Share

บทที่ 2 ฟื้นคืนชีพ

Author: JustMoonLight
last update publish date: 2026-07-23 14:41:01

นายท่านใหญ่ฟู่ต้าหลาง ยืนมองเข้าไปในห้องที่บัดนี้น้องรอง ผุ้เป็นน้องชายของเขาและน้องสะใภ้รอง กำลังพูดอ้อนวอนขอร้องให้ฮูหยินผู้เฒ่ากลับไปพักผ่อนที่เรือนนอนก่อน บุตรสาวคนรองของเขากำลังนั่งร้องไห้เงียบๆ อยู่ข้างเตียง นัยน์ตาสวยแดงก่ำเพราะผ่านการร้องไห้มาหลายรอบแล้ว

บุตรสาวคนรองของรักและเอ็นดูฟู่เสียนเย่ว์มากกว่าผู้ใด ทั้งๆ ที่ในจวนนี้มีเด็กมากมายหลายคน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฟู่เสียนโหย่วและฟู่เสียนเย่ว์เป็นหลานสาวที่ฮูหยินผู้เฒ่านำมาเลี้ยงูที่เรือนฝูอันด้วยตัวเองเหมือนกัน

อีกส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะร่างกายของฟู่เสียนเย่ว์อ่อนแอ ป่วยไข้อยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากตู้ซิวซยาผู้เป็นมารดาของฟู่เสียนเย่ว์คลอดเลี้ยงดูนางได้ไม่ถึง 6 เดือน จำเป็นจะต้องไปรับตำแหน่งรองแม่ทัพ ติดตามฟู่ซานหลางผู้เป็นสามีไปเฝ้าชายแดน ทิ้งทารกน้อยอายุ 6 เดือนไว้ให้ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่เลี้ยง

ในปีนั้นจวนจงอู่โหว พยามดื้อดึงแย่งหลานสาวคนนี้ไปอยู่ที่จวนโน้น แต่ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฟู่ไม่ยินยอม ฮูหยินผู้เฒ่ายืนยันว่านางจะเลี้ยงดูทารกน้อยไว้ที่เรือนของนางเอง สุดท้ายจวนจงอู่โหวที่มีฮูหยินผู้เฒ่าเป็นถึงองค์หญิงยังต้องยอมแพ้ แต่ท่างนั้นยังขอส่งสาวใช้ มามาคนสนิทและหมอหลวงมาดูแลฟู่เสียนเย่ว์แทน

เวลาผ่านไปเด็กน้อยอายุ 3 ปี ยังไม่ยอมพูดเหมือนเด็กคนอื่นๆ สติปัญาบกพร่องเชื่องช้ากว่าคนปกติทั่วไป หมอหลวงฉียืนยันว่าสุขภาพไม่มีปัญหา แค่เด็กน้อยพูดช้ากว่าเด็กคนอื่น การเรียนรู้จะช้ากว่าคนทั่วไป ทำให้เด็กน้อยยิ่งน่าสงสาร ฟู่เสียนโหย่วจึงคิดภาษามือง่ายๆ ไว้เพื่อมาคุยกับน้องสาวของนาง

คนที่เข้าใจในเด็กน้อยคนนี้มีจำนวนน้อยยิ่งนัก มีฟู่เสียนโหย่ว จี้มามา เหลียนฮวาและเถาฮวาเท่านั้นที่สามารถสนทนากับฟู่เสียนเย่ว์ได้เข้าใจ ฮูหยินผู้เฒ่าจึงรู้สึกกังวลใจและไม่ยอมให้หลานสาวคนนี้แยกเรือนออกไป สร้างห้องพักในปีกข้างของเรือนฝูอัน ขยายเรือนทางด้านนี้ให้เป็นห้องพักที่กว้างขวางเพื่อให้หลานสาวคนนี้พักอาศัย

นายท่านใหญ่ยืนมองด้วยความทุกข์ใจ เมื่อสายตาสบกับฮูหยินใหญ่เจียงซื่อ สตรีผู้เป็นภรรยาของเขา แม้อายุจะล่วงเลยสี่สิบกว่าปีแล้ว แต่ใบหน้ายังคงงดงามอ่อนเยาว์ นางมีสายตาที่อ่อนโยนช่วยปลอมประโลมใจเขาให้ความทุกข์ใจที่มีคลี่คลายลง

เจียงซื่อลุกขึ้นเดินมาจับมือนายท่านใหญ่ผู้เป็นสามี พร้อมทั้งเรียกชื่อเพื่อเป็นการปลอบใจ “ท่านพี่”

เสียงอ่อนโยนของเจียงซื่อ ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าหันมาสนใจนายท่านใหญ่ทันที

“ว่าอย่างไร นังเด็กนั่นว่าอย่างไรบ้าง” เสียงฮูหยินผู้เฒ่ามีความชิงชังแฝงอยู่

เมื่อนายท่านใหญ่ได้ฟังจึงแอบรู้สึกเสียใจเล็กน้อย เพราะไม่ว่าอย่างไรนั่นก็คือบุตรสาวของเขาคนหนึ่ง “ม่านเอ๋อ บอกข้าว่านางไม่ได้เอ่ยคำไดที่ไม่สมควรกับเย่ว์เอ๋อ ขอรับท่านแม่”

“อ่อ เช่นนั้นยัยหนูหกของข้านางป่วยเองสินะ อยู่ๆ นางจะป่วยเองได้อย่างไร”

“ท่านแม่ ท่านอย่ามีโทสะเลยเจ้าค่ะ เรื่องนี้ที่สำคัญในยามนี้คือขอให้เย่ว์เอ๋อร์มีไข้ลดลงแล้วฟื้นขึ้นมาก่อน” เจียงซื่อพยามไกล่เกลี่ยไม่ให้แม่ลูกทะเลาะกัน

“ท่านแม่ ไม่มีใครได้ยินว่าม่านเอ๋อร์พูด นี่เป็นการคาดเดานะขอรับ” นายท่านใหญ่ พยามเอ่ยแก้ตัวให้บุตรสาวคนเล็กของเขา

เมื่อเหลียนฮวากับเถาฮวาได้ยินก็คุกเข่าพร้อมเอ่ยขอความเป็นธรรมในทันที เถาฮว่าเป็นคนแรกที่พูดว่า “นายท่านใหญ่เจ้าคะ บ่าวผู้น้อยขอยืนยันว่าหลังจากที่บ่าวยกน้ำชาเข้ามา ก็มองเห็นคุณหนูหกขดตัวร้องไห้เสียใจอยู่บนเตียง ในขณะที่คุณหนูสามมองบ่าวแล้วยิ้มทำหน้าสะใจในความทุกข์ผู้อื่นก่อนจะเดินจากไปเจ้าค่ะ”

“ใช่เจ้าค่ะ หลังจากนั้นบ่าวพยามถามคุณหนูหกว่าร้องไห้ทำไม นางส่ายหน้าแล้วสื่อสารว่าท่านพ่อท่านแม่ของนางไม่มีแล้ว แล้วก็ร้องไห้เสียใจมากเจ้า” เหลียนฮวาเล่าซ้ำอีกครั้งด้วยเสียงสั่นเพราะการร่ำไห้อย่างหนัก

“หลังจากนั้นบ่าวพยามอ้อนวอนขอให้คุณหนูหกกินข้าวเที่ยงดื่มยา คุณหนูก็ไม่ยอม จนยามบ่ายคุณหนูเริ่มตัวร้อนเนื่องจากเป็นไข้ บ่าวพยามป้อนยาแต่คุณหนูหกก็ไม่ยอมดื่ม ยามเย็นคุณหนูหกก็หมดสติไปแบบนี้เจ้า ฮือๆ” เถาฮวากล่าวเสริมด้วยความโศกเศร้าทั้งร่ำไห้เสียงดัง ทุกคนในห้องต่างฟังด้วยความสะเทือนใจ

เจียงซื่อพอได้ฟังก็คุกเข่าต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ “หลี่ม่านจะเป็นคนบอกหรือไม่ ตอนนี้ข้าจะไม่เอ่ยแก้ตัวใดๆ แทนนาง ท่านแม่เจ้าคะที่สำคัญตอนนี้คือข้าอยากขอให้ท่านแม่ไปพักก่อนที่สุขภาพท่านจะทนไม่ไหว ส่วนพวกเจ้าก็หยุดร่ำไห้เสีย เสียงดังอย่างนี้คงจะรบกวนคุณหนูหกของพวกเจ้าแล้ว ขอเพียงท่านแม่สุขภาพดี เย่ว์เอ๋อฟื้นขึ้นมา หายเจ็บไข้ พวกเราค่อยมาชำระความกันในภายหน้าเจ้าค่ะ ตอนนี้ลงโทษกักบริเวณไปก่อน นะเจ้าคะท่านแม่”

ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่เมื่อได้ฟังคำของลูกสะใภ้คนโต อารมณ์โกรธที่พุ่งสูงพลันคลายลง แต่ยังอดกล่าวโทษนายท่านใหญ่ไม่ได้ “ดูสิ เจ้ามีภรรยาแสนดีขนาดนี้ยังดึงดันจะรับนางอัปรีย์ผู้นั้นเข้ามาในจวน สุดท้ายก็สร้างแต่เรื่องเดือดร้อนวุ่นวายไม่จบ”

“ท่านแม่ลูกอกตัญญูต่อท่านแล้ว ขอท่านแม่ได้โปรดคลายโทสะด้วยขอรับ” นายท่านใหญ่ยอมลงไปคุกเข่าขอโทษที่พื้น ทุกคนจึงต้องรีบลงไปคุกเข่าที่พื้นด้วย

“เอาล่ะๆ ทุกคนรีบลุกขึ้นเถอะ สะใภ้ใหญ่เจ้าพาข้ากลับห้องนอนของข้าก่อนเถิด สะใภ้รองลำบากเจ้าช่วยดูแลเย่ว์เอ๋อแทนข้าด้วย พรุ่งนี้จวนจงอู่โหวคงจะมีเรื่องใหญ่มาให้แก้ไขอย่างแน่นอน งานไว้อาลัยยังต้องมีคนดูแล เจ้าใหญ่เจ้ารองก็รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ” เมื่อฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวจบก็ยื่นมือให้เจียงซื่อประคองตนกลับเรือนนอน หลีมามาและสาวใช้คนสนิทติดตามกลับออกไปจากห้อง นายท่านใหญ่หันมาสบตานายท่านรอง ด้วยแววตาลำบากใจ

“ลำบากน้องสะใภ้แล้ว” นายท่านใหญ่เอ่ยลาน้องสะใภ้พร้อมรับการคำนับลาก่อนจะเดินกลับไปเรือนนอน

นายท่านรองสบตากับภรรยาตนอย่างหนักใจก่อน แล้วเอ่ยขอตัวลาไปพักผ่อนเช่นกัน ซ่งซื่อเอ่ยฝากให้ฟู่เสียนโหย่วช่วยดูแลฟู่เสียนเย่ว์ใหดี เพราะนางจะขอเดินออกไปส่งนายท่านรองที่หน้าเรือน

เมื่อทุกคนออกไปจนหมด ในห้องปีกข้างแห่งนี้จึงเหลือเพียงฟู่เสียนโหย่ว สาวใช้คนสนิทของนางนามเสี่ยวจิ่ว คนรับใช้ของฟู่เสียนเย่ว์ เหลียนฮวา และเถาฮวา น้ำตาและความเจ็บแค้นของฟู่เสียนโหย่ว ก็ทะลายออกมา นางจับมือของเด็กน้อยบนเตียงร่ำไห้

“พวกเจ้าดูสิ น้องหกของข้าป่วยหนักขนาดนี้กลับลงโทษหลี่ม่านแค่กักบริเวณเท่านั้น ทำไมท่านพ่อจึงมีใจลำเอียงเช่นนี้ ข้าไม่ได้รังเกียจที่นางเป็นลูกอนุ แต่ข้ารังเกียจนิสัยเลวร้ายของนาง” เสียงร่ำไห้ในห้องเหมือนจะดังขึ้นสักครู่ก่อนจะสงบลง

มือเรียวขาวผ่องของฟู่เสียนโหย่วกุมมือเล็กไว้จนอุ่นร้อน ไม่ยอมปล่อยมือจนเผลอหลับฟุบไปบนเตียง ซ่งซื่อกลับมามองหลานสาวทั้งสองแล้วส่ายหน้าก่อนจะเอื้อมมือไปจับหน้าผากของเด็กน้อยบนเตียง

“ไข้เริ่มลดแล้ว สีหน้าดีขึ้นแล้วนี่”

“บ่าวก็สังเกตุว่าหน้าคุณหนูหกดูดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ”

“เหลียนฮวา เจ้าปลดม่านมุ้งลงแล้วหรี่แสงเทียนอีกหน่อย เถาฮวากับเสี่ยวจิ่วอุ้มประคองคุณหนูรองขึ้นเตียง ให้พวกนางนอนด้วยกันนั่นล่ะ ส่วนพวกเจ้านั่งเฝ้าดูให้ดี ข้าจะไปนั่งปักผ้าอีกฝั่งของฉากกั้น หากมีอะไรเกิดขึ้น ให้พวกเจ้ารีบเรียกข้า”

เมื่อไฟในห้องหรี่ลง คนเฝ้าในห้องเริ่มเคลิ้มหลับเพราะวันนี้มีเรื่องมากมาย ร่างกายจึงอ่อนล้า จึงไม่มีใครสังเกตุเห็นว่า เด็กน้อยที่แสร้งหลับตามาตลอดแอบลืมตาขึ้น กวาดสายตามองสภาพรอบห้องด้วยความรูสึกแปลกประหลาดใจ

ความจริงนางรู้สึกตัวตื่นขึ้นมานานแล้ว และนอนหลับตาแอบฟังพร้อมทั้งทำความเข้าใจเรื่องน่าประหลาดเหล่านี้ด้วยความประหลาดใจ ครั้นจะเอ่ยปากพูด ก็เหมือนว่าปากของนางหนักมาก แขนและขาอ่อนแรงไปหมด จึงทำได้เพียงนอนฟังและคิดวิเคราะห์เรื่องราวอยู่ในใจ ยามนี้นางรู้สึกว่าตนเองเหมือนจะมีแรงขึ้นมาบ้างแล้ว ปากเล็กๆ ของนางขยับขึ้นลงและมีเสียงแหบพร่าพูดไม่ค่อยชัด ดังขึ้นเบาๆ

“ข้าฟื้นกลับมาแล้ว”

.............

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เปลี่ยนชะตาคืนวาสนา   บทที่ 72 จิ้นอ๋อง มีโทสะ

    ฟู่เสียนเย่ว์กลับเรือนนอนด้วยความเศร้าหมอง ความเสียใจมากมายขนาดนี้ทำให้ฟู่เสียนเย่ว์เพิ่งเข้าใจในความรู้สึกของตนเองว่านางคงหลงรักเซียวอวี้หยวนเข้าแล้ว ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อาจจะเป็นเพราะแรกพบที่หน้าจวนตระกูลฟู่แล้วรู้ว่าเขาคือจิ้นอ๋องผู้ที่นางยึดถือว่าเป็นสามีของร่างเก่าของนาง หรือจากที่พบกันในวัดหลงอิ่นหรือยามที่ได้รับความช่วยเหลือจากจิ้นอ๋องหลายครั้งรับของขวัญจากเขาหลายครา ในชีวิตเก่าองค์หญิงสิบสี่แห่งแคว้นเว่ยต้องแต่งงานกับจิ้นอ๋อง มีคนมาเล่าเรื่องจิ้นอ๋องให้นางฟังมากมายยามนั้นนางแอบใฝ่ฝันเล็กๆ ว่านางจะได้แต่งงานกับสามีผู้สง่างามและมีความสุข แต่นางไม่มีโอกาสได้พบหน้าผู้เป็นสามีกลับสิ้นชีพเสียก่อน เมื่อได้มีโอกาสมาพบกันอีกครั้ง นางจึงแอบสนใจเขาเป็นพิเศษ และยิ่งไว้ใจเขามากเป็นพิเศษ การได้สนทนาพูดคุยกัน ยิ่งรู้สึกว่าคนผู้นี้เป็นคนของนาง แต่ฟู่เสียนเย่ว์รู้ว่ามีใจให้เขาในวันที่ตนเองต้องตัดใจ นางรู้ดีหากแต่งงานกับเขา ในอนาคตจิ้นอ๋องไม่สามารถมีนางเพียงคนเดียวได้ ต่อให้เขาดีต่อนางมากเพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่านางจะสำคัญเหนือบิดามารดาของเขา ส่วนนางเองก็แน่ใจเช่นกันว่านางไม่

  • เปลี่ยนชะตาคืนวาสนา   บทที่ 71 ตัดใจ

    ฟู่ต้าหลาง เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในงานเลี้ยงฉลองหมั้นของเว่ยไท่หยางและฟู่เสียนหยา เขาสังเกตเห็นเซียวอวี้หยวนผู้เป็นจิ้นอ๋องพูดคุยและส่งสายตาอ่อนหวานให้กับหลานสาวของเขา ฟู่เสียนเย่ว์นางยังเป็นเด็กน้อยในสายตาของฟู่ต้าหลางเสมอ ดังนั้นเขาจึงมองออกว่าเด็กน้อยผู้นี้หวั่นไหวเสียแล้ว ยิ่งเขานึกถึงข่าวลือเรื่องดวงกินภรรยาของจิ้นอ๋องแล้ว เขาจึงรู้สึกไม่สบายใจ อีกทั้งในอนาคตหากเกิดการแย่งชิงบรรลังก์ เขากลัวว่าหลานสาวจะมีอันตรายต้องระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา เขาจึงไม่อยากให้ฟู่เสียนเย่ว์ไปพัวพันกับจิ้นอ๋อง ถึงแม้ว่าการได้แต่งงานกับจิ้นอ๋องจะมีตำแหน่งเป็นถึงพระชายาเอกของจิ้นอ๋อง แต่ก็เป็นได้เพียงซวี่เสียน ที่หมายถึงภรรยาที่แต่งงานใหม่เป็นครั้งที่สอง สำหรับฟู่อีหลางแล้ว หลานสาวของเขามีดีมากกว่านี้ เขาไม่อยากจะให้หลานสาวของเขาต้องเจ็บช้ำน้ำใจในภายหลัง ภายหลังจากงานเลี้ยงจบลงแล้ว ฟู่ต้าหลางเห็นว่ายังไม่ดึกมาก เขาจึงเดินมาขอพบฮูหยินผู้เฒ่าที่เรือนฝูอัน และนำเรื่องที่ตนรู้สึกเป็นห่วงเอ่ยกับฮูหยินผู้เฒ่าอย่างต้องการคำปรึกษา ถ้าหากเป็นหลานสาวคนอื่น ตนควรไปปรึกษากับบิดามาดาของนาง แต่ฟู่เสียนเย่ว์พิเศษ

  • เปลี่ยนชะตาคืนวาสนา   บทาี่ 70 วันหมั้นของแม่ทัพเว่ย

    เว่ยไท่หยางพูดคุยเจรจาตกลงกับฮูหยินผู้เฒ่าฟู่และฟู่อีหลางจนสำเร็จ โดยทางตระกูลฟู่ยินยอมให้เว่ยไท่หยางส่งแม่สื่อมาสู่ขอฟู่เสียนหยาตามประเพณีได้ ในช่วงนี้อยู่ในขั้นตอนทาบทามส่งสินสอดและของหมั้นให้แก่ว่าที่เจ้าสาว จนมาถึงขั้นยื่นเทียบดวงชะตาวันเดือนปีเกิดของทั้งคู่ ฟู่อีหลางนับถือไต้ซือเหยียนหร่านจึงนำเทียบดวงชะตาเดินทางไปปรึกษาไต้ซือเหยียนหร่านด้วยตนเองถึงเมืองหนานไฮ่ เมื่อได้กำหนดวันเวลามงคลแน่นอนแล้วจึงจัดงานหมั้นขึ้นก่อน ส่วนงานแต่งจะจัดขึ้นในต้นปีหน้า สตรีหลายคนเมื่อรู้ข่าวเรื่องงานมงคลครั้งนี้ล้วนแต่จะต้องรู้สึกใจสลาย เมื่อบุรุษในฝันของพวกนางกำลังจะมีคู่ครองไปอีกคนแล้วงานหมั้นและงานเลี้ยงฉลองการหมั้นของเว่ยไท่หยางและฟู่เสียนหยาจัดขึ้นอย่างใหญ่โต เนื่องจากแม่ทัพเว่ยไท่หยางเคยเป็นอ๋องแปดแห่งแคว้นเว่ย ยอมมีหลายฝ่ายไม่วางใจในตัวเว่ยไท่หยาง คราวนี้เซียวอวี้หยวนจึงปรึกษากับฟู่อีหลางขอจัดงานใหญ่โตเพื่อความมีหน้ามีตาของฟู่เสียนหยาอีกนัยหนึ่งเพื่อแสดงว่าเว่ยไท่หยางยามนี้เกี่ยวดองกับแคว้นฉีและถือว่าเป็นคนแคว้นฉีเพิ่มมาอีกหนึ่งขั้น ฟู่อีหลางในสายตาของชาวบ้านทั่วไปมองนายท่านรองฟู่เป็นเศรษฐ

  • เปลี่ยนชะตาคืนวาสนา   บทที่ 69 อยากเป็นเขยสี่ตระกูลฟู่

    วันต่อมาฟู่เสียนเย่ว์นั่งกินข้าวเช้าอยู่กับฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฟู่ที่เรือนฝูอัน เมื่อกินอาหารใกล้เสร็จมีบ่าวของเรือนรองมาแจ้งว่า นายท่ารองให้ฮูหยินผู้เฒ่าเตรียมตัวต้อนรับแขก ยามสายนายท่านรองจะพาแขกมาเยี่ยมเยือนที่เรือนฝูอัน ฟู่เสียนเย่ว์แอบอมยิ้มน้อยๆ เพราะนางพอจะเดาได้ว่าแขกผู้นั้นต้องเป็นเว่ยไท่หยางพี่ชายของนางในยามนี้ฟู่เสียนเย่ว์อายุสิบสี่ปีตามธรรมเนียมจะต้องขอตัวหลบไปก่อน เพราะแขกที่มายามสายนี้เป็นแขกบุรุษที่มาในนามแขกของเรือนรอง ฮูหยินผู้เฒ่าเลี้ยงดูฟู่เสียนเย่ว์มาอย่างใกล้ชิด และอ่านสีหน้าของหลานสาวผู้นี้ออก จึงเอ่ยปากถามฟู่เสียนเย่ว์ทันที“เจ้าคงรู้สินะว่าผู้ที่จะมาคือใคร และมาเพราะเหตุใด เจ้าควรจะรีบบอกมาให้ย่ารู้ก่อนเถิด ย่าจะได้มีข้อมูลเพื่อวางแผนตัดสินใจไว้ล่วงหน้า”“เรียนท่านย่า ผู้ที่กำลังจะมาเป็นแขกน่าจะเป็นแม่ทัพเว่ยไท่หยางเจ้าค่ะท่านย่า แม่ทัพเว่ยผู้เป็นพี่บุญธรรมของหลานผู้นั้น เขาอยากเป็นพี่เขยสี่ของหลานเจ้าค่ะ ท่านย่ามีความคิดเห็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฟู่มีสีหน้าประหลาดใจ “เหตุใดเขาจึงมาชอบยัยหนูสี่ได้เล่า ทั้งสองคนมีใจตรงกันหรือเปล่า เรื่องนี้เจ้าพอ

  • เปลี่ยนชะตาคืนวาสนา   บทที่ 68 ไม่ต้องการคำสัญญา

    เว่ยไท่หยางเล่าเรื่องของเขากับฟู่เสียนหยาให้ฟู่เสียนเย่ว์ฟังคร่าวๆ เขาเองไม่สะดวกจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้น้องสาวของตนฟัง หนึ่งนี่คือเรื่องส่วนตัวสำหรับพวกเขา สองเพื่อปกป้องชื่อเสียงของฟู่เสียนหยา สามเขาเขินอายหากจะให้เล่ารายละเอียดเหล่านี้ให้น้องสาวฟัง“ยามนี้พี่ไท่หยางคิดว่าจะเข้าไปคุยและพูดสู่ขอพี่เสียนหยาด้วยตัวเองในวันพรุ่งนี้หรือเจ้าคะ”“หรือเจ้ามีวิธีที่ดีกว่านี้” เว่ยไท่หยางถามน้องสาวด้วยความร้อนใจแต่ยังคงพูดจากระชับสั้นๆ“ความเยือกเย็นของพี่ชายหายไปหมดแล้วจริงๆ ก่อนที่ข้าจะช่วยเหลือพี่ชาย ท่านจะต้องตอบคำถามของข้าเสียก่อน” เว่ยไท่หยางขมวดคิ้วมองน้องสาวด้วยสีหน้าจริงจัง “เจ้าเอ่ยถามมาเถิด”“พี่ไท่หยางแน่ใจแล้วหรือเจ้าคะว่ารักพี่หญิงสี่ของข้าจริงจัง ไม่ใช่ตื่นเต้นกับความรู้สึกแปลกใหม่กับการที่พี่หญิงสี่ของข้ามีนิสัยไม่เหมือนใคร ท่านแน่ใจแล้วหรือเต้าคะว่าในอนาคตจะไม่รังเกียจนิสัยที่ไม่เป็นกุลสตรี ไม่เรียบร้อยและอ่อนหวานของนาง”“ข้าแน่ใจ”“อ่อ เช่นนั้นสตรีที่เคยติดตามท่านพี่ตอนเป็นอ๋องแปดล่ะเจ้าคะ ท่านจะจัดการพวกนางอย่างไร ข้าเคยได้ยินว่าพี่ไท่หยางทิ้งพระชายาเอกไว้ที่แคว้นเว่ย ใน

  • เปลี่ยนชะตาคืนวาสนา   บทที่ 67 ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด

    ระหว่างที่คนอื่นร่ำสุรากันอย่างสนุกสนาน ฟู่เสียนเหยียนนั่งปักผ้าท่ามกลางทิวทัศน์ที่สวยงามริมลำธาร ด้านข้างมีฟู่เสียนเย่ว์เอนตัวอ่านตำราพร้อมทั้งหยิบขนมกินอย่างสุขสำราญ ฟู่เสียนเหยียนเหลือบมองน้องสาวของตนด้วยรอยยิ้มอย่างภูมิใจ ไม่เสียแรงที่นางพยายามทำขนมเหล่านี้มาเพราะความจริงแล้วฟู่เสียนเย่ว์เลือกกินเป็นที่สุด ถ้าหากอาหารไม่ถูกปากนางจะกินได้น้อย ขนมหากไม่อร่อยนางจะไม่ฝืนกิน ฟู่เสียนเหยียนได้ฟังอาสะใภ้สามของนางพูดบ่นว่า รู้สึกคิดถึงบ้านเดิมจึงพาบุตรสาวกลับไปเยี่ยมเยือนจวนจงอู่โหว สองแม่ลูกพักอาศัยอยู่ที่นั่นหลายวัน ยามอยู่จวนนั้นฟู่เสียนเย่ว์กินอาหารได้นิดเดียว อาหารไม่ถูกปากก็ไม่ยอมบอกใคร หรือใช้ให้คนครัวทำมาให้ใหม่ นี่ล่ะคือนิสัยน้องสาวของนางกลัวผู้อื่นลำบากแต่ก็ไม่ยินยอมฝืนใจตัวเอง จึงเลือกไม่กินอะไรเสียดีกว่า เมื่อกลับมาถึงจวนตระกูลฟู่ ฟู่เสียนเย่ว์มีร่างกายผ่ายผอมใบหน้ามีแก้มตอบ จนคนตระกูลฟู่ต่างปวดใจโดยเฉพาะซ่งซื่อที่รีบไปโรงครัวลงมือทำอาหารด้วยตัวเองเพื่อขุนหลานสาวให้อ้วนขึ้น ก่อนหน้านี้เมื่อฟู่เสียนเหยียนรู้ว่าต้องมางานล่าสัตว์ นางกลัวน้องสาวกินอะไรไม่ได้จึงจัดเตรียมขนม

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status