Masukบทที่ 4
ร่ำลาครั้งสุดท้าย
หลังจากจักรพรรดิออกราชโองการส่งองค์ชายเซี่ยอวี้ไปเมืองหนานหลิง เมืองชายแดนที่อยู่ทางใต้เพื่อกำจัด “ต้นตอแห่งภัยแล้ง” ข่าวนี้ได้แพร่สะพัดไปยังหัวเมืองต่างๆ
ด้วยเหตุนี้ ระหว่างที่ขบวนรถม้าเคลื่อนออกจากเมืองหลวง สองข้างทางจึงแน่นขนัดไปด้วยผู้คน
ว่ากันตามจริง ราชโองการของจักรพรรดิล้วนเต็มไปด้วยความงมงาย การส่งองค์ชายน้อยออกนอกเมืองไม่สามารถแก้ต้นตอของภัยแล้งได้ สิ่งที่สำคัญในยามนี้จริงๆ คือเสบียง เงินและความช่วยเหลือจากเหล่าขุนนาง
“ส่งองค์ชายสามอายุแค่ 5 ขวบ ไปเมืองที่ประสบภัยแล้งก็ไม่ได้ช่วยให้ฝนฟ้าตกลงมาเสียหน่อย ขุนนางพวกนั้นคิดอะไรกันอยู่ เหตุใดไม่นำเงินจากท้องพระคลังออกมาช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัย!”
เสียงของปัญญาชนผู้หนึ่งดังขึ้นท่ามกลางกลุ่มคนมากมาย
เมื่อมีคนหนึ่งกล้าวิจารณ์ราชโองการที่ไม่สมเหตุผล คนอื่นๆ ก็ไม่ลังเลที่จะออกความคิดเห็น
“ข้าเห็นด้วย ส่งเด็กคนหนึ่งไปชายแดน ฝนจะตกตามฤดูกาลได้อย่างไร”
“อืม ใช่ๆ”
“เฮอะ!”
ระหว่างที่ชาวบ้านกำลังวิจารณ์กันออกรส ชายแก่คนหนึ่งก็แค่นเสียงเย้ยหยัน
“พวกเจ้าจะรู้อะไร จริงๆ แล้ว ราชโองการฉบับนี้ก็เพื่อลดทอนอำนาจของตระกูลซิน องค์ชายกับองค์หญิงเป็นเพียงแค่ตัวประกัน ควบคุมไม่ให้จวนโหวมีอำนาจเหนือกว่าองค์จักรพรรดิ”
“ต้องทำขนาดเลยหรือ อำนาจของจักรพรรดิเหนือกว่าจวนโหวอยูแล้ว ตาแก่ เจ้าพูดเกินจริงไปหรือไม่”
“ใช่ๆ ตาแก่ เจ้าห้ามพูดซี้ซั้วเชียวนะ ประเดี๋ยวก็ถูกตัดหัวทั้งตระกูลเอาหรอก!”
ชายแก่ส่ายหน้าเบาๆ แล้วกล่าว “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล…พวกเจ้าไม่เคยได้ยินกันหรือ เฮ้อ...ข้าไม่พูดแล้วก็ได้”
ตาแก่ทิ้งท้ายไว้อย่างนั้นแล้วก็เดินจากไปท่ามกลางฝูงชน
เหล่าชาวบ้านมองหน้ากัน ลองคิดตามดูแล้วก็เห็นว่าจริง
จักรพรรดิแห่งต้าเซี่ยพระองค์นี้บ้าอำนาจ นิสัยขี้ระแวง
เมื่อสิบปีก่อน นายอำเภอแซ่หลางได้สร้างผลงานยิ่งใหญ่ ช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบอุทกภัยทางใต้จนได้รับชื่อเสียงและความไว้ใจจากชาวเมืองไม่น้อย แต่คุณงามความดีนั้นกลับคงอยู่แค่สิบปี จู่ๆ นายอำเภอแซ่หลางก็ถูกจับขังคุก คดีโกงกินเสบียงของประชาชน ข้อเท็จของคดีนี้ไม่มีใครรู้แน่ชัด ชาวบ้านรู้เพียงแค่ตระกูลหลางถูกเนรเทศไปเกาะทางใต้และไม่ได้ข่าวอีกเลย
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ของตระกูลซินตอนนี้ไม่ต่างจากตระกูลหลางนัก
ตระกูลซินปกป้องชายแดนตะวันตกมาเนิ่นนานจนได้รับความไว้ใจจากประชาชนทั่วแคว้นต้าเซี่ย ลือกันว่าตระกูลซินเรืองอำนาจยิ่งกว่าจักรพรรดิแห่งต้าเซี่ยเสียอีก
ฮ่องเต้สุนัขจึงฉวยโอกาสที่ทางใต้เกิดภัยแล้ง จัดฉากแล้วส่งองค์ชายเซี่ยอวี้กับองค์หญิงเซี่ยหยู่ออกจากเมืองหลวง
เด็กทั้งสองไม่ต่างจากลูกไก่ในกำมือ จะบีบก็ตายจะคายก็รอด ในเมื่อเด็กๆ เป็นจุดอ่อนของตระกูลซิน จักรพรรดิที่หลงใหลในอำนาจจะไม่ใช้พวกเขามาควบคุมตระกูลซินอีกหรือ!?
ผู้คนพูดคุยกันอย่างจอแจ เซี่ยหยู่ฟังคำพูดเหล่านั้นจนกระจ่างถ่องแท้
..
..
เดินทางออกจากเมืองหลวงหลายชั่วยามแล้ว ในที่สุดขบวนรถม้าก็หยุดลงระหว่างทางแยกที่กำลังจะเข้าเมืองหยุนโจว
เส้นทางแยกนั้นมีรถม้าสามคันจอดอยู่
รถม้าหนึ่งคันสำหรับโดยสาร อีกสองคันบรรทุกเสบียงและข้าวของจนเต็มคันรถ
หน้ารถม้าคือชายอายุราวๆ 40 กว่าสองคนยืนรออยู่ คนหนึ่งคือพ่อบ้าน อีกคนคือซินจางสือ ลุงใหญ่ของเด็กทั้งสอง
ซินจางสือเคยเป็นรองแม่ทัพ แต่ราวๆ หกปีก่อน ตอนสู้กับชนเผ่าทะเลทราย เขาถูกยิงเข้าที่หัวเข่า แม้รอดชีวิต ทว่าบาดแผลนั้นทำให้เขาต้องอาศัยไม้เท้าพยุงกายตลอดชีวิตและไม่อาจกลับสู่สนามรบได้อีก
ถึงจะกลายเป็นคนพิการ แต่ซินจางสือกลับยังองอาจสมเป็นบุตรชายคนโตแห่งตระกูลเทพสงคราม
เจ้าอ้วนเซี่ยอวี้เมื่อเห็นท่านลุงก็รีบวิ่งลงจากรถม้า
“ท่านลุง! ท่านลุง!”
ส่วนเซี่ยหยู่ก้าวตามลงจากรถม้าอย่างสุขุม ดวงตาเยาว์วัยเต็มไปด้วยความระแวดระวังขณะเหลือบมองแม่ทัพนำขบวน
“องค์ชายสาม…ไม่สิ ที่นี่ไม่ใช่วังหลวง ไม่มีใครจับตามองพวกเรา งั้นลุงจะเรียกเจ้าว่าเสี่ยวอวี้เหมือนเดิม” เสียงของซินจางสือค่อนข้างนุ่มนวลและใจดีเมื่อคุยกับหลานๆ
เซี่ยอวี้เงยหน้าขึ้น ผงกหัวเหมือนลูกเจี๊ยบที่กำลังจิกข้าวสาร แต่ไม่นาน ปากเล็กๆ ก็เบะทำท่าจะร้องไห้
“ข้าไม่อยากไปเมืองหนานหลิง อยากอยู่กับเสด็จแม่ อยากเจอท่านลุงบ่อยๆ แล้วก็อยากเล่นกับพี่ชายน้องสาวที่จวนเยอะๆ ด้วย” เซี่ยอวี้พูดอย่างไร้เดียงสา ไม่รู้เลยว่าการเดินทางออกเมืองหลวงครั้งนี้จะไม่ได้หวนคืนกลับมาอีก
ซินจางสือได้ยินคำพูดนั้นพลันรู้สึกปวดใจ
ทางด้านพ่อบ้าน ต้องก้มหน้าลงซุกซ่อนดวงตาที่แดงก่ำ
เมื่อเซี่ยอวี้เริ่มสะอื้น ซินจางสือก็รีบปลอบ “อย่าร้อง อย่าร้อง...”
เซี่ยอวี้สูดจมูกแรงๆ ก่อนจะพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “อืม”
“เสี่ยวหยู่ก็ด้วย ไม่ต้องเสียใจหรือกังวลอะไรทั้งนั้น พวกเราตระกูลซินจะหาวิธีช่วยเหลือพวกเจ้าเอง อยู่ทางใต้ พวกเจ้าสองพี่น้องต้องดูแลกันให้ดี” ซินจางสือหันมากำชับหลานสาวด้วยความเป็นห่วง
เซี่ยหยู่หยักหน้าตอบ “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
หือ?
วูบหนึ่ง ดวงตาของซินจางสือฉายแววประหลาดใจ
องค์หญิงน้อยที่เคยเอาแต่ใจและก้าวร้าว เหตุใดวันนี้จึงยอมรับปากง่ายๆ ซ้ำในแววตาของนางยังคล้ายมีความคิดมากมาย
เซี่ยหยู่ไม่อยากให้ท่านลุงสงสัยบุคลิกที่เปลี่ยนไป นางจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง
เด็กสาวมองซ้ายขวาท่าทางเหมือนมีความลับ ก่อนจะขยับเข้ามาถามท่านลุงใกล้ๆ
“ท่านลุงเจ้าคะ…ท่านพอจะรู้จักแม่ทัพผู้นำขบวนคนนั้นหรือไม่”
ซินจางสือเหลือบตามองชายหนุ่มในชุดแม่ทัพ ก่อนตอบเสียงขรึม
“เขาชื่อไป๋มู่อวิ๋น บุตรชายคนโตของตระกูลไป๋ บิดาเขาคือแม่ทัพไป๋เจี้ยฝู รักษาการณ์ที่เมืองหลวง ไม่นานมานี้ไป๋เจี้ยฝูเกือบถูกถอดออกจากตำแหน่งเพราะพูดบางอย่างที่ทำให้อัครเสนบดีเผิงไม่พอใจ แต่ไม่รู้เป็นมายังไง อัครเสนบดีเผิง กลับเปลี่ยนใจ เสนอให้ไป๋มู่อวิ๋นมารับตำแหน่งแม่ทัพชายแดนใต้ เมืองที่พวกเจ้ากำลังจะไปนั่นแหละ เพราะอย่างนั้น เขาจึงรับหน้าที่คุ้มกันขบวนครั้งนี้”
อัครเสนาบดีเผิงเป็นบิดาของฮองเฮา เส้นใหญ่ถึงขนาดสามารถปลดคนผู้หนึ่งออกจากตำแหน่งได้ ช่างน่ากลัวเสียจริง!
“อ้อ…” ซินจางสือส่งเสียงราวกับนึกบางอย่างออก “ไป๋เจี้ยฝูยังมีบุตรชายอีกคน บุตรคนเล็กอายุ 14 แต่สติปัญญาไม่ดีเท่าพี่ชาย ไป๋เจี้ยฝูไม่มีภรรยารอง ทั้งบ้านเลยมีกันแค่สองพี่น้อง หากไป๋มู่อวิ๋นเป็นอะไรไป ตระกูลไป๋ก็จบสิ้นแล้ว”
เซี่ยหยู่ “…”
ตระกูลไป๋ช่างน่าสงสาร ยังไม่ทันได้เกิดก็ถูกอัครเสนาบดีเผิงคุมกำเนิดซะแล้ว
แม้ไม่รู้ว่าไป๋เจี้ยฝูพูดอะไรถึงได้ไปสะกิดต่อมประสาทของอัครเสนาบดีเผิง แต่เรื่องเหล่านั้นก็ไม่ได้เกี่ยวกับเซี่ยหยู่ ในเมื่อต้าเซี่ยมีฮ่องเต้กับขุนนางขยะ ไม่เกิน 10 ปี ราชวงศ์นี้คงล่มสลายแน่ๆ!
หลังสนทนากันจบ ซินจางสือก็ร่ำลาหลานทั้งสองด้วยความอาวรณ์
เมื่อรู้ว่าต้องจากลากันจริงๆ แล้ว เซี่ยอวี้ก็กลับมาสะอื้นฮักๆ อีกครั้ง น้ำตาเม็ดโตไหลรินเต็มสองแก้มยุ้ยๆ
“ท่านลุง…ข้า…ข้าไม่อยากไปเลย” เซี่ยอวี้กอดซินจางสือด้วยท่าทางงอแง
ความไร้เดียงสาของเด็กชายเสมือนคมมีดกรีดกลางใจของซินจางสือ เขานิ่งค้างหลายอึดใจ ก่อนจะช่วยเช็ดน้ำตาบนแก้มหลานชาย
“เจ้าตัวเล็ก ลุงบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ ตระกูลซินไม่มีทางทอดทิ้งพวกเจ้า พวกเราจะต้องหาวิธีพาพวกเจ้ากลับมาให้ได้”
“จริงนะ”
“ลุงจะโกหกเจ้าทำไม”
เจ้าตัวน้อยโบกมือลาท่านลุง ก่อนจะก้าวสั้นๆ พร้อมกับทำท่าคอตกกลับไปยังรถม้า
ทางด้านเซี่ยหยู่ พอกลับมาที่รถม้าของตัวเอง นางแกล้งค้นหาบางอย่างในห่อผ้า จริงๆ แอบหยิบเจลประคบตาออกมาจากมิติ ก่อนจะให้ลี่ถิงนำไปส่งให้กับองค์ชายน้อย
“บอกเขาว่าข้าทนเห็นตาหมีแพนด้าของเขาไม่ได้ สิ่งนี้ใช้ประคบตา…ทำแบบนี้นะ” นางบอกพร้อมทำท่าให้ดูเป็นตัวอย่าง
ลี่ถิงพยักหน้าตอบ “เพคะ”
บทพิเศษ 6สี่ทหารเสือ 10 ปีต่อมา สายลมเค็มจากทะเลซัดสาดเป็นระลอก ท่ามกลางบรรยากาศดุดันของท้องทะเล เสียงโห่ร้องของเหล่าทหารดังกึกก้องประสานกับเสียงคลื่น ยิ่งปลุกเร้าโลหิตในอกของเหล่าทหารกล้าให้เดือดพล่าน ในยามนี้ เบื้องหน้ากองทัพเรือของแคว้นต้าเซี่ย คือเรือศึกมหึมาที่เรียงรายแน่นขนัด ธงสีดำลายหัวกะโหลกโบกสะบัดเหนือเสากระโดงตามกระแสลม เมื่อกองเรือธงหัวกะโหลกเคลื่อนเข้าสู่ระยะประชิด เด็กหนุ่มผู้ยืนอยู่บนเรือหลักของต้าเซี่ยในชุดเกราะสีดำก็ก้าวขึ้นสู่ดาดฟ้า เขายืนตระหง่าน ใบหน้าหล่อเหลาสงบนิ่ง ดวงตาคมกริบไร้ความลังเลจ้องตรงไปยังศัตรูเบื้องหน้า ก่อนคำสั่งออกมาด้วยเสียงที่ดังกึกก้อง “ยิง!” ตูม! ตูม! ตูม!! ปืนใหญ่คำรามสนั่น แรงระเบิดสั่นสะเทือนทั้งผืนน้ำและผืนฟ้า เรือโจรสลัดหลายลำถูกกระหน่ำยิงจนแตกเป็นเสี่ยง ไฟลุกโชน เศษซากปลิวกระจัดกระจายทั่วสมรภูมิท้องทะเล “รายงานฝ่าบาท ศัตรูเสียหายหนัก เรือแตกจมหลายลำ แต่ยังมีกองเรือส่วนหนึ่งพยายามฝ่าเข้ามาพ่ะย่ะค่ะ!” “อ
บทพิเศษ 5ทลายกำแพงน้ำแข็ง ครั้นเห็นว่าเซี่ยหยู่เป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว เซี่ยไคเหรินค่อยรู้สึกเบาใจขึ้นมานิดหน่อย ทว่าเมื่อหวนคิดถึงสถานการณ์ของตนเอง ในอกก็อดเปรี้ยวจี๊ดขึ้นมาไม่ได้ ตลอดสองปีที่เซี่ยหยู่กับไป๋มู่อวิ๋นออกท่องยุทธภพด้วยกัน เขาเองก็ไม่ได้เพิกเฉยต่อความรู้สึกของตนเองเลยแม้แต่น้อย เขาเอาใจใส่จิ้งอี๋อย่างจริงจังและสม่ำเสมอ แม้จะรู้ดีว่าองครักษ์สาวผู้เยือกเย็นเช่นนางไม่เคยขัดสนสิ่งใด แต่เขาก็ไม่ได้ละความพยายามที่จะเอาใจใส่นาง ทั้งส่งอาวุธชิ้นใหม่ไปให้ ทั้งชวนนางออกไปกินมื้อเย็นด้วยกัน กระทั่งยอมทุ่มเงินจำนวนมากให้เยว่หลิวเซิง เพื่อแลกซื้ออาวุธจากระบบมาให้นางโดยเฉพาะ แต่กระนั้น นางกลับยังคงนิ่งเฉยไม่เปลี่ยน เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง เทศกาลล่าสัตว์ก็มาถึง ในงานนี้ ฮ่องเต้น้อยย่อมต้องเสด็จออกล่าสัตว์ด้วย เพราะหากปล่อยให้ผู้ว่าราชการแทนอย่างเขาออกหน้าเพียงฝ่ายเดียว ย่อมดูเหมือนว่าเขาตั้งตนยึดอำนาจ ในยามบ้านเมืองสงบสุข ขุนนางที่ว่างงานหันมาชิงดีช
บทพิเศษ 4งานแต่งที่คาดไม่ถึง (2) หลังจากเข้าใจทุกอย่างแล้ว เซี่ยหยู่หลุบตามองมือใหญ่ที่กุมมือนางไว้อย่างหวงแหน มุมปากของนางยกยิ้มอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะยื่นมือเข้าไปตบหลังมือของเขาเบาๆ เป็นการปลอบ “ไม่เป็นไร ข้าจะพูดกับนางเอง” “ข้าไม่มีทางยกเจ้าให้นาง” น้ำเสียงของไป๋มู่อวิ๋นแม้จะราบเรียบ หากแต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่น เซี่ยหยู่ยิ้มให้เขา ก่อนจะหันไปมององค์หญิงใหญ่เผ่าเหมียว อีกฝ่ายดูร้อนรนขึ้นมาทันที รีบชิงเอ่ยขึ้นก่อน “พวกท่านยังไม่ได้แต่งงานกันไม่ใช่หรือ เช่นนั้นรับข้าเป็นอนุเสียก่อนไม่ได้หรือ ข้าเพียงอยากมีเหตุผลร่วมเดินทางไปด้วยเท่านั้นเอง” องค์หญิงใหญ่เผ่าเหมียวยังคงดื้อดึง ไม่ยอมถอยแม้แต่น้อย เซี่ยหยู่ย่นหัวคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าได้ประกาศไว้แล้วว่า จวนของข้าจะไม่มีอนุ หากเขากล้ารับใครเข้ามา ข้าก็จะหย่าทันที ถ้าอยากได้เขา ข้าจะยกให้...” คำพูดยังไม่ทันจบดี ฝ่ามือใหญ่ก็บีบมือของนางแน่นขึ้น
บทพิเศษ 3งานแต่งที่คาดไม่ถึง (1) ทางด้านเซี่ยหยู่และไป๋มู่อวิ๋น หลังจากออกเดินทางขึ้นเหนือลงใต้ ตระเวนไปทั่วแผ่นดินต้าเซี่ย เผลอแป๊บเดียวเวลาก็ล่วงเลยมาถึงสองปีเต็ม เซี่ยหยู่อายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์ กลายเป็นหญิงงามเต็มตัว หากก็แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งความองอาจและสูงศักดิ์ ส่วนไป๋มู่อวิ๋นนั้น เดิมทีก็หล่อเหลาเหนือคนทั่วไปอยู่แล้ว ครั้นยิ่งมีความรัก ความหล่อเหลานั้นก็ยิ่งทวีคูณ หากกระนั้น ด้วยการผ่านศึกนับครั้งไม่ถ้วน ท่วงท่าและอากัปกิริยาของเขากลับแฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่งและองอาจ ชวนให้ผู้พบเห็นยำเกรงโดยไม่รู้ตัว เมื่อหนุ่มรูปงามกับสาวงามเคียงข้างกัน ภาพนั้นทำให้ผู้พบเห็นอดคิดไม่ได้ว่า เทพเซียนจากสวรรค์ลงมายังโลกมนุษย์แท้ๆ ในยามนี้ ทั้งสองเพิ่งเข้าประตูวิวาห์ตามธรรมเนียมของราชวงศ์มาหมาดๆ และกำลังจ้องตากันปริบๆ อยู่ในห้องหอ หากถามว่าเหตุใดทั้งสองจึงจัดงานแต่งอย่างกะทันหัน ต้องย้อนกลับไปเมื่อสามสี่เดือนก่อน ในครานั้น ทั้งคู่เพิ่งเดินทางเข้าสู่เขตป่าของเผ่าเหมียวเจียง บังเอิญได้ยินเสียงร้
บทพิเศษ 2เซี่ยอวี้แสดงฝีมือ (อีกแล้ว) นับตั้งแต่ที่องค์หญิงสี่เซี่ยหยู่หนีออกจากวัง ไม่ใช่สิ! ต้องเรียกว่าออกเดินทางตรวจการทั่วแผ่นดิน ราชฎีกาที่กล่าวถึงความอยุติธรรมซึ่งราษฎรร้องเรียนเข้ามาก็ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ถือว่านางปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม ส่วนฮ่องเต้น้อยเซี่ยอวี้ แม้ระยะหลังจะสนิทสนมกับพี่สาวร่วมอุทร ก็ไม่ได้ร้องไห้โวยวายขอติดตามออกไปท่องโลกกว้างเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว เพราะทุกครั้งที่เซี่ยหยู่พบของดีๆ ระหว่างการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นของเล่นหรือของกิน นางมักจะเก็บของเหล่านั้นใส่ไว้ในมิติ แล้วฝากเยว่หลิวเซิงส่งต่อให้เจ้าตัวเล็กอยู่เสมอ มิหนำซ้ำ ข่าวสารความเคลื่อนไหวต่างๆ ยังถูกส่งถึงเซี่ยไคเหรินอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ ต่อให้บางพื้นที่เกิดโรคระบาดหรือประสบภัยพิบัติธรรมชาติ เซี่ยไคเหรินก็สามารถรับมือได้อย่างทันท่วงที กล่าวถึงเซี่ยอวี้ในยามนี้ เจ้าเล็กตัวขยันเล่าเรียนอย่างยิ่ง ทุกเช้าซานหมิงสหายร่วมศึกษาจะเข้ามาในวัง เพื่อร่วมเรียนกับฮ่องเต้น้อย ครั้นถึง
บทพิเศษ 1องค์หญิงสี่หนีออกวังแล้ว! นับตั้งแต่เซี่ยหยู่ยกทัพมุ่งหน้าสู่ชายแดนตะวันตก วันเวลาก็ล่วงผ่านมาแล้วสามเดือน ในที่สุดม้าเร็วก็นำข่าวดีส่งกลับมายังเมืองหลวง เมื่อเซี่ยไคเหรินได้รับรายงาน สีหน้าก็ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด อดยินดีไม่ได้ที่เมืองฝานถูและเมืองอู๋เวยถูกยึดคืนมาสู่ต้าเซี่ยได้สำเร็จ ไม่เพียงเท่านั้น เยว่หลิวเซิงยังจัดตั้งหน่วยรบพิเศษแดนตะวันตกขึ้นมาใหม่อีกด้วย การก่อสร้างดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีเครื่องจักรครบครัน ยิ่งกว่านั้น ทหารตระกูลไป๋ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการก่อสร้างจากเมืองหลิงหนานอยู่แล้ว เมื่อร่วมมือกับทหารของเว่ยเซียง งานทุกอย่างจึงคืบหน้าอย่างรวดเร็ว ตอนสร้างศูนย์ฝึกพิเศษ เว่ยเซียงที่ได้เห็นเครื่องจักรและเครื่องมือทันสมัยเป็นครั้งแรก ถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออกไปทั้งวัน ต่อมา เมื่อประจักษ์ถึงความสามารถราวกับฟ้าประทานขององค์หญิงสี่ เขาก็แทบลงไปคุกเข่าคารวะเซี่ยหยู่ด้วยความเทิดทูลประหนึ่งว่านางเป็นเทพเจ้า หากไม่ใช่เพราะเซี่ยหยู่ย้ำนักย้ำหนาว่า







