เข้าสู่ระบบอวี๋เจียวหว่าน คุณหนูรองแห่งตระกูลอวี๋ ผู้มีพละกำลังมหาศาลและฝีมือปลายจวักเป็นเลิศ ต้องแต่งเข้าจวนแม่ทัพแทนพี่สาว ทว่าสามีของนางคือ เซี่ยกู่หาน แม่ทัพไร้พ่ายผู้แสนเย็นชาและมีโรคประหลาดคือรังเกียจอาหารทุกชนิดในใต้หล้า ร่างกายของเขาทรุดโทรมคล้ายกิ่งไม้แห้งรอวันหักสะบั้น คืนเข้าห้องหอแทนที่จะร่วมดื่มสุรามงคล หญิงสาวกลับงัดกระทะทองเหลืองคู่กายออกมาตั้งเตาไฟ กลิ่นหอมของสมุนไพรและเสียงเคาะกระทะดังกังวานปลุกประสาทสัมผัสที่หลับใหลของท่านแม่ทัพให้ตื่นขึ้น “ท่านแม่ทัพ หากท่านยังดื้อดึงไม่ยอมกลืนข้าวลงท้อง ข้าจะใช้ตะหลิวใบนี้งัดปากท่านเอง”
ดูเพิ่มเติมเสียงประทัดดังกึกก้องไปทั่วถนนสายหลักของเมืองหลวง ทว่าบรรยากาศภายในเกี้ยวเจ้าสาวหลังงามกลับเงียบสงัด อวี๋เจียวหว่านนั่งตัวตรงอยู่เบื้องหลังม่านสีแดง อาภรณ์มงคลทิ้งตัวยาวลากพื้น มือเรียวเล็กที่ควรจะอ่อนนุ่มดุจคุณหนูในห้องหอ กลับมีรอยด้านบางๆ จากการจับตะหลิวและด้ามกระทะมาเนิ่นนาน บัดนี้มือทั้งสองข้างกำลังประคองห่อผ้าสีเข้มขนาดใหญ่ที่วางอยู่บนตัก ซ่อนไว้ใต้ชุดมงคลอย่างมิดชิด
ห่อผ้านั้นมีน้ำหนักถึงสิบจิน สิ่งที่อยู่ด้านในหาใช่สินสอดทองหมั้นล้ำค่า หรือตำราสอนการปรนนิบัติสามี ทว่ามันคือกระทะทองเหลืองคู่กายที่นางใช้เคียงคู่กับเตาไฟมาตั้งแต่จำความได้ “คุณหนูรอง ท่านวางสิ่งนั้นลงเถิดเจ้าค่ะ หนักถึงเพียงนี้ ประเดี๋ยวจะปวดเมื่อยเอาได้” เสียงของสาวใช้คนสนิทนามว่าเสี่ยวเถาดังมาจากข้างเกี้ยว “หากข้าทิ้งกระทะใบนี้ไป ข้าจะเอาสิ่งใดไปต่อกรกับคนในจวนแม่ทัพเล่า” อวี๋เจียวหว่านตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความตื่นตระหนกของสตรีที่กำลังจะออกเรือน การแต่งงานครั้งนี้เป็นเพียงราชโองการที่ฮ่องเต้ประทานลงมาเพื่อผูกมัดจวนแม่ทัพและตระกูลอวี๋ที่กำลังตกอับ เดิมทีผู้ที่ต้องสวมชุดมงคลนี้คืออวี๋จื่อหยา พี่สาวต่างมารดาของนาง ทว่าเมื่อได้ยินคำเล่าลือของแม่ทัพเซี่ยกู่หาน คุณหนูใหญ่ก็ร้องห่มร้องไห้จนสลบไสลไปถึงสามวันสามคืน คำเล่าลือที่ว่าหาใช่ความโหดเหี้ยมอำมหิตในสนามรบเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่ว่าท่านแม่ทัพผู้นี้มีโรคประหลาดติดตัว ร่างกายของเขาผ่ายผอมราวกับกิ่งไม้แห้ง ผิวพรรณซีดเซียวไร้สีเลือด ว่ากันว่าเขารังเกียจอาหารทุกชนิดในใต้หล้า ผู้ใดนำของกินเข้าใกล้เป็นต้องถูกสั่งโบยจนปางตาย สตรีทั่วเมืองหลวงต่างหวาดกลัวที่จะต้องแต่งให้กับบุรุษที่คล้ายคนใกล้สิ้นลมเช่นนี้ อวี๋เจียวหว่านผู้เป็นบุตรีที่เกิดจากอนุภรรยาและไม่เป็นที่รักของบิดา จึงถูกยัดเยียดให้ขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวมาแทนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เกี้ยวเจ้าสาวหยุดลงอย่างกะทันหัน เสียงจอแจของผู้คนรอบด้านดังอื้ออึง อวี๋เจียวหว่านรับรู้ได้ทันทีว่าบัดนี้ขบวนได้เดินทางมาถึงหน้าประตูจวนแม่ทัพแล้ว ตามธรรมเนียม เจ้าบ่าวต้องออกมายิงธนูข้ามเกี้ยวและเตะประตูเพื่อรับตัวเจ้าสาว ทว่าสิ่งที่รอคอยนางอยู่กลับมีความเพียงความเงียบงันและเสียงกระซิบกระซาบของชาวบ้านที่มารอมุงดู “ท่านแม่ทัพไม่ยอมออกมานับรับเจ้าสาวหรอกหรือ” “ได้ยินว่าอาการป่วยของท่านแม่ทัพกำเริบหนัก แค่ลุกจากเตียงยังลำบาก จะเอาเรี่ยวแรงที่ใดมาเตะประตูเกี้ยว” “น่าสงสารคุณหนูรองตระกูลอวี๋ แต่งเข้าจวนไปก็คงต้องเตรียมตัวเป็นหญิงหม้ายในเร็ววัน” อวี๋เจียวหว่านถอนหายใจ นางเกลียดความยุ่งยากเป็นที่สุด เมื่อเห็นว่ารอไปก็ไร้ประโยชน์ หญิงสาวจึงกระชับห่อผ้าใส่กระทะทองเหลืองในอ้อมแขนให้แน่นขึ้น ก่อนจะยกเท้าขึ้นถีบประตูเกี้ยวเจ้าสาวอย่างแรง เสียงบานประตูเกี้ยวที่สลักลายวิจิตรหลุดออกไปกระแทกพื้นดังสนั่น ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของบ่าวไพร่จวนแม่ทัพและชาวบ้านนับร้อย อวี๋เจียวหว่านก้าวลงจากเกี้ยวอย่างมั่นคง ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงสะบัดพลิ้วตามแรงลม เผยให้เห็นเพียงปลายคางเรียวมนและริมฝีปากอวบอิ่มที่เม้มเข้าหากันเล็กน้อย พ่อบ้านประจำจวนแม่ทัพที่ยืนรอรับหน้าอยู่ถึงกับอ้าปากค้าง สตรีร่างเล็กที่ดูบอบบางผู้นี้ เหตุใดจึงมีพละกำลังมหาศาลขนาดนี้ได้ “ในเมื่อท่านแม่ทัพไม่สะดวกมารับข้า เช่นนั้นก็รบกวนพ่อบ้านนำทางข้าไปที่เรือนหอเถิด ข้าหิวจนหน้ามืดแล้ว” อวี๋เจียวหว่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใส ชัดเจนทุกถ้อยคำจนผู้คนรอบด้านได้ยินกันถ้วนหน้า พ่อบ้านชราได้สติรีบค้อมกายลงนำทาง แม้ในใจจะดูแคลนว่าคุณหนูรองตระกูลอวี๋ผู้นี้ช่างไร้กริยามารยาทสมคำร่ำลือ แต่ก็ไม่อาจขัดขวางการแต่งงานที่ได้รับพระราชทานมาได้ บรรยากาศภายในจวนแม่ทัพช่างแตกต่างจากจวนขุนนางทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ไร้ซึ่งการประดับประดาด้วยผ้าแดงมงคล ไร้ซึ่งเสียงดนตรีขับกล่อม มีเพียงบ่าวไพร่ที่เดินขวักไขว่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ราวกับที่นี่คือกองทัพที่เตรียมพร้อมออกศึกมากกว่าจะเป็นสถานที่จัดงานมงคลสมรส อวี๋เจียวหว่านถูกพาตัวมาทิ้งไว้ในเรือนหอ ภายในห้องตกแต่งอย่างเรียบง่าย มีเพียงเตียงไม้แกะสลัก โต๊ะน้ำชา และกระถางไฟที่จุดให้ความอบอุ่น หญิงสาวไม่รอให้ผู้ใดมาเลิกผ้าคลุมหน้า นางจัดการดึงผ้าสีแดงนั้นออกด้วยตนเอง และโยนทิ้งไว้บนเตียงอย่างไม่ไยดี ก่อนจะวางห่อผ้าในมือลงบนโต๊ะด้วยความระมัดระวัง เสียงโลหะกระทบแผ่นไม้ บ่งบอกถึงน้ำหนักที่ไม่ธรรมดาของสิ่งของที่อยู่ภายใน ดวงตากลมโตกวาดมองไปรอบห้อง บนโต๊ะมีถาดใส่ผลไม้มงคลอย่างพุทรา ถั่วลิสง ลำไย และเมล็ดบัววางอยู่ อวี๋เจียวหว่านหยิบพุทราขึ้นมาพิจารณาชิ้นหนึ่ง ผิวของมันเหี่ยวย่นและส่งกลิ่นเหม็นหืนจางๆ นางเดาะลิ้นด้วยความขัดใจ “จวนแม่ทัพกว้างใหญ่เสียเปล่า กลับปล่อยให้ของกินไร้คุณภาพเช่นนี้เข้ามาอยู่ในเรือนหอได้ ช่างเป็นการหยามเกียรติคนครัวอย่างข้ายิ่งนัก” หญิงสาวบ่นพึมพำกับตนเอง สำหรับนางแล้วเรื่องกินคือเรื่องใหญ่ นางไม่ได้กินสิ่งใดตกถึงท้องมาตั้งแต่ย่ำรุ่ง บัดนี้กระเพาะเริ่มประท้วงจนปวดหนึบ นางเดินไปสำรวจกระถางไฟกลางห้อง ถ่านไม้ด้านในกำลังคุกรุ่นได้ที่ ความร้อนแผ่ซ่านออกมากำลังดี รอยยิ้มซุกซนปรากฏขึ้นบนใบหน้างดงาม อวี๋เจียวหว่านจัดการถอดชุดมงคลตัวนอกที่รุ่มร่ามออก เหลือเพียงชุดตัวในที่ทะมัดทะแมงขึ้น นางแกะห่อผ้าบนโต๊ะออก เผยให้เห็นกระทะทองเหลืองก้นลึกที่ถูกขัดจนขึ้นเงา แม้จะมีรอยบุบเล็กน้อยบริเวณขอบ แต่ก็ไม่อาจบดบังความน่าเกรงขามของมันได้ ภายในห่อผ้ายังมีถุงข้าวสารขนาดเล็ก สมุนไพรบำรุงปราณที่ถูกหั่นเตรียมไว้อย่างดี ทั้งโสมภูเขา เกากี้ และพุทราแห้งชั้นเลิศที่นางลอบนำติดตัวมาด้วย “โชคดีที่ข้าเตรียมเสบียงมาเผื่อยามคับขัน มิเช่นนั้นคงได้อดตายตั้งแต่วันแรกที่แต่งเข้าจวน” นางจัดการตั้งกระทะทองเหลืองลงบนกระถางไฟ เทน้ำสะอาดจากป้านน้ำชาลงไป รอจนน้ำเริ่มเดือดจึงใส่ข้าวสารและสมุนไพรตามลงไปอย่างคล่องแคล่ว มือหนึ่งคอยคนข้าวในกระทะไม่ให้ติดก้น อีกมือหนึ่งคอยปรับระดับถ่านในกระถางให้ไฟลุกโชนอย่างสม่ำเสมอ การคุมไฟของนางไร้ที่ติ เวลาผ่านไปชั่วก้านธูป กลิ่นหอมของข้าวต้มที่สุกนุ่ม ผสมผสานกับกลิ่นหอมหวานของสมุนไพรเริ่มลอยอบอวลไปทั่วห้องหอ มันคือกลิ่นแห่งการเยียวยา กลิ่นของอาหารที่ปรุงด้วยความใส่ใจ ในขณะเดียวกันนั้นเอง บริเวณทางเดินหน้าเรือนหอ ร่างสูงโปร่งของบุรุษผู้หนึ่งกำลังก้าวเดินอย่างเชื่องช้า เซี่ยกู่หานสวมชุดคลุมสีดำสนิทตัดกับสีผิวที่ซีดขาวราวกับกระดาษ ใบหน้าคมคายที่เคยหล่อเหลาดั่งยอดบุรุษบัดนี้ซูบตอบจนเห็นสันกรามชัดเจน “ท่านแม่ทัพ ร่างกายท่านยังไม่สู้ดี ไม่จำเป็นต้องมาที่เรือนหอก็ได้ขอรับ ให้คนไปบอกฮูหยินว่าท่านพักผ่อนอยู่เรือนหลักก็ย่อมได้” รองแม่ทัพลู่ผู้ติดตามคนสนิทเอ่ยด้วยความห่วงใย “ราชโองการของฝ่าบาท หากข้าไม่มาปรากฏตัวให้นางเห็นหน้าเลยสักครั้ง พรุ่งนี้คงมีข่าวลือว่าข้าตายคาจวนไปแล้ว” เซี่ยกู่หานตอบเสียงเย็นชา น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและไร้เรี่ยวแรง เขาเกลียดการถูกบังคับ เกลียดสตรีที่น่ารำคาญ และที่สำคัญที่สุด เขาเกลียดกลิ่นแป้งหอมฉุนจมูก ตั้งแต่ถูกพิษกลืนนภาเล่นงานเมื่อสามปีก่อน การรับรสของเขาก็หายไป อาหารทุกชนิดที่เข้าปากมีเพียงรสชาติขมคล้ายขี้เถ้า กลิ่นของอาหารกลายเป็นกลิ่นเหม็นเน่าที่ทำให้เขาคลื่นไส้จนอาเจียนออกมาหมดสิ้น ร่างกายของเขาจึงผ่ายผอมลงทุกวัน อาศัยเพียงยาต้มประทังชีวิตให้อยู่รอดไปวัน ๆเซี่ยกู่หานได้ยินคำค่อนขอดก็แค่นเสียงหยันในลำคอ เขากำลังจะลุกขึ้นตอบโต้ ทว่าอวี๋เจียวหว่านกลับเอื้อมมือมากดแขนเขาไว้เบา นางลุกขึ้นยืนด้วยท่วงท่าสง่างาม เดินก้าวออกมาเบื้องหน้าและคุกเข่าทำความเคารพ“ทูลฝ่าบาท อาหารของหม่อมฉันต้องปรุงสุกใหม่จากเตาไฟ จึงจะคงรสชาติที่ดีที่สุดไว้ได้ บัดนี้อาหารจานเอกพร้อมแล้วเพคะ ขอฝ่าบาทประทานอนุญาตให้นำเข้ามาถวาย”ฮ่องเต้ทรงแย้มพระสรวล พระองค์เบื่อหน่ายอาหารรสชาติจืดชืดในวังหลวงมานาน กลิ่นหอมนี้ทำให้พระองค์รู้สึกอยากลิ้มลองเป็นอย่างมาก“อนุญาต ข้าอยากรู้ยิ่งนักว่าอาหารของเจ้าจะมีรสชาติดีดั่งกลิ่นหอมนี้หรือไม่”เมื่อสิ้นรับสั่ง บ่าวไพร่ของจวนแม่ทัพก็เข็นรถเสบียงคันเล็กเข้ามาภายในพระที่นั่ง บนรถนั้นมีเป็ดย่างตัวอวบอ้วนสีแดงอมน้ำตาลมันวาว กลิ่นหอมของหนังเป็ดที่ถูกย่างจนกรอบเกรียมแผ่กระจายไปทั่วทุกมุมห้อง เพียงแค่เห็นสีสันอันงดงามและหยาดน้ำมันที่หยดลงมา เหล่าขุนนางก็แทบจะเก็บอาการสำรวมไว้ไม่อยู่อวี๋เจียวหว่านเดินไปหยิบมีดหั่นเนื้อที่ใบมีดบางเฉียบขึ้นมาถือไว้ในมือขวา ส่วนมือซ้ายถือตะเกียบเหล็กยาว นางโค้งศีรษะให้ฮ่องเต้เล็กน้อย ก่อนจะลงมือแล่เป็ดด้วยกระบวนท่า
เช้าวันรุ่งขึ้นจวนแม่ทัพได้รับรับราชโองการให้เข้าร่วมงานเลี้ยงในวังหลวง บรรยากาศความตึงเครียดจากเรือนหลักก็ถูกปัดเป่าหายไปจนสิ้น อวี๋เจียวหว่านโยนเรื่องมารดาเลี้ยงจอมวางแผนทิ้งไว้เบื้องหลัง เวลานี้สมาธิทั้งหมดของนางจดจ่ออยู่กับวัตถุดิบตรงหน้า นางสั่งให้บ่าวไพร่ไปกว้านซื้อเป็ดเนื้อพันธุ์ดีที่อวบอ้วนที่สุดในเมืองหลวงมาจำนวนสิบตัวภายในเรือนครัวใหญ่ เป็ดที่ถูกถอนขนและล้างทำความสะอาดจนขาวผ่องวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะไม้ อวี๋เจียวหว่านยืนเท้าเอวพิจารณาเป็ดเหล่านั้นด้วยสายตาจริงจัง เซี่ยกู่หานที่เพิ่งกลับจากการฝึกทหารเดินเข้ามาในเรือนครัว เห็นภรรยาจ้องมองซากเป็ดราวกับกำลังวางแผนการรบก็อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วมอง“เจียวหว่าน งานเลี้ยงในวังหลวงครั้งนี้ เจ้าตั้งใจจะทำเมนูอันใด ไป๋จู่จี หรือเนื้อตุ๋นน้ำแดงเหมือนคราก่อน” ชายหนุ่มเอ่ยถามพลางเดินเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างนางส่ายหน้าช้าๆ นัยน์ตาทอประกายซุกซน “อาหารเหล่านั้นธรรมดาเกินไป อาหารที่จะนำไปถวายฮ่องเต้และเหล่าองค์ชายในงานเลี้ยงใหญ่ ต้องเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยเห็นและไม่เคยลิ้มรสมาก่อน ข้าจะทำเป็ดย่างเตาถ่านตำรับลับ ทว่าขั้นตอนการทำนั้นยุ่งยากนัก ข้าต
อวี๋เจียวหว่านจัดการตั้งหม้อดินเผาบนเตาไฟ นางใส่ชิ้นไก่ดำลงไปผัดกับน้ำมันและขิงฝานเพื่อดับคาว จากนั้นเทน้ำสะอาดลงไปจนท่วมไก่ เมื่อน้ำเดือด นางก็เทสมุนไพรทั้งหมดที่ท่านหมอซุนจัดมาให้ลงไป ยกเว้นรากหลีหลูที่นางแอบเก็บซ่อนไว้ แล้วจึงเทรากหวงเหลียนสับหยาบปริมาณมากลงไปผสมนางปิดฝาหม้อดิน ปล่อยให้ไฟอ่อนเคี่ยวกรำเนื้อไก่และสมุนไพรให้หลอมรวมกัน กลิ่นหอมของไก่ดำและโสมคนลอยอบอวล ทว่าหากสูดดมให้ลึก จะสัมผัสได้ถึงกลิ่นเฝื่อนขมที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างแนบเนียน เวลาผ่านไปชั่วยามเศษ น้ำแกงในหม้อก็เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มข้นจนเกือบดำ เนื้อไก่เปื่อยยุ่ยจนแทบละลายอวี๋เจียวหว่านตักน้ำแกงและเนื้อไก่ดำใส่ชามกระเบื้องเคลือบสีขาว จัดวางบนถาดไม้สวยงาม นางแย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนจะยกถาดมุ่งหน้ากลับไปยังเรือนหลักภายในห้องนอนของฮูหยินผู้เฒ่า บรรยากาศยังคงเต็มไปด้วยการแสร้งโศกเศร้า เมื่ออวี๋เจียวหว่านก้าวเข้ามาพร้อมถาดน้ำแกง สายตาทุกคู่ก็จับจ้องไปที่ชามกระเบื้องใบนั้น ท่านหมอซุนลอบยิ้มที่มุมปาก มั่นใจว่าแผนการวางยาพิษด้วยกฎสิบแปดข้อห้ามแห่งโอสถจะต้องสำเร็จอย่างแน่นอน“น้ำแกงไก่ดำตุ๋นโสมคนเสร็จแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่โปรด
แสงตะวันยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลักของเรือนหานอวิ๋น ขับไล่ความหนาวเย็นของวสันตฤดูให้มลายหายไป ภายในห้องนอน อวี๋เจียวหว่านขยับตัวตื่นขึ้นจากอ้อมกอดอันอบอุ่นของสามี นางลอบมองใบหน้าคมคายของเซี่ยกู่หานที่ยังคงหลับสนิท ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอ แตกต่างจากบุรุษผู้เหี้ยมโหดในสนามรบอย่างสิ้นเชิงเมื่อคืนหลังจากงานเลี้ยงเซ่นไหว้บรรพชนจบลง เขากอดนางแน่นและพร่ำบอกคำสัญญาซ้ำไปมาจนนางผล็อยหลับไป อวี๋เจียวหว่านแย้มยิ้มบางเบา นางค่อยๆขยับกายลุกจากเตียงอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เขารู้สึกตัว ก่อนจะผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เป็นชุดผ้าฝ้ายสีอ่อนที่เหมาะแก่การทำอาหารเมื่อมาถึงเรือนครัวใหญ่ บ่าวไพร่และลูกมือต่างกำลังวุ่นวายกับการเตรียมเตาไฟ พ่อครัวหวังและเสี่ยวเถาโค้งคำนับเมื่อเห็นนายหญิงก้าวเข้ามา“วันนี้ข้าจะทำข้าวต้มไข่เยี่ยวม้าหมูเนื้อแดงให้ท่านแม่ทัพกินก่อนไปว่าราชการ” อวี๋เจียวหว่านกล่าวพลางเดินไปตรวจดูข้าวสารที่แช่น้ำทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ข้าวสารชั้นเลิศเม็ดอวบอ้วนดูดซับน้ำจนเต็มเปี่ยม เหมาะอย่างยิ่งที่จะนำมาต้มให้เนื้อเนียนละเอียดนางสั่งให้พ่อครัวหวังตั้งหม้อดินเผาบนเตาไฟ เทน้ำแกงกระดูกหมูที่เคี











