Home / รักโบราณ / เนตรอัปมงคล / บทที่ 6 : ท่านแม่นางกำพร้า !

Share

บทที่ 6 : ท่านแม่นางกำพร้า !

last update Petsa ng paglalathala: 2026-11-03 01:01:53

บทที่ 6 : ท่านแม่นางกำพร้า !

          เมื่อเห็นว่าพ่อบ้านเว่ยมีท่าทีลังเล จ้าวเหลียนก็ทิ้งตัวลงนั่งบนพื้น

          “โธ่ ! คุณหนูของข้าช่างอาภัพนัก ถูกส่งมาอยู่ที่ห่างไกลเช่นนี้ เจอภัยแล้งก็ว่าแย่แล้ว ยังต้องมาเจอภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่อีก แม้แต่เรือนเก่าตระกูลเว่ยก็ไม่มีให้ซุกหัวนอน จากนี้ไปคงได้นอนอยู่ข้างถนน ขอทานเขากินเป็นแน่แท้”

          เว่ยคุน “พ่อบ้านเว่ย คุณหนูรองเรือนสาม ตอนถูกส่งออกมามีอายุแค่สี่ขวบเท่านั้น หมู่บ้านแห่งนี้ขาดแคลนอาหารมานานหลายปี ช่วงสองปีมานี้นางจะผ่ายผอมลงบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด”

          พ่อบ้านเว่ยยังคลางแคลงใจอยู่ “เจ้ามีหลักฐานยืนยันตัวตนหรือไม่”

          จ้าวเหลียน “ท่านมองดูเรือนของคุณหนูข้าสิ ยังมีสิ่งใดหลงเหลืออยู่อีก เมื่อครู่ข้ากับนางกำลังคุ้ยดินโคลนหาเศษก้อนเงินกันอยู่เลย หากพวกท่านไม่มาคงได้พากันอดตายอยู่ที่นี่เป็นแน่”

          พ่อบ้านเว่ย “เอาล่ะ ๆ ลุกขึ้นได้แล้ว ขึ้นรถม้าก่อน ค่อยไปเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ที่อำเภอข้างหน้า ข้าได้รับคำสั่งให้มาดูคุณหนูเว่ยหลิ่งจือ ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หากยังมีชีวิตอยู่ก็ให้รับตัวกลับไปเมืองหลวงด้วย การประสบภัยพิบัติครั้งนี้ ถือว่านางได้รับโทษทัณฑ์ที่เพียงพอแล้ว”

          ด้วยเหตุนี้สองแม่ลูกแซ่จ้าวจึงได้สวมรอยเป็นเว่ยหลิ่งจือกับคนดูแลนาง เดินทางกลับไปใช้ชีวิตในจวนกั๋วกงที่เมืองหลวง

          ขณะที่เว่ยหลิ่งจือตัวจริง กำลังเผชิญหน้ากับโลกใบนี้อย่างท้าทาย ไม่ได้รับรู้เรื่องราวที่หมู่บ้านฟางเหนียงแม้แต่น้อย เมื่อพวกนางลี้ภัยไปถึงอำเภอช่าน เมืองลี่หยาง ไม่อาจอาศัยเหล่าพืชพรรณหาผลไม้และอาหารให้ได้อีก จำต้องใช้ชีวิตเยี่ยงผู้ลี้ภัยทั่วไป

          เดิมทีจวนกั๋วกงไม่ได้มีใจคิดรับเว่ยหลิ่งจือกลับไป แต่ขุนนางบางคนได้รายงานเรื่องน้ำท่วม และเกิดโรคระบาดต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ มีคนหลุดปากเรื่องเรือนเก่าตระกูลเว่ยของท่านกั๋วกง ว่าอยู่ที่อำเภอฉางที่ถูกน้ำท่วมด้วย อีกทั้งยังเพิ่งส่งคุณหนูในจวนไปอยู่ที่นั่นได้สองปี ไม่รู้ชะตากรรมเป็นร้ายตายดีอย่างไร

          ท่านกั๋วกงถูกขุนนางฝ่ายตรงข้ามจงใจเล่นงานเรื่องนี้ จำต้องส่งคนไปรับหลานสาวของตนกลับคืนมา ไม่เช่นนั้นคงได้ชื่อว่าเป็นคนแก่ใจร้าย ไม่ห่วงใยความเป็นตายของหลานสาวตนเอง

          อำเภอช่าน

          มีผู้ลี้ภัยน้ำท่วมจำนวนหลายพันคน ด่านตรวจคนเข้าเมืองจึงเข้มงวดเป็นพิเศษ เว่ยหลิ่งจืออาศัยว่าตัวเองเป็นเด็กพลัดหลงกับครอบครัว ทำให้ทหารประจำการหน้าด่านตรวจเห็นใจนาง ปล่อยให้นางพร้อมลูกสุนัขเข้าเมืองไป บอกให้นางไปลงทะเบียนที่ว่าการอำเภอ เพื่อติดตามหาคนในครอบครัว

           ‘จือจือข้าไปถามผีตนอื่นมาแล้ว พวกเขาบอกว่าที่วัดประจำอำเภอ มีฮูหยินขุนนางมาแจกโจ๊กให้แก่ผู้ลี้ภัย เจ้ารีบไปที่นั่นเร็วเข้า’

          เว่ยหลิ่งจือก้มมองเท้าของตนเอง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ

          ‘ในเมืองอาศัยพวกต้นไม้ไม่ได้แล้ว ท่านอาหญิงข้าจะเดินอย่างไรให้ถึงวัดประจำอำเภอได้’

          เหนียนเหนียนชี้นิ้วไปที่ท่านอาหญิง ‘ข้าว่าเจ้าไปสิงร่างบุรุษตัวโต แล้วมาแบกนางไปดีกว่า’

          ‘เหลวไหล ข้าเป็นสตรีจะให้สิงร่างบุรุษได้อย่างไร อีกทั้งข้าเองก็ไม่เคยทำมาก่อนด้วย’

          เว่ยหลิ่งจือลอบยกนิ้วให้เหนียนเหนียน ‘ท่านอาหญิงทุกอย่างต้องมีครั้งแรก’

          ‘เจ้า พวกเจ้า รังแกข้า !’

          การสิงร่างผู้อื่นไม่ง่ายเช่นนั้น บุรุษร่างโตใช่ว่าจะสิงได้ทุกคน ต้องเลือกคนที่ดวงจิตอ่อนไหวเท่านั้น เพราะอยู่กับเว่ยหลิ่งจือตลอดเวลา นางเลยมีพลังวิญญาณเข้มข้นกว่าผีเร่ร่อนตนอื่น สามารถสิงร่างคนขับรถม้าได้

          ‘จือจือข้าควบคุมร่างกายนี้ได้ก็จริง แต่จะบังคับรถม้านี้อย่างไร’

          ‘ท่านอาหญิงท่านนั่งเฉย ๆ ก็พอ เดี๋ยวข้าคุยกับม้าเอง’     ทายาทเทพธิดาพฤกษาย่อมสื่อสารกับสัตว์ได้ทุกชนิด นางสื่อสารกับม้าทางสายตา ออกคำสั่งให้มันพาไปส่งที่วัดประจำอำเภอ

          ‘เหตุใดมันว่าง่ายเช่นนั้น’ ท่านอาหญิงเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ

          เหนียนเหนียน ‘แค่มันได้อยู่ใกล้นางก็คุ้มค่าแล้ว เจ้าไม่รู้รึกลิ่นอายบนตัวของหลานสาวเจ้า ช่วยเยียวยาอาการบาดเจ็บของพวกสัตว์ได้ด้วย’

          ‘มิน่าเล่า ยามเจ้าไปเล่นซุกซนได้แผลเลือดออกกลับมา ถึงได้รีบร้องหาจือจือของข้า’

          เว่ยหลิ่งจือเอียงหน้างง ๆ ‘ข้าก็เพิ่งรู้เหมือนกัน’

          ไม่ช้ารถม้าก็วิ่งผ่านแมกไม้ขึ้นสู่ที่สูง เป็นวัดพุทธบนเนินเขา มีผู้ลี้ภัยต่อแถวยาวเหยียดเพื่อรอรับบริจาค เว่ยหลิ่งจือเห็นแล้วว่านอกจากโจ๊กแล้วยังมีหมั่นโถวให้ด้วย

          ‘เหนียนเหนียนเจ้าว่าเหตุใดพวกเราถึงยากจนยิ่งนัก มรดกทางสายเลือดที่บิดามารดาให้ไว้ เหตุใดถึงไม่มีเงินทองบ้าง ไม่คิดหรืออย่างไรว่ามันจำเป็น สำหรับมนุษย์ตัวน้อย ๆ อย่างข้า’

          ‘ข้าจะไปรู้รึ’

          ‘เจ้ามันพึ่งพาไม่ได้ !’

          ท่านอาหญิง ‘ข้าสิงร่างชายผู้นี้นานไม่ได้ พลังวิญญาณไม่เพียงพอ’

          ‘ท่านอาหญิงรีบออกมาเถอะ’

          ฟุบ !

          “ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร !” ชายบังคับรถม้ามองลานวัดที่มีผู้คนต่อแถวยาวเหยียดอย่างตกใจ

          เว่ยหลิ่งจือถอยห่างออกมาหลายก้าวแล้ว ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นแต่อย่างใด

          “ข้าเป็นอะไรไป ผีหลอกกลางวันแสก ๆ !”

          เขารีบขับรถม้ากลับเข้าไปในอำเภอ ปากก็พร่ำบอกว่าถูกผีหลอกไปตลอดทาง

          ท่านอาหญิง ‘หรือพวกเราจะทำเรื่องไม่ดีเข้าให้แล้ว’

          สองนายบ่าวมองหน้ากัน เอ่ยออกมาพร้อมกันว่า ‘เป็นท่านที่ทำคนเดียวต่างหาก !’

          ท่านอาหญิงกระทืบเท้าไร้เงาอย่างขัดใจ ‘พวกเนรคุณ !’

          ปีนี้เว่ยหลิ่งจืออายุครบหกปีแล้ว แต่ตัวนางก็ยังไม่ค่อยสูงเท่าไรนัก ไปเข้าแถวกับชาวบ้านจึงถูกผลักออกจากแถวอยู่บ่อยครั้ง ท่านอาหญิงเข้าไปผลักคืนให้แล้ว แต่ก็เปล่าประโยชน์ สัมผัสได้เพียงความว่างเปล่า

          ‘พออยู่ในวัดพลังผีของข้าก็ใช้ไม่ได้’

          เหนียนเหนียนพยายามกัดพวกเขา แต่ฟันของมันยังขึ้นได้ไม่เต็มที่ กัดแล้วก็เจ็บเหงือกเสียเปล่า

          “เหตุใดเจ้าถึงไปนั่งอยู่บนพื้นเล่า”

          เด็กหญิงตัวน้อยวัยเดียวกัน เอียงคอมองเว่ยหลิ่งจืออย่างสงสัย

          ข้านั่งที่ไหนกัน ข้าถูกคนผลักจนล้มต่างหาก

          “ลูกสุนัขของเจ้าน่ารักดี ขายให้ข้าได้หรือไม่”

          “แง่ง !” เหนียนเหนียนกระโดดเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็นนาย ส่งสายตาดุกร้าวไปให้เด็กตัวน้อยตรงหน้า

          เว่ยหลิ่งจือยันตัวลุกขึ้นยืน พร้อมกับอุ้มเหนียนเหนียนเอาไว้ในอ้อมแขน “ไม่ได้หรอก เหนียนเหนียนเป็นสหายของข้า ข้าไม่ขายมัน”

          “อ้อ แล้วพ่อแม่เจ้าเล่า”

          “ข้าไม่มีพ่อแม่”

          “เอ๋ ?”

          “คุณหนูเจ้าคะ อยู่ที่นี่เองบ่าวก็ตามหาเสียให้วุ่น กลับไปหาฮูหยินเถอะเจ้าค่ะ” บ่าวชรารีบวิ่งเข้ามาอุ้มคุณหนูของนาง มองเว่ยหลิ่งจือด้วยความไม่ไว้วางใจ

          ท่านอาหญิง ‘นางคิดว่าเจ้าสกปรก’

          เว่ยหลิ่งจือก้มลงมองชุดเสื้อผ้าขาดวิ่น อีกทั้งยังสกปรกของตนเอง ‘นางคิดถูกแล้วนี่’

          “แม่นมให้นางตามไปด้วย นางไม่มีพ่อแม่”

          “เอ่อ จะดีหรือเจ้าคะ”

          “ดีสิ”

          “ได้ ๆ เจ้าตามข้ามา”

          แม่นมอู๋มองเว่ยหลิ่งจือ สายตาเต็มไปด้วยความดูแคลน

          ตามก็ตามสิ ข้ากลัวที่ไหน

          เว่ยหลิ่งจือแทบจะวิ่งตามหลังพวกนาง มาถึงกระโจมแจกโจ๊ก พบสตรีใบหน้าอิ่มบุญกำลังกำชับสาวใช้ ให้ทำการแจกทานอย่างเป็นระเบียบ

          ‘ข้าไม่เห็นวิญญาณดวงอื่นเลย’ ท่านอาหญิงมองไปรอบ ๆ ตั้งใจจะสืบหาข่าวว่าผู้ที่มาแจกโจ๊กเป็นขุนนางบ้านไหน กลับไม่พบผีแม้แต่ตัวเดียว

          เว่ยหลิ่งจือ ‘ที่นี่เป็นวัด พวกผีคงเข้ามาไม่ได้กระมัง’

          ท่านอาหญิง ‘หรือเพราะข้าตามติดเจ้าถึงเข้ามาได้’

          “ท่านแม่นางกำพร้า !”

        พรืด ! เว่ยหลิ่งจือแทบสะดุดล้มหลังได้ยิน ข้าไปกำพร้าตอนไหนกัน !

          เซี่ยฮูหยินโน้มตัวลงต่ำ “เด็กน้อยเจ้ากำพร้าจริงรึ”

          “ท่านน้าอันที่จริงแล้วข้าไม่ได้กำพร้าหรอก แต่ว่า เฮ้อ”     เว่ยหลิ่งจือทำท่าหนักใจ ความในไม่อยากเอาออกให้คนนอกได้รู้ “เอาเป็นว่าตอนนี้ ข้าไม่มีครอบครัวก็แล้วกัน”

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • เนตรอัปมงคล   บทที่ 25 : เจ้าโดดเด่นกว่านี้ไม่ได้แล้ว เดี๋ยวจะเป็นการเรียกภัยมาหาตัว

    บทที่ 25 : เจ้าโดดเด่นกว่านี้ไม่ได้แล้ว เดี๋ยวจะเป็นการเรียกภัยมาหาตัว เว่ยหลิ่งจือดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัว ‘ช่วงนี้ท่านอาหญิงมีพลังวิญญาณเข้มข้น แค่ดับไฟกับหลอกคนไม่ใช่ปัญหาสำหรับนาง พวกเรานอนต่อเถอะ’ แต่แล้วนางก็ดึงผ้าห่มออก ‘ไม่ได้ ข้าต้องเชือดไก่ให้ลิงดู !’ นางวิ่งไปปลุกเหอจิ้นหยางให้ไปแจ้งทางการ คืนนี้จึงจับตัวคนร้ายให้ได้ มีคนอยากทำลายร้านมี่เค่ออีกหลายคน ถูกตัดสินโทษสั่งโบยหรือไม่ก็จำคุกพร้อมเนรเทศ ต่อไปใครจะกล้าหาเรื่องร้านมี่เค่ออีก สองเดือนต่อมา วันสอบระดับมณฑลได้มาถึง เว่ยหลิ่งจือไปส่งเหอจิ้นหยางที่สนามสอบ พร้อมอวยพรให้เขาสอบได้อย่างที่ใจปรารถนา เหอจิ้นหยางรู้ดีอยู่แก่ใจ หากไม่มีนาง เขาคงไม่สามารถอ่านตำราได้อย่างสงบใจ กระทั่งเงินที่หามาไ

  • เนตรอัปมงคล   บทที่ 24 : ดวงชะตาพลิกกลับคืนสู่เจ้าของเดิม

    บทที่ 24 : ดวงชะตาพลิกกลับคืนสู่เจ้าของเดิม “เมิ่งเอ๋อร์ใจเย็น ๆ ก่อน” ฮูหยินผู้เฒ่าหยางจับมือหลานสาวเอาไว้ “สะใภ้ใหญ่เจ้าก็หยุดก่อน อย่าเพิ่งเอะอะโวยวายไป แม้ว่าหยกคางคกสามขา จะเป็นของที่สะใภ้รองนำมามอบให้ แต่ว่ามันก็เป็นของมงคลเอาไว้เรียกทรัพย์” “เรียกทรัพย์อะไรกัน มีแต่จะทำให้สูญทรัพย์เสียมากกว่า เรื่องนี้พวกข้าไม่ยอมนะเจ้าคะ ท่านแม่ต้องให้ความเป็นธรรมแก่พวกข้าด้วย” สะใภ้สามเรียกร้องอีกคน “ใช่ ๆ” สะใภ้สี่ผสมโรงด้วย เหอจิ้นหยางสะกิดเว่ยหลิ่งจือ “ทางเจ้าได้เรื่องไหม” เว่ยหลิ่งจือยกมือขึ้นเป็นสัญลักษณ์ว่าเรียบร้อ

  • เนตรอัปมงคล   บทที่ 23 : ควันดำหายไปตั้งแต่เจ้าไปจับมันแล้วล่ะ

    บทที่ 23 : ควันดำหายไปตั้งแต่เจ้าไปจับมันแล้วล่ะ “เมิ่งเอ๋อร์ย่ารู้ว่าเจ้าหวังดี แต่ว่าเรื่องเกิดแก่เจ็บตายเราไปห้ามมันไม่ได้” นางเอ่ยแล้วเหลือบตามองเว่ยหลิ่งจืออีกครั้ง เดี๋ยวนี้แม้แต่เด็กก็ออกมาเป็นนักต้มตุ๋นกันแล้ว “ท่านย่าเมิ่งเอ๋อร์เข้าใจเรื่องนี้ดี แต่ให้คุณหนูเว่ยลองดูก่อนดีหรือไม่ หากว่ามีของสกปรกทำให้จวนของเรามีเหตุร้ายจริง จะได้แก้ไขได้ทันนะเจ้าคะ” หยางหมัวมัวก้มลงไปกระซิบที่ใบหูของนายหญิงผู้เฒ่า “คุณหนูมีความตั้งใจที่ดี นายหญิงก็อย่าไปห้ามนางเลยเจ้าค่ะ อีกอย่างอยู่ในสายตาของพวกเราอยู่แล้ว” นายหญิงผู้เฒ่าพยักหน้าลง เข้าใจความปรารถนาดีของคนสนิท ไม่อยากให้หักหาญน้ำใจของหลานสาวนี่เอง

  • เนตรอัปมงคล   บทที่ 22 : คนพาด้วยข้าไม่ว่า แต่เหตุใดต้องพาสุนัขไปด้วย

    บทที่ 22 : คนพาด้วยข้าไม่ว่า แต่เหตุใดต้องพาสุนัขไปด้วย บนโต๊ะมีกาน้ำชาวางอยู่แล้ว เหอจิ้นหยางรีบรินน้ำชาต้อนรับแขก ก่อนเอ่ยแนะนำตัวเอง “ข้าคือผู้ดูแลเหอ ให้เรียกคุณหนูว่าอะไรดีขอรับ” “คุณหนูของข้าเป็นบุตรสาวคนเล็กของตระกูลหยาง” ไป๋หลานรีบเอ่ยแทนเจ้านาย “เช่นนั้นข้าขอเรียกท่านว่าคุณหนูหยางนะขอรับ” หยางซูเมิ่ง “เช่นนั้นก็ได้ ว่าแต่ผู้ดูแลเหอที่ว่าสื่อสารกับวิญญาณได้นั้น เป็นเรื่องจริงรึ” เหอจิ้นหยางหันไปทางเว่ยหลิ่งจือ เห็นนางพยักหน้าลงเบา ๆ “เป็นเรื่องจริงขอรับ”&nb

  • เนตรอัปมงคล   บทที่ 21 : ข้ายังต้องให้สุนัขมาคุ้มครองอีกรึ

    บทที่ 21 : ข้ายังต้องให้สุนัขมาคุ้มครองอีกรึ แต่การทำงานของเว่ยหลิ่งจือนั้น ไม่สามารถใช้เรือนเช่าทำได้ พวกเขาต้องปกปิดตัวตน ยิ่งบัณฑิตอย่างเหอจิ้นหยาง จะข้องแวะกับภูตผีไม่ได้ เว่ยหลิ่งจือเลือกเช่าเรือนในตรอกแห่งหนึ่ง เพื่อใช้ติดต่อเรื่องงาน นางให้เหอจิ้นหยางสวมหน้ากากดำครึ่งหน้า เข้าไปติดต่อขอเช่าสถานที่ ซึ่งตั้งอยู่ในตรอกหลันฮวา เป็นแหล่งรวมร้านค้าจำพวกของเก่า หรือนักสะสมของโบราณนั่นเอง “ทำไมต้องเลือกเรือนเช่าที่อยู่สุดตรอกเช่นนี้ด้วย ลูกค้าจะหาเจอได้ง่ายอย่างไร” เหอจิ้นหยางอดบ่นไม่ได้ ตอนเห็นร้านค้าเช่าครั้งแรก “พี่ชายเหออาชีพอย่างข้าต้องทำตัวลึกลับสักหน่อย อยู่ห่างไกลผู้คนเช่นนี้เหมาะสมดีแล้ว” เหอจิ้นหยางคิดตามแล้วเถียงไม่ออก เพราะจริงอย่างท

  • เนตรอัปมงคล   บทที่ 20 : ใช่สิ ข้ามันนักต้มตุ๋น !

    บทที่ 20 : ใช่สิ ข้ามันนักต้มตุ๋น ! “มันมืดเจ้าจำผิดแล้วกระมัง” เว่ยหลิ่งจือไม่คิดว่าบาดแผลจะดีขึ้นเร็วเกินไป จนเป็นที่น่าสงสัยของสองพี่น้อง เหอจิ้นหยางไม่ได้แปลกใจ เขาไม่ได้เห็นบาดแผลใกล้ ๆ เหมือนคนอื่น เสิ่นซืออี้ “ข้าจำได้ว่าถูกฟันเข้าที่แขน บาดแผลค่อนข้างลึก แต่นี่มัน...” เว่ยหลิ่งจือ “สงสัยยาข้าจะดี” พวกเจ้าเลิกสงสัยสักทีเถอะ ข้าไม่รู้จะหาข้ออ้างไหนมาบอกแล้ว “ใช่ ๆ โรงหมอที่นางซื้อยามา มีท่านหมอเทวดาอยู่ด้วย” เหอจิ้นหยางกล่าวเกินจริงไปแล้ว เพราะมีหมอไม่มากนัก ชาวบ้านจึงยกยอท่านว่าเป็นหมอเทวดาเท่านั้นเอง แต่คำพูดของเขา สามารถทำให้สองพี่น้องเลิกซักถามได้&n

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status