INICIAR SESIÓNอวี๋เจียวหว่าน คุณหนูรองแห่งตระกูลอวี๋ ผู้มีพละกำลังมหาศาลและฝีมือปลายจวักเป็นเลิศ ต้องแต่งเข้าจวนแม่ทัพแทนพี่สาว ทว่าสามีของนางคือ เซี่ยกู่หาน แม่ทัพไร้พ่ายผู้แสนเย็นชาและมีโรคประหลาดคือรังเกียจอาหารทุกชนิดในใต้หล้า ร่างกายของเขาทรุดโทรมคล้ายกิ่งไม้แห้งรอวันหักสะบั้น คืนเข้าห้องหอแทนที่จะร่วมดื่มสุรามงคล หญิงสาวกลับงัดกระทะทองเหลืองคู่กายออกมาตั้งเตาไฟ กลิ่นหอมของสมุนไพรและเสียงเคาะกระทะดังกังวานปลุกประสาทสัมผัสที่หลับใหลของท่านแม่ทัพให้ตื่นขึ้น “ท่านแม่ทัพ หากท่านยังดื้อดึงไม่ยอมกลืนข้าวลงท้อง ข้าจะใช้ตะหลิวใบนี้งัดปากท่านเอง”
Ver másเสียงประทัดดังกึกก้องไปทั่วถนนสายหลักของเมืองหลวง ทว่าบรรยากาศภายในเกี้ยวเจ้าสาวหลังงามกลับเงียบสงัด อวี๋เจียวหว่านนั่งตัวตรงอยู่เบื้องหลังม่านสีแดง อาภรณ์มงคลทิ้งตัวยาวลากพื้น มือเรียวเล็กที่ควรจะอ่อนนุ่มดุจคุณหนูในห้องหอ กลับมีรอยด้านบางๆ จากการจับตะหลิวและด้ามกระทะมาเนิ่นนาน บัดนี้มือทั้งสองข้างกำลังประคองห่อผ้าสีเข้มขนาดใหญ่ที่วางอยู่บนตัก ซ่อนไว้ใต้ชุดมงคลอย่างมิดชิด
ห่อผ้านั้นมีน้ำหนักถึงสิบจิน สิ่งที่อยู่ด้านในหาใช่สินสอดทองหมั้นล้ำค่า หรือตำราสอนการปรนนิบัติสามี ทว่ามันคือกระทะทองเหลืองคู่กายที่นางใช้เคียงคู่กับเตาไฟมาตั้งแต่จำความได้ “คุณหนูรอง ท่านวางสิ่งนั้นลงเถิดเจ้าค่ะ หนักถึงเพียงนี้ ประเดี๋ยวจะปวดเมื่อยเอาได้” เสียงของสาวใช้คนสนิทนามว่าเสี่ยวเถาดังมาจากข้างเกี้ยว “หากข้าทิ้งกระทะใบนี้ไป ข้าจะเอาสิ่งใดไปต่อกรกับคนในจวนแม่ทัพเล่า” อวี๋เจียวหว่านตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความตื่นตระหนกของสตรีที่กำลังจะออกเรือน การแต่งงานครั้งนี้เป็นเพียงราชโองการที่ฮ่องเต้ประทานลงมาเพื่อผูกมัดจวนแม่ทัพและตระกูลอวี๋ที่กำลังตกอับ เดิมทีผู้ที่ต้องสวมชุดมงคลนี้คืออวี๋จื่อหยา พี่สาวต่างมารดาของนาง ทว่าเมื่อได้ยินคำเล่าลือของแม่ทัพเซี่ยกู่หาน คุณหนูใหญ่ก็ร้องห่มร้องไห้จนสลบไสลไปถึงสามวันสามคืน คำเล่าลือที่ว่าหาใช่ความโหดเหี้ยมอำมหิตในสนามรบเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่ว่าท่านแม่ทัพผู้นี้มีโรคประหลาดติดตัว ร่างกายของเขาผ่ายผอมราวกับกิ่งไม้แห้ง ผิวพรรณซีดเซียวไร้สีเลือด ว่ากันว่าเขารังเกียจอาหารทุกชนิดในใต้หล้า ผู้ใดนำของกินเข้าใกล้เป็นต้องถูกสั่งโบยจนปางตาย สตรีทั่วเมืองหลวงต่างหวาดกลัวที่จะต้องแต่งให้กับบุรุษที่คล้ายคนใกล้สิ้นลมเช่นนี้ อวี๋เจียวหว่านผู้เป็นบุตรีที่เกิดจากอนุภรรยาและไม่เป็นที่รักของบิดา จึงถูกยัดเยียดให้ขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวมาแทนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เกี้ยวเจ้าสาวหยุดลงอย่างกะทันหัน เสียงจอแจของผู้คนรอบด้านดังอื้ออึง อวี๋เจียวหว่านรับรู้ได้ทันทีว่าบัดนี้ขบวนได้เดินทางมาถึงหน้าประตูจวนแม่ทัพแล้ว ตามธรรมเนียม เจ้าบ่าวต้องออกมายิงธนูข้ามเกี้ยวและเตะประตูเพื่อรับตัวเจ้าสาว ทว่าสิ่งที่รอคอยนางอยู่กลับมีความเพียงความเงียบงันและเสียงกระซิบกระซาบของชาวบ้านที่มารอมุงดู “ท่านแม่ทัพไม่ยอมออกมานับรับเจ้าสาวหรอกหรือ” “ได้ยินว่าอาการป่วยของท่านแม่ทัพกำเริบหนัก แค่ลุกจากเตียงยังลำบาก จะเอาเรี่ยวแรงที่ใดมาเตะประตูเกี้ยว” “น่าสงสารคุณหนูรองตระกูลอวี๋ แต่งเข้าจวนไปก็คงต้องเตรียมตัวเป็นหญิงหม้ายในเร็ววัน” อวี๋เจียวหว่านถอนหายใจ นางเกลียดความยุ่งยากเป็นที่สุด เมื่อเห็นว่ารอไปก็ไร้ประโยชน์ หญิงสาวจึงกระชับห่อผ้าใส่กระทะทองเหลืองในอ้อมแขนให้แน่นขึ้น ก่อนจะยกเท้าขึ้นถีบประตูเกี้ยวเจ้าสาวอย่างแรง เสียงบานประตูเกี้ยวที่สลักลายวิจิตรหลุดออกไปกระแทกพื้นดังสนั่น ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของบ่าวไพร่จวนแม่ทัพและชาวบ้านนับร้อย อวี๋เจียวหว่านก้าวลงจากเกี้ยวอย่างมั่นคง ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงสะบัดพลิ้วตามแรงลม เผยให้เห็นเพียงปลายคางเรียวมนและริมฝีปากอวบอิ่มที่เม้มเข้าหากันเล็กน้อย พ่อบ้านประจำจวนแม่ทัพที่ยืนรอรับหน้าอยู่ถึงกับอ้าปากค้าง สตรีร่างเล็กที่ดูบอบบางผู้นี้ เหตุใดจึงมีพละกำลังมหาศาลขนาดนี้ได้ “ในเมื่อท่านแม่ทัพไม่สะดวกมารับข้า เช่นนั้นก็รบกวนพ่อบ้านนำทางข้าไปที่เรือนหอเถิด ข้าหิวจนหน้ามืดแล้ว” อวี๋เจียวหว่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใส ชัดเจนทุกถ้อยคำจนผู้คนรอบด้านได้ยินกันถ้วนหน้า พ่อบ้านชราได้สติรีบค้อมกายลงนำทาง แม้ในใจจะดูแคลนว่าคุณหนูรองตระกูลอวี๋ผู้นี้ช่างไร้กริยามารยาทสมคำร่ำลือ แต่ก็ไม่อาจขัดขวางการแต่งงานที่ได้รับพระราชทานมาได้ บรรยากาศภายในจวนแม่ทัพช่างแตกต่างจากจวนขุนนางทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ไร้ซึ่งการประดับประดาด้วยผ้าแดงมงคล ไร้ซึ่งเสียงดนตรีขับกล่อม มีเพียงบ่าวไพร่ที่เดินขวักไขว่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ราวกับที่นี่คือกองทัพที่เตรียมพร้อมออกศึกมากกว่าจะเป็นสถานที่จัดงานมงคลสมรส อวี๋เจียวหว่านถูกพาตัวมาทิ้งไว้ในเรือนหอ ภายในห้องตกแต่งอย่างเรียบง่าย มีเพียงเตียงไม้แกะสลัก โต๊ะน้ำชา และกระถางไฟที่จุดให้ความอบอุ่น หญิงสาวไม่รอให้ผู้ใดมาเลิกผ้าคลุมหน้า นางจัดการดึงผ้าสีแดงนั้นออกด้วยตนเอง และโยนทิ้งไว้บนเตียงอย่างไม่ไยดี ก่อนจะวางห่อผ้าในมือลงบนโต๊ะด้วยความระมัดระวัง เสียงโลหะกระทบแผ่นไม้ บ่งบอกถึงน้ำหนักที่ไม่ธรรมดาของสิ่งของที่อยู่ภายใน ดวงตากลมโตกวาดมองไปรอบห้อง บนโต๊ะมีถาดใส่ผลไม้มงคลอย่างพุทรา ถั่วลิสง ลำไย และเมล็ดบัววางอยู่ อวี๋เจียวหว่านหยิบพุทราขึ้นมาพิจารณาชิ้นหนึ่ง ผิวของมันเหี่ยวย่นและส่งกลิ่นเหม็นหืนจางๆ นางเดาะลิ้นด้วยความขัดใจ “จวนแม่ทัพกว้างใหญ่เสียเปล่า กลับปล่อยให้ของกินไร้คุณภาพเช่นนี้เข้ามาอยู่ในเรือนหอได้ ช่างเป็นการหยามเกียรติคนครัวอย่างข้ายิ่งนัก” หญิงสาวบ่นพึมพำกับตนเอง สำหรับนางแล้วเรื่องกินคือเรื่องใหญ่ นางไม่ได้กินสิ่งใดตกถึงท้องมาตั้งแต่ย่ำรุ่ง บัดนี้กระเพาะเริ่มประท้วงจนปวดหนึบ นางเดินไปสำรวจกระถางไฟกลางห้อง ถ่านไม้ด้านในกำลังคุกรุ่นได้ที่ ความร้อนแผ่ซ่านออกมากำลังดี รอยยิ้มซุกซนปรากฏขึ้นบนใบหน้างดงาม อวี๋เจียวหว่านจัดการถอดชุดมงคลตัวนอกที่รุ่มร่ามออก เหลือเพียงชุดตัวในที่ทะมัดทะแมงขึ้น นางแกะห่อผ้าบนโต๊ะออก เผยให้เห็นกระทะทองเหลืองก้นลึกที่ถูกขัดจนขึ้นเงา แม้จะมีรอยบุบเล็กน้อยบริเวณขอบ แต่ก็ไม่อาจบดบังความน่าเกรงขามของมันได้ ภายในห่อผ้ายังมีถุงข้าวสารขนาดเล็ก สมุนไพรบำรุงปราณที่ถูกหั่นเตรียมไว้อย่างดี ทั้งโสมภูเขา เกากี้ และพุทราแห้งชั้นเลิศที่นางลอบนำติดตัวมาด้วย “โชคดีที่ข้าเตรียมเสบียงมาเผื่อยามคับขัน มิเช่นนั้นคงได้อดตายตั้งแต่วันแรกที่แต่งเข้าจวน” นางจัดการตั้งกระทะทองเหลืองลงบนกระถางไฟ เทน้ำสะอาดจากป้านน้ำชาลงไป รอจนน้ำเริ่มเดือดจึงใส่ข้าวสารและสมุนไพรตามลงไปอย่างคล่องแคล่ว มือหนึ่งคอยคนข้าวในกระทะไม่ให้ติดก้น อีกมือหนึ่งคอยปรับระดับถ่านในกระถางให้ไฟลุกโชนอย่างสม่ำเสมอ การคุมไฟของนางไร้ที่ติ เวลาผ่านไปชั่วก้านธูป กลิ่นหอมของข้าวต้มที่สุกนุ่ม ผสมผสานกับกลิ่นหอมหวานของสมุนไพรเริ่มลอยอบอวลไปทั่วห้องหอ มันคือกลิ่นแห่งการเยียวยา กลิ่นของอาหารที่ปรุงด้วยความใส่ใจ ในขณะเดียวกันนั้นเอง บริเวณทางเดินหน้าเรือนหอ ร่างสูงโปร่งของบุรุษผู้หนึ่งกำลังก้าวเดินอย่างเชื่องช้า เซี่ยกู่หานสวมชุดคลุมสีดำสนิทตัดกับสีผิวที่ซีดขาวราวกับกระดาษ ใบหน้าคมคายที่เคยหล่อเหลาดั่งยอดบุรุษบัดนี้ซูบตอบจนเห็นสันกรามชัดเจน “ท่านแม่ทัพ ร่างกายท่านยังไม่สู้ดี ไม่จำเป็นต้องมาที่เรือนหอก็ได้ขอรับ ให้คนไปบอกฮูหยินว่าท่านพักผ่อนอยู่เรือนหลักก็ย่อมได้” รองแม่ทัพลู่ผู้ติดตามคนสนิทเอ่ยด้วยความห่วงใย “ราชโองการของฝ่าบาท หากข้าไม่มาปรากฏตัวให้นางเห็นหน้าเลยสักครั้ง พรุ่งนี้คงมีข่าวลือว่าข้าตายคาจวนไปแล้ว” เซี่ยกู่หานตอบเสียงเย็นชา น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและไร้เรี่ยวแรง เขาเกลียดการถูกบังคับ เกลียดสตรีที่น่ารำคาญ และที่สำคัญที่สุด เขาเกลียดกลิ่นแป้งหอมฉุนจมูก ตั้งแต่ถูกพิษกลืนนภาเล่นงานเมื่อสามปีก่อน การรับรสของเขาก็หายไป อาหารทุกชนิดที่เข้าปากมีเพียงรสชาติขมคล้ายขี้เถ้า กลิ่นของอาหารกลายเป็นกลิ่นเหม็นเน่าที่ทำให้เขาคลื่นไส้จนอาเจียนออกมาหมดสิ้น ร่างกายของเขาจึงผ่ายผอมลงทุกวัน อาศัยเพียงยาต้มประทังชีวิตให้อยู่รอดไปวัน ๆ“ทูลฝ่าบาท สมุดบัญชีเล่มนี้ กระหม่อมและฮูหยินลอบเข้าไปยึดมาได้จากห้องลับในหอสุราซ่อนจันทร์ ซึ่งเป็นตลาดมืดนอกเมือง และผู้ที่อยู่เบื้องหลังความโสมมทั้งหมดนี้ ทั้งการสับเปลี่ยนเสบียงกองทัพหลางหยา การวางยาพิษไทเฮา และการซ่องสุมกำลังพล ก็คือองค์ชายรองพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยกู่หานเอ่ยตอบอย่างรวดเร็วและตรงไปตรงมาฮ่องเต้ตบพระหัตถ์ลงบนโต๊ะเสียงดัง พระเนตรของโอรสสวรรค์เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและโทสะที่บุตรชายสายเลือดเดียวกันกล้าคิดทรยศต่อแผ่นดินและบัลลังก์“บังอาจนัก ข้าเลี้ยงดูมาอย่างดี ทว่าเจ้าลูกไม่รักดีกลับคิดคดทรยศ ซ่องสุมกำลังหมายจะก่อกบฏ ข้าจะไม่ปล่อยให้มันลอยนวลเด็ดขาด” ฮ่องเต้ตรัสเสียงกร้าว พระองค์หันมามองเซี่ยกู่หาน “แม่ทัพเซี่ย ข้ามีคำสั่งให้เจ้านำกำลังทหารบุกค้นจวนองค์ชายรองในวันพรุ่งนี้ จับกุมตัวผู้มีรายชื่อในบัญชีทั้งหมดมาลงโทษให้สิ้นซาก”“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยกู่หานน้อมรับพระราชโองการยามนั้นเอง ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงกระเบื้องแตกกระจายและเสียงร้องโหยหวนของบ่าวไพร่ก็ดังลั่นมาจากหน้าลานจวน ประตูห้องโถงถูกถีบเปิดออกอย่างรุนแรง ร่างของมือสังหารในชุดดำอำพรางใบหน้
ล้อรถม้าบดทับแผ่นหินปูถนน ค่อยๆเคลื่อนตัวผ่านประตูเมือง เมืองหลวงในยามนี้เต็มไปด้วยความคึกคักของวสันตฤดู พ่อค้าแม่ค้าส่งเสียงร้องเร่ขายสินค้า ทว่าภายในรถม้าของจวนแม่ทัพ บรรยากาศกลับเงียบสงบและแฝงไปด้วยความตึงเครียดเซี่ยกู่หานนั่งหลังตรง นัยน์ตาคมจดจ้องอยู่ที่สมุดบัญชีปกสีน้ำเงินเข้มในมือ มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ปล้นชิงมาจากหอสุราซ่อนจันทร์ สมุดเล่มนี้บันทึกรายชื่อขุนนางที่รับสินบน เส้นทางการลักลอบค้าอาวุธเถื่อน และการยักยอกเสบียงทัพ ซึ่งทุกสายใยล้วนเชื่อมโยงไปสู่ผู้บงการเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือองค์ชายรอง“เมืองหลวงดูสงบสุขร่มเย็น ทว่าเบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยหนอนบ่อนไส้ที่กัดกินรากฐานของแผ่นดิน” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นดุจน้ำแข็ง “หากปล่อยให้องค์ชายรองซ่องสุมกำลังต่อไป คงเกิดกบฏในไม่ช้า ข้าต้องนำบัญชีเล่มนี้ไปทูลถวายฝ่าบาทโดยเร็วที่สุด”อวี๋เจียวหว่านที่นั่งอยู่เคียงข้าง เอื้อมมือไปกุมมือใหญ่ของสามีเอาไว้ สัมผัสอุ่นจากนางช่วยคลายความคุกรุ่นในใจของแม่ทัพหนุ่มลงได้บ้าง“ท่านแม่ทัพ การนำบัญชีลับไปถวายในท้องพระโรงย่อมเสี่ยงต่อการถูกขุนนางฝ่ายองค์ชายรองขัดขวางและทำลายหลักฐาน เราต้
อวี๋เจียวหว่านใช้ตะหลิวตักเต้าหู้เหม็นทอดขึ้นมาพักสะเด็ดน้ำมัน จากนั้นนางตวัดมีดผ่ากลางก้อนเต้าหู้ เผยให้เห็นเนื้อในสีขาวนวลที่ยังคงความนุ่มฟู นางตักน้ำปรุงรสสูตรพิเศษที่เคี่ยวจากพริกหอม กระเทียม น้ำหมักถั่วเหลือง และน้ำส้มสายชูหมัก ราดลงไปในรอยผ่า เพื่อให้รสชาติจัดจ้านซึมซาบเข้าสู่เนื้อเต้าหู้ทุกอณูนางจัดเต้าหู้เหม็นทอดใส่จานกระเบื้อง โรยหน้าด้วยผักชีซอย ก่อนจะเดินถือจานนั้นตรงไปยังโต๊ะของเถ้าแก่ชุดแดง“เถ้าแก่ อาหารจานนี้มีชื่อว่า เต้าหู้เหม็นหมื่นหลี้ แม้กลิ่นจะร้ายกาจ ทว่ารสชาติกลับล้ำเลิศเหนือจินตนาการ ท่านผู้ซึ่งอ้างตนว่าหลงใหลในของแปลก จะกล้าเปิดใจชิมดูสักคำหรือไม่” นางเอ่ยท้าทายด้วยรอยยิ้มมั่นใจเถ้าแก่ชุดแดงมองจานเต้าหู้ตรงหน้า เขาสูดลมหายใจเข้า กลิ่นเหม็นฉุนผสมกับความหอมมันและกลิ่นพริกหอมตีกันยุ่งเหยิงในโพรงจมูก ความอยากรู้อยากเห็นในฐานะนักชิมมีชัยเหนือความขยะแขยง เขากลั้นใจหยิบตะเกียบคีบเต้าหู้ชิ้นหนึ่งเข้าปากทันทีที่ฟันขบลงบนผิวเต้าหู้ เสียงความกรอบก็ดังก้องในโสตประสาท ความกรอบเกรียมของผิวนอกตัดกับความนุ่มละมุนของเนื้อใน รสชาติหอมมันของถั่วหมักระเบิดกระจายเต็มปาก ผสานกับ
หลังจากเหตุการณ์ในวังหลวงผ่านพ้นไป องค์ชายรองถูกสั่งกักบริเวณในจวนเป็นเวลาหนึ่งเดือน คลื่นใต้น้ำในราชสำนักดูเหมือนจะสงบลงชั่วคราว ทว่าเซี่ยกู่หานทราบดีว่านี่คือช่วงเวลาทองในการรุกฆาต หากปล่อยให้ศัตรูพักหายใจ เมื่อเสือร้ายออกจากกรงย่อมต้องแว้งกัดอย่างบ้าคลั่งกว่าเดิมยามซวี แสงจันทร์สลัวทอดเงาลงบนหลังคาเรือนหานอวิ๋น ภายในห้องหนังสือที่จุดเทียนสว่างไสว ลู่จิวประสานมือรายงานความคืบหน้าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม“เรียนท่านแม่ทัพ สายลับของเราสืบพบแล้วขอรับ ว่าเงินทองที่องค์ชายรองยักยอกมาจากการสับเปลี่ยนเสบียงทัพ ถูกนำไปซุกซ่อนไว้ที่หอสุราซ่อนจันทร์ ซึ่งเป็นบ่อนพนันและตลาดมืดใต้ดินอยู่นอกกำแพงเมือง ซ้ำยังมีการลักลอบซื้อขายอาวุธเถื่อนเพื่อสะสมกำลังพล บัญชีรายชื่อผู้ร่วมกบฏทั้งหมดถูกเก็บรักษาไว้ในห้องลับของเถ้าแก่หอสุราผู้นั้นขอรับ”เซี่ยกู่หานเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะ แววตาคมทอประกายวาววับ “เถ้าแก่หอสุราซ่อนจันทร์ผู้นี้ ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงมาบ้าง เป็นคนวิปลาสที่หลงใหลในรสชาติอาหารแปลกประหลาด กฎเกณฑ์การเข้าถึงตัวเขาช่างยุ่งยาก ต้องเป็นผู้ที่สามารถรังสรรค์อาหารจนเป็นที่ถูกใจ จึงจะได้รับป้ายหยกผ่า
นับตั้งแต่วันที่ป้ายหยกหลางหยาถูกส่งมอบให้แก่อวี๋เจียวหว่าน อำนาจการปกครองในเรือนหลังของจวนแม่ทัพก็เปลี่ยนมืออย่างสมบูรณ์ บ่าวไพร่ต่างเคารพยำเกรงฮูหยินเอกผู้นี้ประดุจเทพเซียนแห่งเตาไฟ ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยจำต้องเก็บตัวเงียบอยู่ในเรือน อ้างว่าป่วยไข้เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าสิ่งที่น่ายินดีที่สุดในจว
การกระทำที่อุกอาจและอ่อนโยนในเวลาเดียวกันทำเอาอวี๋เจียวหว่านเบิกตากว้าง ร่างกายของนางแข็งทื่อไปชั่วขณะ สัมผัสจากปลายนิ้วที่เย็นเฉียบผ่านผืนผ้า ทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายของนางเต้นผิดจังหวะ“หน้าเจ้าเปื้อน” เขาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าดวงตากลับทอประกายอบอุ่นสายหนึ่ง“ขอบคุณเจ้าค่ะ ข้าเช็ดเองได้” นางรีบรับผ้าเ
เรื่องที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงชมบุปผาแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงราวกับไฟลามทุ่ง เพียงชั่วข้ามคืน นามของอวี๋เจียวหว่าน ฮูหยินแห่งจวนแม่ทัพเซี่ยก็กลายเป็นที่กล่าวขานในหมู่ชนชั้นสูง มิใช่ในฐานะคุณหนูรองจากตระกูลตกอับ ผู้แต่งงานแทนพี่สาวอีกต่อไป ทว่าในฐานะสตรีผู้มีฝีมือปลายจวักล้ำเลิศ สามารถนำของพื้นบ้านอย่
เสียงประทัดดังกึกก้องไปทั่วถนนสายหลักของเมืองหลวง ทว่าบรรยากาศภายในเกี้ยวเจ้าสาวหลังงามกลับเงียบสงัด อวี๋เจียวหว่านนั่งตัวตรงอยู่เบื้องหลังม่านสีแดง อาภรณ์มงคลทิ้งตัวยาวลากพื้น มือเรียวเล็กที่ควรจะอ่อนนุ่มดุจคุณหนูในห้องหอ กลับมีรอยด้านบางๆ จากการจับตะหลิวและด้ามกระทะมาเนิ่นนาน บัดนี้มือทั้งสองข้าง











