Masukบทที่ 11
ข้ามี…มีทั้งหมด!
เซี่ยหยู่ก้าวเข้ามายังลานที่รวมผู้บาดเจ็บ กลิ่นคาวเลือดอบอวลกับกลิ่นสมุนไพรไปทั่วบริเวณ บรรยากาศอึมครึม และเต็มไปด้วยความวุ่นวาย
‘หวังต้าเจิง’ หมอทหารเช็ดเหงื่อบนหน้าผากพลางเร่งมือรักษาทหารที่บาดเจ็บสาหัสก่อน ส่วนคนที่เจ็บปานกลางหรือเล็กน้อย ทหารคนอื่นๆ ช่วยกันดูแลอยู่แล้วจึงไม่น่าเป็นห่วง
ปัญหาในตอนนี้คือสมุนไพรที่เบิกจากกรมแพทย์และหาได้จากข้างทางมีไม่พอรักษาคนเจ็บนี่สิ ทำอย่างไรดี!
“สมุนไพรไม่พอ? หมายความว่าอย่างไร” ไป๋มู่อวิ๋นถามหวังต้าเจิงด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
เซี่ยหยู่ที่เพิ่งเดินมาถึงลานรักษาคนเจ็บได้ยินอย่างนั้นจึงหยุดยืนฟัง
หวังต้าเจิงขมวดคิ้ว ตอบด้วยสีหน้าหนักใจ “ศัตรูล้มตายมากกว่าฝ่ายเราก็จริง แต่ทหารฝ่ายเราก็บาดเจ็บไม่น้อย สมุนไพรห้ามเลือดที่กรมแพทย์หลวงจัดหามาให้มีแค่ไม่กี่ชั่ง คำนวณแล้วไม่เพียงพอขอรับ”
“ส่งคนไปหาเพิ่มในป่าใกล้ๆ นี้ได้หรือไม่”
การเดินทางครั้งนี้ ทหารติดตามไป๋มู่อวิ๋นมีจำนวนสามสิบคน เสียชีวิตแล้วสาม บาดเจ็บสิบสี่ ที่เดินทางไปต่อไหวเหลือแค่สิบสามคน นอกจากกำลังรบไม่พอแล้ว สมุนไพรรักษายังไม่พออีก คิดแล้วก็อดกลุ้มใจไม่ได้
หวังต้าเจิงส่ายหน้าอย่างสิ้นหวัง
“ก่อนที่โจรป่าจะบุกมา ข้าได้ลองค้นหาละแวกนี้แล้ว ที่หามาได้มีแค่สมุนไพรใช้รักษาอาการหวัดเล็กน้อย สมุนไพรห้ามเลือดไม่มีเลยขอรับ”
ไม่รู้ไป๋เจี้ยฝูมีเรื่องทะเลาะอะไรกับอัครเสนบดีเผิง ถึงได้ถูกเบื้องบนกลั่นแกล้ง
หัวหน้าแพทย์หลวงที่อยู่ฝั่งเดียวกับอัครเสนบดีผิงนิสัยประจบสอพลอ จัดหาสมุนไพรให้กับทหารของไป๋มู่อวิ๋นน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ทั้งยังอ้างว่า “งบไม่เพียงพอ”
ดังนั้นก่อนออกเดินทางหวังต้าเจิงจึงคิดแผนสำรอง ทุกครั้งที่ขบวนรถม้าหยุดพัก เขาจะพาสหายออกหาสมุนไพรในป่าใกล้ๆ กระโจม สมุนไพรจะพอใช้หรือไม่เรื่องนี้เขารู้ดีที่สุด
“สมุนไพรที่ต้องใช้มีอะไรมีบ้าง แล้วต้องการเท่าไร”
คนเจ็บไม่อาจรอได้ เซี่ยหยู่จึงเข้ามาถามอย่างไม่คิดจะเวลา
“องค์หญิง…?”
“ตอบมาเร็ว”
“ซานชี ตี้หยู ต้องการจำนวนมากพ่ะย่ะค่ะ” หวังต้าเจิงตอบเสร็จก็รีบเม้มปาก สีหน้าลำบากใจ
ทหารที่บาดเจ็บหนักได้ยินอย่างนั้นต่างก็สิ้นหวัง สหายคนอื่นก็พลอยรู้สึกกังวลไปด้วย บรรยากาศในลานรักษาคนเจ็บจึงกดดันและหนักอึ้งจนไม่มีใครกล้าพูดอะไร
หากทว่า…
“ข้ามี” เซี่ยหยู่บอกด้วยสีหน้าเรียบเฉย
หวังต้าเจิงชะงักวูบด้วยความประหลาดใจ ถึงกับเผลอจ้องหน้าองค์หญิงตรงๆ
“ก่อนเดินทางท่านลุงของข้าให้มาเยอะน่ะ”
เพื่อไม่ทำให้หวังต้าเจิงถามมากกว่านี้ เซี่ยหยู่จึงให้เหตุผลไปอย่างนั้น
ความเป็นจริง เซี่ยหยู่กวาดสมุนไพรทั้งหมดมาจากกรมแพทย์หลวงนั่นเอง
เมื่อได้ยินแบบนี้ สีหน้าที่ตรึงเครียดของหวังต้าเจิงก็เปลี่ยนมามีความหวัง
“พี่น้องทหารของเราก็รอดแล้ว!” เหล่าทหารต่างก็ร้องออกมาด้วยความดีใจ
“องค์หญิง กระหม่อมขอถามอีกนิด” หวังต้าเจิงถามอย่างนอบน้อม
“ว่ามา”
“ท่านยังมีผู่กงอิงที่ช่วยลดอาการอักเสบหรือไม่”
“ข้ามี”
“แล้วยาลดไข้…”
“นั่นก็มี”
“ไป๋ฮวาเสอเฉ่า รักษาหนอง…”
“มี”
“แล้ว…”
หนนี้ หวังต้าเจิงพูดไม่ทันจบ เซี่ยหยู่ก็แทรกว่า “ไม่ว่าเจ้าต้องการสมุนไพรอะไร ข้ามีทั้งหมด!”
ขืนมัวแต่ถามกันไปมา พี่น้องทหารจะเสียเลือดจนตายซะก่อน!
“ข้าจะไปเตรียมมาให้”
เซี่ยหยู่ตัดบท หันหลังเดินกลับไปที่รถม้า แสร้งทำทีเป็นค้นหาสมุนไพรที่หลังรถ ซึ่งแท้จริงแล้ว นางหยิบสมุนไพรออกมาจากมิติ ใส่ตะกร้าอย่างแนบเนียน
ขณะที่หวังต้าเจิงเร่งมือเตรียมการรักษาผู้บาดเจ็บ ด้านไป๋มู่อวิ๋น…อดไม่ได้ที่จะหรี่ตามององค์หญิงอย่างสนใจปนฉงน
..
..
เพราะได้รับความรู้วิชาแพทย์มาจากหอคอยในมิติ เพียงมองคนเจ็บแวบเดียว เซี่ยหยู่ก็รู้ว่าต้องใช้อะไรบ้าง
เด็กสาวไม่เพียงหยิบสมุนไพรห้ามเลือดออกมา นางยังหยิบน้ำเกลือล้างแผล ยาฆ่าเชื้อ สำลี ผ้าก๊อซ อุปกรณ์เย็บแผล และของใช้ที่จำเป็นอย่างอื่นออกมาด้วย
ลี่ถิงกับทหารอีกสามคนตามมาช่วยเซี่ยหยู่ขนของ
เมื่อของถูกขนมาครบแล้ว หวังต้าเจิงก็สั่งให้ผู้ช่วยไปบดยา ส่วนคนที่มีหน้าที่ต้มยาก็ไปต้ม
หวังต้าเจิงวินิจฉัยคนบาดเจ็บพร้อมกับรักษาอย่างรวดเร็ว กระทั่งมาถึงคนที่ถูกแทงที่ท้อง มองจากบาดแผลที่ใหญ่และลึก อาการสาหัส
หากอยู่ในเมืองหลวงอาจจะยื้อชีวิตชายคนนี้ได้ แต่ตอนนี้พวกเขาต้องเดินทางลงใต้ ซ้ำยังถูกราชสำนักกดขี่ให้ยาและอุปกรณ์รักษามาไม่ครบ หวังต้าเจิงจึงได้แต่ส่ายหัวอย่างสิ้นหวัง
“แผลถูกแทง ลึกถึงภายใน ไร้ทางเยียวยา”
ได้ยินคำยืนยันจากหมอทหารโดยตรง ทหารที่ไร้ทางเยียวยาพลันทำหน้าเศร้าอย่างรู้ชะตากรรม เขาไม่ได้อ้อนวอนขอให้ช่วยชีวิต เพียงพูดด้วยสีหน้าเศร้าๆ ว่า “ท่านหมอหวัง…ฝากคำพูดของข้าส่งถึงท่านแม่…”
“ไม่รับฝาก อยากพูดอะไรก็กลับไปพูดด้วยตัวเอง”
ทหารคนนั้นยังพูดไม่ทันจบ เซี่ยหยู่ก็แทรกขึ้นมา ทำเอาทุกคนตรงนั้นหน้าเหวอตามๆ กัน
เซี่ยหยู่กล่าวต่ออย่างช้าๆ “บาดแผลของเจ้าสาหัสก็จริง แต่ไม่ได้กระทบถึงอวัยวะภายใน แค่เย็บปิดปากแผลก็น่าจะใช้ได้แล้ว”
เซี่ยหยู่ไม่ได้พูดจาอวดดีหรือแสดงความมั่นใจเกินตัว แต่น้ำพุวิญญาณในมิติของนางสามารถยื้อชีวิตของเขาได้
“เช่นนั้น…กระหม่อมไม่ตายแล้วใช่หรือไม่” ทหารที่ถูกแทงท้องผุดสีหน้ามีความหวัง
“อืม เจ้าไม่ตาย” เซี่ยหยู่สรุปพลางสวมถุงมือแพทย์ จากนั้นก็หยิบยาชากับอุปกรณ์เย็บแผลออกมาเตรียมพร้อม
เซี่ยหยู่ยังบอกให้ลี่ถิงช่วยถอดเครื่องประดับบนหัว พับแขนเสื้อขึ้น เพื่อนางจะได้ช่วยรักษาคนเจ็บได้อย่างสะดวก
ในใจของลี่ถิงแม้มึนงงสับสน แต่ก็เข้ามาช่วยองค์หญิงอย่างว่าง่าย
พูดก็พูดเถอะนะ…องค์หญิงเคยเรียนวิชาแพทย์ด้วยหรือ นอกจากหนังสือนิยายกับหนังสือรวมเหล่าชายงาม ในตำหนักไม่มีตำราแพทย์สักเล่ม! แล้วองค์หญิงเรียนรู้วิธีรักษาคนเจ็บมาจากที่ใด?
ลี่ถิงคิดพลางช่วยองค์หญิงจัดแจง เมื่อเตรียมพร้อมให้องค์หญิงเรียบร้อย นางก็หลบไปอยู่วงนอกจะได้ไม่เกะกะ
เซี่ยหยู่ก้าวเข้ามาตรงหน้าคนเจ็บ ผ่านไปหลายนาที นางก็ยังไม่ได้ลงมือเย็บแผลคนเจ็บ
ว่าตามตรง ความรู้ในหัวถึงจะมีมาก แต่นางไม่เคยเย็บแผลคนจริงๆ มาก่อน ดังนั้นพอเผชิญกับบาดแผลสดๆ ความมั่นใจย่อมสั่นคลอนลง
เมื่อเห็นว่าเซี่ยหยู่ยืนนิ่งอยู่นาน ทหารที่นอนรอรับการรักษา พลันหน้าถอดสี ความหวังก็เริ่มริบหรี่ลงเรื่อยๆ
นั่นสินะ...องค์หญิงก็แค่เด็กสาววัยสิบกว่าปี ถึงจะมีความรู้ทางการแพทย์จริง แต่ประสบการณ์รักษาคนเจ็บย่อมน้อย เรื่องเย็บแผลไม่ต้องกล่าวถึง การรักษาขั้นสูงแบบนั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่องค์หญิงจะทำได้ แค่นางพยายามยื้อชีวิตอันต่ำต้อยของเขา ก็ซาบซึ้งมากแล้ว
“องค์หญิง ไม่เป็นอะไรหรอกพ่ะ…”
คำว่า ‘พ่ะย่ะค่ะ’ ยังไม่ทันหลุดจากปาก เสียง ‘แปะ!’ ก็ดังขัดจังหวะ
ทุกคนทั้งลานที่เห็นองค์หญิงตบแก้มตัวเองเสียงดัง อดเบิกตากว้างอย่างตะลึงไม่ได้
หลังจากตบหน้าเรียกสติตัวเองไปหนึ่งที แววตาที่เคยฉายความกังวลก็สงบนิ่ง มือทั้งสองข้างที่สั่นเทา บัดนี้หายสั่นแล้ว
เซี่ยหยู่รวบรวมความกล้า ลงมือรักษาเย็บแผลคนเจ็บช้าๆ แต่มั่นคง
ในขณะที่เซี่ยหยู่มีสมาธิกับการรักษา ในตอนนี้นี้ทั้งลานต่างเงียบกริบ ทุกสายตาจับจ้องเด็กสาวโดยไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไร กลัวว่าหากขัดจังหวะเล็กน้อย นางอาจจะเสียสมาธิ และเย็บแผลพลาด
หลายนาทีต่อมา เซี่ยหยู่ก็เย็บปิดปากแผลให้ทหารบาดเจ็บเรียบร้อย เด็กสาวหยิบผ้าก๊อซพันรอบเอวของเขาเป็นขั้นตอนสุดท้าย ก่อนจะย้ำเสียงหนักแน่นว่า “อย่าให้แผลโดนน้ำ รักษาความสะอาดให้ดี แค่นี้เจ้าก็ไม่ตายแล้ว”
เมื่อรู้ว่ารอดพ้นจากขอบเหวแห่งความตาย ทหารผู้นั้นถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ น้ำตาของเขาไหลพรากลงมาเป็นสาย ทั้งยังทำท่าจะลุกขึ้นมาโขกศีรษะคารวะองค์หญิงเพื่อแสดงความขอบคุณ
“ขอบพระทัยองค์หญิง ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
เซี่ยหยู่ทนดูท่าทางทุลักทุเลของเขาต่อไปไม่ไหว จึงกดให้เขานอนลงไป ทั้งยังเอ็ดเสียงเข้มว่า “บ้าแล้ว! เจ้าจะทำให้แผลที่ข้าอุตส่าห์เย็บฉีกอีกหรือไง แล้วนั่นจะร้องไห้ทำไม เจ้ายังไม่ตายสักหน่อย!”
คำพูดดุร้ายและตรงไปตรงมาขององค์หญิงไม่ได้ทำให้คนฟังไม่พอใจ ตรงกันข้าม เหล่าทหารกลับมองนางด้วยแววตาเลื่อมใสดุจเห็นเทพธิดา
เซี่ยหยู่ไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่า หันไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บรายอื่นต่อ
เมื่อเห็นองค์หญิงทุ่มเทรักษาคนบาดเจ็บอย่างเต็มที่ คนอื่นก็ไม่น้อยหน้า ช่วยเหลือกันอย่างกระตือรือร้น ไม่นานก็รักษาคนเจ็บครบทุกคน
ก่อนจะไปพัก เซี่ยหยู่เปิดหม้อยาต้ม แกล้งตรวจสอบว่ายาต้มได้ที่แล้วหรือยัง ก่อนจะใช้จังหวะที่ไม่มีใครสังเกต แอบผสมน้ำพุวิญญาณลงไปให้ทุกคนดื่ม คนบาดเจ็บจะได้สมานตัวเร็วขึ้น ส่วนคนอื่นที่ไม่ได้บาดเจ็บก็จะได้กลับมามีเรี่ยวแรงเร็วๆ
ทหารเหล่านี้อุตส่าห์ปกป้องนางกับน้องชายด้วยชีวิต นางจึงไม่เสียดาย ใช้ทองสิบก้อน ซื้อน้ำพุวิญญาณผสมน้ำให้พวกเขาดื่ม
บทที่ 83การพิพากษา หลังจากเผิงซวนเริ่มได้สติ สายตาพลันมองซ้ายมองขวา รู้สึกได้ทันทีว่าบรรยากาศรอบตัวผิดปกติอย่างรุนแรง เขาเงยหน้าขึ้น ทันทีที่สายตาปะทะกับฮ่องเต้ ร่างพลันแข็งทื่อ แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด ฮ่องเต้ซึ่งกำลังเดือดดาลอยู่แล้วก็เปิดฉากสอบสวนเรื่องค้าเกลือเถื่อนขึ้นทันที “เผิงซวน เจ้าจะอธิบายเรื่องค้าเกลือเถื่อนกับค้ามนุษย์อย่างไร” “ฝ่า...ฝ่าบาทตรัสถึงสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่รู้เรื่องจริงๆ” ฮ่องเต้แค่นพระสุรเสียงเยียบเย็น “ทำให้ราชสำนักเสื่อมเสียถึงเพียงนี้ ยังเสแสร้งตีหน้าซื่อ ทำทีว่าตนเป็นผู้บริสุทธิ์อีกหรือ พวกเจ้า นำหลักฐานมาให้เขาดู!” เมื่อกองหลักฐานถูกนำมาวางเรียงตรงหน้า ทั้งบัญชีลับ สมุดรายชื่อ ใบอนุญาตปลอม และตราประทับราชสำนักที่ถูกปลอมแปลงขึ้นอย่างแนบเนียน เผิงซวนก็ร้อนตัวทันที ใบหน้าเหี่ยวชราซีดเผือด ตัวสั่นงันงกแทบนั่งไม่อยู่ ทว่า หากยอมรับความผิดก็มีแต่ต้องโทษประหาร เผิงซวนจึงทำได้เพียงแก้ตัวอย่างหน้าไม่อาย “ทะ…ทูลฝ่าบาท กระหม
บทที่ 82ยาถอนพิษ? เวลานั้น ฮองเฮาพาองค์ชายรองเข้ามาในท้องพระโรง ใบหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าโศกและเสียใจ “ฝ่าบาท หม่อมฉันเชื่อว่าต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดแน่เพคะ ฝ่าบาท เห็นแก่หม่อมฉัน โปรดให้ความเป็นธรรมกับอัครเสนาบดีเผิงด้วยเพคะ” ในเวลานี้ เรื่องอื้อฉาวของเผิงซวนจำเป็นต้องมีคำตอบที่ชัดเจน ฮ่องเต้ที่ทรงพิโรธอยู่แล้วย่อมไม่รับฟังคำอ้อนวอนใดๆ ทั้งสิ้น พระเนตรของพระองค์แข็งกร้าวขณะกล่าวกับฮองเฮาว่า “ที่นี่คือท้องพระโรง ใครสั่งให้พวกเจ้าบุกเข้ามา!” “ฝะ…ฝ่าบาท…” “ไสหัวออกไป!” ฮองเฮาไม่เคยเห็นฮ่องเต้กริ้วหนักขนาดนี้มาก่อน พระนางย่อมรู้สึกหวาดกลัวเป็นธรรมดา แต่เพื่อความอยู่รอดและเพื่อศักดิ์ศรีของตระกูลเผิง พระนางจึงต้องกัดฟันโผเข้ากอดขาของชายที่อยู่เหนือทุกสิ่งผู้นี้ ก่อนจะอ้อนวอนด้วยร่างที่สั่นเทาอย่างสุดกำลัง “ฝ่าบาทเพคะ พี่ชายของหม่อมฉันภักดีต่อพระองค์มาโดยตลอด ไม่มีวันทำเรื่องชั่วร้ายเช่นนี้แน่ ต้องมีคนใส่ร้ายพี่ชายของหม่อมฉันแน่นอนเพคะ!” “ใส่ร้ายหรือ?” ฮ่
บทที่ 81สะเทือนไปทั่วเมืองหลวง! ในวันนั้น ชาวบ้านในเมืองหลวงตื่นขึ้นมาทำกิจวัตรประจำวันกันตั้งแต่เช้าตรู่ ทั่วท้องถนนเริ่มคึกคักไปด้วยผู้คนที่ออกมาจับจ่ายซื้อของ แม่ค้าหาบเร่ตั้งแผงเรียงราย เสียงเรียกซื้อสินค้าดังเซ็งแซ่ กลิ่นหอมของอาหารเช้าลอยคลุ้งไปทั่วทั้งถนน แต่แล้ว บรรยากาศปกติและสงบสุขเหล่านั้นกลับต้องหยุดชะงักลง เมื่อชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเห็นจวนตระกูลใหญ่ทั้งสามหลังเหลือแต่โครงสร้างเปล่าๆ “เหวอ! โจรปีศาจออกอาละวาดอีกแล้ว!!” “ว่าไงนะ คราวนี้ไปปล้นบ้านใครอีก!” ฝูงชนที่กระหายความบันเทิงพากันแห่มามุงตามเสียงเรียก ไม่นานนัก จำนวนผู้คนที่มายืนออหน้าจวนที่เหลือแต่โครงสร้างก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ รอบกำแพงจวนยังเต็มไปด้วยกระดาษที่บรรยายเรื่องอื้อฉาวของขุนนางใหญ่แปะประจานอยู่เต็มไปหมด คนในเมืองหลวงส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาจึงอ่านออกเขียนได้ พวกเขาดึงกระดาษที่แปะบนกำแพงออกมาอ่าน จากนั้นก็แสดงความรังเกียจและสะใจออกมาทางสีหน้าอย่างไม่คิดจะปิดบัง ในขณะเดียวกัน คนที่สลบเหมือด
บทที่ 80พายุถล่มจวนตระกูลเผิง (อีกครั้ง) ราชวงศ์นี้เต็มไปด้วยความเน่าเฟะและเส้นสาย หากจะจัดการกับเผิงซวนอย่างอยู่หมัด ก็จำเป็นต้องเล่นใหญ่ และมีหลักฐานมัดตัวที่แน่นหนา ทั้งยังต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ที่แม้แต่ฮ่องเต้ก็ไม่อาจเพิกเฉยได้ เมื่อวางแผนเสร็จสิ้น กลางดึกคืนนั้น เซี่ยหยู่และเยว่หลิวเซิงก็เปลี่ยนมาสวมชุดทะมัดทะแมงและใช้สีดำพรางใบหน้า ทั้งสองลอบบุกเข้าไปในจวนตระกูลเผิงที่เพิ่งสร้างใหม่ทันที ดูเหมือนว่าหลักฐานที่ซานตงเหอให้มานั้นจะเป็นความจริง เพราะในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ไม่เพียงแต่เผิงซวนจะสร้างจวนหลังใหม่สำเร็จ ข้าวของเครื่องใช้ภายในจวนยังมีมากมาย แถมยังเป็นของแพงอีกด้วย เป็นไปไม่ได้เลยที่คนที่เพิ่งถูกปล้นจนหมดตัวจะหาเงินมาได้รวดเร็วขนาดนี้ เว้นเสียแต่ว่าคนผู้นั้นจะทำธุรกิจมืด หากถามว่าเหตุใดครั้งนี้ถึงเลือกเยว่หลิวเซิงที่ไม่มีวิชาตัวเบามาด้วย? คำตอบง่ายมาก เยว่หลิวเซิงสามารถเข้าออกในมิติร่วมกับนางได้ ในขณะที่ไป๋มู่อวิ๋นกับจิ้งอี๋ทำไม่ได้ อีกอย่างหนึ่ง เยว่หลิวเซิงเข้าใจอุปกรณ
บทที่ 79ถึงจวนตระกูลซินอย่างปลอดภัย ทางฝั่งของเยว่หลิวเซิง เมื่อเห็นว่าไป๋มู่อวิ๋นไม่ยอมบังคับให้รถม้าเคลื่อนไปข้างหน้าก็อดสงสัยไม่ได้ จึงยกมือเปิดม่านหน้าต่างแล้วมองออกไปมองด้านนอก เห็นว่าเด็กหนุ่มสามคนกำลังรุมบูลลี่เด็กหนุ่มคนหนึ่งอยู่ แม้เขาจะไม่รู้จักเด็กหนุ่มคนนั้น แต่สีหน้าของไป๋มู่อวิ๋นที่นิ่งผิดปกติ ทำให้เยว่หลิวเซิงรู้ทันทีว่าต้องมีบางอย่างที่ทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ “ถ้าไม่สบายใจก็ลงไปช่วยเขาเถอะ” เยว่หลิวเซิงบอก ไป๋มู่อวิ๋นกระโดดลงจากรถม้าในทันที ก่อนจะก้าวฉับๆ เดินตรงเข้าไปหากลุ่มเด็กหนุ่มที่เอะอะเสียงดัง “คุณชายทั้งหลาย โปรดหลีกทางให้รถม้าของพวกเราด้วย” ไป๋มู่อวิ๋นตั้งใจกดเสียงให้ต่ำมากกว่าปกติ แววตาฉายความดุดันอย่างรุนแรง ทำเอาบรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งเหมือนถูกภูเขากดทับเอาไว้ เด็กหนุ่มทั้งสาม นำโดยเผิงหวาย พอหันมาเห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำเข้ม ใบหน้าขึงขังที่มีแผลเป็นพาดยาวกลางหน้า ต่างก็หน้าถอดสีด้วยความตกใจ สายตาของเหล่าเด็กหนุ่มเลื่อนไปที่เอวของชายห
บทที่ 78กลับสู่เมืองหลวง เมื่อออกจากตำหนักร้างบนเขาหยางจี๋ ทั้งสี่คนก็มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงทันที พอมาถึงหน้าประตูใหญ่ก็ค่ำมืดแล้ว พวกเขาจึงตัดสินใจตั้งเต็นท์ค้างแรมข้างนอกหนึ่งคืน แล้วค่อยเข้าเมืองในตอนรุ่งเช้า แน่นอนว่าเซี่ยหยู่ไม่คิดจะผ่านประตูไปแบบประมาท นางกำชับทุกคนว่า ก่อนเข้าเมือง ต้องแปลงโฉมใหม่ให้เรียบร้อยเสียก่อน ในตอนนั้นเอง เยว่หลิวเซิงก็เกิดไอเดียบรรเจิดขึ้นมา รีบเสนอด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นว่า ตนจะปลอมตัวเป็นคุณชายจากตระกูลมั่งคั่งที่เดินทางมาเที่ยวในเมืองหลวง ไป๋มู่อวิ๋นซึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่ ให้รับบทเป็นองครักษ์หน้าดำ ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ติดตามและคนขับรถม้า ส่วนจิ้งอี๋นั้น ใบหน้างดงามมากเกินหญิงสาวทั่วไป หากให้ปลอมเป็นสาวใช้เกรงว่าจะสะดุดตาเกินไป ดังนั้นควรให้แยกออกไปกับเซี่ยหยู่ ปลอมตัวเป็นพี่สาวกับน้องชายที่มาจากชนบท เข้าเมืองมาขายของป่า เซี่ยหยู่ไม่รอช้า หยิบชุดและเครื่องสำอางออกมาจากมิติด้วยรอยยิ้มสดใส ก่อนจะเริ่มลงมือแปลงรูปลักษณ์ให้ตัวเองกับจิ้งอี๋อย่างเพลิดเพล






