LOGINตอนที่ 2
บ้านของร่างใหม่
กลิ่นอับชื้นของไม้เก่า…คือสิ่งแรกที่เนตรดาวสัมผัสได้
ก่อนที่สติจะกลับคืนมาเต็มที่ เธอรู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างกำลังจมอยู่ในน้ำเย็นเฉียบ หนักอึ้งไปหมด แม้แต่การหายใจก็ยากลำบากราวกับมีหินก้อนใหญ่กดทับอยู่บนหน้าอก
เสียงลมดัง ครืด ครืด แทรกผ่านช่องไม้เก่าของบ้านเข้ามาเป็นระยะ ความหนาวเย็นที่ปลายเท้า ทำให้เธอรู้ว่า สิ่งที่กำลังเผชิญอยู่นี้ เป็นเรื่องจริง นิ้วโป้งเท้าเย็นเฉียบพยายามขยับ และเธอทำได้ จากนั้นเนตรดาว ค่อยๆขยับนิ้วมือ
ใช่แล้ว… เธอขยับได้
เนตรดาว พยายามที่จะสูดลมหายใจเข้า และเธอแน่ใจแล้วว่า ตอนนี้เธอยังไม่ตาย
เปลือกตาของเธอค่อยๆ เปิดขึ้นช้าๆ ภาพตรงหน้าพร่ามัวอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ชัดขึ้นทีละนิด
เพดานไม้สีหม่นดำเต็มไปด้วยรอยน้ำรั่ว หยากไย่เกาะตามมุมห้องหนาราวกับไม่มีใครทำความสะอาดมานาน แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวมาจากตะเกียงน้ำมันเก่าๆ เปลวไฟรำไรพยายามต่อสู้กับความมืดมิด ทว่ามันกลับทำได้เพียงแค่ทำให้ "เงา" ของข้าวของในห้องขยับเขยื้อนไปมาตามฝาผนัง ราวกับพวกมันมีเจตจำนงเป็นของตัวเอง…
รอบข้างเต็มไปด้วยตู้ไม้สักหลังเก่าที่ดูทะมึนทึ้ง หิ้งบูชากับซากดอกไม้แห้ง กลิ่นสมุนไพรแห้งที่เก็บไว้นานจนเหม็นหืน กลิ่นควันธูปไหม้ค้าง และกลิ่นไอดินเย็นเยียบที่โชยมาจาก "หลังป่าช้า" ผสมปนเปกันจนน่าเวียนหัว ห้องสี่เหลี่ยมแห่งนี้ไม่ใช่บ้านที่อบอุ่น แต่มันคือ "ห้องเก็บศพที่ยังมีลมหายใจ" ที่พร้อมจะพังทลายลงมาทับร่างอันอ่อนแอของเธอได้ทุกเมื่อ
“โอ้ย…”
เนตรดาวขมวดคิ้ว
ร่างนี้…เจ็บไปหมด เธอพยายามขยับตัว แต่เพียงแค่ยกแขนขึ้นเล็กน้อย ก็รู้เหมือนเหมือนกระดูกภายในจะแตกเป็นเสี่ยงๆ หล่อนเคยประสบอุบัติเหตุอยู่ครั้งหนึ่งจากรถยนต์ ต้องนอนรักษาตัวแรมเดือน มันเจ็บประมาณนี้เลย
“พี่มณี!”
เสียงเล็กๆ ดังขึ้นใกล้ๆ เด็กสองคนรีบขยับเข้ามาข้างเตียง
ภาพที่เนตรดาวเห็น คือเด็กชายตากลมโตกับเด็กหญิงอายุราวแปดขวบหน้าเหมือนกัน ทั้งคู่คงจะเป็นฝาแฝด เด็กพวกนี้หน้าตาซูบตอบ ผอมจนเห็นกระดูก ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ที่ผ่านการปะชุนมาหลายครั้ง หล่อนจ้องมองเด็กแปลกหน้าอย่าง งง งวย
เจ้าจิ๋วทั้งสองสลับกันเรียกชื่อ “มณี” จนหล่อนรู้สึกเจ็บในหู ไม่ใช่เจ็บจริงๆ แต่เพราะเธอรู้สึกรำคาญมากกว่า
เด็กหญิงรีบจับมือเธอไว้แน่น มือน้อยแห้งๆนั้น เย็นเยียบราวกับกิ่งไม้แช่น้ำแข็ง
“พี่มณีฟื้นแล้ว…พี่มณีอย่าเพิ่งตายนะ…”
น้ำเสียงเด็กผู้หญิงสั่นเครือ พูดพลางปาดน้ำตาปนน้ำมูกบนใบหน้าเล็กๆ ที่ไหลย้อยลงมาราวกับน้ำตก
เนตรดาวนิ่งไปเล็กน้อย
“มณีอะไร…ใครคือมณี”
“ชื่อพี่อย่างไรล่ะ พี่มณี”เด็กชายเอ่ย เมื่อสังเกตอาการมึน งง ของพี่สาว
“ฉัน!!! ฉันไม่…”เนตรดาวถามย้ำ หล่อนไม่ได้เพี้ยน ถึงขนาดจำชื่อตัวเองไม่ได้สักหน่อย
“พี่จำไม่ได้จริงๆเหรอ พี่ชื่อมณี ส่วนข้าชื่อจุก นี่เจ้าแก้ว พวกข้าทั้งสองคนเป็นน้องพี่ไง” เจ้าจุกเอ่ย สีหน้ากังวล
เด็กหญิงพยักหน้าแรงๆ ก่อนพยายามเช็ดน้ำตาบนใบหน้า เนตรดาวมองพวกเขาเงียบๆ ในหัวของเธอยังสับสนแปลกๆ
เธอควรอยู่ในบริษัท ร่างของเธอควรนอนแน่นิ่ง ตายอยู่ข้างคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ล่าสุดของเธอสิ ไม่ใช่มาโผล่อยู่ในบ้านไม้เรือนไทยที่น่าสยดสยองแบบนี้ ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย
ทันใดนั้นนนนน เสียง “ติ๊ง” ดังขึ้นในหัว จนเธอสะดุ้งสุดตัว
[ระบบกำลังเริ่มทำงาน]
ยินดีต้อนรับสู่ “เกมปราบผีแห่งพระนคร”
คำเตือน : โลกนี้ “ตายจริง”
ผู้เล่นต้องทำภารกิจเพื่อเอาชีวิตรอด
หากภารกิจล้มเหลว = เสียชีวิตถาวร
เนตรดาวเบิกตากว้าง
“ใครพูด?”
เจ้าจุกกับเจ้าแก้วสะดุ้งตกใจทันที หันซ้ายหันขวา ทั้งสองเริ่มไม่แน่ใจว่าพี่สาวเป็นอะไร หรือว่าหล่อนอาจจะกำลังถูกผีเข้าสิง
“พี่มณี…เป็นอะไร…” เจ้าจุกตะโกนถามลั่น พยายามจับเจ้าแก้วมาไว้ข้างตัว
ถ้าหากว่าผีเข้าพี่มณีตอนนี้ เขาจะทำอย่างไร ในเมื่ออาจารย์ปู่ที่จากไป ก็ไม่ได้สอนปราบผีเอาไว้เลย เพราะอายุของน้องสาวและเค้า ยังไม่ถึงวัยที่จะฝึกวิชาคาถาอาคม มีเพียงพี่มณีที่ได้เรียนกับอาจารย์ปู่ แต่พี่มณีก็อ่อนแอเกินไป ทุกครั้งที่ฝึกอาคม พี่มณีจะล้มป่วย จนต้องหยุดการฝึกทำให้อาคมของพี่มณีเองก็ไม่ได้พัฒนา จนเรียกถึงขั้นว่าห่วยเลยก็ว่าได้…
เนตรดาวหันมองรอบห้องทันที ไม่มีใครทั้งนั้น แต่เสียงนั้นยังดังต่อ…
รอสักครู่…. ระบบกำลังซิงก์ข้อมูลร่างต้นทางให้กับผู้เล่น…
ชื่อร่างปัจจุบัน : “เนตรมณี”
สถานะร่างกาย : อ่อนแอขั้นรุนแรง / ขาดสารอาหาร / ไข้สูง
คำแนะนำ : หากไม่รักษา ผู้เล่นอาจเสียชีวิตภายใน 7 วัน
“บ้าไปแล้ว…”
เนตรดาวกำมือแน่น มองไปที่ด้านหน้า จอสี่เหลี่ยมสีฟ้าพร้อมตัวอักษรโปร่งใส ปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอ และดูเหมือนว่า หล่อนจะเห็นเจ้าจอระบบนี้คนเดียวด้วย เพราะเด็กขี้ก้างทั้งสองคน ไม่ได้สนใจจอสี่เหลี่ยมโปร่งแสงตรงหน้าของหล่อนเลย
นี่ไม่ใช่ความฝัน ทุกอย่างสมจริงเกินไป ทั้งกลิ่น ความเจ็บ ความหนาว แม้แต่เสียงลมหายใจของเด็กสองคนตรงหน้า ทุกอย่าง “จริง” เกินกว่าจะเป็นเกม…
ทันใดนั้น!!!!
ความปวดแล่นเข้ามาในหัว
“โอ๊ยย!!!…”
ภาพบางอย่างไหลทะลักเข้ามา ราวกับไม่ใช่ความทรงจำของเธอ
เด็กสาวคนหนึ่งนั่งคัดสมุนไพรใต้ถุนบ้าน… ชายแก่ใบหน้าเข้มขลังกำลังสอนเธอเขียนยันต์…
เสียงท่องคาถาดังกลางดึก… ป่าช้า… โลงศพ… เลือด… เสียงร้องไห้…
เนตรดาวกุมหัวแน่น ก่อนภาพสุดท้ายจะปรากฏขึ้น
ภาพชายชราคนหนึ่งกำลังอุ้มเด็กทารกที่เปียกน้ำขึ้นมาจากริมคลอง ดวงตาใจดีและมีเมตตา ทำให้เด็กทารกหยุดร้องไห้ในทันที
“ยังไม่ตาย…ดวงแข็งมากเลยนะ เอ็งนี่” ชายชราเอ่ยมองใบหน้าทารกน้อยอย่างเอ็นดู
เนตรดาวจำได้ทันทีว่า ชายแก่คนนี้ คือคนที่ปรากฏตัวให้หล่อนเห็นเมื่อวานในเกม
“ถ้าเอ็งสู้ รอดชีวิตมาได้ขนาดนี้แล้ว ข้าก็จะเลี้ยงเจ้าเอง”
เธอหอบหายใจแรง ความทรงจำค่อยๆ ไหลเข้ามา
ร่างนี้…
ชื่อ “เนตรมณี”ถูกอาจารย์คงเก็บมาเลี้ยงตั้งแต่ยังเป็นทารก หลังถูกลอยน้ำมาจากหลังป่าช้า และบ้านหลังนี้ คือบ้านของ “อาจารย์คง”
จอมขมังเวทย์ที่ผู้คนต่างหวาดกลัวและเคารพมากที่สุดในละแวกนี้แต่เมื่อหลายเดือนก่อน อาจารย์คงหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย หลังจากนั้นทุกอย่างก็พังลง ไม่มีเงิน ไม่มีข้าว ไม่มีคนจ้างปราบผี เพราะไม่มีใครในบ้าน…สืบทอดวิชาได้
เนตรมณีคนเดิมพยายามฝึกวิชา แต่ร่างกายอ่อนแอเกินไป สุดท้ายก็ล้มป่วยจนเกือบตาย และตอนนี้ คนที่อยู่ในร่างนี้คือ “เธอ”
เนตรดาวเงียบไปนาน ก่อนสายตาจะเลื่อนไปมองเด็กสองคนอีกครั้ง เจ้าจุกกับเจ้าแก้วนั่งเฝ้าเธอไม่ห่าง ดวงตาโหลลึก แก้มตอบ ผอมจนแทบไม่มีเนื้อ เด็กพวกนี้…อดอาหารมานานแค่ไหนกัน
“พวกเจ้า…ได้กินอะไรกันบ้างรึเปล่า ทำไมถึงผอมติดกระดูกขนาดนี้”
เด็กทั้งสองเงียบ มองหน้ากันในความมืด ทั้งสองไม่เข้าใจ คิดว่าเรื่องของการอดมื้อกินมื้อนั้นเป็นเรื่องปกติ
ก่อนเจ้าแก้วจะตอบเสียงเบา
“เมื่อวาน…พวกเรากินข้าวต้มไปแล้วไงจ๊ะ พระธุดงส์ที่เดินผ่านมาเมื่อวาน ให้ข้าวสารเรามาหยิบมือหนึ่ง เพราะเห็นว่าพี่มณีป่วยใกล้ตาย"
เนตรดาวนิ่ง ในใจรู้สึกแปลกๆ เธอไม่ใช่คนรักเด็กในโลกเดิม เธอรำคาญเด็กด้วยซ้ำ แต่ภาพเด็กสองคนนั่งกอดท้องหิวอยู่ตรงหน้า มันชวนอึดอัดเกินไปจนเธออยากจะร้องไห้
ครืดดด…
ประตูไม้ลั่นเอี๊ยดช้าๆ กลิ่นสาบเน่าคล้ายซากสัตว์โชยนำเข้ามาก่อนตัว ลมเย็นเยือกพัดกรูจนเปลวตะเกียงวูบไหว เผยให้เห็นหญิงชราหลังค่อมที่ก้าวเข้ามาในเงามืด ผมเผ้าขาวโพลนพันกันยุ่งเหยิงเป็นก้อนดูสกปรก ผิวหน้าเหี่ยวย่นยับย่นพับเป็นชั้นๆ เหมือนหนังคางคก
ดวงตาเล็กเรียวขุ่นขวางฉายแววละโมบ จ้องเขม็งมาที่เนตรมณีราวกับอีแร้งกำลังเล็งซากศพ ในมือเหี่ยวแห้งที่เล็บดำกรังหิ้วกระสอบข้าวสารสีน้ำตาลตุ่นๆ เข้ามา หล่อนแสยะยิ้มจนเห็นเหงือกสีคล้ำและฟันที่เหลืออยู่ไม่กี่ซี่ ท่าทางของหญิงชราคนนี้ดูไม่เหมือนผู้มาเยือนที่มีน้ำใจ แต่เหมือนปีศาจในคราบคนแก่ที่เข้ามาเพื่อรอซ้ำเติมเสียมากกว่า
“ยังไม่ตายอีกเรอะ ถึงลุกขึ้นมานั่งได้แบบนี้” น้ำเสียงแหบพร่าแหลมเล็กเอ่ยทักคนป่วยที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่
เนตรดาวในร่างใหม่ หันไปมองยายแก่หลังค่อมที่เพิ่งเดินเข้ามาอย่างพิจารณา
“อ้าวยาย! ปากดีตั้งแต่ก้าวขาเข้าบ้านเลยนะ คนตายที่ไหนจะลุกขึ้นมานั่งด่าคนได้แบบนี้ ใช้สมองคิดบ้าง ไม่ใช่เอาแต่ปากนำทาง!” เนตรดาวสวนกลับทันควัน แม้เส้นเสียงจะแห้งผากเพิ่งเริ่มกลับมาทำงาน แต่ฝีปากระดับใบมีดโกนยังคมกริบเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน นิสัยยอมคนไม่เป็นของเธอถูกส่งต่อมายังร่างนี้แบบครบถ้วนร้อยเปอร์เซ็นต์
ยายใจถึงกับตาค้าง จ้องมองใบหน้าซีดเซียวของนังเด็กเมื่อวานซืนด้วยความประหลาดใจ ในใจก็นึกสงสัยว่ายัยตัวดีที่นอนรอความตายอยู่พะงาบพะงาบ ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนถึงลุกขึ้นมาต่อปากต่อคำได้แบบนี้ แต่ที่น่าขนลุกกว่าคือดวงตา... แววตาที่เคยอ่อนแอของเนตรมณี บัดนี้กลับวาวโรจน์และดุดันจนเหมือนเป็นคนละคน
เจ้าจุกรีบลุกขึ้น
“ยายใจ…ยายหอบเอาอะไรมาหรือจ๊ะ”
ยายใจยิ้มมุมปาก หน้าตาเจ้าเล่ห์ ชวนให้น่าอึดอัด
เนตรดาวมองหญิงชรานิ่งๆ ความทรงจำบางส่วนผุดขึ้นทันที
"ยายใจ" คือหมอผีประจำหมู่บ้านที่ครั้งหนึ่งเคยคลานเข่ามาขอฝากตัวเป็นศิษย์กับอาจารย์คง แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ตั้งแต่นั้นมาหล่อนก็ผูกใจเจ็บ คอยหาเรื่องรังควานและจ้องทำลายชื่อเสียงของสำนักนี้ทุกครั้งที่มีโอกาส
แต่ขึ้นชื่อว่าทองแท้ย่อมไม่แพ้ไฟ ความเก่งกาจและอาคมที่แก่กล้าของอาจารย์ปู่กลายเป็นเกราะคุ้มกันชั้นดี ทำให้ข่าวลือสกปรกที่พวก "กระจอก" พยายามปั้นแต่งขึ้นมา กลายเป็นเพียงลมปากไร้น้ำหนักที่ไม่มีใครเชื่อถือ
ยายใจยิ้มแปลกๆ ก่อนวางกระสอบข้าวลง
“ข้าเอาข้าวสารมาให้”
ดวงตาของเจ้าจุกกับเจ้าแก้วสว่างขึ้นทันที
เนตรดาวมองข้าวสารเงียบๆ ถึงจะน้อย แต่มันก็มากพอให้เด็กพวกนี้อิ่มได้หลายวัน
ยายใจเหลือบมองตู้ไม้สักที่ตั้งตระหง่านอยู่มุมห้อง ตู้ใบนี้สูงท่วมหัว เป็นที่เก็บรวบรวมสรรพวิชาและของขลังของอาจารย์คง ทั้งยาสมุนไพรหายากและเครื่องรางอาคมที่จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ
อาจารย์ปู่เคยกำชับนักหนาว่าห้ามใครแตะต้องตู้ใบนี้เด็ดขาด เพราะข้างในมีทั้งของมงคลและของอาถรรพ์ที่ถูกสะกดไว้ด้วยกัน ซึ่งเด็กทั้งสามก็เชื่อฟังและไม่เคยย่างกรายเข้าใกล้เลยสักครั้ง
“แต่ข้าไม่ได้เอาข้าวมาให้ฟรีๆ หรอกนะ...” ยายใจเริ่มร่ายยาว น้ำเสียงแฝงความเจ้าเล่ห์ “พวกเจ้าก็เห็นว่าเดี๋ยวนี้ข้าวยากหมากแพง ตั้งแต่ป่าช้าแตกเมื่อหลายเดือนก่อน ผีสางก็ออกรังควานชาวบ้านจนทำมาหากินกันไม่ได้ ข้านี่ถือว่ามีน้ำใจกับพวกเจ้ามากแล้วนะที่แบ่งข้าวมาให้ถึงที่...”
“มัวแต่พร่ำเพ้ออยู่นั่นแหละ จะเอาอะไรก็ว่ามา!” เนตรดาวตะโกนขัดขึ้นอย่างขัดใจ ในโลกเดิมของเธอ คนประเภทนี้คือพวกหวังผลประโยชน์แต่ชอบชักแม่น้ำทั้งห้ามาอวดอ้างบุญคุณ มันเสียเวลาเปล่า
ยายใจถึงกับชะงัก แอบขนลุกกับสีหน้าดุดันนั่นอย่างช่วยไม่ได้ ใบหน้าของเนตรมณีตอนนี้ดูน่าเกรงขามเหมือนอาจารย์คงตอนอารมณ์เสียไม่มีผิด แต่ถึงจะหวั่นแค่ไหน หญิงชราก็ยังใจดีสู้เสือ พยายามคุมเสียงให้ปกติแล้วโพล่งจุดประสงค์ที่แท้จริงออกมา
“ส่งคัมภีร์หนังดำของอาจารย์คงมาให้ข้า แล้วข้าจะยกข้าวสารพวกนี้ให้พวกเจ้า!”
สิ้นคำของยายใจ เจ้าจุกถึงกับหน้าถอดสี ส่วนเจ้าแก้วรีบโบกมือพัลวันเพื่อปฏิเสธทันที
“ไม่ได้นะ!” สองเสียงประสานกันอย่างตื่นตระหนก
“นั่นมันของสำคัญของอาจารย์ปู่”
ยายใจแค่นหัวเราะเสียงแหลมพลางกวาดสายตามองสภาพเด็กตรงหน้าอย่างสมเพช
“สำคัญแล้วมันกินได้ไหมล่ะ? ดูสภาพพวกเจ้าสิ จะทนหิวไปได้อีกเท่าไหร่กัน พี่สาวพวกเจ้าก็ปางตาย ถ้ามีข้าวตกถึงท้องมันถึงจะมีแรงลุกขึ้นมาหายใจต่อ... แค่คัมภีร์เล่มเดียว พวกเจ้าเก็บไว้ก็ทำประโยชน์อะไรไม่ได้อยู่ดี”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องที่อับชื้นทันที เนตรดาวเลื่อนสายตาจากใบหน้าซูบตอบของเด็กแฝดไปมองกระสอบข้าวสาร ก่อนจะหันไปจ้องคัมภีร์หนังดำในตู้ไม้ มันดูเก่าคร่ำครึ ปกสีซีดจางและขาดรุ่งริ่งจนแทบดูไม่ออกว่าเป็นของมีค่า ในสายตาของผู้หญิงยุคใหม่อย่างเธอ มันก็แค่ ‘หนังสือเก่า’ เล่มหนึ่ง แต่ข้าวสารตรงหน้าคือ ‘ทางรอด’ เดียวในตอนนี้
“เอาไปสิ”
เจ้าจุกหันขวับมามองพี่สาวทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อหู “พี่มณี!”
“จะเก็บไว้ทำไม เอาข้าวมาก่อนเถอะ สภาพพวกเธออย่างกับเด็กเอธิโอเปีย”
เธอพูดเรียบๆ
“อะไรเปีย” เจ้าจุกถามขึ้นอย่างสงสัย พาให้ทุกคนในห้องชะงักงันไปชั่วขณะ
“ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุด คือมีอะไรกิน สภาพแบบนี้ พวกเราจะมีแรงลุกไปหาเงินกันที่ไหนล่ะ” เนตรมณีเอ่ยจริงจัง
เด็กทั้งสองหน้าเสียทันที แต่หญิงสาวไม่สน
เนตรดาวฝืนสังขารยันตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ร่างกายที่อ่อนแอทำให้เธอโงนเงนจนเกือบจะล้มตึงไปหลายรอบ เธอค่อยๆ พาตัวเองไปที่ตู้ไม้สัก ก่อนจะเอื้อมมือที่สั่นเทาหยิบคัมภีร์หนังดำเล่มนั้นออกมาแล้วยื่นให้หญิงชราตรงหน้า
ยายใจแสยะยิ้มกว้างจนเห็นฟันดำเกรอะกรังเกือบทั้งปาก แกดึงคัมภีร์ไปไว้ในมือทันทีด้วยท่าทางลนลาน ดวงตาคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยความละโมบอย่างปิดไม่มิด
“ฮี่ๆ... คิดถูกแล้วแม่หนู” หญิงชราหัวเราะร่าอย่างลำพองใจ พร้อมกับพ่นลมหายใจที่มีกลิ่นปากเน่าเหม็นโชยมาทักทายจนเนตรดาวแทบผงะ พอได้ของที่ต้องการ ยายใจก็ไม่รั้งรอ แกกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกจากบ้านไปรวดเร็วปานลมพัด
ในมือกอดคัมภีร์ไว้แน่นประหนึ่งสมบัติล้ำค่า ราวกับกลัวว่าใครจะเปลี่ยนใจมาแย่งคืนไปในวินาทีสุดท้าย
ทันทีที่เสียงประตูปิดลง... เสียงระบบที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นก้องในหัว
[คำเตือน] ผู้เล่นเสีย “ไอเทมระดับพิเศษ”
ไอเทม: คัมภีร์หนังดำ (วัตถุสำคัญของเนื้อเรื่อง)
ประเมินผล: ผู้เล่นถูกหลอกลวงสำเร็จ
“อะไรนะ?”
เนตรดาวหน้าเปลี่ยน อ้าปากค้างทันที
คำแนะนำ :
“ยายใจ” มีเจตนาขโมยคัมภีร์ตั้งแต่แรก
ไอเทมดังกล่าวมีคุณค่ามากกว่าข้าวสารหลายร้อยเท่า
“…เน็ตล่มหรือไง ถึงเพิ่งจะมาบอก” เธอตะโกนด่าระบบ กัดฟันอย่างไม่รู้ตัว คนอย่างหล่อนต้องมาเสียเหลี่ยม โดนคนแก่หลอก ขายขี้หน้าชิบเป้งเลย
เจ้าจุกมองเธออย่างผิดหวัง
“ข้าบอกแล้ว…”
เจ้าแก้วเองก็ก้มหน้าเงียบๆ
บรรยากาศในห้องอึดอัดทันที เนตรดาวถอนหายใจแรง ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ
“ฉันจะเอาคืนมา”
เด็กทั้งสองเงยหน้าพร้อมกัน
“คัมภีร์อะไรนั่น ฉันจะเอาคืนมาเอง”
เจ้าจุกเม้มปาก ดวงตามีแววหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด เพราะเนตรมณีคนเดิม…อ่อนแอเกินกว่าจะสู้ใครได้
แต่เนตรดาวไม่สนใจสายตานั้น เธอมองร่างตัวเองเงียบๆ ผอม อ่อนแรง แทบไม่มีแรงเดิน
ถ้าจะเอาตัวรอดในโลกนี้ เธอต้องหายป่วยก่อน กลับมาแข็งแรงอย่างที่มนุษย์ควรจะเป็นไม่ใช่ป่วยกระเสาะกระแสะแบบนี้ อย่างน้อย…ก็ต้องยืนได้ด้วยตัวเอง
“ไปหุงข้าว” เธอสั่งเรียบๆกับเจ้าจุกและเจ้าแก้ว ราวกับทั้งสองเป็นพนักงานบริษัทของเธอ
เจ้าจุกกับเจ้าแก้วมองหน้ากัน สุดท้ายก็ยอมเดินไปทางครัวเงียบๆ ทิ้งให้เนตรดาวนั่งอยู่คนเดียวในห้องมืด
สายลมเย็นยามค่ำคืนพัดลอดผ่านร่องไม้กระดาน กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวที่กำลังสุกโชยมาแตะจมูก กระตุ้นให้ท้องที่ว่างเปล่าของเธอส่งเสียงประท้วงอย่างหนัก
เนตรดาวจมดิ่งอยู่กับความคิดพยายามเค้นหาเหตุผลมาอธิบายเรื่องบ้าๆ นี้ แต่ไม่ว่าจะพลิกมุมไหนเธอก็ยังหาคำตอบที่ฟังดูเข้าท่าไม่ได้เลย
อะไรบางอย่างนำทางเธอเข้าสู่เกมนี้... แต่ขึ่นชื่อว่าเกม มันย่อมมีเงื่อนไขและรางวัลรออยู่ที่ปลายทางเสมอ เธอไม่เข้าใจว่าก้าวต่อไปคืออะไร ต้องเล่นไปตามบทบาทอย่างไร้จุดหมาย หรือมีใครบางคนทรงอำนาจพอจะสร้างโลกจำลองที่สมจริงขนาดนี้ขึ้นมา เพื่อใช้คนมีความสามารถอย่างเธอเป็นหนูทดลอง
"ก็ลองดู..." เธอพึมพำกับตัวเองด้วยแววตามาดมั่น คนอย่างเนตรดาวไม่เคยรู้จักคำว่ายอมแพ้อยู่แล้ว ในเมื่อถูกโยนลงมาในสนามแข่ง เธอก็จะเล่นให้ชนะ ไม่ว่าเดิมพันจะเป็นอะไรก็ตาม
พลัน!!! เสียงบางอย่างดังมาจากใต้ถุนบ้าน
เสียงเจ้าจุกและเจ้าแก้ว กรีดร้อง
เนตรดาวในร่างเนตรมณีดีดตัวลุกขึ้นยืนโดยสัญชาตญาณ ไม่รู้ว่าเธอไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนทั้งที่ร่างกายยังบอบช้ำ เธอค่อยๆ หันมองออกไปนอกหน้าต่างไม้ของเรือนไทยยกสูง และวินาทีนั้นเอง...
สายตาเธอก็ปะทะเข้ากับร่างตะคุ่มดำมืดที่สูงผิดมนุษย์ มันยืนประชิดติดตัวบ้าน ดวงตาคู่นั้นขุ่นมัวเกรอะกรังไปด้วยน้ำเลือดน้ำหนอง และดูเหมือนมันจะเห็นเธอเข้าแล้วพอดี
“ท... ไททั่น!”
เธออุทานพลางก้าวถอยกรูดออกมาจากหน้าต่างโดยอัตโนมัติ แต่เพียงเสี้ยววินาทีสมองที่ชอบวิเคราะห์ก็ทำงานทันที “ไม่ใช่... นี่มันเปรต ผีตัวสูงปากเท่ารูเข็มชัดๆ”
เสียงระบบดังขึ้นอีกครั้ง เริ่มต้นภารกิจแรก…
“จงอยู่ให้รอด…จนถึงรุ่งเช้า”
-๔๒- บันทึกที่หายไปบรรยากาศอันแสนสงบยามอรุณรุ่งกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงรัวหมัดทุบไม้กระดานดังสนั่นปัง! ปัง! ปัง!“พี่! พี่มณีครับ ตื่นหรือยังพี่! แย่แล้ว... เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”เสียงร้องตะโกนลนลานของนายกฤษดังแทรกเข้ามาในห้องนอน เนตรมณีที่บัดนี้แต่งเนื้อแต่งตัวเสร็จสรรพเรียบร้อยพอดี หล่อนเอื้อมมือไปคว้ากระเป๋าหนังคู่ใจขึ้นมาสะพายไหล่ พลางขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิดระคนสงสัย ก่อนจะสะบัดฝ่ามือผลักบานประตูไม้เปิดออกขวับ“อะไรของนายกฤษ โวยวายเสียงดังแต่เช้า ผีเข้ารึไง” หล่อนแผดเสียงเอ็ดหมาเด็กผู้ช่วยทันควันภาพตรงหน้าทำเอาเนตรมณีต้องชะงักกึก นายกฤษในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาภายใต้กรอบแว่นเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เขายืนละล่ำละลักลนลานจนจับต้นชนปลายไม่ถูก“พ... พี่มณี สมุดบันทึก! สมุดบันทึกข้อมูลระบบของผมมันหายไปแล้วครับ เมื่อเช้า ผมจะเอาสมุดมาจดบันทึกเหมือนเช่นทุกวัน แต่พอผมเรียกระบบออกมา มันก็หายไปแล้ว…”คำสารภาพของรุ่นน้องทำเอาดวงตาเรียวโตของหญิงสาวเบิกกว้าง หล่อนขยับก้าวเท้าเข้าประชิดตัวเขา แววตาคมกริบฉายรังสีอำมหิตขึ้นมาทันที“หาย? หายได้ยังไง” หล่อนเค้นเสียงถามด
-๔๑-งานเลี้ยง2เนตรมณีทรุดกายนั่งลงคุยกับผู้กองธีร์บนแคร่ไม้ข้างกองไฟ หล่อนบอกเล่าถึงเรื่องราวงานฌาปนกิจของแม่หมอจวน รวมถึงการตัดสินใจรับมะลิเข้ามาดูแลในสำนักอย่างเป็นทางการ นายตำรวจหนุ่มพยักหน้ารับคำพลางทอดสายตามองข้ามลานวัดไปที่เด็กสาว "ผมว่านี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมะลิแล้วล่ะครับ ได้มาอยู่กับคนเก่ง ๆ อย่างคุณ"“ฉันหวังว่าจะได้ดูแลเธอให้ได้ตลอดรอดฝั่ง เพราะชีวิตของฉัน มันเสี่ยงเหลือเกินค่ะ ไม่รู้ว่าจะได้ไปนอนตาราง หรือนอนหยอดน้ำข้าวต้มก่อนกัน” ผู้กองธีร์ เริ่มชินกับมุกตลกหน้าตายของหล่อนขึ้นมาแล้ว เขาขำในคอ ก่อนจะหวนนึกถึงวันที่เขาและเธอต้องเผชิญกับความตายมาด้วยกัน ทั้งเรื่องคนเรื่องผี"เนตรมณี... วันนั้นที่คุณปะทะกับนายสันต์ คุณคงไม่โกรธผมใช่ไหมที่ผมเข้าไปขวางและห้ามไม่ให้คุณพลั้งมือฆ่ามัน" ผู้กองหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจังระคนนุ่มนวล "ตอนนี้ทางการจัดการส่งตัวนายสันต์เข้าคุก รับโทษทัณฑ์ในข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนาไปเรียบร้อยแล้ว กฎหมายบ้านเมืองกำลังทำหน้าที่ของมันอยู่ คุณไม่ต้องห่วงนะ"เนตรมณีลอบพ่นลมหายใจยาวออกมาแผ่วเบา สลัดภาพความเคียดแค้นทิ้งไป หล่อนหันมาสบตากับชายหนุ่มตรง
-๔o งานเลี้ยง1ทันทีที่กฤษก้าวเท้าตามเด็ก ๆ ขึ้นมาบนเรือนและได้เห็นข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านของเนตรมณี เขาถึงกับยืนอึ้งตาค้างด้วยความตกตะลึง เพราะไอ้บรรดาสิ่งอำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีล้ำยุคที่เนตรมณีแอบกว้านซื้อมาจัดวางไว้ มันช่างดูหรูหราอลังการและแทบไม่ต่างจากโลกเก่าที่พวกเขาจากมาเลยสักนิด"โหพี่... สุดยอดไปเลยอะ ของข้างในนี่เพอร์เฟกต์มาก ขอผมย้ายมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ด้วยคนได้ไหมครับพี่มณี ดูท่าทางจะอยู่สบายแน่" หนุ่มแว่นหันมาทำตาปริบ ๆ อ้อนวอนขออาศัยเนตรมณีปรายสายตามองหมาเด็กพลางเอ่ยเบรกเอี๊ยดเสียงดุ "ฝันไปเถอะกฤษ... ฉันไม่ให้นายย้ายเข้ามาอยู่ด้วยหรอก สำนักฉันไม่ใช่โรงแรมนะ"คำปฏิเสธไร้เยื่อใยทำเอาหนุ่มนักข่าวรุ่นน้องถึงกับทำตาละห้อย หงอยลงถนัดตาใจจริงเขาอยากจะมาพักอาศัยอยู่บ้านหลังเดียวกับรุ่นพี่สาว เผื่อว่าถ้าได้เห็นหน้าค่าตากันทุกวัน คอยทำแต้มดูแลใกล้ชิด หล่อนอาจจะบังเกิดความใจอ่อนยอมรับว่าเขาหล่อ น่ารักขึ้นมาสักวัน แต่หลังจากที่กฤษได้มีโอกาสมาพูดคุยกับหล่อนจริง ๆ ในภพภูมินี้ เขาก็เริ่มตระหนักรู้แล้วว่า ตัวตนของเนตรมณีในตอนนี้ ช่างอยู่ห่างไกลจากเขาเหลือเกิน คำว่า ‘อาหวัง’
-๓๙-แม่ลูกมหาภัยงานศพของแม่หมอจวนถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ณ ลานวัดประจำหมู่บ้าน การเผาร่างบนเชิงตะกอนไม้ฟืนแบบสมัยโบราณกลางแจ้ง ไม่มีพิธีรีตองกฎเกณฑ์อะไรมากมายเท่าสมัยนี้ มีเพียงควันไฟสีขาวที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า กลิ่นธูปคละคลุ้ง และเสียงสวดพระอภิธรรมแว่วมา ย้ำเตือนถึงการจากไปของจอมขมังเวทหญิงอาวุโส คนที่กุมความลับบางอย่างเอาไว้ จนวินาทีสุดท้ายมะลิยืนสงบนิ่งอยู่หน้ากองฟืน หล่อนสวมใส่ชุดสีดำตัวใหม่เอี่ยมเนื้อผ้าเรียบร้อย ซึ่งเนตรมณีจัดแจงหาซื้อมาให้ด้วยตัวเอง เพื่อให้เด็กสาวได้แต่งกายอย่างสมเกียรติเป็นวาระสุดท้ายในการส่งมารดาผู้มีพระคุณขึ้นสู่สวรรค์เนตรมณีทอดสายตามองเด็กสาวด้วยความเวทนา หล่อนขยับกายเข้าไปใกล้ ก่อนจะก้มลงลูบศีรษะของมะลิแผ่วเบา แววตาเรียวโตทอประกายความจริงจังเด็ดขาด"มะลิ... ต่อไปนี้อยู่กับพี่ ไม่ต้องหวาดกลัวอะไรอีกแล้วนะ พี่สัญญาว่าจะดูแลและปกป้องเธอเอง"คำมั่นสัญญาอันหนักแน่นทำเอามะลิตื้นตันจนน้ำตาคลอเบ้า เด็กสาวปล่อยโฮออกมาแผ่วเบาก่อนจะโผเข้าสวมกอดเอวของเนตรมณีแน่น ราวกับได้พบที่พึ่งพิงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ในชีวิตนี้ หญิงสาวกอดตอบพลางลูบหลังปลอบโยน สายตาเหม่อมอ
-๓๘- ฟื้นเนตรมณี ไม่ได้มีสติตื่นขึ้นมารับรู้ได้อีกแล้ว ในระหว่างที่ร่างกายเนื้อหนังภายนอกกำลังเผชิญวิกฤติต่อสู้กับความตายอย่างสาหัส ร่างของเธอถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วยอาการไข้สูงจนหมดสติ จิตวิญญาณภายในของเนตรมณีกลับจมดิ่งลงสู่ห้วงความฝันอันแสนประหลาด...หล่อนรู้สึกตัวอีกครั้งในโลกที่เต็มไปด้วยมวลน้ำมหาศาล น่าแปลกที่หล่อนกลับสามารถหายใจและยืนทรงตัวอยู่ใต้น้ำได้อย่างปาฏิหาริย์ โดยที่ท่อนแขนไม่ได้มียันต์อาคมคอยคุ้มกันเลยแม้แต่น้อย รอบบริเวณนั้นคือเมืองบาดาลอันเยียบเย็น น้ำใสละเอียดทอประกายระยิบระยับกับแสงอัญมณีมีค่าภายใต้ความสลัวนั้น… กลิ่นไอของความเย็นแผ่ซ่านไปทั่วทุกอนูของร่างกาย ท่อนเท้าเปลือยเปล่าของหญิงสาวสัมผัสได้ถึงความนุ่มละมุนของผืนทรายละเอียดใต้บาดาล ที่มนุษย์ธรรมดา คงไม่มีโอกาสได้ลงมาเหยียบ…เบื้องหน้าของหล่อน... ปรากฏร่างกำยำของใครบางคนนั่งสถิตอยู่บนโขดหินศิลาฤกษ์ก้อนมหึมา ดวงรัศมีเปล่งประกายเรืองรอง เนตรมณีค่อย ๆ ยอบตัวลงคลานเข่าเข้าไปหาด้วยสัญชาตญาณ หล่อนพินิจมองบุคคลผู้นั้น... ชายลึกลับมีเส้นผมสีขาวยาวสยายพลิ้วไหวไปตามกระแสน้ำ ใบหน้าคมคายสมส่วนงดงามดั่งรูปสลักเทพตามอาราม
-๓๗-หมาเด็กภาพความทรงจำในอดีตชาติกาลก่อน... พลันหมุนย้อนกลับมาในหัวสมองของกฤษ ดั่งฟิล์มภาพยนตร์ที่ฉายซ้ำในโลกยุคปัจจุบันที่เนตรมณียังคงเป็น ‘เนตรดาว’ ประธานบริหารสาวสายดาร์กผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการเกม ‘กฤษ’ ในตอนนั้นเป็นเพียงนักศึกษาฝึกงานคณะสื่อสารมวลชนจากช่องโทรทัศน์ชื่อดังที่ได้มีโอกาสเข้ามาดูงานที่บริษัทของหล่อน วินาทีที่เขาได้นั่งฟังเนตรดาวขึ้นบรรยายแชร์ประสบการณ์อยู่บนเวทีห้องประชุม หัวใจของเด็กหนุ่มเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น เขาตกหลุมรักในความเก่งกาจและทัศนคติในเชิงธุรกิจของเนตรดาวถึงขนาดตามกว้านซื้อเกมทุกซีรีส์ที่บริษัทของเนตรดาวผลิตออกมาเก็บไว้จนครบทุกชิ้น เมื่อการบรรยายจบลง นักศึกษาฝึกงานคนอื่น ๆ ต่างพากันเดินออกจากห้องโถงไปจนหมด เหลือเพียงกฤษคนเดียวเท่านั้น ที่รวบรวมความกล้า ถือนิตยสารหน้าที่เขียนประวัติในธุรกิจเกมของเนตรดาว ตรงดิ่งเข้าไปหาประธานสาวถึงหน้าเวทีเพื่อขอรอยประทับลายเซ็น“เอ่อ... สวัสดีครับคุณเนตรดาว ผมกฤษนะครับ เป็นนักศึกษาฝึกงาน... แล้วก็เป็นแฟนคลับเบอร์หนึ่งของคุณด้วยครับ!” เด็กหนุ่มแนะนะตัวเสียงสั่น ตาใสแจ๋วเนตรดาวชะงักไปแวบหนึ่ง ก่อนจะหลุดขำออกมาเล็กน้อย







