Mag-log inทะลุมิติมาปุ๊บ สถาปนิกสาวก็พบว่าตัวเองรอถูกบูชายัญต่อหน้าจอมมาร เกรซต้องพิสูจน์คุณค่าตัวเองผ่านงานออกแบบ เพื่อเปลี่ยนสถานะจาก "เหยื่อ" เป็น "คนสำคัญ" งานรื้อปราสาทจอมมารได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!!
view moreกลิ่นดินปืนปนเปื้อนกับฝุ่นปูนที่ฟุ้งกระจายจนแทบมองไม่เห็นทางข้างหน้า เสียงเครื่องจักรหนักดังกึกก้องอยู่ในโสตประสาทของ “กิ๊บ” สถาปนิกสาววัยยี่สิบหกปี เธอพยายามจะตะโกนด่าหัวหน้าคนงานที่สั่งเทคานผิดตำแหน่งจนโครงสร้างอาคารเริ่มปริแตกในระดับวิกฤต ความดันโลหิตพุ่งพล่านด้วยความโกรธแค้นและความเหนื่อยล้าจากการไม่ได้พักผ่อนมาเกือบเจ็ดสิบสองชั่วโมง
"ฉันบอกแล้วไงว่าแบบแปลนมันมีไว้ให้ทำตาม! ไม่ใช่ให้พวกคุณเดาเอาเอง!"
คำพูดสุดท้ายจุกอยู่ที่คอ หัวใจที่ทำงานหนักเกินขีดจำกัดสะดุดกะทันหัน ความรู้สึกเหมือนถูกบีบคั้นที่กลางทรวงอกอย่างรุนแรงทำให้เธอล้มฟุบลงท่ามกลางเศษอิฐและฝุ่นขาวโพลน ภาพสุดท้ายที่เห็นคือเงาร่างของคนงานที่วิ่งเข้ามาหาอย่างตื่นตระหนก ก่อนที่แสงสว่างสุดท้ายในดวงตาจะมอดดับลงไปพร้อมกับเสียงลมหายใจที่ขาดช่วง
ความเย็นยะเยือกที่บาดลึกเข้าไปในผิวหนังเป็นสิ่งแรกที่เรียกสติของเธอกลับมา
กิ๊บสำลักอากาศที่หนาวเย็นและแห้งกร้านเข้าไปในปอดจนต้องไอออกมาเบาๆ เธอพยายามขยับนิ้วมือที่แข็งทื่อ ความรู้สึกแรกคือพื้นสัมผัสที่เธอหนุนนอนอยู่ไม่ใช่กองเศษปูนที่ฝุ่นคลุ้ง แต่มันคือแผ่นหินที่เรียบเนียน ทว่าเย็นเยียบราวกับก้อนน้ำแข็ง
เปลือกตาอันหนักอึ้งค่อยๆ เปิดขึ้น ภาพที่เห็นคือเพดานหินทรงโค้งสูงตระหง่านที่ประดับด้วยโคมไฟระย้าทำจากกระดูกสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง แสงสีเขียวสลัวจากเปลวไฟเวทมนตร์วูบวาบไปมาตามแรงลมที่พัดผ่านโถงอันเงียบงัน
นี่ฉัน... หัวใจวายตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ?
เธอพยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง ทว่าความเจ็บปวดที่หัวไหล่และแผ่นหลังทำให้เธอต้องนิ่วหน้า เมื่อก้มลงมองมือของตัวเอง หัวใจเธอก็แทบหยุดเต้นอีกรอบ มือคู่นี้ขาวนวลและเรียวเล็กกว่ามือที่หยาบกร้านจากการถือไม้บรรทัดเหล็กและจับหน้างานของเธอหลายเท่า ชุดที่สวมใส่อยู่คือกระโปรงยาวสีขาวที่ถูกประดับด้วยลูกไม้ราคาแพง ทว่าขาดวิ่นในบางจุดจากการถูกลากมาตามพื้นหิน
"เกรซ... เกรซ แอนเดอร์สัน..."
เสียงพึมพำที่ไม่ได้มาจากริมฝีปากของเธอ แต่กลับดังก้องอยู่ในส่วนลึกของความจำที่เพิ่งตื่นขึ้นมา กิ๊บยกมือขึ้นกุมขมับที่ปวดตุบ ภาพความทรงจำของหญิงสาวผู้มีนัยน์ตาสีฟ้าและผมสีน้ำตาลประกายแดงหลั่งไหลเข้ามาอย่างท่วมท้น เธอคนนี้คือธิดาของขุนนางตกอับที่ถูกส่งตัวมาเป็นบรรณาการ หรือพูดให้ชัดก็คือเหยื่อสังเวยให้แก่ราชาปีศาจตามพันธสัญญาโบราณ
"ไม่ใช่ฝัน... นี่มันไม่ใช่ความฝันแน่ๆ" เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงที่เปล่งออกมาใสหวานทว่าสั่นเครือด้วยความหวาดกลัว
บรรยากาศรอบข้างเริ่มกดดันหนักขึ้นเรื่อยๆ เสียงหัวเราะแหลมเล็กและเสียงขู่คำรามที่ฟังดูไม่เหมือนเสียงของมนุษย์ดังกึกก้องมาจากเงามืดรอบโถงพิธี สถาปนิกสาวในร่างเกรซพยายามกวาดสายตาไปรอบๆ เธอเห็นเงาร่างตะคุ่มๆ ของอมนุษย์ที่มีผิวหนังสีเทาเข้ม นัยน์ตาสีเหลืองอำพันสะท้อนแสงไฟพวกมันจ้องมองมาที่เธอราวกับนักล่าที่กำลังรอดูเหยื่อบนแท่นประหารถูกแล่เนื้อ
วิเคราะห์สถานการณ์สิกิ๊บ! ตั้งสติ! เธอสั่งตัวเองในใจพลางหายใจเข้าลึกๆ
ที่นี่คือโถงพิธีกรรม สถาปัตยกรรมแบบกอทิกย้อนยุคที่เน้นความน่าเกรงขามและกดขี่ข่มเหงผู้ที่อยู่เบื้องล่าง โครงสร้างหินแกรนิตดำขัดเงา สะท้อนถึงฐานะและความเหี้ยมเกลียดของเจ้าของที่แห่งนี้... และดูเหมือนฉันจะเป็นเมนูหลักของงานเลี้ยงนี้เสียด้วย
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่กระทบพื้นหินดังกังวานขึ้นมาจากส่วนลึกของระเบียงมืด ทุกเสียงขู่ขวัญของเหล่าปีศาจชั้นต่ำเงียบลงในทันที บรรยากาศในห้องเย็นลงจนเกรซเห็นลมหายใจของตัวเองเป็นไอสีขาว ความกดดันมหาศาลกดทับจนเธอรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก
ร่างสูงสง่ากว่าสองเมตรก้าวออกมาจากเงามืด เสื้อคลุมสีดำยาวปักขอบด้วยด้ายทองและเงินสะบัดพลิ้วตามจังหวะการเดิน ผิวของเขาขาวซีดราวกับศพที่ถูกแช่แข็ง ทว่าใบหน้ากลับหล่อเหลาและคมคายจนน่าใจหาย ผมสีดำสนิทดุจขนนกเรเวนยาวสลวยลงมาถึงกลางหลัง รับกับนัยน์ตาสีแดงฉานที่ดูคล้ายกับทับทิมอาบเลือด ภายในดวงตาคู่นั้นมีวงเวทสลับซับซ้อนที่หมุนวนช้าๆ ราวกับจะดูดกลืนวิญญาณของผู้ที่จ้องมอง
เขาคือ “ไคเซอร์ เมล ออร์เลียเซลัส” ราชาจอมมารผู้เป็นเจ้าของปราสาทมืดแห่งนี้
ไคเซอร์หยุดยืนอยู่ที่ปลายแท่นหิน สายตาเย็นชาคู่นั้นจ้องมองเกรซด้วยความว่างเปล่า ไร้ซึ่งความเมตตาหรือความเห็นใจใดๆ เขาไม่ได้รับรู้ถึงการเปลี่ยนไปของดวงวิญญาณภายในร่างนี้ สิ่งเดียวที่เขาเห็นคือเครื่องสังเวยสั่นเทาที่ดูน่าเบื่อหน่ายเหมือนกับคนก่อนๆ
"เครื่องสังเวยปีนี้... ดูเปราะบางกว่าที่ข้าคิด" เสียงของเขาเยือกเย็นทว่าดังกังวานไปทั่วโถง ราวกับเสียงของโลหะที่กรีดลงบนหิน
เกรซพยายามจะพยุงตัวลุกขึ้น แต่สายตาเธอกลับไปสะดุดเข้ากับดาบยักษ์ที่วางพาดอยู่บนบ่าของเขา ดาบ ‘เรเนียส’ ใบดาบสีดำมะเมื่อมมีความยาวเกือบสองเมตร มีลวดลายอักขระสีแดงเข้มที่กระพริบเป็นจังหวะราวกับหัวใจที่ยังมีชีวิต กลิ่นอายของเลือดและความตายแผ่ออกมาจากอาวุธเล่มนั้นจนเกรซรู้สึกคลื่นไส้
ไคเซอร์ยื่นมือเรียวยาวออกไปคว้าด้ามดาบ เขาขยับกายเพียงเล็กน้อย คมดาบที่หนักอึ้งก็ถูกลดลงมาจ่อที่ลำคอระหงของเกรซ คมดาบนั้นเย็นเยียบจนเธอสัมผัสได้ถึงขนอ่อนที่ลุกซันไปทั่วร่างกาย
"ในนามของราชาปีศาจ ข้าจะรับดวงวิญญาณของเจ้าไปเป็นเชื้อไฟให้แก่อาณาจักรนี้" เขาเอ่ยคำประกาศประหารชีวิตด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยที่สุดเท่าที่มนุษย์หรือปีศาจจะทำได้
เกรซจ้องมองคมดาบที่ห่างจากผิวเนื้อไปเพียงมิลลิเมตร ความกลัวแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง แต่ในขณะเดียวกัน สัญชาตญาณนักสู้ของสถาพนิคที่ถูกเคี่ยวกรำจากไซต์งานอันโหดร้ายก็ทำงานขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เธอไม่ได้หลับตาลงเพื่อรอความตาย แต่เธอกลับมองเลยคมดาบนั้นไปที่รอยร้าวบนผนังหินด้านหลังจอมมาร และรอยบิ่นที่ฐานของแท่นหินที่เธอนั่งอยู่
เดี๋ยวนะ... โครงสร้างปราสาทนี้มัน…
จู่ๆ เส้นกริดสีฟ้าตีตารางตามโครงสร้างอาคารก็ปรากฏขึ้นในภาพฉาย มันคือ “เนตรพิมพ์เขียว” ที่ดูเหมือนว่าเธอจะได้เป็นของขวัญยามที่ถูกส่งมาโลกนี้
"รอเดี๋ยวก่อน!" เธอตะโกนออกมาสุดเสียงก่อนที่ไคเซอร์จะตวัดดาบ
จอมมารชะงักไปครู่หนึ่ง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความแปลกใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เครื่องสังเวยใจกล้าตะโกนใส่เขาในระยะประชิดขนาดนี้ เขาลดดาบลงเพียงเล็กน้อย แต่สายตายังคงกดข่มเธอไว้อย่างหนักหน่วง
"เจ้ามีอะไรจะสั่งเสียหรือ? มนุษย์น้อย"
เกรซสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามระงับอาการสั่นของมือ เธอชี้นิ้วสั่นๆ ไปที่เพดานด้านบนหัวของเขา
"ปราสาทของท่าน... เสาเข็มตัวที่สี่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือกำลังจะทรุด และถ้าท่านฟันฉันตรงนี้ แรงกระแทกจากมานาของดาบเล่มนั้นจะทำให้คานรับน้ำหนักถล่มลงมาทับหัวท่านในอีกสามวินาที!"
ความเงียบปกคลุมโถงพิธีในทันที เหล่าปีศาจสมุนมองหน้ากันด้วยความงุนงง ไคเซอร์นิ่งไป สายตาแดงฉานจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีฟ้าของเกรซเพื่อค้นหาคำโกหก แต่เขากลับพบเพียงความจริงจังและสายตาที่วิเคราะห์โครงสร้างอย่างบ้าคลั่งของหญิงสาวที่ควรจะหวาดกลัวจนสลบไปแล้ว
นี่คือจุดเริ่มต้นของการเจรจาระหว่างสถาปนิกสาวผู้หนีความตายมายังต่างโลก กับราชาปีศาจผู้กำลังประสบปัญหาบ้านพังโดยไม่รู้ตัว
"เจ้า... พูดเรื่องบ้าอะไร?" ไคเซอร์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เริ่มมีความสนใจปนอยู่ในความเย็นชา
"ฉันพูดเรื่องความปลอดภัยของปราสาทหลังนี้ยังไงล่ะ!" เกรซโพล่งออกมาพลางพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากแท่นหิน
"ถ้าท่านประหารฉันตอนนี้ ท่านก็จะได้แค่วิญญาณเหี่ยวๆ ดวงเดียว แต่ท่านจะต้องสูญเสียโถงพิธีสุดหรูนี่ไปพร้อมกับหลังคาที่จะถล่มลงมา! ท่านอยากเป็นราชาปีศาจที่ถูกปราสาทตัวเองทับตายหรือไง?"
ดาบเรเนียสถูกลดต่ำลงเล็กน้อย ไคเซอร์ลดใบดาบออกจากคอของเธอ แต่ยังไม่เก็บมันลง เขาจ้องมองผู้หญิงตรงหน้าที่ดูเหมือนจะบ้าไปแล้ว แต่คำพูดของเธอเกี่ยวกับ 'เสาทิศตะวันตกเฉียงเหนือ' กลับสะกิดใจเขา เพราะช่วงนี้เขารู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนแปลกๆ ในห้องบรรทมด้านบนจริงอย่างที่เธอว่า
บทสนทนาแห่งชีวิตรอดกำลังจะเริ่มต้นขึ้น บนพื้นฐานของแปลนอาคารและวัสดุก่อสร้างที่จอมมารไม่เคยเข้าใจ
เศษไม้ที่แห้งผากและมีรอยไหม้เกรียมวางนิ่งสนิทอยู่บนฝ่ามือที่สั่นสะท้านของราชินีสถาปนิก มันเป็นเพียงเศษซากชิ้นเล็กๆ ที่ไร้ซึ่งความงดงาม ไร้ซึ่งพลังเวทมนตร์ใดๆ ทว่าสำหรับเกรซ แอนเดอร์สัน เศษไม้ชิ้นนี้คือตัวแทนของหัวใจที่ภักดีที่สุดในจักรวาล มันคือเศษเสี้ยวสุดท้ายของเจ้าเซฟ สัตว์เลี้ยงเวทมนตร์ผู้ยอมสละตัวตนเพื่อเป็นโล่กำบังให้แก่นาง หยาดน้ำตาที่เคยหลั่งรินด้วยความปวดร้าวบัดนี้เหือดแห้งไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงรอยคราบจางๆ บนใบหน้าที่เปรอะเปื้อนฝุ่นควัน นัยน์ตาสีขาวบริสุทธิ์ของนายช่างระดับพระเจ้าที่เพิ่งตื่นรู้ ทอดมองลงไปยังเศษไม้นั้นด้วยความรู้สึกที่ลึกล้ำเกินกว่าที่ผู้ใดจะหยั่งถึงท่ามกลางมวลอากาศที่หนักอึ้งและสายลมที่พัดพากลิ่นอายแห่งความว่างเปล่า ออร่าสีทองสุกปลั่งที่โอบล้อมเรือนร่างของนางยังคงเปล่งประกายเจิดจรัส ขับไล่ความมืดมิดที่พยายามจะคืบคลานเข้ามา เกรซรับรู้ได้ถึงสายตาอันเยียบเย็นของร่างอวตารผู้ดูแลระบบโลกที่กำลังทอดมองลงมาจากฟากฟ้า สำหรับเจตนารมณ์แห่งการลบล้าง เศษไม้นี้เป็นเพียงขยะที่รอการสลายไปตามกาลเวลา ทว่าสำหรับสถาปนิกผู้ครอบครองเนตรพิมพ์เขียวแห่งสวรรค์ ทุกสรรพสิ่งล้วนมี
ความเงียบสงัดที่โรยตัวลงมาครอบคลุมยอดตึกเกลียวคู่พันเกี่ยว ช่างเป็นความเงียบที่หนาวเหน็บและกรีดลึกเข้าไปถึงแก่นแท้ของจิตวิญญาณ สายลมที่เคยกรรโชกแรงด้วยความบ้าคลั่งของพายุแห่งมิติ บัดนี้คล้ายจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ราวกับธรรมชาติเองก็กำลังกลั้นลมหายใจเพื่อไว้อาลัยให้แก่การสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ละอองแสงสีทองที่เคยเป็นรูปร่างของสัตว์เลี้ยงเวทมนตร์ผู้ซื่อสัตย์ ได้ปลิวหายไปกับความว่างเปล่าจนหมดสิ้น ทิ้งไว้เพียงความเยียบเย็นและเศษไม้เก่าคร่ำคร่าชิ้นเล็กๆ ที่ร่วงหล่นลงมาพักพิงอยู่บนฝ่ามือที่สั่นสะท้านของราชินีสถาปนิกเกรซ แอนเดอร์สัน ทรุดตัวลงคุกเข่าอยู่บนพื้นระเบียงหินอ่อน ร่างกายที่บอบบางของนางคุดคู้เข้าหากันราวกับใบไม้ที่กำลังเหี่ยวเฉา สองมือที่เต็มไปด้วยรอยแผลและคราบเลือดประคองเศษไม้ชิ้นนั้นเอาไว้แนบชิดกับหน้าอก หวังเพียงจะซึมซับไออุ่นที่ไม่มีวันหวนกลับคืนมา นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่สวยที่เคยฉายแววเด็ดเดี่ยวและเปี่ยมไปด้วยปัญญา บัดนี้มันนิ่งและว่างเปล่า หยาดน้ำตาเม็ดโตพรั่งพรูลงมาอาบสองแก้มอย่างไม่ขาดสาย หยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นลงกระทบเศษไม้ ซึมซาบเข้าไปในเนื้อไม้ที่แห้งผาก ประดุจการรดน้ำต้
ฝุ่นควันสีเทาหม่นที่ลอยคลุ้งอยู่กลางอากาศธาตุเริ่มสลายตัวลงอย่างเชื่องช้า ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายของโลหะหลอมละลายและหยาดเหงื่อที่อาบย้อมสมรภูมิรบ ท้องฟ้าที่เคยถูกฉีกกระชากจนมองเห็นห้วงความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด บัดนี้ถูกเชื่อมประสานเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ร่องรอยของการอุดรอยรั่วด้วยมวลสารศักดิ์สิทธิ์จากเมืองลอยฟ้าเซเลสเทียที่หลอมละลาย ทอประกายแสงสีทองและสีเงินระยิบระยับประดุจสายแร่ที่พาดผ่านผืนฟ้า แผ่นดินที่เคยปริแตกและสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่งกลับมาตั้งตระหง่านอย่างมั่นคงอีกครั้งภายใต้การค้ำยันของเสาเข็มมิติทั้งแปดทิศ สถาปัตยกรรมแห่งการกอบกู้โลกได้แสดงอานุภาพของมันออกมาอย่างเต็มเปี่ยม ลมหายใจของมวลมนุษยชาติและเผ่าพันธุ์ปีศาจดูเหมือนจะได้รับการต่ออายุออกไปอีกครั้ง ท่ามกลางซากปรักหักพังและความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้ทว่า ความสงบสุขที่เพิ่งมาเยือนได้เพียงแค่เสี้ยวลมหายใจเดียว กลับถูกบดขยี้ลงอย่างโหดร้ายและไร้ความปรานี ร่างอวตารของผู้ดูแลระบบโลกที่เคยถูกหมัดแห่งความว่างเปล่าของจอมมารไคเซอร์ซัดกระเด็นถอยร่นไปบนฟากฟ้า ไม่ได้ดับสลายหรือยอมแพ้ต่อเจตจำนงของสิ่งมีชีวิต ร่างกายที่ปร
พายุแห่งความว่างเปล่าโหมกระหน่ำอย่างเกรี้ยวกราด ท้องฟ้าเหนือมหานครที่เคยสว่างไสวบัดนี้ถูกฉีกกระชากจนกลายเป็นบาดแผลสีดำทมิฬขนาดมหึมา รอยแยกแห่งมิติกำลังขยายตัวและส่งเสียงคำรามประดุจสัตว์ร้ายที่หิวโหย มันกลืนกินแสงสว่างและทุกสรรพสิ่งให้สูญสลายไปอย่างไร้ร่องรอย แผ่นดินเบื้องล่างสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง รอยร้าวลุกลามไปทั่วผืนดินประดุจใยแมงมุมแห่งความพินาศ ท่ามกลางความโกลาหลที่ดูเหมือนจะไร้จุดสิ้นสุดนั้น เกรซ แอนเดอร์สัน ราชินีสถาปนิก ยืนตระหง่านอยู่ ณ จุดสูงสุดของยอดตึกดีเอ็นเอเฮลิกซ์ ร่างกายที่บอบบางของนางเต็มไปด้วยบาดแผลและคราบเลือด ทว่าแผ่นหลังกลับเหยียดตรงอย่างเด็ดเดี่ยว นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่สวยจดจ่ออยู่กับห้วงอากาศธาตุเบื้องหน้าด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่มีสิ่งใดสามารถสั่นคลอนได้สถานการณ์เบื้องล่างเลวร้ายลงทุกขณะ ลานหลอมเหล็กของคนแคระกำลังเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนวัสดุอย่างหนัก หากเสาเข็มมิติต้นสุดท้ายไม่ถูกสร้างขึ้นและตอกลงสู่ผืนดิน โครงข่ายรอยเย็บแห่งโลกที่นางเพียรพยายามถักทอขึ้นมาจะพังทลายลง โลกทั้งสองใบจะถูกบดขยี้เข้าหากันและดับสูญไปตลอดกาล เกรซรู้ดีว่านางไม่มีทางเลือกอื่นใดเหลืออยู่อ
กลิ่นอายของฝุ่นผงที่ทับถมมานานนับศตวรรษในปีกตะวันออกของปราสาทจอมมารนั้นรุนแรงจนแทบจะกลายเป็นมวลสารที่จับต้องได้ เกรซ แอนเดอร์สัน ก้าวเดินไปตามทางเดินหินที่มืดสลัว แสงไฟสีเขียววูบวาบจากโคมไฟกำแพงส่องให้เห็นเงาร่างสูงใหญ่ของไคเซอร์ เมล ออร์เลียเซลัส ที่เดินตามหลังเธอมาเงียบๆ ราวกับพญายมที่เฝ้ามองเหยื
ภายใต้แสงสลัวที่ลอดผ่านซุ้มประตูหินโค้งเข้ามายังห้องบรรทมส่วนตัวของราชาจอมมาร กิ๊บในร่างของเกรซ แอนเดอร์สัน ก้าวเท้าผ่านธรณีประตูที่ทำจากโลหะทมิฬเย็นเฉียบ ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้ไม่ใช่ความหรูหราสมฐานะผู้ปกครองอาณาจักรปีศาจ แต่กลับเป็นความรู้สึกหนักอึ้งราวกับมีมวลสารลึกลับบางอย่างพยายามจะบดขยี้ปอด
แสงจันทร์สีเลือดภายนอกหน้าต่างเริ่มเคลื่อนคล้อยไปตามกาลเวลา แต่ภายในห้องบรรทมของจอมมารไคเซอร์ กลับไม่มีทีท่าว่าความวุ่นวายจะสงบลง กิ๊บในร่างของเกรซ แอนเดอร์สัน ยืนหอบหายใจเบาๆ อยู่กลางห้องที่บัดนี้เริ่มสะอาดสะอ้านขึ้นจากการขัดถูครั้งใหญ่ มือเรียวบางยกขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมตามหน้าผากจนทิ้งคราบฝุ่นจางๆ
แสงจันทร์สีนวลเย็นเยือกที่ลอดผ่านหน้าต่างทรงโกธิกเข้ามายังห้องบรรทมของราชันย์จอมมารดูจะสลัวลง เมื่อเทียบกับความวุ่นวายที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นภายในห้องแห่งนี้ กิ๊บในร่างของเกรซ แอนเดอร์สัน ยืนอยู่กลางห้องที่ดูเหมือนสุสานมากกว่าห้องนอน เธอถกแขนเสื้อกระโปรงที่ขาดวิ่นขึ้นมาเหนือข้อศอก เผยให้เห็นแขนเรียว











