LOGINหากสวรรค์ยังมีผู้สูงกว่า ยังมีผู้ต่ำกว่า ยังมีผู้ครองอำนาจ และยังมีผู้แย่งชิงอำนาจ— เช่นนั้น...สิ่งใดกันที่ทำให้มันเป็นสวรรค์? หากเทพยังยึดติดในตำแหน่ง หวาดกลัวการสูญเสีย และพร้อมเหยียบผู้อื่นเพื่อรักษาสิ่งที่ตนครอบครอง แล้วผู้ที่อยู่เหนือมนุษย์ อยู่เหนือความเป็นมนุษย์จริงหรือ? เทียนเผิง จอมพลผู้เคยยืนอยู่บนยอดแห่งอำนาจ กลับเป็นผู้แรกที่หันลงมามองโลกเบื้องล่าง และพบว่า— ในหมู่ผู้ที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย กลับมีบางสิ่งที่สวรรค์ไม่มี อิสรภาพที่จะเป็นเพียงคนธรรมดา เขาจึงละทิ้งเส้นทางที่ทุกคนใฝ่หา เพื่อเดินย้อนลงจากสวรรค์ ไม่ใช่เพื่อขึ้นไปให้สูงกว่าเดิม แต่เพื่อค้นหาว่า— เมื่อไร้ยศ ไร้อำนาจ ไร้แม้กระทั่งชื่อของตนเอง... สิ่งใดจะเหลืออยู่? เทียนเผิง : แสวงวิถี การเดินทางของเทพผู้ค่อย ๆ ละทิ้งทุกสิ่ง เพื่อค้นหาความจริงข้อหนึ่ง— บางทีสิ่งที่อยู่สูงที่สุด อาจไม่ใช่สวรรค์ และสิ่งที่สวรรค์หวาดกลัวที่สุด อาจไม่ใช่อสูรหรือมารตนใด แต่คือ— ผู้ที่ไม่ต้องการสิ่งใดจากมันอีกแล้ว
View Moreเทียนเผิง : แสวงวิถี
ตอนที่ ๑ — รอยร้าวบนสวรรค์ งานเลี้ยงบนสวรรค์ดำเนินมาถึงยามที่สุราทิพย์ส่งกลิ่นหอมไปทั่วตำหนัก เสียงพิณลอยแผ่วอยู่เหนือหมู่เมฆ เสียงขลุ่ยประสานกับระฆังหยกอย่างพอดิบพอดี ไม่มีเสียงใดดังเกิน ไม่มีเสียงใดเบาจนสูญหาย แม้แต่ช่วงหยุดระหว่างตัวโน้ตก็เหมือนถูกกำหนดไว้แล้วว่าควรยาวกี่ลมหายใจ เหล่านางฟ้าร่ายรำอยู่กลางตำหนัก ชายแขนเสื้อบางพลิ้วไหวราวกับกลีบดอกไม้ต้องลม ทุกก้าวเท่ากัน ทุกการหมุนงดงาม ทุกใบหน้ามีรอยยิ้ม สมบูรณ์แบบจนไม่อาจหาข้อบกพร่องได้ เทียนเผิงนั่งอยู่ท่ามกลางเหล่าเทพ จอกสุราหยกอยู่ในมือ เขายกมันขึ้นจรดริมฝีปาก แต่ไม่ได้ดื่ม กลิ่นสุราหอมหวาน มีทั้งกลิ่นดอกท้อ กลิ่นสมุนไพรทิพย์ และกลิ่นบางอย่างคล้ายหิมะแรกบนยอดเขา เป็นสุราที่มนุษย์ผู้หนึ่งอาจยอมแลกทรัพย์สมบัติทั้งชีวิตเพื่อชิมเพียงหยดเดียว แต่สำหรับเขา... มันเป็นเพียงสุราอีกจอกหนึ่ง เทียนเผิงลดมือลง สายตามองผ่านเหล่านางรำไปยังตำหนักเบื้องหน้า เสาหยกขาวตั้งเรียงกันโดยไม่มีต้นใดเอียงแม้แต่น้อย พื้นกระเบื้องสะท้อนแสงดาว ม่านแพรไม่มีฝุ่น ดอกไม้ในแจกันไม่มีใบเหี่ยว ผลท้อทุกลูกมีสีแดงพอดีกัน แม้แต่กลีบดอกไม้ที่ร่วงลงบนพื้นยังตกในตำแหน่งที่ดูงดงาม เขามองอยู่เนิ่นนาน แล้วคำถามหนึ่งก็เกิดขึ้น เหตุใด... ทุกอย่างจึงต้องสมบูรณ์ถึงเพียงนี้ เทียนเผิงขมวดคิ้วเล็กน้อย คำถามนั้นไร้สาระ สวรรค์ย่อมสมบูรณ์ หากไม่สมบูรณ์ จะเรียกว่าสวรรค์ได้อย่างไร เขายกจอกขึ้นอีกครั้ง แต่ก่อนสุราจะถึงริมฝีปาก สายตากลับไปหยุดอยู่ที่นางฟ้าผู้หนึ่ง นางกำลังร่ายรำ รอยยิ้มของนางงดงาม งดงามเหมือนเมื่อครู่ เหมือนหนึ่งก้านธูปก่อน และคงเหมือนเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน เทียนเผิงจ้องอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้น เขากลับจำไม่ได้ว่าเคยเห็นนางหัวเราะจริง ๆ หรือไม่ ไม่ใช่รอยยิ้ม แต่เป็นเสียงหัวเราะ เสียงที่เกิดขึ้นเพราะอดไม่ได้ เพราะมีบางอย่างตลกจนต้องหัวเราะออกมา เขานึกไม่ออก "ท่านจอมพล" เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างกาย เทียนเผิงหันไป แม่ทัพผู้หนึ่งยกจอกให้เขา "คืนนี้ท่านเงียบกว่าปกติ" เทียนเผิงมองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง "ข้าปกติพูดมากหรือ" แม่ทัพหัวเราะ "ไม่มาก" "เช่นนั้นคืนนี้ต่างอย่างไร" อีกฝ่ายชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหัวเราะอีกครั้ง "ก็จริง" จอกทั้งสองกระทบกัน เสียงใสกังวาน เทียนเผิงดื่ม สุราร้อนผ่านลำคอ แต่ความร้อนนั้นอยู่ได้เพียงชั่วครู่ ก่อนสลายไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น เขามองจอกในมือ แล้วถามขึ้นโดยไม่รู้ตัว "เจ้าเคยลงไปโลกมนุษย์หรือไม่" แม่ทัพข้างกายเลิกคิ้ว "แน่นอน ตอนปราบอสูรเมื่อหลายร้อยปีก่อน" "ไม่ใช่เช่นนั้น" "แล้วเช่นไร" เทียนเผิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ลงไป...โดยไม่ต้องทำอะไร" แม่ทัพหัวเราะ "เหตุใดต้องลงไป หากไม่มีหน้าที่" เทียนเผิงไม่ตอบ นั่นสิ เหตุใดต้องไปที่ใด หากไม่มีหน้าที่ คำถามนั้นดูสมเหตุสมผล แต่กลับทำให้บางสิ่งภายในอกของเขาหนักขึ้น แม่ทัพอีกคนซึ่งนั่งไม่ไกลได้ยินบทสนทนา จึงยื่นหน้าเข้ามา "โลกมนุษย์มีสิ่งใดน่าสนใจ" เขาพูดพลางรินสุรา "เกิด แก่ เจ็บ ตาย หิวก็ต้องกิน หนาวก็ต้องหาเสื้อ ฝนตกก็วิ่งหลบ ทั้งชีวิตวุ่นวายอยู่กับร่างกายเพียงก้อนเดียว" เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบโต๊ะ เทพอีกองค์กล่าว "ข้ายังจำครั้งหนึ่งได้ มนุษย์สองหมู่บ้านฆ่ากันเพราะคลองส่งน้ำ" "คลองเส้นเดียว?" "คลองเส้นเดียว" "ช่างโง่เขลา" เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง เทียนเผิงไม่ได้หัวเราะ เขาถาม "หากไม่มีคลองนั้น พวกเขาจะมีน้ำกินหรือไม่" เสียงหัวเราะค่อย ๆ เบาลง เทพองค์นั้นมองเขา "คงไม่มี" "เช่นนั้นเหตุใดจึงเรียกพวกเขาโง่" ไม่มีผู้ใดตอบทันที แม่ทัพข้างกายวางจอกลง "ท่านจอมพล วันนี้ท่านเป็นอะไร" เทียนเผิงเองก็อยากรู้ เขาเป็นอะไร เขามองเหล่าเทพรอบโต๊ะ ทุกคนอยู่มานานกว่ามนุษย์หลายร้อยหลายพันเท่า บางองค์ควบคุมฝน บางองค์ควบคุมดาว บางองค์บัญชากองทัพ บางองค์สามารถเปลี่ยนเส้นทางแม่น้ำได้ด้วยการสะบัดแขนเสื้อ แต่เหตุใด... คนที่ไม่เคยหิว จึงตัดสินคนที่แย่งอาหาร คนที่ไม่เคยหนาว จึงหัวเราะคนที่แย่งเสื้อ คนที่ไม่เคยกลัวความตาย จึงเรียกคนที่ดิ้นรนเพื่อมีชีวิตว่าโง่เขลา คำถามนั้นทำให้เขาวางจอกลง เสียงดนตรียังคงดำเนินต่อ งดงาม ไร้ที่ติ แต่เป็นครั้งแรกที่เทียนเผิงรู้สึกว่าเสียงเหล่านั้นอยู่ไกลออกไป ราวกับมีผนังบางอย่างกั้นเขาออกจากงานเลี้ยง เขายังคงนั่งอยู่ตรงนั้น แต่กลับรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่ร่วมกับผู้ใด ความรู้สึกนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่ เขาเคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน ในสนามรบ ภาพหนึ่งปรากฏขึ้นในความทรงจำ ท้องฟ้าสีดำ เปลวเพลิงลุกทั่วแนวเขา เสียงคำรามของอสูรดังจนแผ่นดินสั่น ทหารสวรรค์นับหมื่นยืนอยู่เบื้องหลังเขา คราดเก้าซี่อยู่ในมือ เลือดสีดำไหลตามคมอาวุธ "จอมพล!" เสียงนายกองตะโกน "แนวตะวันตกแตกแล้ว!" เทียนเผิงหันไปมอง กองอสูรกำลังทะลักผ่านช่องเขา เขาไม่ได้คิด ไม่ได้กลัว ไม่ได้ลังเล เพียงยกคราดขึ้น "กองที่สามตามข้า" เขาพุ่งเข้าไป เสียงอาวุธกระทบกัน เสียงกระดูกแตก เสียงร้อง เลือด ไฟ ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็ว เมื่อรุ่งเช้ามาถึง พวกเขาชนะ เหล่าทหารโห่ร้องชื่อเขา "เทียนเผิง!" "เทียนเผิง!" "เทียนเผิง!" เขายืนอยู่บนกองซากศพ คราดในมือเต็มไปด้วยเลือด ทุกคนเรียกเขาว่าวีรบุรุษ แต่สิ่งที่เขาจำได้ชัดที่สุด... กลับเป็นอสูรตัวหนึ่งที่นอนอยู่ใกล้เท้า มันยังไม่ตาย ร่างครึ่งล่างถูกตัดขาด มันมองเขา ไม่ได้มองด้วยความเกลียด แต่มองเหมือนกำลังพยายามกลับไปที่ใดสักแห่ง ก่อนสิ้นใจ มันพูดเพียงคำเดียว "ลูก..." ตอนนั้นเทียนเผิงไม่ได้สนใจ สนามรบไม่มีพื้นที่สำหรับความสงสัย ศัตรูคือศัตรู คำสั่งคือคำสั่ง ชัยชนะคือชัยชนะ แต่คืนนี้... หลังจากผ่านมาหลายร้อยปี เขากลับได้ยินคำนั้นอีกครั้ง ลูก อสูรมีลูกหรือ คำถามง่ายเกินไป แน่นอนว่ามี แล้วเหตุใดเขาจึงไม่เคยคิดถึงมัน "เทียนเผิง" เสียงหนึ่งดึงเขากลับจากความทรงจำ เขาเงยหน้า แม่ทัพกุยเสอกำลังมองเขา ชายผู้นี้ร่วมรบกับเขามาหลายสนาม ใบหน้าคมเข้ม ร่างใหญ่ มือข้างหนึ่งวางอยู่บนด้ามดาบตามความเคยชิน "เจ้าหายไปไหนมา" "ข้านั่งอยู่ตรงนี้" "ตัวเจ้าอยู่" กุยเสอเคาะปลอกดาบสองครั้ง "แต่ตาเจ้าไม่อยู่" เทียนเผิงมองสหาย "กุยเสอ" "ว่า" "เจ้าเคยฆ่าคนที่ไม่สมควรตายหรือไม่" กุยเสอเงียบ รอบโต๊ะค่อย ๆ เงียบตาม "คำถามอะไรของเจ้า" "ข้าถาม" กุยเสอมองหน้าเขาอยู่นาน ก่อนตอบ "สนามรบไม่มีเวลาถามว่าใครสมควร" "นั่นไม่ได้ตอบคำถาม" "แล้วเจ้าต้องการคำตอบแบบใด" เทียนเผิงไม่ตอบ กุยเสอถอนหายใจ "ข้าไม่รู้" คำตอบนั้นทำให้เทียนเผิงเงยหน้าขึ้น กุยเสอยกสุราดื่มรวดเดียว "ข้าไม่รู้ว่าเคยฆ่าผิดหรือไม่" เขาวางจอก "แต่หากข้ามัวถามทุกครั้งก่อนฟัน ข้าคงตายไปนานแล้ว" "บางที" เทียนเผิงพูดช้า ๆ "การรอดชีวิต อาจไม่ได้หมายความว่าเราทำถูก" กุยเสอมองเขานิ่ง "คืนนี้เจ้าน่ารำคาญจริง ๆ" เทียนเผิงหัวเราะเบา ๆ "ข้าก็เริ่มรู้สึกเช่นนั้น" กุยเสอหัวเราะตาม บรรยากาศรอบโต๊ะผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่ไม่ไกลจากนั้น มีผู้หนึ่งไม่ได้หัวเราะ ไท่ซั่งเหล่าจวินนั่งอยู่ข้างเสาหยก ชายชราถือจอกสุราไว้ในมือ ดวงตาครึ่งหลับครึ่งตื่นราวกับไม่สนใจสิ่งใด แต่เมื่อเทียนเผิงหันไป สายตาของทั้งสองกลับพบกัน เพียงชั่วขณะ เหล่าจวินยกจอกขึ้นเล็กน้อย เหมือนคารวะ เทียนเผิงขมวดคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเหตุใด แต่รู้สึกเหมือนชายชราผู้นั้นได้ยินคำถามทั้งหมดในใจเขา แม้แต่คำถามที่เขายังไม่ได้ถามตัวเอง เทียนเผิงหันกลับ เขามองเหล่าเทพอีกครั้ง บางองค์เป็นเทพอุบัติ เกิดมาพร้อมพลัง เกิดมาพร้อมตำแหน่ง เกิดมาพร้อมความรู้ว่าตนควรทำอะไร อีกหลายองค์เป็นเทพผู้บำเพ็ญ เคยเป็นมนุษย์ เคยหิว เคยแก่ เคยสูญเสีย เคยกลัวตาย ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวขึ้นมาถึงที่นี่ สองกลุ่มนั่งอยู่ในงานเลี้ยงเดียวกัน สวมอาภรณ์คล้ายกัน ดื่มสุราเดียวกัน แต่บางที... พวกเขาอาจไม่ได้มองโลกเดียวกัน เทียนเผิงมองมือตัวเอง เขาเป็นเทพอุบัติ ไม่เคยเกิด ไม่เคยเป็นเด็ก ไม่เคยมีแม่คอยอุ้ม ไม่เคยมีพ่อ ไม่เคยหิวจนต้องแย่งอาหาร ไม่เคยกลัวว่าพรุ่งนี้จะไม่มีที่นอน เขาลืมตาขึ้นมาก็มีอยู่แล้ว มีชื่อ มีพลัง มีหน้าที่ แล้วสิ่งหนึ่งก็เกิดขึ้นในใจ เป็นคำถามเล็ก ๆ เล็กจนแทบไม่มีเสียง หากผู้ที่ไม่เคยเป็นมนุษย์... สามารถเข้าใจมนุษย์ได้จริงหรือ และหากไม่เคยผ่านสิ่งเหล่านั้น... การที่เขายืนอยู่สูงกว่า หมายความว่าเขาสูงส่งกว่าจริงหรือ เทียนเผิงยกจอกขึ้น แต่ครั้งนี้ไม่ได้ดื่ม เขามองสุราสีทองสะท้อนแสงจากโคม ภาพใบหน้าของตนเองปรากฏอยู่บนผิวน้ำ จอมพลแห่งสวรรค์ ผู้บัญชาการกองทัพ เทพผู้ไม่รู้จักความตาย เขามองภาพนั้นอยู่เนิ่นนาน ก่อนถามในใจ แล้วข้า... เคยมีชีวิตหรือยัง เสียงระฆังดังขึ้น กัง— เสียงยาวทอดผ่านตำหนัก เหล่านางฟ้าหยุดร่ายรำพร้อมกัน เหล่าเทพวางจอก งานเลี้ยงกำลังสิ้นสุด ทุกคนลุกขึ้น เทียนเผิงลุกตาม แต่ก่อนเดินออกจากตำหนัก เขาหันกลับไปมองไท่ซั่งเหล่าจวินอีกครั้ง ชายชรายังคงนั่งอยู่ที่เดิม ครั้งนี้ไม่ได้มองเขา เพียงใช้ปลายนิ้วหมุนจอกสุราช้า ๆ แล้วกล่าวขึ้นเบามาก เบาจนเทียนเผิงไม่แน่ใจว่าตนได้ยินจริงหรือไม่ "เมื่อเกิดคำถาม..." "ทางก็เกิดแล้ว" เทียนเผิงหยุด เขาหันกลับไป แต่เหล่าจวินกำลังคุยกับเทพข้างกายเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น เทียนเผิงยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้าวออกจากตำหนัก ประตูหยกสูงใหญ่เปิดออกเบื้องหน้า ภายนอกคือทะเลเมฆ แสงดาวส่องลงบนทางเดินสีขาวทอดยาวไปยังตำหนักของเขา เส้นทางเดิม เส้นทางที่เดินมานับพันปี คืนนี้... เขากลับหยุดอยู่ตรงหน้ามัน ทางซ้ายคือตำหนักทัพเหนือ ทางขวาคือประตูเมฆชั้นล่าง เทียนเผิงมองซ้าย จากนั้นมองขวา ไม่มีผู้ใดอยู่บริเวณนั้น ไม่มีคำสั่ง ไม่มีสงคราม ไม่มีผู้ใดเรียกชื่อเขา เป็นครั้งแรกในเวลานานเหลือเกิน ที่ไม่มีสิ่งใดบอกว่าเขาควรเดินไปทางไหน เทียนเผิงยืนนิ่ง ลมสวรรค์พัดผ่านชายเสื้อ แล้วเขาก็หัวเราะเบา ๆ "เช่นนั้น..." เขาพึมพำกับตนเอง "ลองเดินผิดทางดูสักครั้งจะเป็นไร" เท้าของจอมพลเทียนเผิง ก้าวไปทางขวา โดยที่เขายังไม่รู้เลยว่า ก้าวเล็ก ๆ เพียงก้าวเดียวในคืนนี้ กำลังพาเขาออกจากเส้นทางที่สวรรค์วางไว้ และเข้าสู่เส้นทางที่ไม่มีผู้ใด แม้แต่ตัวเขาเอง รู้ว่าปลายทางอยู่ที่ใด บนระเบียงสูงของตำหนัก ไท่ซั่งเหล่าจวินยืนมองเงาร่างนั้นค่อย ๆ เล็กลงท่ามกลางทะเลเมฆ กุยเสอเดินผ่านมาพอดี "เหล่าจวิน ท่านมองอะไร" ชายชราลูบเครา "มองก้อนหิน" กุยเสอมองออกไป มีเพียงเมฆ "ก้อนหินที่ใด" เหล่าจวินยิ้ม "ก้อนหนึ่งเพิ่งตกลงในน้ำ" "แล้วอย่างไร" ชายชราหันกลับเข้าไปในตำหนัก "ไม่มีอะไร" เขาเดินจากไปช้า ๆ "เพียงอยากรู้ว่า..." "น้ำจะพามันไปที่ใดเท่านั้น" ไกลออกไป เทียนเผิงยังคงเดิน ใต้ฝ่าเท้าของเขา เมฆแยกออกทีละชั้น และเป็นครั้งแรกที่เขามองเห็นแสงไฟเล็ก ๆ นับหมื่นดวงจากโลกมนุษย์เบื้องล่าง แต่ละดวงเล็กเสียจนแทบมองไม่เห็น ไม่สมบูรณ์ ไม่เป็นระเบียบ บางดวงสว่าง บางดวงริบหรี่ บางดวงดับลง แล้วบางดวงก็ถูกจุดขึ้นใหม่ เทียนเผิงมองมันอยู่นาน ก่อนจะก้าวลงไป สู่สถานที่ซึ่งเทพทั้งหลายเรียกว่า โลกแห่งทุกข์ โดยไม่รู้เลยว่า สิ่งที่รอเขาอยู่เบื้องล่าง อาจไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นคำถามที่มากกว่าเดิมเทียนเผิง : แสวงวิถี ภาคสอง — คนธรรมดา ตอนที่ ๒๙ — คนที่กำลังกลับมา เช้าวันนั้น เทียนเผิงไม่ได้มาที่ร้านยา เป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน หลินเยว่นั่งรออยู่หน้าโต๊ะ อาหารเช้าสองชุดถูกวางไว้แล้ว หนึ่งชุดเย็นลงเรื่อย ๆ อีกชุดไม่มีใครแตะ นางมองประตูอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดก็ถอนหายใจ “คนบ้า…” แต่พอพูดจบก็ส่ายหน้า “ข้าจะรอทำไม” นางลุกเก็บอาหาร แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากหน้าประตู “รอใครอยู่หรือ” หลินเยว่หันขวับ เทียนเผิงยืนอยู่ตรงนั้น ในมือมีถุงผัก “ท่าน!” “ว่า?” “ทำไมวันนี้มาสาย” “ข้าไปตลาด” “แล้วทำไมไม่บอก” “เจ้าจะได้รอ?” หลินเยว่ชะงัก เขายิ้ม “ข้าเดาเอา” “แล้วถ้าข้าไม่รอล่ะ” “ก็ไม่เป็นไร” “จริง?” “ไม่จริง” นางหลุดหัวเราะ “อย่างน้อยวันนี้พูดตรง” เทียนเผิงวางผักลง “กินข้าวหรือยัง” หลินเยว่มองอาหารบนโต๊ะ “ยัง” “ดี” “ดีตรงไหน” “ข้าหิว” นางมองหน้าเขา แล้วหัวเราะออกมาอีกครั้ง “นั่งสิ” --- มื้อเช้าวันนั้นธรรมดามาก มีเพียงโจ๊กหมู ไข่ต้ม และผักดอง แต่เทียนเผิงกลับกินมากกว่าปกติ หลินเยว่สังเกต “เมื่อคืนไม่ได้กิน?” “กิน” “แล้วทำไมวันนี้กินเยอะ” “หิว”
เทียนเผิง : แสวงวิถี ภาคสอง — คนธรรมดา ตอนที่ ๓๐ — คนแปลกหน้าที่ไม่กินข้าว เช้าวันนั้นอากาศดีเกินไป หลังฝนตกติดต่อกันหลายวัน ฟ้าจึงปลอดโปร่งจนเห็นยอดเขาไกลออกไป หลินเยว่เปิดหน้าต่าง สูดลมหายใจ แล้วหันกลับมา เทียนเผิงยังนอนอยู่บนเก้าอี้ไม้หน้าร้าน หลับสนิท นางยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง “คนอะไร…” เมื่อก่อนนางเคยคิดว่าเขาเป็นคนระวังตัว แม้ตอนหลับยังเหมือนพร้อมจะลุกขึ้นชักดาบ แต่พักหลัง— เขาหลับง่ายขึ้น โดยเฉพาะเวลาที่อยู่ที่นี่ หลินเยว่หยิบผ้าผืนหนึ่งมาคลุมให้ ยังไม่ทันเดินกลับ เทียนเผิงก็ลืมตา “ตื่นแล้ว?” “อืม” “ข้าปลุก?” “เปล่า” “งั้นนอนต่อ” “ไม่ได้” เขาลุกขึ้น “วันนี้มีงาน” “อะไร” “เจ้าบอกว่าจะซ่อมรั้ว” “ข้าบอก?” “เมื่อวาน” หลินเยว่คิด “ข้าบอกจริงด้วย” “อืม” “ท่านจำได้?” “ข้าจำเรื่องที่เจ้าพูดได้” นางนิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนเดินหนี “งั้นไปเอาไม้” เทียนเผิงยิ้ม “รับคำสั่ง” --- รั้วด้านหลังร้านผุจริง เทียนเผิงใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวันก็ซ่อมเสร็จ แต่สิ่งที่ใช้เวลานานกว่าคือการถกเถียงกันว่า รั้วควรสูงแค่ไหน “สูงกว่านี้” “ไม่เอา” “ทำไม” “คนไข้แก่ปีนไม่ไหว”
เทียนเผิง : แสวงวิถี ภาคสอง — คนธรรมดา ตอนที่ ๒๘ — คำที่ยังไม่ได้พูด เช้าวันรุ่งขึ้น ฝนตกตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง หลินเยว่เปิดประตูร้านช้ากว่าปกติ และพบว่า— หน้าร้านมีถุงข้าววางอยู่หนึ่งถุง ข้างกันมีชายคนหนึ่งยืนกอดอก เปียกไปครึ่งตัว “ท่านมาทำอะไรแต่เช้า” เทียนเผิงหันมา “เอาข้าวมา” “ข้าว?” “ยายซู่อิงบอกว่าที่บ้านเจ้าใกล้หมด” หลินเยว่ก้มมองถุง “แล้วทำไมไม่วางไว้แล้วกลับไป” “ฝนตก” “แล้ว?” “ข้าไม่อยากให้ข้าวเปียก” นางมองถุงข้าว แล้วมองเขา “ถุงอยู่ใต้ชายคา” เทียนเผิงเงียบ “อืม” หลินเยว่หัวเราะ “เข้ามาเถอะ” เขาเดินเข้าไป ก่อนที่นางจะพูดต่อ “เช็ดผมด้วย” “ไม่เป็นไร” “เปียกหมดแล้ว” “เดี๋ยวก็แห้ง” หลินเยว่ถอนใจ หยิบผ้าขนหนูผืนเล็กโยนให้ “ท่านนี่…” เทียนเผิงรับไว้ “อะไร” “ดูแลตัวเองไม่เป็น” เขาเช็ดผมอย่างเชื่อฟัง “ข้ามีเจ้าแล้ว” มือของหลินเยว่หยุด เทียนเผิงเองก็หยุด ทั้งคู่มองหน้ากัน “ข้าหมายถึง…” เขาเริ่ม “เจ้าเป็นหมอ” หลินเยว่ยิ้ม “อืม” “อย่าอืม” “แล้วให้พูดอะไร” เทียนเผิงคิด “ไม่รู้” นางหัวเราะ “งั้นก็อืมไปเถอะ” --- ฝนตกหนักขึ้น คนไข้แทบไม่
เทียนเผิง : แสวงวิถี ภาคสอง — คนธรรมดา ตอนที่ ๒๗ — สิทธิ์ที่ไม่มี จ้าวเหวินมาที่ร้านยาในวันที่เทียนเผิงกำลังซ่อมเก้าอี้ เขามาพร้อมขนมหนึ่งห่อ เสื้อสะอาด ผมเรียบร้อย และเรียกหลินเยว่ว่า “เยว่เอ๋อร์” ค้อนในมือเทียนเผิงหยุด กึก หลินเยว่เงยหน้า “กลับจากเมืองแล้วหรือ” “เมื่อวาน” จ้าวเหวินวางขนมลง “ขนมดอกกุ้ยจากร้านที่เจ้าเคยชอบ” “ขอบใจ” เทียนเผิงมองห่อขนม จ้าวเหวินมองเขา “ท่านเผิง” “อืม” “ยังช่วยงานอยู่หรือ” “อืม” “ชอบรักษาคน?” “ไม่เป็น” จ้าวเหวินชะงัก หลินเยว่พูดโดยไม่เงยหน้า “เขาเป็นลูกมือ” เทียนเผิงหัน “ข้ายังไม่ได้—” นางยกมือชี้ครก “บดหวงฉิน” เขาเงียบ แล้วลุกไปบด จ้าวเหวินมองภาพนั้นด้วยสีหน้าประหลาด “เขาฟังเจ้าดีนะ” หลินเยว่ตอบ “บางครั้ง” ครกดังแรงขึ้นนิดหนึ่ง กึก นางเหลือบ “เบา” เสียงเบาลงทันที กึก...กึก... จ้าวเหวินหัวเราะ เทียนเผิงไม่เข้าใจว่ามีอะไรน่าขำ --- จ้าวเหวินมาครั้งนี้เพราะได้รับตำแหน่งเสมียนในเมืองชิงเหอ เขาพูดเรื่องงานใหม่ พูดถึงบ้านเช่าที่กำลังหา พูดถึงอนาคต หลินเยว่ฟังบ้าง ถามบ้าง เทียนเผิงบดหวงฉินนานกว่าปกติ จนละเอีย












reviews