Share

บทที่ 4 ร่ำลาครั้งสุดท้าย

last update Huling Na-update: 2025-10-05 10:15:03

บทที่ 4

ร่ำลาครั้งสุดท้าย

               หลังจากจักรพรรดิออกราชโองการส่งองค์ชายเซี่ยอวี้ไปเมืองหนานหลิง เมืองชายแดนที่อยู่ทางใต้เพื่อกำจัด “ต้นตอแห่งภัยแล้ง” ข่าวนี้ได้แพร่สะพัดไปยังหัวเมืองต่างๆ

               ด้วยเหตุนี้ ระหว่างที่ขบวนรถม้าเคลื่อนออกจากเมืองหลวง สองข้างทางจึงแน่นขนัดไปด้วยผู้คน

               ว่ากันตามจริง ราชโองการของจักรพรรดิล้วนเต็มไปด้วยความงมงาย การส่งองค์ชายน้อยออกนอกเมืองไม่สามารถแก้ต้นตอของภัยแล้งได้ สิ่งที่สำคัญในยามนี้จริงๆ คือเสบียง เงินและความช่วยเหลือจากเหล่าขุนนาง

               “ส่งองค์ชายสามอายุแค่ 5 ขวบ ไปเมืองที่ประสบภัยแล้งก็ไม่ได้ช่วยให้ฝนฟ้าตกลงมาเสียหน่อย ขุนนางพวกนั้นคิดอะไรกันอยู่ เหตุใดไม่นำเงินจากท้องพระคลังออกมาช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัย!”

               เสียงของปัญญาชนผู้หนึ่งดังขึ้นท่ามกลางกลุ่มคนมากมาย

               เมื่อมีคนหนึ่งกล้าวิจารณ์ราชโองการที่ไม่สมเหตุผล คนอื่นๆ ก็ไม่ลังเลที่จะออกความคิดเห็น   

               “ข้าเห็นด้วย ส่งเด็กคนหนึ่งไปชายแดน ฝนจะตกตามฤดูกาลได้อย่างไร”

               “อืม ใช่ๆ”

               “เฮอะ!”

               ระหว่างที่ชาวบ้านกำลังวิจารณ์กันออกรส ชายแก่คนหนึ่งก็แค่นเสียงเย้ยหยัน

               “พวกเจ้าจะรู้อะไร จริงๆ แล้ว ราชโองการฉบับนี้ก็เพื่อลดทอนอำนาจของตระกูลซิน องค์ชายกับองค์หญิงเป็นเพียงแค่ตัวประกัน ควบคุมไม่ให้จวนโหวมีอำนาจเหนือกว่าองค์จักรพรรดิ”

               “ต้องทำขนาดเลยหรือ อำนาจของจักรพรรดิเหนือกว่าจวนโหวอยูแล้ว ตาแก่ เจ้าพูดเกินจริงไปหรือไม่”

               “ใช่ๆ ตาแก่ เจ้าห้ามพูดซี้ซั้วเชียวนะ ประเดี๋ยวก็ถูกตัดหัวทั้งตระกูลเอาหรอก!”

               ชายแก่ส่ายหน้าเบาๆ แล้วกล่าว “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล…พวกเจ้าไม่เคยได้ยินกันหรือ เฮ้อ...ข้าไม่พูดแล้วก็ได้”

               ตาแก่ทิ้งท้ายไว้อย่างนั้นแล้วก็เดินจากไปท่ามกลางฝูงชน

               เหล่าชาวบ้านมองหน้ากัน ลองคิดตามดูแล้วก็เห็นว่าจริง 

               จักรพรรดิแห่งต้าเซี่ยพระองค์นี้บ้าอำนาจ นิสัยขี้ระแวง

               เมื่อสิบปีก่อน นายอำเภอแซ่หลางได้สร้างผลงานยิ่งใหญ่ ช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบอุทกภัยทางใต้จนได้รับชื่อเสียงและความไว้ใจจากชาวเมืองไม่น้อย แต่คุณงามความดีนั้นกลับคงอยู่แค่สิบปี จู่ๆ นายอำเภอแซ่หลางก็ถูกจับขังคุก คดีโกงกินเสบียงของประชาชน ข้อเท็จของคดีนี้ไม่มีใครรู้แน่ชัด ชาวบ้านรู้เพียงแค่ตระกูลหลางถูกเนรเทศไปเกาะทางใต้และไม่ได้ข่าวอีกเลย

               อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ของตระกูลซินตอนนี้ไม่ต่างจากตระกูลหลางนัก

               ตระกูลซินปกป้องชายแดนตะวันตกมาเนิ่นนานจนได้รับความไว้ใจจากประชาชนทั่วแคว้นต้าเซี่ย ลือกันว่าตระกูลซินเรืองอำนาจยิ่งกว่าจักรพรรดิแห่งต้าเซี่ยเสียอีก 

               ฮ่องเต้สุนัขจึงฉวยโอกาสที่ทางใต้เกิดภัยแล้ง จัดฉากแล้วส่งองค์ชายเซี่ยอวี้กับองค์หญิงเซี่ยหยู่ออกจากเมืองหลวง

               เด็กทั้งสองไม่ต่างจากลูกไก่ในกำมือ จะบีบก็ตายจะคายก็รอด ในเมื่อเด็กๆ เป็นจุดอ่อนของตระกูลซิน จักรพรรดิที่หลงใหลในอำนาจจะไม่ใช้พวกเขามาควบคุมตระกูลซินอีกหรือ!?

               ผู้คนพูดคุยกันอย่างจอแจ เซี่ยหยู่ฟังคำพูดเหล่านั้นจนกระจ่างถ่องแท้

               ..

               ..

               เดินทางออกจากเมืองหลวงหลายชั่วยามแล้ว ในที่สุดขบวนรถม้าก็หยุดลงระหว่างทางแยกที่กำลังจะเข้าเมืองหยุนโจว

               เส้นทางแยกนั้นมีรถม้าสามคันจอดอยู่

               รถม้าหนึ่งคันสำหรับโดยสาร อีกสองคันบรรทุกเสบียงและข้าวของจนเต็มคันรถ

               หน้ารถม้าคือชายอายุราวๆ 40 กว่าสองคนยืนรออยู่ คนหนึ่งคือพ่อบ้าน อีกคนคือซินจางสือ ลุงใหญ่ของเด็กทั้งสอง

               ซินจางสือเคยเป็นรองแม่ทัพ แต่ราวๆ หกปีก่อน ตอนสู้กับชนเผ่าทะเลทราย เขาถูกยิงเข้าที่หัวเข่า แม้รอดชีวิต ทว่าบาดแผลนั้นทำให้เขาต้องอาศัยไม้เท้าพยุงกายตลอดชีวิตและไม่อาจกลับสู่สนามรบได้อีก  

               ถึงจะกลายเป็นคนพิการ แต่ซินจางสือกลับยังองอาจสมเป็นบุตรชายคนโตแห่งตระกูลเทพสงคราม

               เจ้าอ้วนเซี่ยอวี้เมื่อเห็นท่านลุงก็รีบวิ่งลงจากรถม้า

               “ท่านลุง! ท่านลุง!”

               ส่วนเซี่ยหยู่ก้าวตามลงจากรถม้าอย่างสุขุม ดวงตาเยาว์วัยเต็มไปด้วยความระแวดระวังขณะเหลือบมองแม่ทัพนำขบวน

               “องค์ชายสาม…ไม่สิ ที่นี่ไม่ใช่วังหลวง ไม่มีใครจับตามองพวกเรา งั้นลุงจะเรียกเจ้าว่าเสี่ยวอวี้เหมือนเดิม” เสียงของซินจางสือค่อนข้างนุ่มนวลและใจดีเมื่อคุยกับหลานๆ  

               เซี่ยอวี้เงยหน้าขึ้น ผงกหัวเหมือนลูกเจี๊ยบที่กำลังจิกข้าวสาร แต่ไม่นาน ปากเล็กๆ ก็เบะทำท่าจะร้องไห้

               “ข้าไม่อยากไปเมืองหนานหลิง อยากอยู่กับเสด็จแม่ อยากเจอท่านลุงบ่อยๆ แล้วก็อยากเล่นกับพี่ชายน้องสาวที่จวนเยอะๆ ด้วย” เซี่ยอวี้พูดอย่างไร้เดียงสา ไม่รู้เลยว่าการเดินทางออกเมืองหลวงครั้งนี้จะไม่ได้หวนคืนกลับมาอีก

               ซินจางสือได้ยินคำพูดนั้นพลันรู้สึกปวดใจ

               ทางด้านพ่อบ้าน ต้องก้มหน้าลงซุกซ่อนดวงตาที่แดงก่ำ 

               เมื่อเซี่ยอวี้เริ่มสะอื้น ซินจางสือก็รีบปลอบ “อย่าร้อง อย่าร้อง...”

               เซี่ยอวี้สูดจมูกแรงๆ ก่อนจะพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “อืม”

               “เสี่ยวหยู่ก็ด้วย ไม่ต้องเสียใจหรือกังวลอะไรทั้งนั้น พวกเราตระกูลซินจะหาวิธีช่วยเหลือพวกเจ้าเอง อยู่ทางใต้ พวกเจ้าสองพี่น้องต้องดูแลกันให้ดี” ซินจางสือหันมากำชับหลานสาวด้วยความเป็นห่วง

               เซี่ยหยู่หยักหน้าตอบ “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”   

               หือ?

               วูบหนึ่ง ดวงตาของซินจางสือฉายแววประหลาดใจ

               องค์หญิงน้อยที่เคยเอาแต่ใจและก้าวร้าว เหตุใดวันนี้จึงยอมรับปากง่ายๆ ซ้ำในแววตาของนางยังคล้ายมีความคิดมากมาย  

               เซี่ยหยู่ไม่อยากให้ท่านลุงสงสัยบุคลิกที่เปลี่ยนไป นางจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง

               เด็กสาวมองซ้ายขวาท่าทางเหมือนมีความลับ ก่อนจะขยับเข้ามาถามท่านลุงใกล้ๆ

               “ท่านลุงเจ้าคะ…ท่านพอจะรู้จักแม่ทัพผู้นำขบวนคนนั้นหรือไม่”

               ซินจางสือเหลือบตามองชายหนุ่มในชุดแม่ทัพ ก่อนตอบเสียงขรึม

               “เขาชื่อไป๋มู่อวิ๋น บุตรชายคนโตของตระกูลไป๋ บิดาเขาคือแม่ทัพไป๋เจี้ยฝู รักษาการณ์ที่เมืองหลวง ไม่นานมานี้ไป๋เจี้ยฝูเกือบถูกถอดออกจากตำแหน่งเพราะพูดบางอย่างที่ทำให้อัครเสนบดีเผิงไม่พอใจ แต่ไม่รู้เป็นมายังไง อัครเสนบดีเผิง              กลับเปลี่ยนใจ เสนอให้ไป๋มู่อวิ๋นมารับตำแหน่งแม่ทัพชายแดนใต้ เมืองที่พวกเจ้ากำลังจะไปนั่นแหละ เพราะอย่างนั้น เขาจึงรับหน้าที่คุ้มกันขบวนครั้งนี้”

               อัครเสนาบดีเผิงเป็นบิดาของฮองเฮา เส้นใหญ่ถึงขนาดสามารถปลดคนผู้หนึ่งออกจากตำแหน่งได้ ช่างน่ากลัวเสียจริง!

               “อ้อ…” ซินจางสือส่งเสียงราวกับนึกบางอย่างออก “ไป๋เจี้ยฝูยังมีบุตรชายอีกคน บุตรคนเล็กอายุ 14 แต่สติปัญญาไม่ดีเท่าพี่ชาย ไป๋เจี้ยฝูไม่มีภรรยารอง ทั้งบ้านเลยมีกันแค่สองพี่น้อง หากไป๋มู่อวิ๋นเป็นอะไรไป ตระกูลไป๋ก็จบสิ้นแล้ว”

               เซี่ยหยู่ “…”

            ตระกูลไป๋ช่างน่าสงสาร ยังไม่ทันได้เกิดก็ถูกอัครเสนาบดีเผิงคุมกำเนิดซะแล้ว   

               แม้ไม่รู้ว่าไป๋เจี้ยฝูพูดอะไรถึงได้ไปสะกิดต่อมประสาทของอัครเสนาบดีเผิง แต่เรื่องเหล่านั้นก็ไม่ได้เกี่ยวกับเซี่ยหยู่ ในเมื่อต้าเซี่ยมีฮ่องเต้กับขุนนางขยะ ไม่เกิน 10 ปี ราชวงศ์นี้คงล่มสลายแน่ๆ!   

               หลังสนทนากันจบ ซินจางสือก็ร่ำลาหลานทั้งสองด้วยความอาวรณ์

               เมื่อรู้ว่าต้องจากลากันจริงๆ แล้ว เซี่ยอวี้ก็กลับมาสะอื้นฮักๆ อีกครั้ง น้ำตาเม็ดโตไหลรินเต็มสองแก้มยุ้ยๆ

               “ท่านลุง…ข้า…ข้าไม่อยากไปเลย” เซี่ยอวี้กอดซินจางสือด้วยท่าทางงอแง

               ความไร้เดียงสาของเด็กชายเสมือนคมมีดกรีดกลางใจของซินจางสือ เขานิ่งค้างหลายอึดใจ ก่อนจะช่วยเช็ดน้ำตาบนแก้มหลานชาย   

               “เจ้าตัวเล็ก ลุงบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ ตระกูลซินไม่มีทางทอดทิ้งพวกเจ้า พวกเราจะต้องหาวิธีพาพวกเจ้ากลับมาให้ได้”

               “จริงนะ”

               “ลุงจะโกหกเจ้าทำไม”

               เจ้าตัวน้อยโบกมือลาท่านลุง ก่อนจะก้าวสั้นๆ พร้อมกับทำท่าคอตกกลับไปยังรถม้า

               ทางด้านเซี่ยหยู่ พอกลับมาที่รถม้าของตัวเอง นางแกล้งค้นหาบางอย่างในห่อผ้า จริงๆ แอบหยิบเจลประคบตาออกมาจากมิติ ก่อนจะให้ลี่ถิงนำไปส่งให้กับองค์ชายน้อย

               “บอกเขาว่าข้าทนเห็นตาหมีแพนด้าของเขาไม่ได้ สิ่งนี้ใช้ประคบตา…ทำแบบนี้นะ” นางบอกพร้อมทำท่าให้ดูเป็นตัวอย่าง

               ลี่ถิงพยักหน้าตอบ “เพคะ” 

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • เนรเทศไม่เป็นไร ข้าเกิดใหม่พร้อมคลังเสบียง!   บทที่ 83 การพิพากษา

    บทที่ 83การพิพากษา หลังจากเผิงซวนเริ่มได้สติ สายตาพลันมองซ้ายมองขวา รู้สึกได้ทันทีว่าบรรยากาศรอบตัวผิดปกติอย่างรุนแรง เขาเงยหน้าขึ้น ทันทีที่สายตาปะทะกับฮ่องเต้ ร่างพลันแข็งทื่อ แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด ฮ่องเต้ซึ่งกำลังเดือดดาลอยู่แล้วก็เปิดฉากสอบสวนเรื่องค้าเกลือเถื่อนขึ้นทันที “เผิงซวน เจ้าจะอธิบายเรื่องค้าเกลือเถื่อนกับค้ามนุษย์อย่างไร” “ฝ่า...ฝ่าบาทตรัสถึงสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่รู้เรื่องจริงๆ” ฮ่องเต้แค่นพระสุรเสียงเยียบเย็น “ทำให้ราชสำนักเสื่อมเสียถึงเพียงนี้ ยังเสแสร้งตีหน้าซื่อ ทำทีว่าตนเป็นผู้บริสุทธิ์อีกหรือ พวกเจ้า นำหลักฐานมาให้เขาดู!” เมื่อกองหลักฐานถูกนำมาวางเรียงตรงหน้า ทั้งบัญชีลับ สมุดรายชื่อ ใบอนุญาตปลอม และตราประทับราชสำนักที่ถูกปลอมแปลงขึ้นอย่างแนบเนียน เผิงซวนก็ร้อนตัวทันที ใบหน้าเหี่ยวชราซีดเผือด ตัวสั่นงันงกแทบนั่งไม่อยู่ ทว่า หากยอมรับความผิดก็มีแต่ต้องโทษประหาร เผิงซวนจึงทำได้เพียงแก้ตัวอย่างหน้าไม่อาย “ทะ…ทูลฝ่าบาท กระหม

  • เนรเทศไม่เป็นไร ข้าเกิดใหม่พร้อมคลังเสบียง!   บทที่ 82 ยาถอนพิษ?

    บทที่ 82ยาถอนพิษ? เวลานั้น ฮองเฮาพาองค์ชายรองเข้ามาในท้องพระโรง ใบหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าโศกและเสียใจ “ฝ่าบาท หม่อมฉันเชื่อว่าต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดแน่เพคะ ฝ่าบาท เห็นแก่หม่อมฉัน โปรดให้ความเป็นธรรมกับอัครเสนาบดีเผิงด้วยเพคะ” ในเวลานี้ เรื่องอื้อฉาวของเผิงซวนจำเป็นต้องมีคำตอบที่ชัดเจน ฮ่องเต้ที่ทรงพิโรธอยู่แล้วย่อมไม่รับฟังคำอ้อนวอนใดๆ ทั้งสิ้น พระเนตรของพระองค์แข็งกร้าวขณะกล่าวกับฮองเฮาว่า “ที่นี่คือท้องพระโรง ใครสั่งให้พวกเจ้าบุกเข้ามา!” “ฝะ…ฝ่าบาท…” “ไสหัวออกไป!” ฮองเฮาไม่เคยเห็นฮ่องเต้กริ้วหนักขนาดนี้มาก่อน พระนางย่อมรู้สึกหวาดกลัวเป็นธรรมดา แต่เพื่อความอยู่รอดและเพื่อศักดิ์ศรีของตระกูลเผิง พระนางจึงต้องกัดฟันโผเข้ากอดขาของชายที่อยู่เหนือทุกสิ่งผู้นี้ ก่อนจะอ้อนวอนด้วยร่างที่สั่นเทาอย่างสุดกำลัง “ฝ่าบาทเพคะ พี่ชายของหม่อมฉันภักดีต่อพระองค์มาโดยตลอด ไม่มีวันทำเรื่องชั่วร้ายเช่นนี้แน่ ต้องมีคนใส่ร้ายพี่ชายของหม่อมฉันแน่นอนเพคะ!” “ใส่ร้ายหรือ?” ฮ่

  • เนรเทศไม่เป็นไร ข้าเกิดใหม่พร้อมคลังเสบียง!   บทที่ 81 สะเทือนไปทั่วเมืองหลวง!

    บทที่ 81สะเทือนไปทั่วเมืองหลวง! ในวันนั้น ชาวบ้านในเมืองหลวงตื่นขึ้นมาทำกิจวัตรประจำวันกันตั้งแต่เช้าตรู่ ทั่วท้องถนนเริ่มคึกคักไปด้วยผู้คนที่ออกมาจับจ่ายซื้อของ แม่ค้าหาบเร่ตั้งแผงเรียงราย เสียงเรียกซื้อสินค้าดังเซ็งแซ่ กลิ่นหอมของอาหารเช้าลอยคลุ้งไปทั่วทั้งถนน แต่แล้ว บรรยากาศปกติและสงบสุขเหล่านั้นกลับต้องหยุดชะงักลง เมื่อชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเห็นจวนตระกูลใหญ่ทั้งสามหลังเหลือแต่โครงสร้างเปล่าๆ “เหวอ! โจรปีศาจออกอาละวาดอีกแล้ว!!” “ว่าไงนะ คราวนี้ไปปล้นบ้านใครอีก!” ฝูงชนที่กระหายความบันเทิงพากันแห่มามุงตามเสียงเรียก ไม่นานนัก จำนวนผู้คนที่มายืนออหน้าจวนที่เหลือแต่โครงสร้างก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ รอบกำแพงจวนยังเต็มไปด้วยกระดาษที่บรรยายเรื่องอื้อฉาวของขุนนางใหญ่แปะประจานอยู่เต็มไปหมด คนในเมืองหลวงส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาจึงอ่านออกเขียนได้ พวกเขาดึงกระดาษที่แปะบนกำแพงออกมาอ่าน จากนั้นก็แสดงความรังเกียจและสะใจออกมาทางสีหน้าอย่างไม่คิดจะปิดบัง ในขณะเดียวกัน คนที่สลบเหมือด

  • เนรเทศไม่เป็นไร ข้าเกิดใหม่พร้อมคลังเสบียง!   บทที่ 80 พายุถล่มจวนตระกูลเผิง (อีกครั้ง)

    บทที่ 80พายุถล่มจวนตระกูลเผิง (อีกครั้ง) ราชวงศ์นี้เต็มไปด้วยความเน่าเฟะและเส้นสาย หากจะจัดการกับเผิงซวนอย่างอยู่หมัด ก็จำเป็นต้องเล่นใหญ่ และมีหลักฐานมัดตัวที่แน่นหนา ทั้งยังต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ที่แม้แต่ฮ่องเต้ก็ไม่อาจเพิกเฉยได้ เมื่อวางแผนเสร็จสิ้น กลางดึกคืนนั้น เซี่ยหยู่และเยว่หลิวเซิงก็เปลี่ยนมาสวมชุดทะมัดทะแมงและใช้สีดำพรางใบหน้า ทั้งสองลอบบุกเข้าไปในจวนตระกูลเผิงที่เพิ่งสร้างใหม่ทันที ดูเหมือนว่าหลักฐานที่ซานตงเหอให้มานั้นจะเป็นความจริง เพราะในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ไม่เพียงแต่เผิงซวนจะสร้างจวนหลังใหม่สำเร็จ ข้าวของเครื่องใช้ภายในจวนยังมีมากมาย แถมยังเป็นของแพงอีกด้วย เป็นไปไม่ได้เลยที่คนที่เพิ่งถูกปล้นจนหมดตัวจะหาเงินมาได้รวดเร็วขนาดนี้ เว้นเสียแต่ว่าคนผู้นั้นจะทำธุรกิจมืด หากถามว่าเหตุใดครั้งนี้ถึงเลือกเยว่หลิวเซิงที่ไม่มีวิชาตัวเบามาด้วย? คำตอบง่ายมาก เยว่หลิวเซิงสามารถเข้าออกในมิติร่วมกับนางได้ ในขณะที่ไป๋มู่อวิ๋นกับจิ้งอี๋ทำไม่ได้ อีกอย่างหนึ่ง เยว่หลิวเซิงเข้าใจอุปกรณ

  • เนรเทศไม่เป็นไร ข้าเกิดใหม่พร้อมคลังเสบียง!   บทที่ 79 ถึงจวนตระกูลซินอย่างปลอดภัย

    บทที่ 79ถึงจวนตระกูลซินอย่างปลอดภัย ทางฝั่งของเยว่หลิวเซิง เมื่อเห็นว่าไป๋มู่อวิ๋นไม่ยอมบังคับให้รถม้าเคลื่อนไปข้างหน้าก็อดสงสัยไม่ได้ จึงยกมือเปิดม่านหน้าต่างแล้วมองออกไปมองด้านนอก เห็นว่าเด็กหนุ่มสามคนกำลังรุมบูลลี่เด็กหนุ่มคนหนึ่งอยู่ แม้เขาจะไม่รู้จักเด็กหนุ่มคนนั้น แต่สีหน้าของไป๋มู่อวิ๋นที่นิ่งผิดปกติ ทำให้เยว่หลิวเซิงรู้ทันทีว่าต้องมีบางอย่างที่ทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ “ถ้าไม่สบายใจก็ลงไปช่วยเขาเถอะ” เยว่หลิวเซิงบอก ไป๋มู่อวิ๋นกระโดดลงจากรถม้าในทันที ก่อนจะก้าวฉับๆ เดินตรงเข้าไปหากลุ่มเด็กหนุ่มที่เอะอะเสียงดัง “คุณชายทั้งหลาย โปรดหลีกทางให้รถม้าของพวกเราด้วย” ไป๋มู่อวิ๋นตั้งใจกดเสียงให้ต่ำมากกว่าปกติ แววตาฉายความดุดันอย่างรุนแรง ทำเอาบรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งเหมือนถูกภูเขากดทับเอาไว้ เด็กหนุ่มทั้งสาม นำโดยเผิงหวาย พอหันมาเห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำเข้ม ใบหน้าขึงขังที่มีแผลเป็นพาดยาวกลางหน้า ต่างก็หน้าถอดสีด้วยความตกใจ สายตาของเหล่าเด็กหนุ่มเลื่อนไปที่เอวของชายห

  • เนรเทศไม่เป็นไร ข้าเกิดใหม่พร้อมคลังเสบียง!   บทที่ 78 กลับสู่เมืองหลวง

    บทที่ 78กลับสู่เมืองหลวง เมื่อออกจากตำหนักร้างบนเขาหยางจี๋ ทั้งสี่คนก็มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงทันที พอมาถึงหน้าประตูใหญ่ก็ค่ำมืดแล้ว พวกเขาจึงตัดสินใจตั้งเต็นท์ค้างแรมข้างนอกหนึ่งคืน แล้วค่อยเข้าเมืองในตอนรุ่งเช้า แน่นอนว่าเซี่ยหยู่ไม่คิดจะผ่านประตูไปแบบประมาท นางกำชับทุกคนว่า ก่อนเข้าเมือง ต้องแปลงโฉมใหม่ให้เรียบร้อยเสียก่อน ในตอนนั้นเอง เยว่หลิวเซิงก็เกิดไอเดียบรรเจิดขึ้นมา รีบเสนอด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นว่า ตนจะปลอมตัวเป็นคุณชายจากตระกูลมั่งคั่งที่เดินทางมาเที่ยวในเมืองหลวง ไป๋มู่อวิ๋นซึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่ ให้รับบทเป็นองครักษ์หน้าดำ ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ติดตามและคนขับรถม้า ส่วนจิ้งอี๋นั้น ใบหน้างดงามมากเกินหญิงสาวทั่วไป หากให้ปลอมเป็นสาวใช้เกรงว่าจะสะดุดตาเกินไป ดังนั้นควรให้แยกออกไปกับเซี่ยหยู่ ปลอมตัวเป็นพี่สาวกับน้องชายที่มาจากชนบท เข้าเมืองมาขายของป่า เซี่ยหยู่ไม่รอช้า หยิบชุดและเครื่องสำอางออกมาจากมิติด้วยรอยยิ้มสดใส ก่อนจะเริ่มลงมือแปลงรูปลักษณ์ให้ตัวเองกับจิ้งอี๋อย่างเพลิดเพล

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status