Se connecter
“ไอ้พี่เป้ ไอ้พี่บ้า ไอ้พี่ใจดำ ไอ้พี่... โว้ย!”
หญิงสาวร่างเล็กผมตรงยาวในชุดสูทกระโปรงสีกรมท่ากับเสื้อตัวในสีขาว รองเท้ารัดส้นสีดำเข้าชุดกันร้องออกมาอย่างหงุดหงิดงุ่นง่าน ครั้นพอดวงตาคู่กลมโตหลังเลนส์แว่นตาแบบไร้กรอบเหลือบไปเห็นก้อนหินกลิ้งอยู่ไม่ไกล และโดยไม่คิดอะไรทั้งสิ้นเธอจึงเตะโครมเข้าให้หวังใช้มันเป็นเครื่องระบายอารมณ์
“โอ๊ย! เฮ้ย! อะไรวะเนี่ย!”
เสียงโวยวายอย่างหัวเสียของคนดวงไม่ดีที่บังเอิญเดินอยู่ในวิถีที่ก้อนหินถูกเตะออกไปพอดิบพอดีดังขึ้นในไม่กี่วินาทีถัดมา มือข้างหนึ่งของชายหนุ่มกุมอยู่ที่หน้าอก ส่วนอีกข้างยังกำหลักฐานที่ทำให้เจ็บตัวเอาไว้แน่น ขณะที่ดวงตาคู่คมก็กวาดมองไปรอบตัว
ผู้ก่อการร้ายตกใจไม่ใช่น้อย แต่ในเมื่อผู้เสียหายมีแค่หลักฐานไม่มีพยาน เธอจึงทำเนียนปั้นหน้าไม่รู้ไม่ชี้ใดๆ แล้วก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ หวังจะรีบไปขึ้นรถตู้โดยสารเพื่อหลีกหนีความผิด
หากมันคงเนียนไม่พอเพราะยังไม่ทันจะไปถึงที่หมาย ผู้เสียหายซึ่งมีหลักฐานเป็นก้อนหินในมือก็สาวเท้ายาวๆ ตรงเข้ามาขวางทาง
“คุณใช่ไหมที่ปาหินนี่มา!”
น้ำเสียงขุ่นเขียวอีกทั้งแววตาที่ฉายแสงโชนนั่นบ่งบอกได้ว่าดีกรีอารมณ์ของเจ้าตัวพุ่งสูงขึ้นแค่ไหน
'ซวยแล้วไง ยัยปุ่น อีตาบ้านี่ท่าทางเอาเรื่องไม่เบา เอาไงดี เป็นผู้หญิงตัวคนเดียวด้วย จะถูกจับหักคอมั้ยเนี่ย คงไม่มั้ง หน้าตาก็ดูไม่ชั่วเท่าไรนี่ ทำเป็นมึนๆ อึนๆ ไปก่อนแล้วกัน'
“พูดบ้าอะไรของคุณ ฉันไม่รู้เรื่อง ไม่เกี่ยวกับฉันสักหน่อย” หญิงสาวเชิดหน้าปฏิเสธชัดถ้อยชัดคำ
“จะไม่เกี่ยวได้ไง ในเมื่อแถวนี้ไม่มีใครนอกจากคุณคนเดียว ถ้าไม่ใช่ฝีมือคุณ จะเป็นฝีมือใคร ผีจะออกมาหาเรื่องคนกลางวันแสกๆ หรือไง” หากชายหนุ่มก็ยังกล่าวหาเธอต่อไม่มีลดละ
'ฮึ่ย! ฉันชักจะหมดความอดทนแล้วนะ อีตาบ้านี่!'
หญิงสาวยกมือขึ้นเท้าสะเอวหมับ “เอ๊ะ! บอกว่าไม่เกี่ยวกับฉันก็ไม่เกี่ยวสิ กล่าวหากันอยู่ได้ คุณเห็นกับตาหรือไงว่าฉันเป็นคนทำ เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ ซุ่มซ่าม ไม่รู้จักหลบ ดวงซวยเองแล้วมาโทษคนอื่น ประสาท! จะโทษผีสางนางไม้อะไรก็โทษไป ไม่เกี่ยวกับฉันย่ะ!”
พอพ่นจบหญิงสาวก็รีบก้าวฉับๆ ตรงไปขึ้นรถตู้โดยไม่เหลียวหลังกลับมาอีกเลย
คนดวงซวยได้แต่ยืนนิ่งอึ้งอ้าปากค้าง ดวงตาคู่คมจ้องมองตามร่างเล็กพริกขี้หนูนั่นคล้ายไม่เชื่อสายตา
“ยัยแสบเอ๊ย! อย่าให้เจออีกล่ะ จะ... ฮึ่ย!” ครั้นทำอะไรไม่ได้เขาก็ได้แต่เข่นเขี้ยวพลางเสยผมแรงๆ อย่างขัดอกขัดใจอยู่คนเดียว
...TBC...
ใบหน้าคมคายโน้มต่ำลงไป แล้วริมฝีปากได้รูปก็ประทับลงบนริมฝีปากอิ่มสีชมพูจัด แรกเริ่มด้วยความนุ่มนวลค่อยๆ แทะเล็มหยอกเอินแค่ภายนอก ก่อนจะใช้ชั้นเชิงดูดดื่มลึกซึ้ง และรุกล้ำเข้าไปควานหาความหวานจากภายใน... แม้ความตั้งใจแรกเริ่มของชินพัตต์เพียงแค่จะจูบลงโทษคนใจร้ายนิดๆ หน่อยๆ พอให้รู้สึกกระชุ่มกระชวยหัวใจ หากพอได้รับจูบตอบ ที่ถึงแม้จะยังเงอะงะไม่ค่อยเป็นงาน แต่ก็ทำเอาเขาคลั่งบวกกับกลิ่นหอมกรุ่นนุ่มละมุนของกายสาวจึงทำเอาชายหนุ่มยั้งอารมณ์ไว้ไม่อยู่ สอดฝ่ามือใหญ่เข้าใต้ชายเสื้อแล้วเริ่มสำรวจไปทั่ว... คนที่หลงวนอยู่ในภวังค์พิศวาสชะงักเมื่อรู้สึกถึงฝ่ามืออุ่นจัดที่ลูบไล้ตั้งแต่หน้าท้องก่อนจะเลื่อนสูงขึ้นๆ จนมาถึงหน้าอกแล้วบีบจับเคล้นคลึงอย่างเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ “อื้อ ชิน ไม่ได้นะ พะ พอได้แล้ว...” ปุณยวีร์ร้องประท้วงพลางดิ้นรนขัดขืน หากเจ้าของร่างหนาหนักที่ทาบทับอยู่กลับทำหูทวนลมไม่ยอมรับรู้ จมูกและปากของเขายังคงซุกไซ้อยู่แถวซอกคอ ติ่งหู ขณะที่ฝ่ามือหนาก็ลูบไล้บีบจับหน้าอกทั้งสองข้างสลับไปมาอย่างย่ามใจ "ชินรักปุ่น ให้ชินนะ ชินขอนะครับ" ชินพัตต์ก
ปุณยวีร์ขยับยิ้มให้คนที่นอนหันหน้ามานิ่งฟังและมองเธอตาไม่กะพริบ “จริงๆ ปุ่นก็ไม่ได้สตรองเท่าไหร่หรอก แต่ที่มูฟออนได้เร็วก็เพราะใครบางคน... คนที่เจอกันครั้งแรกก็จังหวะนรกสุดๆ” พูดถึงตรงนี้หนุ่มสาวที่นอนหันหน้าเข้าหากันอยู่บนเตียงก็อดหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้ “แถมครั้งเดียวไม่พอยังนรกได้เรื่อยๆ อีก คิดดูแล้วปุ่นใจร้ายกับเขามากเลยเนอะ” “ใช่” ปุณยวีร์ทำปากยื่นใส่คนที่ไม่ตอบปฏิเสธเพื่อรักษาน้ำใจกันเลยสักนิดก่อนจะกล่าวต่อ “ก็มาดนิ่งออกอย่างนั้น ท่าทางก็ดูเหมือนเย็นชาอีก มันก็อดอคติไม่ได้ใช่ไหมล่ะ กว่าจะรู้ว่าเขาไม่ได้แย่อย่างที่คิดก็เกือบจะสายเกินไป แต่จะให้รับรักเขาตอนนั้นเลยมันก็เร็วเกินไปหน่อย คนเพิ่งผิดหวังมาด้วยมันก็ต้องระวังใจตัวเอง แต่ถึงจะพยายามสร้างกำแพงป้องกันมากแค่ไหนที่สุดแล้วก็ต้องยอมแพ้ให้กับความพยายามของเขา ยิ่งพอถูกพ่อแม่ขอไม่ให้กลับไปทำงานก็ยิ่งแน่ใจตัวเองว่ารู้สึก... กับเขามากแค่ไหน มากจนตอบรับคำขอของพ่อแม่ไม่ได้ ยังไงก็ต้องกลับไปหาเขา ไปตอบรับความรู้สึกดีๆ จากเขา แต่พอกลับไปเจอกันอีกครั้งดันถูกเขาเมินซะงั้น” บิดปากใส่คนที่เ
“กระผมขอยอมรับทุกข้อกล่าวหา คร้าบบบบ” ภควัตโค้งตัวล้อเลียน ก่อนที่ทั้งเขาและปุณยวีร์จะหัวเราะขึ้นพร้อมกัน “ปุ่นดีใจนะคะที่ได้เห็นพี่ปุ้นมีความสุขอย่างวันนี้” “ขอบคุณปุ่นมากที่ครั้งหนึ่งปุ่นเป็นความสุข เป็นรอยยิ้มของพี่ และก็ขอโทษที่พี่เคยทำให้ปุ่นเสียใจ” ปุณยวีร์ถอนหายใจ “บอกแล้วไงคะว่าไม่ต้องขอโทษแล้ว” ภควัตยิ้ม “สัญญาว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย เพราะพี่คงไม่กล้าทำอะไรให้ต้องขอโทษปุ่นอีกแล้วล่ะ กลัวโดนหมัดเจ้าชินมัน” “โอ๊ย! พี่ปุ้นอะ กลับไปหาเจ้าสาวได้แล้วไป” ปุณยวีร์ไม่ได้ไล่แค่ปากแต่ยังผลักอีกฝ่ายออกไปด้วย ภควัตขืนตัวไว้แล้วใช้มือใหญ่ยีผมคนตัวเล็กกว่า “เดี๋ยวนี้ไล่เลยนะ โอเคๆ พี่ไปก็ได้ ปุ่นเองก็รีบไปรวมกลุ่มอยู่กับเพื่อนๆ เถอะ ยืนอยู่คนเดียวนานๆ เดี๋ยวคนอื่นจะคิดว่าโสดแล้วหลงเข้ามาจีบ คนบางคนจะคลั่งเอา” “โอ๊ย! เขาไม่ขี้หึงงี่เง่าแบบนั้นหรอกค่ะ” ............................ ใช่... ชินพัตต์ไม่ได้ขี้หึงงี่เง่าอย่างที่เธอตะโกนไล่หลังภควัตไปเมื่อคืนวาน เพราะกีรฎากระซิบบอกเธอว่าสาเหตุที่เขาไม่ม
“อ๊ายยย! คือดีอะ แต่งอีกทีดีไหมพ่อ” สุพรรษาหันไปถามความเห็นจากผู้เป็นสามี “ก็ดีนะแม่ แต่จะดีมากๆ เลยถ้าแม่ให้พ่อเปลี่ยนตัวเจ้าสาวด้วย” วัชระตอบกลับเรียกทั้งเสียงฮาจากเพื่อนๆ และฝ่ามืออรหันต์จากภรรยา เย็นย่ำวันนี้บริเวณชายหาดส่วนตัวของรีสอร์ตริมทะเลทางภาคตะวันออก ถูกเนรมิตขึ้นอย่างสวยงามโรแมนติกด้วยดอกไม้ แสงเทียน ไฟประดับ และลูกโป่ง เพื่อจัดงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสระหว่างภควัตกับอรพินท์ หลังจากทั้งคู่ได้จัดพิธีวิวาห์ตามพิธีการทางพุทธศาสนาเสร็จสิ้นไปตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วที่บ้านเกิดของเจ้าสาว เชิญแขกเหรื่อผู้หลักผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายไปร่วมเป็นสักขีพยานและแสดงความยินดี ส่วนงานในเย็นวันนี้เป็นแบบค็อกเทล เน้นความเรียบง่ายเป็นกันเอง ถือเป็นการสังสรรค์เฮฮากันในหมู่เพื่อนสนิท และเอาใจเจ้าสาวที่หลงใหลบรรยากาศของชายทะเลเป็นพิเศษ อรพินท์ดูสวยหวานจับใจอยู่ในชุดเจ้าสาวแบบเกาะอกสีขาวยาวครึ่งน่อง ปักฉลุลายลูกไม้งดงาม ผมยาวปลายหยักน้อยๆ ถูกปล่อยสยายแล้วประดับด้วยมงกุฎดอกไม้ ดวงหน้าหวานแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มตลอดเวลา เช่นเดียวกันกับเจ้าบ่าวที่คอยดูแลอยู่เคียงข้างไม่ห่าง ซึ่งอยู่ใ
นางมารร้ายบริสุทธิ์... มองคนที่ผ่านมาแล้วหลายสมรภูมิตาเขียวปั้ด ส่วนคนจุดประเด็นหัวเราะขำ “ก็ตามนั้นแหละ” เหมือนพิมพ์พูดกลั้วหัวเราะ “เอาเป็นว่าเข้าใจกันแล้วนะ งั้นไปกินข้าวกันดีกว่า ตอนนี้อย่าเพิ่งกินกันเองเลย” หลิ่วตามองหนุ่มสาวที่เกือบจะกินกันไปแล้วยิ้มๆ “ให้เวลาเคลียร์กันอีกสิบห้านาทีแล้วรีบตามมาล่ะ หิวมากเลยนี่ รีบขับรถมายังไม่ได้กินข้าวเย็นเลยเพราะกลัวยัยเมรีขี้อ้อนเมาไปอ้อนผู้ชายไม่ดูตาม้าตาเรือเข้า” เหมือนพิมพ์สั่งจบก็เปิดประตูออกจากห้องไปก่อน พอถูกปล่อยให้อยู่ในห้องกันตามลำพังสองคนปุณยวีร์ก็ทำตัวไม่ถูกรีบลุกขึ้นจากเตียงจะเดินไปเปิดประตูออกไปบ้าง ชินพัตต์รีบเข้ามายึดข้อมือเล็กที่กำลังจะหมุนลูกบิดประตูไว้ในอุ้งมือใหญ่ “คุยกันก่อนสิครับ” เขาบอกชิดริมหู ปุณยวีร์พยายามจะเบี่ยงตัวหนี แต่ก็ทำไม่ได้อีก เพราะถูกชายหนุ่มกางแขนกั้นเอาไว้ “คุยอะไรล่ะ หิวข้าวแล้วนี่” ชินพัตต์จับเจ้าของบ่าบอบบางให้หันมาเผชิญหน้ากัน “ก็บอกไปแล้วว่าคุณพิ้งเป็นภรรยาของทาคาดะซังแล้วยังงอนผมเรื่องอะไรอีก” “แล้วทีคุณล่ะ ฉันทำอะไรให้หรือยัง ค
หากตอนนี้... คนที่เคยปรนนิบัติพัดวีดูแลคนเมากลับมึนเมาเสียเอง ด้วยรสสัมผัสวาบหวามจากคนใต้ร่าง อารมณ์พิศวาสลุกโชนจนยากที่จะดับ ริมฝีปากได้รูปวกกลับไปประทับจุมพิตปิดเสียงประท้วงจากริมฝีปากบาง ขณะสอดนิ้วร้อนผ่าวเข้าไปใต้ตะขอบรา หากยังไม่ทันได้ออกแรงสะกิด เสียงเคาะประตูถี่ๆ ก็ดังขึ้นทำเอาสะดุ้งจนต้องหยุดทุกการกระทำ! ปุณยวีร์ใช้จังหวะนั้นผลักร่างของชินพัตต์ออก ลุกขึ้นนั่งหอบหายใจแรง ใบหน้าแดงก่ำ “ปุ่น! ปุ่น! ทำอะไรอยู่น่ะ นี่ฉันเอง พิมพ์!” เสียงแหลมสูงคุ้นหูที่ดังขึ้นหลังเสียงเคาะประตูช่วยเรียกสติของสองหนุ่มสาวได้ชะงัด ชินพัตต์ลงไปยืนอยู่ข้างเตียง เขาเสยผมแรงๆ พลางสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ หลายครั้งก่อนจะหันไปถามคนที่นั่งอยู่บนเตียงเสียงเบาว่า “ปุ่น โอเคไหม” ปุณยวีร์ถลึงดวงตาคู่กลมโตกลับมาแทนคำตอบขณะที่สองมือก็จัดแจงเสื้อผ้าที่ถูกเลิกขึ้นไปถึงไหนๆ ให้กลับเข้าที่ ชินพัตต์กลอกตา ได้แต่คิดในใจว่า ‘ใครเริ่มก่อนล่ะ’ “ปุ่น! เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมไม่เปิดประตู งั้นฉันเปิดเข้าไปเองนะ” เสียงคนข้างนอกบอกก่อนจะได้ยินเสียงไขกุญแจแล้วบาน







