Mag-log in“กรี๊ดดดด….”
“ปุ่น เป็นไรแก เกิดอะไรขึ้น”
คนที่เพิ่งผลักประตูเข้ามาและทันได้ยินเสียงกรีดร้องราวกับมีเหตุร้ายอะไรสักอย่างถามน้ำเสียงร้อนรน
“ว้าย! ตายแล้วเพื่อนฉัน” ยังไม่ทันจะได้คำตอบจากเจ้าของห้องพัก แต่เหมือนพิมพ์กลับต้องผวาเฮือกพลางร้องสุ้มเสียงตกใจเพราะสภาพที่ดูไม่ได้ของอีกฝ่าย
“ใครตาย!” ปุญยวีร์ซึ่งนั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟาเงยหน้าขึ้นมาถามเสียงขุ่นตาขวาง
เหมือนพิมพ์ส่ายศีรษะก่อนจะทรุดนั่งลงบนโซฟาข้างๆ เพื่อน “แกได้ส่องกระจกบ้างรึเปล่าเนี่ย สารรูปดูไม่ได้เลยเพื่อนฉัน โอย… ผมเผ้านี่หวีบ้าง รึเปล่าฮะ ทำไมมันถึงพันกันเป็นสังกะตังอย่างนี้ยัยปุ่น”
ปากก็พร่ำบ่นไปขณะที่มือก็พยายามสางผมที่พันกันจนยุ่งเหยิงออกให้ก่อนจะหยิบหวีในกระเป๋าถือออกมาแล้วค่อยๆ หวีผมให้อีกฝ่ายอย่างเบามือ
“ฮึ! ไม่ต้องมาทำเป็นแคร์ ฉันมันก็แค่เพื่อน… ไม่สำคัญเหมือนแฟนแกหรอก”
ปุณยวีร์เอนศีรษะหนีมือคนหวังดีที่พยายามจะช่วยหวีผมเผ้ายุ่งเหยิงนั้นให้เข้ารูปเข้าทรง
“อะไรกัน จนป่านนี้แล้วแกยังไม่เลิกงอนพวกฉันอีกเหรอ” คนมีแฟนถามเสียงอ่อนใจ
“ใครว่างอน ฉันโกรธต่างหากย่ะ โดยเฉพาะแกนังพิมพ์ นังเพื่อนทรยศ ทำเป็นสัญญากันเสียดิบดีแต่สุดท้ายแกก็ชิ่งหนีฉันไปมีแฟนอีกคน ไม่ต่างอะไรกับนังพวกนั้นเลย” ต่อว่าเสียงฉุน
เหมือนพิมพ์กลืนน้ำลายฝืดๆ ลงคอ “แหมแกก็ ถึงมีแฟนแล้วฉันก็ไม่ได้ชิ่งหนีแกไปไหนสักหน่อย ดูอย่างวันนี้ไงฉันยังมาหามาอยู่ข้างๆ แกเลย ไม่ว่ายังไงฉันก็ยังแคร์แกอยู่เสมอนะปุ่น”
ไม่เพียงงอนง้อเสียงอ่อนหากเจ้าหล่อนยังขยับเข้ามาใกล้แล้วพยายามช่วยหวีผมให้อีกครั้ง
คนถูกแคร์จึงยื่นปากให้ก่อนจะสะบัดค้อนใส่แล้วกระแนะกระแหนว่า “นัดเช้า แต่กว่าจะโผล่หัวมาให้เห็นก็บ่ายโมงเข้าไปแล้ว นี่ถ้าฉันไม่โทร.จิกเป็นสิบๆ สายแกคงโผล่หัวมาพรุ่งนี้เช้าเลยล่ะมั้ง”
“เอ่อ…”
“ไง เถียงไม่ออกล่ะสิ เหอะ แล้วทำเป็นพูดดี”
คนพูดดีอึ้งไปพักก่อนจะรีบบอกน้ำเสียงร้อนรนว่า “ฉันขอโทษจริงๆ นะแก แต่ฉันก็มีเหตุผลที่มาสายนะ พี่อี้ไม่สบายไข้ขึ้นน่าสงสารมาก ฉันจะใจดำทิ้งเขาให้อยู่คนเดียวได้ยังไง ตอนนี้พี่เขาก็ยังไม่หายดีแค่ไข้ลดลงหน่อยเดียว แต่เพราะฉันแคร์แกไงถึงได้ทิ้งพี่เขาให้ดูแลตัวเองแล้วรีบแล่นมาหาแกถึงที่นี่”
“ไม่สบาย… เป็นอะไร” ถามกลับน้ำเสียงอ่อนลง
“ก็… เป็นไข้น่ะ” ตอบเสียงอ่อย
“เป็นไข้!” ปุณยวีร์ย้อนถามเสียงสูง “ไอ้พี่อี้เป็นไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่รึไงถึงกับสำออยดูแลตัวเองไม่ได้ เป็นหมอประสาอะไรหา!” โมโหหนักกว่าเก่าอีกคราวนี้
เหมือนพิมพ์ถึงกับยกมือขึ้นอุดหูและรอจนนกหวีด เอ่อ เพื่อนสนิทเลิกส่งเสียงโวยวายเธอจึงแจกแจงอีกครั้ง
“แกต้องเข้าใจนะปุ่น คนเป็นแฟนกันนะแกมันก็ต้องเอ่อ…”
รีบหุบปากลงทันควันเมื่อรู้ตัวว่าได้พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไป ทว่า… คงจะสายไปเสียแล้ว เพราะคนที่เอาแต่ทำปากยื่นสลับกับค้อนจนคอแทบเคล็ดคราวนี้แค่ส่งสายตานิ่งๆ มองกลับมาเท่านั้น
“ปุ่น… ฉัน”
“พอเถอะฉันไม่มีธุระอะไรกับแกแล้ว อย่าเสียเวลาอยู่ที่นี่เลยกลับไป ดูใจผู้ชายของแกซะ”
กระแสเสียงราบเรียบไร้วี่แววเขียวขุ่นเหมือนที่เคย แต่ประชดกลับไปเต็มๆ แบบนี้ มีเพียงเจ้าตัวและคนสนิทเท่านั้นที่รู้ดีว่าสถานการณ์ที่เผชิญอยู่กำลังเข้าสู่สภาวะวิกฤต!
ปุณยวีร์ลุกออกจากโซฟาแล้วตรงไปยังห้องนอนที่ถูกแยกไว้เป็นสัดส่วนโดยไม่แม้แต่จะพูดหรือหันกลับไปมองหน้าคนเป็นเพื่อนที่เธอมั่นใจว่าตอนนี้คงนั่งหน้าเสียอยู่แน่ๆ เหอะ! สำนึกผิดซะให้พอแล้วค่อยมาคุยกันใหม่ จะว่านิสัยไม่ดี งี่เง่า หรืออะไรก็แล้วแต่ เธอขอแอ่นอกรับทุกกรณี แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้เธอก็มีเหตุผลนะ
เรื่องมันเริ่มขึ้นตั้งแต่เรียนจบแล้วเพื่อนๆ ที่เคยเกาะกลุ่มกันเหนียวแน่นก็ต้องแยกย้ายกันไปทำงานตามสาขาที่ได้ร่ำเรียนมา สังคมใหม่ไลฟ์สไตล์ใหม่ทำให้แต่ละคนเริ่มห่างเหินกันออกไป จากที่เคยนัดพบปะสังสรรค์กันทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ลดลงเหลือเดือนละครั้งสองครั้ง ซึ่งตอนนั้นเธอก็ว่าแย่แล้ว
ครั้นพอแต่ละนางเริ่มมีแฟนมันกลับแย่ยิ่งกว่า ไม่ใช่แค่หน้าที่การงานที่มาแย่งเวลาพบปะกันของพวกเธอแต่ยังมีคุณแฟนของแต่ละนางด้วย หากมันก็ยังไม่ถึงที่สุด เพราะตอนนั้นเธอยังมีเหมือนพิมพ์ที่โสดเป็นเพื่อน แล้วอีกฝ่ายยังให้สัญญาเสียดิบดีว่าจะโสดเป็นเพื่อนกันแบบนี้ไปจนแก่ตาย! ซึ่ง ณ จุดนั้นเธอเชื่อจริงๆ นะ ก็เออีสาวมั่นเพื่อนของเธอคนนี้น่ะ ทั้งสวย เปรี้ยว เฉี่ยว เริ่ด
เจ้าหล่อนมีหนุ่มๆ มารุมจีบเป็นขบวนตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย หากก็ไม่เคยมีผู้ชายคนไหนโชคดีได้หัวใจไปครองซึ่งถ้าพูดง่ายๆ แบบไม่คิดอะไรก็คงจะ ‘สวยเลือกได้’ อะไรทำนองนั้น แต่ไม่ใช่หรอก นางสวย มาดมั่นไปแทบทุกเรื่องก็จริงแต่ยังเว้นอยู่เรื่องที่นางไม่เชื่อและไม่เคยมีความมั่นใจเลยและนั่นก็คือ เรื่องรัก…
“กรี๊ดดด… นังล่ามหน้าจืด แกกล้าทำกับฉันแบบนี้งั้นเหรอ” ภาวิณีกรีดเสียงเคียดแค้นขณะพยายามทรงตัวลุกขึ้นแล้วกระโจนเข้ามาอีกครั้ง หากยังไม่ทันถึงตัวคนที่อดทนอดกลั้นมานานก็ส่งหมัดเปรี้ยงเข้าไปที่ใบหน้าฉาบด้วยเมคอัพหนาๆ นั้นเต็มแรง “จะ จะ จมูกฉัน กรี๊ดดด…” นักบัญชีสาวกรีดเสียงลั่นอีกครั้งหลังจากยกมือที่กุมจมูกซึ่งถูกต่อยเต็มแรงออกมาแล้วพบว่ามันเต็มไปด้วยสีแดงฉานและกลิ่นคาวเลือด “กะ กะ แก๊…” จากที่เคยสวมวิญญาณผู้หญิงบ้า มาคราวนี้เจ้าหล่อนกลายพันธุ์เป็นหมาบ้าระห่ำโผนกระโจนเข้ามา ปุณยวีร์เบี่ยงตัวหลบแต่อีกฝ่ายก็ยังไวกระชากผมเธอจนหนังหัวแทบหลุด หากเธอก็ไม่ปล่อยให้คู่กรณีได้ใจนานรีบใช้ประโยชน์จากส้นแหลมๆ ของรองเท้าที่สวมอยู่กระแทกไปบนหลังเท้าของคนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเต็มแรง ทำเอาฝ่ายนั้นทนความเจ็บปวดไม่ไหวจำต้องปล่อยมือออกจากผมแล้วทรุดตัวลงกุมเท้าของตัวเองแทน “โอ๊ยยย… พี่ตั้มช่วยวิด้วย วิเจ็บจนจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว อ๊ายยย… นังล่ามหน้าจืดชอบใช้กำลัง อีผู้หญิงหยำฉ่าชอบแย่งผัวชาวบ้าน แม่แกคงร่านสวาทมั่วผู้ชายไปทั่วสินะนิสัยมันถึงถ่ายทอดทางพันธุกรรมสันดานแกถ
ล่ามลาวหลับตามโนสำนึกทั้งทางดีและทางร้ายตีกันให้วุ่นจนเธอตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะทำอย่างไร “ฮะๆๆ ” ภาวินีหัวเราะเสียงแหลม ท่าทางบอกความสะใจ “เป็นไงล่ะ นังล่ามหน้าจืด ทีนี้รู้ฤทธิ์ฉันรึยัง หวังว่าหล่อนจะหายบื้อแล้วเลิกตื๊อพี่ตั้มของฉันสักทีนะยะ เอ๊ะ! นังนี่! จะเอายังไงฮะ ฉันถามก็ตอบกลับมาสิยืนเอ๋ออยู่ได้ อ๋อ หรือยังคิดจะหน้าด้านแย่งผัวชาวบ้านไม่เลิกยะ หนอย! ตบแค่ครั้งเดียวมันยังน้อยไปไม่รู้สำนึกใช่ไหม นี่แน่ะ!” … “ยัยนั่นเป็นนักตบลูกยางเก่าหรือเปล่าแกถึงได้ตบฝังรอยนิ้วไว้ได้ชัดขนาดนี้” เหมือนพิมพ์ถามออกมาหลังจากใช้แผ่นเจลแช่เย็นช่วยประคบใบหน้าด้านที่ถูกตบจนหมดความเย็นไปแล้วแต่ร่องรอยฟกช้ำก็ยังหลงเหลืออยู่ ไม่มีเสียงตอบจากปุณยวีร์นอกจากดวงตาคู่กลมโตฉายแสงเขียวขุ่นที่ตวัดกลับมา คนพูดจาไม่เข้าหูยักไหล่ “ขำๆ น่ะแก ทำหน้ายักษ์ไปได้ ฉันเพื่อนแกนะไม่ใช่ยัยหมาบ้านั่นสักหน่อย เอาเป็นว่าไอ้รอยฝ่ามือมารนี่เดี๋ยวฉันจัดการเอง ถ้าประคบยังไม่หายก็ทายาเอา หยุดตั้งสองวันรับรองหายอยู่แล้วล่ะ หรือจะใช้เมคอัพช่วยก็ได้ไม่เห็นจะยากเชื่อมือเพื่อนแกสิ”
“คุณ! มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ นี่คุณแอบฟังฉันเหรอ” จากที่ตั้งใจจะเอ่ยคำขอโทษกลายเป็นกล่าวโทษเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ไม่มีคำตอบกลับหรือคำแก้ตัวใดๆ จากชินพัตต์ เขาเพียงถอนหายใจท่าทางบอกความเบื่อหน่ายก่อนจะผละจากไป สิ่งที่เขาแสดงออกมาทำให้ล่ามสาวรู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นอากาศธาตุไร้ความสำคัญใดๆ “นะ นี่คุณ! คุณ! จะไปไหน ฉันยังพูดไม่จบเลยนะ มาแอบฟังฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ อ๊ายยย… ไอ้เด็กบ้า นิสัยไม่ดีแล้วยังไม่มีมารยาทอีก” ปุณยวีร์ยังไม่ทันได้จัดหนักจัดเต็มชายหนุ่มจากแผนกซ่อมบำรุงที่ขยันเข้ามาขายขนมจีบสร้างความรำคาญไม่เว้นวันเพราะยังคิดไม่ตกว่าจะเอายังไงดี เธอไม่แน่ใจว่าถ้าทำตามคำแนะนำของเพื่อนแล้วจะปฏิเสธความหวังดีจากแม่ซึ่งเธอไม่ต้องการเลยได้ไหม และในระหว่างที่ยังลังเลตัดสินใจไม่ได้นั่นเองก็ดันมีเรื่องเกิดขึ้นเสียก่อน ‘ปึก!’ ล่ามสาวถอนหายใจ จนได้สิน่า… เธอว่าเธอระวังแล้วนะ แต่ก็อย่างว่าช่วงเวลาเลิกงานยิ่งในวันที่ไม่มีการทำงานล่วงเวลาอย่างเช่นวันนี้บริเวณลานจอดรถรับส่งของพนักงานจะมีคนพลุกพล่านมากกว่าปกติ การกระแทกชนกันมันก็ย่อมเ
“จริงเหรอแก เข้าขั้นวัตถุอันตรายเลยนะเนี่ย ถ้างั้นแกก็ระวังตัวด้วยล่ะ อย่าไปอยู่ใกล้หมอนั่นเด็ดขาด” “ฉันก็ระวังอยู่ แต่ไอ้ชั่วนั่นมันตื๊อไม่เลิกน่ะสิ ขนาดถูกถองถูกตบไปเต็มแรงก็ยังไม่เข็ดตื๊ออยู่นั่นแหละ หน้าด้านหน้าทนยิ่งกว่ากะจั๊วอีก อี๋…” พูดถึงผู้ชายคนนี้ทีไรปุณยวีร์ก็รู้สึกขนลุกขนพองขึ้นมาทุกที “เอาเป็นว่าแกพยายามอยู่ให้ห่างจากไอ้ผู้ชายขี้หลีนั่นไว้ดีที่สุด อย่าไปออกอาการมาก เพราะนอกจากจะทำให้ผู้ชายชั่วๆ กระเจิงแล้วผู้ชายดีๆ ก็จะหนีหายไปหมดด้วย เอาไว้คว้าเจ้าชายที่แสนดีอย่าง ‘พี่ปุ้น’ มาไว้ในครอบครองได้เมื่อไหร่ค่อยเผยโฉมนางมารร้ายก็ยังไม่สาย” “เหอะ ถ้าไอ้ชั่วนั่นยังมาทำรุ่มร่ามอีกฉันไม่เอาไว้หรอกจะจัดหนักจัดเต็มเอาให้โคม่าเลยคราวนี้ และฉันก็บอกแกแล้วว่าฉันมาทำงานไม่ได้มาแรด ทำไมฉันจะต้องแอ๊บเป็นผู้หญิงแสนดีให้ผู้ชายหลงด้วย ตอนนี้ฉันมีงานประจำทำเหมือนเดิมแม่ก็ไม่มีปัญหาไม่หาเรื่องเรียกตัวฉันกลับบ้านเหมือนเก่าอีกแล้วด้วย” “หึๆ” เหมือนพิมพ์ส่งเสียงหัวเราะคล้ายพวกโรคจิตมาตามสัญญาณโทรศัพท์ “แกเสียรู้แม่แกแล้วล่ะปุ่น เห็นคลื่น
“อ๊าย ฮ็อตฮิตนะยะแก ไปทำงานแค่เดือนกว่าๆ ก็มีหนุ่มมาเจ๊าะแจ๊ะตั้งหลายคน” เหมือนพิมพ์ส่งเสียงกระแนะกระแหนมาตามสัญญาณโทรศัพท์ “พูดบ้าอะไรของแก เจ๊าะแจ๊ะหลายคนที่ไหนกัน ว่างๆ ก็หาเวลาแคะ ขี้หูออกบ้างนะยะ ฟังเขาพูดเขาเล่าอะไรจะได้เข้าใจง่ายๆ ไม่ใช่มโนไปเอง” “แหม ฉันแซวแค่หน่อยเดียวรัวกลับมาเป็นปืนกลเลยนะยะ” คนจากปลายสายบ่นเสียงขึ้นจมูก “ก็ได้ๆ สรุปว่าผู้ชายโชคร้ายที่หลงเข้ามาเจ๊าะแจ๊ะแกมีคนเดียวคือนายบรรจบ ส่วนพี่ดำปืนแค่ชอบแกล้ง น้องชินจังก็ชอบทำตัวเกรียน คนที่เข้ารอบหัวใจจึงได้แก่เจ้าชายที่แสนดี ‘พี่ปุ้น’ ของน้องปุ่น แบบนี้โอไหมยะ” “ยังไม่โอย่ะ ผู้ชายขี้หลีอย่างนายบรรจบฉันไม่ขอยุ่งเกี่ยวและไม่นับให้เสียประวัติตัวเองเด็ดขาด ผู้ชายอะไรได้ยินแค่ชื่อก็อี๋ แหวะ” พูดไปก็ทำท่าขนลุกขนพองไปด้วย “แกพูดถูกแค่เรื่องไอ้พี่ดำปืนที่ชอบแกล้ง ส่วนไอ้เด็กเวรนรกนั่นก็ไม่ต้องเรียกเสียน่าเอ็นดูเพราะตัวจริงมันน่าเลาะเอ็นออกมาดูมากกว่า แล้วพี่ปุ้นน่ะเข้ารอบหัวจงหัวใจอะไรกัน ฉันแค่เล่าให้แกฟังว่าพี่เขาใจดีคอยช่วยเหลือฉันหลายครั้งก็เท่านั้น” “พี่
“ก็ต้องเส้นเมื่อกี้สิครับ เพราะมันเป็นทางลัดช่วงที่เปลี่ยวก็แค่ไม่กี่สิบเมตรเท่านั้นเอง พอเลี้ยวพ้นมุมมาก็ไม่เปลี่ยวแล้ว ปุ่นก็เห็น” “ทางลัดเมื่อกี้คงไม่ค่อยมีคนรู้จักใช่ไหมคะ ปุ่นไม่เห็นมีรถคันไหนผ่านมาเลย” พูดไปแล้วปุณยวีร์ก็ภาวนาให้อีกฝ่ายตอบกลับมาว่าใช่ ทว่า “ใครบอกล่ะครับ คนนิยมใช้มากต่างหาก นี่ถ้าปุ่นกับชินมาเร็วกว่านี้สักครึ่งชั่วโมงก็จะมีเพื่อนร่วมถนนหลายคันเลยล่ะ” เจ้าของเสียงทุ้มนุ่มบอกเล่าให้ฟังก่อนจะหัวเราะน้อยๆ “อ้อ นอกจากเพื่อนร่วมถนนแล้วยังมีเจ้าถิ่นกระโดดลงจากต้นไม้มาทักทายด้วยนะ และก็เป็นไอ้เจ้านี่แหละที่เป็นปัญหาสำหรับพวกขาจรที่ไม่เคยผ่านเส้นนี้มาก่อน ถ้าจู่ๆ โดนทักขึ้นมาล่ะก็อาจจะช็อกได้” “พี่ปุ้นพูดแบบนี้ อย่าบอกนะคะว่าโดนเอ่อ… ทักจนชินแล้ว” “ก็ใช่สิครับ” ภควัตตอบรับหน้าตาเฉยราวกับว่าไอ้เจ้าอะไรสักอย่าง… ที่จู่ๆ ก็โผล่มาทักเขาเป็นสิ่งธรรมดาสามัญที่พบเห็นได้ทั่วไป ใครๆ เห็นแล้วก็ไม่รู้สึกหวาดผวา “อ้าว ทำไมมองหน้าพี่อย่างนี้ล่ะครับ มีเขาโผล่ขึ้นมาบนหัวพี่หรือไง” เขาถามกลั้วเสียงหัวเราะเมื่อหันมาเห็นสีห







