LOGIN
เทียนเผิง : แสวงวิถี
ภาค ๑ : ผู้ไม่รู้จักตน ตอนที่ ๑ — รอยร้าวบนสวรรค์ งานเลี้ยงบนสวรรค์ดำเนินมาถึงยามที่สุราทิพย์ส่งกลิ่นหอมไปทั่วตำหนัก เสียงพิณลอยแผ่วอยู่เหนือหมู่เมฆ เสียงขลุ่ยประสานกับระฆังหยกอย่างพอดิบพอดี ไม่มีเสียงใดดังเกิน ไม่มีเสียงใดเบาจนสูญหาย แม้แต่ช่วงหยุดระหว่างตัวโน้ตก็เหมือนถูกกำหนดไว้แล้วว่าควรยาวกี่ลมหายใจ เหล่านางฟ้าร่ายรำอยู่กลางตำหนัก ชายแขนเสื้อบางพลิ้วไหวราวกับกลีบดอกไม้ต้องลม ทุกก้าวเท่ากัน ทุกการหมุนงดงาม ทุกใบหน้ามีรอยยิ้ม สมบูรณ์แบบจนไม่อาจหาข้อบกพร่องได้ เทียนเผิงนั่งอยู่ท่ามกลางเหล่าเทพ จอกสุราหยกอยู่ในมือ เขายกมันขึ้นจรดริมฝีปาก แต่ไม่ได้ดื่ม กลิ่นสุราหอมหวาน มีทั้งกลิ่นดอกท้อ กลิ่นสมุนไพรทิพย์ และกลิ่นบางอย่างคล้ายหิมะแรกบนยอดเขา เป็นสุราที่มนุษย์ผู้หนึ่งอาจยอมแลกทรัพย์สมบัติทั้งชีวิตเพื่อชิมเพียงหยดเดียว แต่สำหรับเขา... มันเป็นเพียงสุราอีกจอกหนึ่ง เทียนเผิงลดมือลง สายตามองผ่านเหล่านางรำไปยังตำหนักเบื้องหน้า เสาหยกขาวตั้งเรียงกันโดยไม่มีต้นใดเอียงแม้แต่น้อย พื้นกระเบื้องสะท้อนแสงดาว ม่านแพรไม่มีฝุ่น ดอกไม้ในแจกันไม่มีใบเหี่ยว ผลท้อทุกลูกมีสีแดงพอดีกัน แม้แต่กลีบดอกไม้ที่ร่วงลงบนพื้นยังตกในตำแหน่งที่ดูงดงาม เขามองอยู่เนิ่นนาน แล้วคำถามหนึ่งก็เกิดขึ้น เหตุใด... ทุกอย่างจึงต้องสมบูรณ์ถึงเพียงนี้ เทียนเผิงขมวดคิ้วเล็กน้อย คำถามนั้นไร้สาระ สวรรค์ย่อมสมบูรณ์ หากไม่สมบูรณ์ จะเรียกว่าสวรรค์ได้อย่างไร เขายกจอกขึ้นอีกครั้ง แต่ก่อนสุราจะถึงริมฝีปาก สายตากลับไปหยุดอยู่ที่นางฟ้าผู้หนึ่ง นางกำลังร่ายรำ รอยยิ้มของนางงดงาม งดงามเหมือนเมื่อครู่ เหมือนหนึ่งก้านธูปก่อน และคงเหมือนเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน เทียนเผิงจ้องอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้น เขากลับจำไม่ได้ว่าเคยเห็นนางหัวเราะจริง ๆ หรือไม่ ไม่ใช่รอยยิ้ม แต่เป็นเสียงหัวเราะ เสียงที่เกิดขึ้นเพราะอดไม่ได้ เพราะมีบางอย่างตลกจนต้องหัวเราะออกมา เขานึกไม่ออก "ท่านจอมพล" เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างกาย เทียนเผิงหันไป แม่ทัพผู้หนึ่งยกจอกให้เขา "คืนนี้ท่านเงียบกว่าปกติ" เทียนเผิงมองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง "ข้าปกติพูดมากหรือ" แม่ทัพหัวเราะ "ไม่มาก" "เช่นนั้นคืนนี้ต่างอย่างไร" อีกฝ่ายชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหัวเราะอีกครั้ง "ก็จริง" จอกทั้งสองกระทบกัน เสียงใสกังวาน เทียนเผิงดื่ม สุราร้อนผ่านลำคอ แต่ความร้อนนั้นอยู่ได้เพียงชั่วครู่ ก่อนสลายไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น เขามองจอกในมือ แล้วถามขึ้นโดยไม่รู้ตัว "เจ้าเคยลงไปโลกมนุษย์หรือไม่" แม่ทัพข้างกายเลิกคิ้ว "แน่นอน ตอนปราบอสูรเมื่อหลายร้อยปีก่อน" "ไม่ใช่เช่นนั้น" "แล้วเช่นไร" เทียนเผิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ลงไป...โดยไม่ต้องทำอะไร" แม่ทัพหัวเราะ "เหตุใดต้องลงไป หากไม่มีหน้าที่" เทียนเผิงไม่ตอบ นั่นสิ เหตุใดต้องไปที่ใด หากไม่มีหน้าที่ คำถามนั้นดูสมเหตุสมผล แต่กลับทำให้บางสิ่งภายในอกของเขาหนักขึ้น แม่ทัพอีกคนซึ่งนั่งไม่ไกลได้ยินบทสนทนา จึงยื่นหน้าเข้ามา "โลกมนุษย์มีสิ่งใดน่าสนใจ" เขาพูดพลางรินสุรา "เกิด แก่ เจ็บ ตาย หิวก็ต้องกิน หนาวก็ต้องหาเสื้อ ฝนตกก็วิ่งหลบ ทั้งชีวิตวุ่นวายอยู่กับร่างกายเพียงก้อนเดียว" เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบโต๊ะ เทพอีกองค์กล่าว "ข้ายังจำครั้งหนึ่งได้ มนุษย์สองหมู่บ้านฆ่ากันเพราะคลองส่งน้ำ" "คลองเส้นเดียว?" "คลองเส้นเดียว" "ช่างโง่เขลา" เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง เทียนเผิงไม่ได้หัวเราะ เขาถาม "หากไม่มีคลองนั้น พวกเขาจะมีน้ำกินหรือไม่" เสียงหัวเราะค่อย ๆ เบาลง เทพองค์นั้นมองเขา "คงไม่มี" "เช่นนั้นเหตุใดจึงเรียกพวกเขาโง่" ไม่มีผู้ใดตอบทันที แม่ทัพข้างกายวางจอกลง "ท่านจอมพล วันนี้ท่านเป็นอะไร" เทียนเผิงเองก็อยากรู้ เขาเป็นอะไร เขามองเหล่าเทพรอบโต๊ะ ทุกคนอยู่มานานกว่ามนุษย์หลายร้อยหลายพันเท่า บางองค์ควบคุมฝน บางองค์ควบคุมดาว บางองค์บัญชากองทัพ บางองค์สามารถเปลี่ยนเส้นทางแม่น้ำได้ด้วยการสะบัดแขนเสื้อ แต่เหตุใด... คนที่ไม่เคยหิว จึงตัดสินคนที่แย่งอาหาร คนที่ไม่เคยหนาว จึงหัวเราะคนที่แย่งเสื้อ คนที่ไม่เคยกลัวความตาย จึงเรียกคนที่ดิ้นรนเพื่อมีชีวิตว่าโง่เขลา คำถามนั้นทำให้เขาวางจอกลง เสียงดนตรียังคงดำเนินต่อ งดงาม ไร้ที่ติ แต่เป็นครั้งแรกที่เทียนเผิงรู้สึกว่าเสียงเหล่านั้นอยู่ไกลออกไป ราวกับมีผนังบางอย่างกั้นเขาออกจากงานเลี้ยง เขายังคงนั่งอยู่ตรงนั้น แต่กลับรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่ร่วมกับผู้ใด ความรู้สึกนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่ เขาเคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน ในสนามรบ ภาพหนึ่งปรากฏขึ้นในความทรงจำ ท้องฟ้าสีดำ เปลวเพลิงลุกทั่วแนวเขา เสียงคำรามของอสูรดังจนแผ่นดินสั่น ทหารสวรรค์นับหมื่นยืนอยู่เบื้องหลังเขา คราดเก้าซี่อยู่ในมือ เลือดสีดำไหลตามคมอาวุธ "จอมพล!" เสียงนายกองตะโกน "แนวตะวันตกแตกแล้ว!" เทียนเผิงหันไปมอง กองอสูรกำลังทะลักผ่านช่องเขา เขาไม่ได้คิด ไม่ได้กลัว ไม่ได้ลังเล เพียงยกคราดขึ้น "กองที่สามตามข้า" เขาพุ่งเข้าไป เสียงอาวุธกระทบกัน เสียงกระดูกแตก เสียงร้อง เลือด ไฟ ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็ว เมื่อรุ่งเช้ามาถึง พวกเขาชนะ เหล่าทหารโห่ร้องชื่อเขา "เทียนเผิง!" "เทียนเผิง!" "เทียนเผิง!" เขายืนอยู่บนกองซากศพ คราดในมือเต็มไปด้วยเลือด ทุกคนเรียกเขาว่าวีรบุรุษ แต่สิ่งที่เขาจำได้ชัดที่สุด... กลับเป็นอสูรตัวหนึ่งที่นอนอยู่ใกล้เท้า มันยังไม่ตาย ร่างครึ่งล่างถูกตัดขาด มันมองเขา ไม่ได้มองด้วยความเกลียด แต่มองเหมือนกำลังพยายามกลับไปที่ใดสักแห่ง ก่อนสิ้นใจ มันพูดเพียงคำเดียว "ลูก..." ตอนนั้นเทียนเผิงไม่ได้สนใจ สนามรบไม่มีพื้นที่สำหรับความสงสัย ศัตรูคือศัตรู คำสั่งคือคำสั่ง ชัยชนะคือชัยชนะ แต่คืนนี้... หลังจากผ่านมาหลายร้อยปี เขากลับได้ยินคำนั้นอีกครั้ง ลูก อสูรมีลูกหรือ คำถามง่ายเกินไป แน่นอนว่ามี แล้วเหตุใดเขาจึงไม่เคยคิดถึงมัน "เทียนเผิง" เสียงหนึ่งดึงเขากลับจากความทรงจำ เขาเงยหน้า แม่ทัพกุยเสอกำลังมองเขา ชายผู้นี้ร่วมรบกับเขามาหลายสนาม ใบหน้าคมเข้ม ร่างใหญ่ มือข้างหนึ่งวางอยู่บนด้ามดาบตามความเคยชิน "เจ้าหายไปไหนมา" "ข้านั่งอยู่ตรงนี้" "ตัวเจ้าอยู่" กุยเสอเคาะปลอกดาบสองครั้ง "แต่ตาเจ้าไม่อยู่" เทียนเผิงมองสหาย "กุยเสอ" "ว่า" "เจ้าเคยฆ่าคนที่ไม่สมควรตายหรือไม่" กุยเสอเงียบ รอบโต๊ะค่อย ๆ เงียบตาม "คำถามอะไรของเจ้า" "ข้าถาม" กุยเสอมองหน้าเขาอยู่นาน ก่อนตอบ "สนามรบไม่มีเวลาถามว่าใครสมควร" "นั่นไม่ได้ตอบคำถาม" "แล้วเจ้าต้องการคำตอบแบบใด" เทียนเผิงไม่ตอบ กุยเสอถอนหายใจ "ข้าไม่รู้" คำตอบนั้นทำให้เทียนเผิงเงยหน้าขึ้น กุยเสอยกสุราดื่มรวดเดียว "ข้าไม่รู้ว่าเคยฆ่าผิดหรือไม่" เขาวางจอก "แต่หากข้ามัวถามทุกครั้งก่อนฟัน ข้าคงตายไปนานแล้ว" "บางที" เทียนเผิงพูดช้า ๆ "การรอดชีวิต อาจไม่ได้หมายความว่าเราทำถูก" กุยเสอมองเขานิ่ง "คืนนี้เจ้าน่ารำคาญจริง ๆ" เทียนเผิงหัวเราะเบา ๆ "ข้าก็เริ่มรู้สึกเช่นนั้น" กุยเสอหัวเราะตาม บรรยากาศรอบโต๊ะผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่ไม่ไกลจากนั้น มีผู้หนึ่งไม่ได้หัวเราะ ไท่ซั่งเหล่าจวินนั่งอยู่ข้างเสาหยก ชายชราถือจอกสุราไว้ในมือ ดวงตาครึ่งหลับครึ่งตื่นราวกับไม่สนใจสิ่งใด แต่เมื่อเทียนเผิงหันไป สายตาของทั้งสองกลับพบกัน เพียงชั่วขณะ เหล่าจวินยกจอกขึ้นเล็กน้อย เหมือนคารวะ เทียนเผิงขมวดคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเหตุใด แต่รู้สึกเหมือนชายชราผู้นั้นได้ยินคำถามทั้งหมดในใจเขา แม้แต่คำถามที่เขายังไม่ได้ถามตัวเอง เทียนเผิงหันกลับ เขามองเหล่าเทพอีกครั้ง บางองค์เป็นเทพอุบัติ เกิดมาพร้อมพลัง เกิดมาพร้อมตำแหน่ง เกิดมาพร้อมความรู้ว่าตนควรทำอะไร อีกหลายองค์เป็นเทพผู้บำเพ็ญ เคยเป็นมนุษย์ เคยหิว เคยแก่ เคยสูญเสีย เคยกลัวตาย ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวขึ้นมาถึงที่นี่ สองกลุ่มนั่งอยู่ในงานเลี้ยงเดียวกัน สวมอาภรณ์คล้ายกัน ดื่มสุราเดียวกัน แต่บางที... พวกเขาอาจไม่ได้มองโลกเดียวกัน เทียนเผิงมองมือตัวเอง เขาเป็นเทพอุบัติ ไม่เคยเกิด ไม่เคยเป็นเด็ก ไม่เคยมีแม่คอยอุ้ม ไม่เคยมีพ่อ ไม่เคยหิวจนต้องแย่งอาหาร ไม่เคยกลัวว่าพรุ่งนี้จะไม่มีที่นอน เขาลืมตาขึ้นมาก็มีอยู่แล้ว มีชื่อ มีพลัง มีหน้าที่ แล้วสิ่งหนึ่งก็เกิดขึ้นในใจ เป็นคำถามเล็ก ๆ เล็กจนแทบไม่มีเสียง หากผู้ที่ไม่เคยเป็นมนุษย์... สามารถเข้าใจมนุษย์ได้จริงหรือ และหากไม่เคยผ่านสิ่งเหล่านั้น... การที่เขายืนอยู่สูงกว่า หมายความว่าเขาสูงส่งกว่าจริงหรือ เทียนเผิงยกจอกขึ้น แต่ครั้งนี้ไม่ได้ดื่ม เขามองสุราสีทองสะท้อนแสงจากโคม ภาพใบหน้าของตนเองปรากฏอยู่บนผิวน้ำ จอมพลแห่งสวรรค์ ผู้บัญชาการกองทัพ เทพผู้ไม่รู้จักความตาย เขามองภาพนั้นอยู่เนิ่นนาน ก่อนถามในใจ แล้วข้า... เคยมีชีวิตหรือยัง เสียงระฆังดังขึ้น กัง— เสียงยาวทอดผ่านตำหนัก เหล่านางฟ้าหยุดร่ายรำพร้อมกัน เหล่าเทพวางจอก งานเลี้ยงกำลังสิ้นสุด ทุกคนลุกขึ้น เทียนเผิงลุกตาม แต่ก่อนเดินออกจากตำหนัก เขาหันกลับไปมองไท่ซั่งเหล่าจวินอีกครั้ง ชายชรายังคงนั่งอยู่ที่เดิม ครั้งนี้ไม่ได้มองเขา เพียงใช้ปลายนิ้วหมุนจอกสุราช้า ๆ แล้วกล่าวขึ้นเบามาก เบาจนเทียนเผิงไม่แน่ใจว่าตนได้ยินจริงหรือไม่ "เมื่อเกิดคำถาม..." "ทางก็เกิดแล้ว" เทียนเผิงหยุด เขาหันกลับไป แต่เหล่าจวินกำลังคุยกับเทพข้างกายเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น เทียนเผิงยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้าวออกจากตำหนัก ประตูหยกสูงใหญ่เปิดออกเบื้องหน้า ภายนอกคือทะเลเมฆ แสงดาวส่องลงบนทางเดินสีขาวทอดยาวไปยังตำหนักของเขา เส้นทางเดิม เส้นทางที่เดินมานับพันปี คืนนี้... เขากลับหยุดอยู่ตรงหน้ามัน ทางซ้ายคือตำหนักทัพเหนือ ทางขวาคือประตูเมฆชั้นล่าง เทียนเผิงมองซ้าย จากนั้นมองขวา ไม่มีผู้ใดอยู่บริเวณนั้น ไม่มีคำสั่ง ไม่มีสงคราม ไม่มีผู้ใดเรียกชื่อเขา เป็นครั้งแรกในเวลานานเหลือเกิน ที่ไม่มีสิ่งใดบอกว่าเขาควรเดินไปทางไหน เทียนเผิงยืนนิ่ง ลมสวรรค์พัดผ่านชายเสื้อ แล้วเขาก็หัวเราะเบา ๆ "เช่นนั้น..." เขาพึมพำกับตนเอง "ลองเดินผิดทางดูสักครั้งจะเป็นไร" เท้าของจอมพลเทียนเผิง ก้าวไปทางขวา โดยที่เขายังไม่รู้เลยว่า ก้าวเล็ก ๆ เพียงก้าวเดียวในคืนนี้ กำลังพาเขาออกจากเส้นทางที่สวรรค์วางไว้ และเข้าสู่เส้นทางที่ไม่มีผู้ใด แม้แต่ตัวเขาเอง รู้ว่าปลายทางอยู่ที่ใด บนระเบียงสูงของตำหนัก ไท่ซั่งเหล่าจวินยืนมองเงาร่างนั้นค่อย ๆ เล็กลงท่ามกลางทะเลเมฆ กุยเสอเดินผ่านมาพอดี "เหล่าจวิน ท่านมองอะไร" ชายชราลูบเครา "มองก้อนหิน" กุยเสอมองออกไป มีเพียงเมฆ "ก้อนหินที่ใด" เหล่าจวินยิ้ม "ก้อนหนึ่งเพิ่งตกลงในน้ำ" "แล้วอย่างไร" ชายชราหันกลับเข้าไปในตำหนัก "ไม่มีอะไร" เขาเดินจากไปช้า ๆ "เพียงอยากรู้ว่า..." "น้ำจะพามันไปที่ใดเท่านั้น" ไกลออกไป เทียนเผิงยังคงเดิน ใต้ฝ่าเท้าของเขา เมฆแยกออกทีละชั้น และเป็นครั้งแรกที่เขามองเห็นแสงไฟเล็ก ๆ นับหมื่นดวงจากโลกมนุษย์เบื้องล่าง แต่ละดวงเล็กเสียจนแทบมองไม่เห็น ไม่สมบูรณ์ ไม่เป็นระเบียบ บางดวงสว่าง บางดวงริบหรี่ บางดวงดับลง แล้วบางดวงก็ถูกจุดขึ้นใหม่ เทียนเผิงมองมันอยู่นาน ก่อนจะก้าวลงไป สู่สถานที่ซึ่งเทพทั้งหลายเรียกว่า โลกแห่งทุกข์ โดยไม่รู้เลยว่า สิ่งที่รอเขาอยู่เบื้องล่าง อาจไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นคำถามที่มากกว่าเดิมเทียนเผิง : แสวงวิถี ภาคห้า — โรคของสวรรค์ ตอนที่ ๑๐๐.๓ — ใต้ต้นดอกเหลือง ไม่พบไม่เลิกรา เมื่อครบหนึ่งปี หลินเยว่สำเร็จช่วงการศึกษาตามกำหนดของสำนักแพทย์หลวง อาจารย์อู๋กล่าวชมว่านางมีความละเอียดในการตรวจคนไข้และรู้จักยอมรับเมื่อยังหาสาเหตุไม่ได้ นางรับคำด้วยความนอบน้อม ก่อนเก็บตำราและเครื่องมือแพทย์ใส่หีบเพื่อเตรียมกลับชิงหลิว ซูเหอมาช่วยจัดสัมภาระ ทั้งคู่กอดลากันอย่างไม่ปิดบังน้ำตา หลินเยว่ยังคงติดต่อหลัวเหวินเรื่องอาการของเสี่ยวหลัน เด็กหญิงยังต้องได้รับการตรวจติดตามและอาจต้องส่งต่อผู้เชี่ยวชาญตามข้อมูลที่รวบรวมไว้ การเรียนหนึ่งปีไม่ได้ทำให้นางรักษาโรคทุกชนิดได้ และการสูญเสียเทียนเผิงก็ไม่ได้ทำให้นางกลายเป็นคนไร้ความรู้สึก หากทำให้นางเข้าใจยิ่งขึ้นว่าทุกชีวิตมีเวลาของตนเองซึ่งไม่มีใครควรใช้ไปแทนกัน เมื่อกลับถึงชิงหลิวในเย็นวันหนึ่ง นางพบร้านยายังคงเปิดอยู่ ยายซู่อิงยืนรอตรงประตูพร้อมรอยยิ้มที่มีน้ำตาปนอยู่ อาเหลียงสูงขึ้นจนแทบจำไม่ได้ ส่วนหมอเซี่ยหมิงจัดสมุนไพรไว้เต็มชั้นตามระเบียบ หลินเยว่เดินเข้าบ้าน วางหีบลงข้างโต๊ะ ก่อนหยุดมองถ้วยข้าวใบหนึ่งซึ่งวางอยู่บนชั้นไม้ มันถูกล้างจนสะอ
เทียนเผิง : แสวงวิถี ภาคห้า — โรคของสวรรค์ ตอนที่ ๑๐๐.๒ — ชีวิตที่เริ่มต้นอีกครั้ง เว่ยซานได้รับข่าวที่สถานพยาบาลชายแดนตะวันตก หมอซ่งอ่านรายงานให้ฟังโดยไม่ตัดทอนความจริง พลังของชายชรายังไม่อาจส่งคืนได้อย่างปลอดภัย และไม่มีหลักฐานว่าความสามารถรับรู้ลมปราณเดิมจะกลับมา แต่รอยปราณที่เกี่ยวข้องกับเขาได้รับการเก็บรักษาไว้ในระบบซึ่งไม่อาจนำไปใช้โดยพลการอีกแล้ว เว่ยซานนั่งฟังอยู่ริมหน้าต่างนานมาก ก่อนถามว่า “แล้วเทียนเผิงเล่า” หมอซ่งเงียบไปครู่หนึ่งจึงตอบว่าเขาสูญเสียร่างเทพและเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่าน ยังไม่มีใครทราบปลายทาง เว่ยซานก้มหน้าลง มองมือที่มีรอยเหี่ยวย่นของตน ก่อนกล่าวด้วยเสียงเบาว่า “ข้าไม่ได้ขอให้เขาแลกชีวิตกับพลังของข้า” หมอซ่งพยักหน้า “เขาไม่ได้ทำเพื่อคืนพลังให้ท่านเพียงคนเดียว” ชายชรานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอื้อมมือเปิดหน้าต่าง ลมหนาวพัดผ่านต้นหญ้าสีขาวในกระถาง ใบเล็ก ๆ โยกเอนอย่างอ่อนโยน เขายังไม่ได้ยินเสียงปราณในสายลมนั้นอีกเลย แต่คราวนี้เขาไม่ปิดหน้าต่างด้วยความผิดหวัง เขาเพียงนั่งมองมันอยู่นาน ก่อนกล่าวว่า “หากวันหนึ่งพบเขาอีก บอกด้วยว่าข้ายังจำคำพูดของเขาได้ และสาล
เทียนเผิง : แสวงวิถี ภาคห้า — โรคของสวรรค์ ตอนที่ ๑๐๐.๑ — ผนึกสุดท้ายแห่งสวรรค์ แสงสีทองรวมตัวอยู่ที่ปลายไม้เท้าของไท่ซั่งเหล่าจวินอย่างเชื่องช้า ไม่มีสายฟ้าฟาด ไม่มีเสียงคำรามของสวรรค์ มีเพียงเสียงหายใจของบุรุษผู้หนึ่งซึ่งยืนอยู่กลางห้องหิน และเสียงหยดน้ำจากรอยแตกบนเพดานที่ตกลงสู่พื้นเป็นระยะ เทียนเผิงมองมือของตนเป็นครั้งสุดท้ายในสภาพที่ปราณนทีเหนือยังไหลเวียนอยู่เต็มเปี่ยม เส้นแสงสีเงินบางละเอียดแล่นผ่านใต้ผิวหนังราวสายน้ำที่สะท้อนแสงจันทร์ เขาเคยใช้พลังนี้แหวกสมุทร เคยหยุดคลื่นซึ่งสูงกว่ากำแพงเมือง และเคยนำกองทัพผ่านสมรภูมิที่ไม่มีผู้ใดคาดว่าจะรอดกลับมาได้ แต่ในวินาทีนี้ พลังอันยิ่งใหญ่ทั้งหมดกลับช่วยให้เขาทำสิ่งง่ายที่สุดไม่ได้—ดึงมือออกจากพันธนาการโดยไม่ทำลายสิ่งที่เพิ่งช่วยรักษาไว้ เบื้องหน้า อักขระสีแดงจากครรภ์รองรับกำลังเลื้อยลึกเข้าสู่รากปราณของเขา แม้รอยปราณของผู้เสียหายทั้งหมดจะถูกส่งไปยังช่องพักอิสระแล้ว เครื่องมือโบราณก็ยังไม่ยอมรับว่าหน้าที่ของตนสิ้นสุดลง มันกำลังจะยึดชีวิตใหม่ไว้แทนภาระเก่า เทียนเผิงเงยหน้ามองไท่ซั่งเหล่าจวิน เห็นอาจารย์ผู้เคยสงบนิ่งต่อหน้าหายนะนับคร
เทียนเผิง : แสวงวิถี ภาคห้า — โรคของสวรรค์ ตอนที่ ๙๙.๓ — คำสั่งสุดท้ายของเทียนเผิง คำสั่งเริ่มขึ้นเมื่อแสงจากทางรับใหม่สว่างครบทุกชั้น เทียนเผิงปรับปราณนทีเหนือจนละเอียดราวเส้นฝน แล้วส่งมันไปประคองรอยปราณสายสุดท้ายอย่างนุ่มนวล เขาไม่ฝืน ไม่เร่ง และไม่เพิ่มกำลังเกินความจำเป็น เส้นไหมสีเงินซึ่งสั่นอยู่กลางแกนค่อย ๆ เคลื่อนออกจากที่เดิม ผ่านขอบอักขระที่ถูกเผาไหม้มาหลายร้อยปี ก่อนสัมผัสวงรับใหม่ทีละช่วง เหวินฉางอ่านข้อมูลต้นทางตามจังหวะเพื่อให้ระบบบันทึกทุกขั้นตอน เมื่อส่วนสุดท้ายของรอยปราณพ้นจากแกน เสียงเต้นหลายชั้นที่เคยดังก้องอยู่ในห้องก็หยุดลงทันที ความเงียบซึ่งตามมาหนักแน่นจนทุกคนเผลอกลั้นหายใจ แสงสีฟ้าจากช่องพักใหม่ส่องสว่างขึ้นแทนสีแดงเก่า เหวินฉางตรวจค่าซ้ำ ก่อนตะโกนด้วยน้ำเสียงสั่น “รอยปราณทั้งหมดที่ตรวจนับไว้เข้าสู่ทางรับใหม่แล้ว! ไม่มีสายใดสูญหาย!” เทียนโหย่วหลับตาลงชั่วขณะด้วยความโล่งใจ อวิ๋นฉีตรวจวงตัดฉุกเฉินอีกครั้ง ส่วนหลิงกวงรีบยืนยันกับหอควบคุมว่าไม่มีการส่งพลังผิดปลายทางไปยังโลกมนุษย์ เทียนเผิงมองครรภ์รองรับซึ่งเริ่มดับแสง เขารู้สึกเหมือนเพิ่งได้ยินเสียงลมหายใจของคนป่
เทียนเผิง : แสวงวิถี ภาคห้า — โรคของสวรรค์ ตอนที่ ๙๙.๒ — รอยปราณสายสุดท้าย เหนือห้องชั้นลึก หลิงกวงได้รับรายงานจากหอควบคุมว่าทางผ่านสำคัญทั้งหมดกำลังลดภาระเข้าสู่ระบบสำรองตามแผน ขบวนเวชภัณฑ์ที่ยังอยู่ระหว่างเดินทางได้รับคำสั่งให้หยุดในจุดปลอดภัย ไม่มีผู้ใดถูกปล่อยให้อยู่บนสะพานซึ่งกำลังเสี่ยงเสียเสถียรภาพ ส่วนโลกมนุษย์มีรายงานอาการผิดปกติเป็นระยะ แต่ยังไม่พบหลักฐานว่าความเสียหายล่าสุดทำให้ผู้ใดถึงแก่ชีวิต เขาอ่านข้อมูลอย่างรวดเร็ว ก่อนส่งคำสั่งให้คงมาตรการป้องกันไว้และอย่าเพิ่มการใช้ปราณโดยพลการ จากนั้นจึงหันกลับมามองเทียนเผิง “เรารับภาระส่วนรวมไว้ได้แล้ว” เขากล่าว “เจ้าไม่จำเป็นต้องส่งพลังเพิ่มเพื่อประคองโครงข่ายสวรรค์อีก” เทียนเผิงพยักหน้า เขาได้ยินถ้อยคำนั้นชัดเจน และรู้สึกถึงความหมายของมันลึกกว่าที่ใครอาจคาดคิด สิ่งที่พวกเขาต่อสู้มาตลอดหลายวันไม่สูญเปล่า สวรรค์ไม่ได้รอให้เขากลายเป็นแกนใหม่เพื่อรักษาความสว่างของตำหนัก ไม่ได้ปล่อยให้ทางผ่านทั้งหมดพึ่งพาปราณนทีเหนือของเขาเพียงสายเดียว และไม่ได้ถือเอาความสามารถของเขาเป็นข้ออ้างให้ทุกฝ่ายหยุดทำหน้าที่ของตน สิ่งที่ยังค้างอยู่ตรงหน้าเ
เทียนเผิง : แสวงวิถี ภาคห้า — โรคของสวรรค์ ตอนที่ ๙๙.๑ — คำสั่งที่ไม่ยอมรับคำปฏิเสธ เสียงที่ดังขึ้นจากครรภ์รองรับไม่ใช่เสียงของผู้มีชีวิต หากเป็นเสียงอักขระนับพันซึ่งเริ่มทำงานพร้อมกัน แสงสีแดงไหลไปตามรอยสลักบนพื้นหิน ก่อนยกตัวขึ้นเป็นเส้นละเอียดพันรอบปราณนทีเหนือที่เทียนเผิงส่งเข้าไปยังวงตัดความสัมพันธ์ มันไม่ได้โจมตีเขาโดยตรง แต่พยายามแทรกตัวเข้ามาระหว่างกระแสปราณแต่ละสาย ราวกับรากไม้ที่เลื้อยผ่านรอยแตกของกำแพงเพื่อหาน้ำจากอีกฟากหนึ่ง เทียนเผิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขารับรู้ถึงแรงดึงนั้นได้ชัดเจน มันมิได้มากพอจะเอาชนะพลังของเขา หากกลับแม่นยำอย่างน่ากลัว ทุกครั้งที่เขาปรับกระแสปราณให้แยกออกจากกัน วงอักขระเก่าจะเปลี่ยนจังหวะตาม ราวกับรู้ล่วงหน้าว่าควรยื่นมือไปตรงไหน “มันใช้ข้อมูลที่เคยเก็บจากข้า” เทียนเผิงกล่าว ไท่ซั่งเหล่าจวินซึ่งยืนอยู่ตรงแท่นควบคุมเงยหน้าทันที “อย่าฝืนดึงกลับทั้งสาย ลดจังหวะชั้นนอกก่อน” เทียนเผิงทำตามโดยไม่ลังเล ปราณนทีเหนือส่วนที่ไม่ได้ใช้ประคองการเปลี่ยนผ่านไหลกลับเข้าสู่ร่างอย่างนุ่มนวล เหลือเพียงสายบางซึ่งยังรักษาความแตกต่างของรอยปราณที่ค้างอยู่ในแกน เหวินฉางรีบต







