เทียนเผิง : แสวงวิถี
ตอนที่ ๒ — โลกที่ไม่สมบูรณ์
เมฆชั้นสุดท้ายแยกออกใต้ฝ่าเท้า
ลมเปลี่ยนไปทันที
เทียนเผิงหยุดอยู่กลางอากาศ
เขาไม่ได้รีบลงสู่พื้น
เพียงยืนนิ่ง มองโลกมนุษย์เบื้องล่าง
จากสวรรค์ โลกนั้นเคยเป็นเพียงแผ่นดินกว้างใหญ่ มีแม่น้ำทอดยาวดุจเส้นด้าย มีภูเขาเป็นรอยย่นบนผืนผ้า และมีเมืองมนุษย์เป็นจุดแสงเล็ก ๆ กระจัดกระจายอยู่ตามที่ราบ
แต่เมื่อเข้าใกล้—
โลกกลับมีเสียง
เสียงลมพัดผ่านยอดไม้
เสียงแมลงกลางคืน
เสียงสุนัขเห่าจากหมู่บ้านไกล ๆ
เสียงเด็กทารกร้องจากบ้านหลังหนึ่ง
เสียงสามีภรรยาทะเลาะกันจากอีกหลัง
เสียงคนไอ
เสียงคนหัวเราะ
เสียงคนร้องไห้
ทุกอย่างปะปนกัน
ไม่มีทำนอง
ไม่มีจังหวะ
ไม่มีผู้ใดควบคุม
หากเป็นนักดนตรีบนสวรรค์คงเรียกมันว่าเสียงรบกวน
แต่เทียนเผิงกลับยืนนิ่งฟังอยู่นาน
เขาไม่รู้ว่าทำไม
เพียงรู้สึกว่า...
เสียงเหล่านี้ไม่เหมือนเสียงพิณในงานเลี้ยง
มันไม่ไพเราะ
แต่ไม่มีเสียงใดเหมือนเสียงอื่น
เทียนเผิงลดตัวลงช้า ๆ
เขาเลือกพื้นที่ห่างจากหมู่บ้าน
ไม่ใช่เพราะกลัวมนุษย์พบเห็น
แต่เพราะยังไม่รู้ว่า หากมนุษย์พบเทพตกลงมาจากฟ้า พวกเขาควรทำสีหน้าเช่นไร
เท้าแตะพื้นดิน
ความรู้สึกแรกคือ—
แข็ง
เทียนเผิงก้มมองใต้เท้า
ดินจริง ๆ
ไม่ใช่เมฆ
ไม่ใช่หยก
ไม่ใช่พื้นตำหนักที่ถูกขัดจนสะท้อนเงา
ดินมีกรวด
มีเศษใบไม้
มีรอยเท้าสัตว์
มีรอยล้อเกวียน
และมีแอ่งน้ำเล็ก ๆ จากฝนเมื่อคืน
เขาขยับเท้า
รองเท้าเหยียบลงบนโคลน
เสียงดัง
แฉะ
เทียนเผิงมองรอยเปื้อนบนรองเท้า
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง
หากอยู่บนสวรรค์ เทพรับใช้คงรีบเข้ามาทำความสะอาดทันที
แต่ที่นี่ไม่มีผู้ใดสนใจ
ดินก็ไม่ได้รู้ว่ารองเท้าของเขาเคยเหยียบพื้นตำหนักหลิงเซียว
มันเพียงติดอยู่ตรงนั้น
เทียนเผิงย่อตัวลง
ใช้นิ้วแตะโคลน
เย็น
หยาบ
และมีกลิ่น
เขายกนิ้วขึ้นดม
กลิ่นดินเปียก
ธรรมดาจนไม่มีสิ่งใดควรกล่าวถึง
แต่เขากลับดมอีกครั้ง
บนสวรรค์มีดอกไม้ทิพย์นับหมื่นชนิด
มีเครื่องหอมที่กลั่นจากน้ำค้างบนยอดเขา
มีธูปซึ่งจุดเพียงหนึ่งดอกก็หอมไปได้หลายตำหนัก
แต่ไม่มีสิ่งใดมีกลิ่นเช่นนี้
กลิ่นของสิ่งที่เปียก
ผุ
แตกสลาย
แล้วกลับกลายเป็นดินอีกครั้ง
เทียนเผิงเช็ดนิ้วกับชายเสื้อ
แล้วเริ่มเดิน
เขาไม่รู้ว่ากำลังไปที่ใด
ความรู้สึกนี้แปลกประหลาด
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เขาเดิน ย่อมมีจุดหมาย
ไปสนามรบ
ไปประชุม
ไปตรวจทัพ
ไปเข้าเฝ้า
ไปงานเลี้ยง
แม้แต่การพักก็ถูกกำหนดว่าให้พัก
แต่ครั้งนี้—
ไม่มีคำสั่ง
ไม่มีแผนที่
ไม่มีใครรอ
เขาจึงเดินไปตามทางที่เห็น
เพียงเพราะมันอยู่ตรงหน้า
ไม่นานก็ถึงลำธารสายเล็ก
สะพานไม้เก่าพาดอยู่เหนือสายน้ำ
ไม้แผ่นหนึ่งหัก
อีกแผ่นเอียง
เทียนเผิงก้าวขึ้นไป
สะพานส่งเสียงเอี๊ยด
เขาหยุดทันที
มองลงไป
สะพานยังไม่พัง
จึงก้าวอีกครั้ง
เอี๊ยด
เทียนเผิงขมวดคิ้ว
บนสวรรค์ไม่มีสะพานใดส่งเสียงเช่นนี้
ของที่ชำรุดจะถูกเปลี่ยนก่อนมันแสดงอาการ
แต่สะพานนี้—
ทั้งเก่า
ทั้งเอียง
ทั้งมีตะไคร่น้ำ
และยังถูกใช้งาน
เขาเดินไปถึงกลางสะพาน
ทันใดนั้นเสียงหนึ่งดังขึ้นจากอีกฝั่ง
"หยุด!"
เทียนเผิงหยุด
ชายชราร่างผอมคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามา เขาแบกฟืนกองใหญ่ไว้บนหลัง เสื้อผ้าเก่าจนแทบแยกสีเดิมไม่ออก
ชายชราชี้ลงใต้เท้าของเทียนเผิง
"อย่าเหยียบแผ่นนั้น"
เทียนเผิงก้มมอง
"เหตุใด"
"มันผุ"
"แล้วเหตุใดไม่เปลี่ยน"
ชายชรามองเขาเหมือนมองคนประหลาด
"มีไม้ก็เปลี่ยนสิ"
"ไม่มีหรือ"
"ถ้ามี ข้าจะปล่อยให้มันผุหรือ"
คำตอบนั้นง่ายมาก
เทียนเผิงกลับนิ่งไป
ชายชราเดินเข้ามา ใช้เท้าชี้ไม้แผ่นเล็กข้าง ๆ
"เหยียบตรงนี้"
เทียนเผิงทำตาม
ไม้รับน้ำหนักได้
ชายชราพยักหน้า
"นั่นแหละ"
จากนั้นเดินสวนไป
เทียนเผิงหันตาม
"ท่านผู้เฒ่า"
ชายชราหยุด
"อะไร"
"สะพานนี้อันตราย"
"รู้"
"แล้วท่านยังใช้"
"ไม่ใช้แล้วจะข้ามอย่างไร"
เทียนเผิงไม่มีคำตอบ
ชายชรามองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
อาภรณ์ของเทียนเผิง แม้จะลดแสงทิพย์และปิดบังลวดลายเทพไว้แล้ว ก็ยังดูดีกว่าเสื้อผ้ามนุษย์ทั่วไปมาก
"เจ้าเป็นลูกคนมีเงินจากเมืองหรือ"
"ไม่ใช่"
"ดูเหมือน"
"เหตุใด"
"ถามอะไรเหมือนคนไม่เคยลำบาก"
คำพูดนั้นแทงเข้าไปในใจโดยที่ชายชราไม่ได้ตั้งใจ
เทียนเผิงไม่ได้โกรธ
เขาถามจริงจัง
"คนไม่เคยลำบากถามต่างจากคนอื่นหรือ"
ชายชราหัวเราะ
"ต่างสิ"
"อย่างไร"
"คนที่มีทางเลือกชอบถามว่า เหตุใดไม่เลือกทางที่ดีกว่า"
ชายชราขยับฟืนบนหลัง
"คนไม่มีทางเลือกถามเพียงว่า ทางนี้ยังไปได้หรือไม่"
เทียนเผิงนิ่ง
ชายชราเดินจากไป
เสียงฝีเท้าค่อย ๆ ห่างออก
เทียนเผิงหันกลับมามองสะพาน
ไม้ผุยังคงผุ
น้ำยังคงไหล
ไม่มีปาฏิหาริย์
แต่คำพูดเมื่อครู่กลับไม่ยอมหายไปจากใจ
คนที่มีทางเลือก...
ชอบถามว่าเหตุใดไม่เลือกทางที่ดีกว่า
เขานึกถึงงานเลี้ยงเมื่อคืน
"มนุษย์สองหมู่บ้านฆ่ากันเพราะคลองเส้นเดียว"
ช่างโง่เขลา
ตอนนั้นเทพทุกองค์หัวเราะ
เพราะสำหรับเทพ—
หากไม่มีน้ำตรงนี้ ก็ไปหาที่อื่น
หากแผ่นดินแห้ง ก็เรียกฝน
หากสะพานพัง ก็เหาะข้าม
แต่สำหรับมนุษย์...
บางทีคลองเส้นนั้นอาจเป็นน้ำเพียงสายเดียวที่พวกเขามี
เทียนเผิงเดินข้ามสะพาน
คราวนี้ทุกก้าวช้าลง
เมื่อถึงอีกฝั่ง เขาหันกลับไปมองไม้ผุ
จากนั้นยกมือ
พลังทิพย์บางเบารวมอยู่บนปลายนิ้ว
เพียงสะบัดครั้งเดียว สะพานทั้งหลังสามารถกลายเป็นสะพานหินได้
เขากำลังจะทำ
แต่หยุด
หากพรุ่งนี้สะพานหินปรากฏขึ้นโดยไม่มีที่มา มนุษย์จะคิดอย่างไร
กราบไหว้?
สร้างศาล?
ทะเลาะกันว่าเทพองค์ใดสร้าง?
หรือเจ้าหน้าที่จะเข้ามายึดแล้วเก็บค่าผ่านทาง?
เทียนเผิงมองนิ้วตัวเอง
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพบว่า—
การมีพลังแก้ปัญหาได้
ไม่ได้หมายความว่าควรใช้มันทุกครั้ง
เขาลดมือลง
แล้วเดินต่อ
ฟ้าเริ่มสว่าง
หมู่บ้านปรากฏชัดขึ้น
บ้านส่วนใหญ่สร้างจากไม้และดิน
หลังคาบางหลังมีรู
บางบ้านมีควันลอยออกจากปล่อง
หญิงคนหนึ่งกำลังตักน้ำ
ชายสองคนช่วยกันเข็นเกวียน
เด็กหลายคนวิ่งเท้าเปล่าตามสุนัข
ไม่มีใครสังเกตเขาในตอนแรก
จนเด็กหญิงคนหนึ่งเห็น
นางหยุดวิ่ง
มองเทียนเผิง
แล้ววิ่งหนี
"แม่!"
"มีคนแปลกหน้า!"
ไม่นานสายตาหลายคู่ก็หันมา
เทียนเผิงหยุด
เขาเคยยืนต่อหน้ากองทัพอสูรนับแสนโดยไม่รู้สึกอะไร
แต่การถูกชาวบ้านสิบกว่าคนมองกลับทำให้เขาไม่รู้ว่าควรวางมือไว้ตรงไหน
ชายร่างใหญ่คนหนึ่งเดินเข้ามา
แขนของเขาเต็มไปด้วยรอยไหม้เล็ก ๆ จากสะเก็ดไฟ
เสื้อแขนกุดเปื้อนเขม่าดำ
ในมือถือค้อนตีเหล็ก
"เจ้ามาจากไหน"
เทียนเผิงคิด
จะตอบว่าสวรรค์หรือ
ดูไม่เหมาะ
"ทางเหนือ"
ชายคนนั้นมองไปทางเหนือ
"เหนือไหน"
เทียนเผิงนิ่ง
เขาไม่เคยคิดว่าคำว่าเหนือจะต้องละเอียดกว่านี้
ชายร่างใหญ่หรี่ตา
"เจ้าหลงทางหรือ"
เทียนเผิงคิดอีกครั้ง
"...อาจจะ"
ชายคนนั้นหัวเราะ
"ตอบเหมือนคนเมา"
เขายื่นมือออกมา
"เฉินต้าไห่"
เทียนเผิงมองมือ
เขารู้จักการประสานมือ
รู้จักการคำนับ
รู้จักการถวายความเคารพ
แต่ไม่คุ้นกับการยื่นมือแบบมนุษย์
เฉินต้าไห่ขยับมือ
"จับสิ"
เทียนเผิงยื่นมือไป
มือของอีกฝ่ายหยาบ
เต็มไปด้วยหนังด้าน
อุ่น
เฉินต้าไห่บีบมือเขาแรงตามนิสัย
จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยน
"มือเจ้า..."
เขาพลิกมือเทียนเผิงดู
ไม่มีหนังด้าน
ไม่มีแผลจากงานหนัก
แต่มีรอยเก่าตามข้อนิ้วจากการจับอาวุธนับพันปี
"เป็นทหารหรือ"
เทียนเผิงมองรอยเหล่านั้น
"เคย"
คำตอบหลุดออกมาเอง
เคย
ไม่ใช่ "เป็น"
เขาเองก็สังเกตเห็น
แต่ไม่ได้แก้
เฉินต้าไห่พยักหน้า
"มิน่า"
"ชื่ออะไร"
คำถามธรรมดา
แต่เทียนเผิงกลับใช้เวลาตอบนานกว่าที่ควร
ชื่อของเขาคือเทียนเผิง
จอมพลเทียนเผิง
ทุกคนเรียกเช่นนั้น
แต่จู่ ๆ เขากลับรู้สึกว่า หากพูดชื่อนั้นออกมา สิ่งทั้งหมดที่พยายามทิ้งไว้เหนือเมฆจะตามลงมาด้วย
"เผิง"
เขาตอบ
เฉินต้าไห่พยักหน้า
"อาเผิง"
เพียงเท่านั้น
ไม่มีคำนับ
ไม่มีตกใจ
ไม่มี "จอมพล"
ไม่มี "ท่าน"
ชื่อของเขาถูกชายตีเหล็กธรรมดาตัดให้เหลือเพียงพยางค์เดียว
น่าแปลก
มันกลับเบาอย่างยิ่ง
"กินอะไรมาหรือยัง"
เฉินต้าไห่ถาม
เทียนเผิงกำลังจะตอบว่าเทพไม่จำเป็นต้องกิน
แต่หยุด
กลิ่นบางอย่างลอยมาจากบ้านข้าง ๆ
ข้าวต้ม
หัวไชเท้าดอง
ควันฟืน
ท้องของเขาไม่ได้หิว
แต่จมูกกลับอยากรู้
"ยัง"
"งั้นมากิน"
เฉินต้าไห่พูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา
"เหตุใด"
อีกฝ่ายหันกลับ
"อะไรเหตุใด"
"เหตุใดจึงให้ข้ากิน"
เฉินต้าไห่หัวเราะ
"เจ้าถามอะไรแปลก ๆ อีกแล้ว"
"ข้าไม่รู้จักเจ้า"
"กินเสร็จก็รู้จัก"
เทียนเผิงนิ่ง
เหตุผลนี้ไม่มีอยู่ในตำราสวรรค์เล่มใด
แต่เฉินต้าไห่เดินไปแล้ว
เขาจึงเดินตาม
บ้านของต้าไห่อยู่ติดโรงตีเหล็ก
หญิงคนหนึ่งกำลังตักข้าวต้มใส่ถ้วย
นางอายุราวสามสิบปลาย ๆ รูปร่างผอม ดวงตาคมแต่ไม่แข็ง
เฉินต้าไห่พูดทันที
"หลันเจิน เพิ่มอีกถ้วย"
หญิงคนนั้นไม่เงยหน้า
"ใคร"
"คนหลงทาง"
"เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าไม่ใช่โจร"
"โจรแต่งตัวดีกว่าข้าเช่นนี้ คงเป็นโจรที่หาเงินเก่ง"
หลันเจินหยุดมือ
เงยหน้ามองเทียนเผิง
สายตาของนางไม่ได้มองเสื้อผ้า
ไม่ได้มองใบหน้า
แต่มองมือ
จากนั้นมองรองเท้าที่เปื้อนโคลน
"นั่ง"
นางกล่าว
เทียนเผิงนั่ง
ถ้วยข้าวต้มถูกวางตรงหน้า
มันไม่สวย
ข้าวบางเม็ดแตก
มีรอยบิ่นตรงขอบถ้วย
บนสวรรค์ ภาชนะเช่นนี้คงถูกทิ้งไปนานแล้ว
เทียนเผิงหยิบช้อน
ตักข้าวต้มเข้าปาก
จืด
เขาหยุดเคี้ยว
เฉินต้าไห่มองหน้าเขา
"ไม่อร่อยหรือ"
เทียนเผิงคิดจริงจัง
"จืด"
หลันเจินพูดโดยไม่เงยหน้า
"เกลือแพง"
เทียนเผิงมองถ้วยอีกครั้ง
คำตอบนั้นทำให้รสชาติเปลี่ยนไป
ไม่ใช่ข้าวต้มจืด
แต่เป็นข้าวต้มที่ใส่เกลือเท่าที่บ้านนี้ยอมเสียได้
เขาตักอีกคำ
คราวนี้กินช้ากว่าเดิม
เด็กชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในบ้าน
"ยายซู่อิงบอกว่าสะพาน—"
เด็กหยุดเมื่อเห็นเทียนเผิง
ดวงตากลมโตมองเขา
"ใคร"
เฉินต้าไห่ตอบ
"อาเผิง"
เด็กชายเดินเข้ามาใกล้
"ท่านมาจากไหน"
เทียนเผิงถอนหายใจเบา ๆ
คำถามเดิมอีกแล้ว
"ทางเหนือ"
"เหนือไหน"
เทียนเผิงมองเฉินต้าไห่
ชายร่างใหญ่หัวเราะจนแทบสำลักข้าว
เด็กชายขมวดคิ้ว
"ท่านไม่รู้หรือ"
"ข้ารู้"
"แล้วทำไมไม่บอก"
"มันไกล"
"ไกลแค่ไหน"
"ไกลมาก"
"เดินกี่วัน"
เทียนเผิงเริ่มเข้าใจว่าเด็กมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวกว่าขุนนางสวรรค์
เฉินต้าไห่ตบโต๊ะ
"อาเหลียง ปล่อยให้คนกินข้าวก่อน"
อาเหลียงทำหน้าไม่พอใจ
แต่ยังคงนั่งจ้องเทียนเผิง
"ท่านเป็นทหารหรือ"
"เคย"
"ฆ่าคนไหม"
เฉินต้าไห่สำลักทันที
"อาเหลียง!"
เด็กชายสะดุ้ง
เทียนเผิงกลับไม่โกรธ
เขาวางช้อน
คำถามนั้นตรงเกินไป
ตรงกว่าคำถามของเทพทั้งงานเลี้ยง
"เคย"
เขาตอบ
อาเหลียงถามต่อ
"เยอะไหม"
หลันเจินหยุดมือ
เฉินต้าไห่ไม่หัวเราะแล้ว
เทียนเผิงมองข้าวต้มในถ้วย
ภาพสนามรบเมื่อคืนกลับมาอีกครั้ง
เลือด
ศพ
เสียงร้อง
คำว่า "ลูก"
"เยอะ"
เขาตอบ
เด็กชายเงียบ
จากนั้นถามว่า
"แล้วท่านฝันถึงพวกเขาไหม"
เทียนเผิงเงยหน้าขึ้น
ไม่มีใครพูด
แม้แต่เฉินต้าไห่ก็ไม่ดุเด็กอีก
เทียนเผิงคิดอยู่นาน
"ไม่เคย"
อาเหลียงเอียงคอ
"ทำไม"
เทียนเผิงกำลังจะตอบ
แต่ไม่มีคำตอบ
เหตุใดเขาจึงไม่เคยฝัน
เพราะเทพไม่ฝัน?
เพราะเขาไม่รู้สึกผิด?
หรือเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาไม่เคยมองคนที่ฆ่าเป็นชีวิตหนึ่งจริง ๆ
หลันเจินตักหัวไชเท้าดองใส่ถ้วยเขา
"กินเถอะ"
นางพูด
เทียนเผิงมองนาง
หลันเจินไม่ได้ถามอะไรต่อ
แต่เหมือนรู้ว่า บางคำถามควรปล่อยให้คนตอบตัวเอง
หลังอาหาร เฉินต้าไห่กลับไปตีเหล็ก
เสียงค้อนดังเป็นจังหวะ
เคร้ง
เคร้ง
เคร้ง
เทียนเผิงยืนดู
เหล็กสีแดงถูกตีซ้ำ ๆ
ทุกครั้งที่ค้อนตก รูปร่างของมันเปลี่ยนเล็กน้อย
"ทำอะไร"
เทียนเผิงถาม
"จอบ"
"เหตุใดต้องตีหลายครั้ง"
ต้าไห่หัวเราะ
"เจ้านี่ถามเหมือนเด็กจริง ๆ"
เขาตีอีกครั้ง
เคร้ง!
"ตีครั้งเดียว เหล็กไม่เป็นรูป"
เคร้ง!
"แรงมากไป มันแตก"
เคร้ง!
"เบาไป มันไม่เปลี่ยน"
เคร้ง!
"ต้องรู้ว่าเมื่อใดควรตี"
เคร้ง!
"เมื่อใดควรหยุด"
เทียนเผิงมองเหล็ก
"แล้วรู้ได้อย่างไร"
ต้าไห่ยักไหล่
"ตีไปนาน ๆ ก็รู้เอง"
"ไม่มีตำราหรือ"
"มี"
"แล้วเหตุใดไม่อ่าน"
ต้าไห่หัวเราะเสียงดัง
"ตำราบอกได้ว่าเหล็กร้อนสีอะไร"
เขาหยุดค้อน
"แต่มันบอกไม่ได้ว่าเหล็กชิ้นที่อยู่ตรงหน้าเจ้า วันนี้มันอยากแตกตรงไหน"
เทียนเผิงมองเขา
ต้าไห่ไม่ได้รู้เลยว่าคำพูดนั้นทำอะไรกับคนฟัง
บนสวรรค์—
ทุกอย่างมีตำรา
มีกฎ
มีวิธี
มีลำดับ
แต่โลกมนุษย์...
ดูเหมือนต้องใช้ชีวิตก่อน
จึงจะรู้ว่าควรใช้ตำราอย่างไร
ทันใดนั้นเสียงตะโกนดังมาจากท้ายหมู่บ้าน
"ช่วยด้วย!"
ค้อนในมือต้าไห่หยุด
เสียงดังขึ้นอีกครั้ง
"เด็กตกน้ำ!"
ต้าไห่วางค้อนแล้ววิ่งออกไปทันที
เทียนเผิงตาม
ชาวบ้านหลายคนกำลังวิ่งไปยังลำธาร
น้ำจากฝนเมื่อคืนไหลแรงกว่าปกติ
ตรงบริเวณสะพานไม้ที่เทียนเผิงเพิ่งข้ามมา—
เด็กคนหนึ่งกำลังถูกกระแสน้ำพัด
"อาเหลียง!"
เสียงหญิงชรากรีดร้อง
เทียนเผิงหันไป
ยายซู่อิงยืนอยู่ริมตลิ่ง หน้าซีด
เด็กชายที่เมื่อครู่ยังถามเขาเรื่องสนามรบ กำลังพยายามเกาะกิ่งไม้กลางน้ำ
กระแสน้ำแรงขึ้น
กิ่งไม้หัก
ร่างเล็กถูกพัดออกไป
เทียนเผิงไม่ได้คิด
เขาก้าวออกจากตลิ่ง
พลังทิพย์ไหลขึ้นทันที
เพียงยกมือ—
น้ำทั้งสายสามารถหยุดได้
แต่เขาเห็นชาวบ้านรอบข้าง
เห็นดวงตาหลายสิบคู่
เขาหยุดเพียงเสี้ยวลมหายใจ
เสี้ยวเดียว
แต่เด็กถูกพัดไปอีกหลายจั้ง
ยายซู่อิงร้อง
"อาเหลียง!"
บางอย่างในเทียนเผิงขาดออก
กฎ
การปิดบัง
การไม่แทรกแซง
ทั้งหมดหายไปจากความคิด
เขากระโจนลงน้ำ
ตูม!
กระแสน้ำกระแทกร่าง
เป็นครั้งแรกที่เขารู้ว่า น้ำของโลกมนุษย์เย็นเพียงใด
เขาว่าย
ไม่ได้เหาะ
ไม่ได้ใช้พลังหยุดแม่น้ำ
เพียงว่าย
มือคว้าร่างอาเหลียงไว้
เด็กสำลักน้ำ
"จับข้า"
อาเหลียงเกาะคอเขาแน่น
เทียนเผิงว่ายกลับ
กระแสน้ำแรง
หากใช้พลัง เพียงลมหายใจก็ถึงฝั่ง
แต่เขากลับใช้แขน
ใช้ขา
ใช้ร่างกาย
เมื่อเท้าแตะพื้นตื้น เฉินต้าไห่กับชาวบ้านอีกสองคนรีบเข้ามาดึงทั้งคู่ขึ้น
ยายซู่อิงวิ่งเข้ามากอดหลาน
นางร้องไห้
ตีหลังเด็ก
"เจ้าบ้า!"
"ยายบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าไปตรงสะพาน!"
อาเหลียงไอ
"ข้า...จะไปดู..."
"ดูอะไร!"
"ไม้ที่หัก..."
ยายซู่อิงตีอีกครั้ง
แล้วกอดแน่นกว่าเดิม
เทียนเผิงนั่งอยู่บนพื้น
เสื้อผ้าเปียก
ผมติดใบหน้า
โคลนเต็มแขน
เขามองหญิงชรากอดเด็ก
ร้อง
ด่า
ตี
แล้วกอด
ทุกอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน
ไม่มีความสมเหตุสมผล
แต่กลับมีบางอย่างที่เขาเข้าใจโดยไม่ต้องมีใครอธิบาย
ความกลัวที่จะสูญเสีย
ยายซู่อิงเงยหน้ามองเขา
นางลุกขึ้น
เดินเข้ามา
แล้วคุกเข่า
เทียนเผิงตกใจ
"อย่า"
เขารีบจับแขนนาง
"ท่านช่วยชีวิตหลานข้า"
"ข้าเพียง—"
เขากำลังจะพูดว่า "เรื่องเล็ก"
แต่หยุด
สำหรับเขาอาจเล็ก
สำหรับหญิงชราตรงหน้า—
มันคือทั้งโลก
เขาจึงไม่พูด
ยายซู่อิงจับมือเขา
มือของนางสั่น
"ขอบคุณ"
คำสองคำ
ธรรมดา
ไม่มีพิธี
ไม่มีเสียงประกาศ
ไม่มีตรารางวัล
แต่เทียนเผิงกลับไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร
เขาเคยช่วยกองทัพ
เคยรักษาดินแดน
เคยได้รับพระราชทานสุรา
ได้รับตรา
ได้รับตำแหน่ง
ผู้คนนับหมื่นเคยคุกเข่าขอบคุณเขาพร้อมกัน
แต่ไม่เคยมีครั้งใด—
ที่คำขอบคุณจากคนเพียงคนเดียวทำให้เขารู้สึกหนักเช่นนี้
เขาพยุงหญิงชราขึ้น
"ไม่ต้องคุกเข่า"
ยายซู่อิงมองเขา
"สำหรับท่านอาจเพียงยื่นมือ"
นางกอดอาเหลียงไว้
"แต่สำหรับข้า..."
"มือนั้นคือทั้งชีวิตที่เหลืออยู่"
เทียนเผิงนิ่ง
เขามองมือของตัวเอง
มือเดียวกับที่เคยถือคราดฆ่าชีวิตนับไม่ถ้วน
วันนี้—
มันช่วยชีวิตหนึ่งไว้
เป็นมือเดียวกัน
ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยน
นอกจากสิ่งที่มันเลือกทำ
เทียนเผิงเงยหน้ามองท้องฟ้า
เหนือเมฆที่สูงจนมนุษย์มองไม่เห็น
สวรรค์ยังคงอยู่
งดงาม
สงบ
สมบูรณ์แบบ
แต่เป็นครั้งแรก—
เขาไม่ได้รู้สึกอยากกลับไป
เพราะโลกเบื้องล่างนี้
ทั้งเปื้อนโคลน
ทั้งมีสะพานผุ
มีข้าวต้มจืด
มีเด็กดื้อ
มีหญิงชราร้องไห้
มีความกลัว
มีความสูญเสีย
มีสิ่งที่แก้ไม่ได้ด้วยคำสั่ง
และมีบางสิ่งที่เขาไม่เคยพบตลอดหลายพันปีบนสวรรค์
สิ่งนั้นยังไม่มีชื่อในใจเขา
เขาเพียงรู้ว่า—
ตอนที่มือเล็ก ๆ ของอาเหลียงเกาะคอเขาอยู่กลางกระแสน้ำ
เขาไม่ได้เป็นจอมพล
ไม่ได้เป็นเทพ
ไม่ได้เป็นผู้พิทักษ์สวรรค์
เขาไม่ได้คิดว่าตนเป็นอะไรเลย
เขาเพียงไม่ต้องการให้เด็กคนหนึ่งตาย
เท่านั้น
และชั่วขณะนั้นเอง
โดยที่เทียนเผิงยังไม่รู้ตัว
เขาได้สัมผัสบางสิ่งเป็นครั้งแรก
การกระทำที่เกิดขึ้น
ก่อนคำว่า
"ข้า"
จะทันเกิดขึ้นเสียอีก
ไกลออกไปเหนือทะเลเมฆ
ระฆังในตำหนักทัพเหนือดังขึ้น
หนึ่งครั้ง
สองครั้ง
สามครั้ง
ที่นั่งหัวโต๊ะยังคงว่างเปล่า
ตราจอมพลวางอยู่เบื้องหน้า
และบนสวรรค์ที่ทุกสิ่งดำเนินไปตรงเวลา—
เป็นครั้งแรกในรอบหลายพันปี
จอมพลเทียนเผิง
ไม่มาประชุม