไหน ฉันยังพูดไม่จบเลยนะ มาแอบฟังฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ อ๊ายยย… ไอ้เด็กบ้า นิสัยไม่ดีแล้วยังไม่มีมารยาทอีก” ปุณยวีร์ยังไม่ทันได้จัดหนักจัดเต็มชายหนุ่มจากแผนกซ่อมบำรุงที่ขยันเข้ามาขายขนมจีบสร้างความรำคาญไม่เว้นวันเพราะยังคิดไม่ตกว่าจะเอายังไงดี เธอไม่แน่ใจว่าถ้าทำตามคำแนะนำของเพื่อนแล้วจะปฏิเสธความหวังดีจากแม่ซึ่งเธอไม่ต้องการเลยได้ไหม และในระหว่างที่ยังลังเลตัดสินใจไม่ได้นั่นเองก็ดันมีเรื่องเกิดขึ้นเสียก่อน ‘ปึก!’ ล่ามสาวถอนหายใจ จนได้สิน่า… เธอว่าเธอระวังแล้วนะ แต่ก็อย่างว่าช่วงเวลาเลิกงานยิ่งในวันที่ไม่มีการทำงานล่วงเวลาอย่างเช่นวันนี้บริเวณลานจอดรถรับส่งของพนักงานจะมีคนพลุกพล่านมากกว่าปกติ การกระแทกชนกันมันก็ย่อมเ
“จริงเหรอแก เข้าขั้นวัตถุอันตรายเลยนะเนี่ย ถ้างั้นแกก็ระวังตัวด้วยล่ะ อย่าไปอยู่ใกล้หมอนั่นเด็ดขาด” “ฉันก็ระวังอยู่ แต่ไอ้ชั่วนั่นมันตื๊อไม่เลิกน่ะสิ ขนาดถูกถองถูกตบไปเต็มแรงก็ยังไม่เข็ดตื๊ออยู่นั่นแหละ หน้าด้านหน้าทนยิ่งกว่ากะจั๊วอีก อี๋…” พูดถึงผู้ชายคนนี้ทีไรปุณยวีร์ก็รู้สึกขนลุกขนพองขึ้นมาทุกที “เอาเป็นว่าแกพยายามอยู่ให้ห่างจากไอ้ผู้ชายขี้หลีนั่นไว้ดีที่สุด อย่าไปออกอาการมาก เพราะนอกจากจะทำให้ผู้ชายชั่วๆ กระเจิงแล้วผู้ชายดีๆ ก็จะหนีหายไปหมดด้วย เอาไว้คว้าเจ้าชายที่แสนดีอย่าง ‘พี่ปุ้น’ มาไว้ในครอบครองได้เมื่อไหร่ค่อยเผยโฉมนางมารร้ายก็ยังไม่สาย” “เหอะ ถ้าไอ้ชั่วนั่นยังมาทำรุ่มร่ามอีกฉันไม่เอาไว้หรอกจะจัดหนักจัดเต็มเอาให้โคม่าเลยคราวนี้ และฉันก็บอกแกแล้วว่าฉันมาทำงานไม่ได้มาแรด ทำไมฉันจะต้องแอ๊บเป็นผู้หญิงแสนดีให้ผู้ชายหลงด้วย ตอนนี้ฉันมีงานประจำทำเหมือนเดิมแม่ก็ไม่มีปัญหาไม่หาเรื่องเรียกตัวฉันกลับบ้านเหมือนเก่าอีกแล้วด้วย” “หึๆ” เหมือนพิมพ์ส่งเสียงหัวเราะคล้ายพวกโรคจิตมาตามสัญญาณโทรศัพท์ “แกเสียรู้แม่แกแล้วล่ะปุ่น เห็นคลื่น
“อ๊าย ฮ็อตฮิตนะยะแก ไปทำงานแค่เดือนกว่าๆ ก็มีหนุ่มมาเจ๊าะแจ๊ะตั้งหลายคน” เหมือนพิมพ์ส่งเสียงกระแนะกระแหนมาตามสัญญาณโทรศัพท์ “พูดบ้าอะไรของแก เจ๊าะแจ๊ะหลายคนที่ไหนกัน ว่างๆ ก็หาเวลาแคะ ขี้หูออกบ้างนะยะ ฟังเขาพูดเขาเล่าอะไรจะได้เข้าใจง่ายๆ ไม่ใช่มโนไปเอง” “แหม ฉันแซวแค่หน่อยเดียวรัวกลับมาเป็นปืนกลเลยนะยะ” คนจากปลายสายบ่นเสียงขึ้นจมูก “ก็ได้ๆ สรุปว่าผู้ชายโชคร้ายที่หลงเข้ามาเจ๊าะแจ๊ะแกมีคนเดียวคือนายบรรจบ ส่วนพี่ดำปืนแค่ชอบแกล้ง น้องชินจังก็ชอบทำตัวเกรียน คนที่เข้ารอบหัวใจจึงได้แก่เจ้าชายที่แสนดี ‘พี่ปุ้น’ ของน้องปุ่น แบบนี้โอไหมยะ” “ยังไม่โอย่ะ ผู้ชายขี้หลีอย่างนายบรรจบฉันไม่ขอยุ่งเกี่ยวและไม่นับให้เสียประวัติตัวเองเด็ดขาด ผู้ชายอะไรได้ยินแค่ชื่อก็อี๋ แหวะ” พูดไปก็ทำท่าขนลุกขนพองไปด้วย “แกพูดถูกแค่เรื่องไอ้พี่ดำปืนที่ชอบแกล้ง ส่วนไอ้เด็กเวรนรกนั่นก็ไม่ต้องเรียกเสียน่าเอ็นดูเพราะตัวจริงมันน่าเลาะเอ็นออกมาดูมากกว่า แล้วพี่ปุ้นน่ะเข้ารอบหัวจงหัวใจอะไรกัน ฉันแค่เล่าให้แกฟังว่าพี่เขาใจดีคอยช่วยเหลือฉันหลายครั้งก็เท่านั้น” “พี่
“ก็ต้องเส้นเมื่อกี้สิครับ เพราะมันเป็นทางลัดช่วงที่เปลี่ยวก็แค่ไม่กี่สิบเมตรเท่านั้นเอง พอเลี้ยวพ้นมุมมาก็ไม่เปลี่ยวแล้ว ปุ่นก็เห็น” “ทางลัดเมื่อกี้คงไม่ค่อยมีคนรู้จักใช่ไหมคะ ปุ่นไม่เห็นมีรถคันไหนผ่านมาเลย” พูดไปแล้วปุณยวีร์ก็ภาวนาให้อีกฝ่ายตอบกลับมาว่าใช่ ทว่า “ใครบอกล่ะครับ คนนิยมใช้มากต่างหาก นี่ถ้าปุ่นกับชินมาเร็วกว่านี้สักครึ่งชั่วโมงก็จะมีเพื่อนร่วมถนนหลายคันเลยล่ะ” เจ้าของเสียงทุ้มนุ่มบอกเล่าให้ฟังก่อนจะหัวเราะน้อยๆ “อ้อ นอกจากเพื่อนร่วมถนนแล้วยังมีเจ้าถิ่นกระโดดลงจากต้นไม้มาทักทายด้วยนะ และก็เป็นไอ้เจ้านี่แหละที่เป็นปัญหาสำหรับพวกขาจรที่ไม่เคยผ่านเส้นนี้มาก่อน ถ้าจู่ๆ โดนทักขึ้นมาล่ะก็อาจจะช็อกได้” “พี่ปุ้นพูดแบบนี้ อย่าบอกนะคะว่าโดนเอ่อ… ทักจนชินแล้ว” “ก็ใช่สิครับ” ภควัตตอบรับหน้าตาเฉยราวกับว่าไอ้เจ้าอะไรสักอย่าง… ที่จู่ๆ ก็โผล่มาทักเขาเป็นสิ่งธรรมดาสามัญที่พบเห็นได้ทั่วไป ใครๆ เห็นแล้วก็ไม่รู้สึกหวาดผวา “อ้าว ทำไมมองหน้าพี่อย่างนี้ล่ะครับ มีเขาโผล่ขึ้นมาบนหัวพี่หรือไง” เขาถามกลั้วเสียงหัวเราะเมื่อหันมาเห็นสีห







