LOGINนายท่านใหญ่ฟู่ต้าหลาง ยืนมองเข้าไปในห้องที่บัดนี้น้องรอง ผุ้เป็นน้องชายของเขาและน้องสะใภ้รอง กำลังพูดอ้อนวอนขอร้องให้ฮูหยินผู้เฒ่ากลับไปพักผ่อนที่เรือนนอนก่อน บุตรสาวคนรองของเขากำลังนั่งร้องไห้เงียบๆ อยู่ข้างเตียง นัยน์ตาสวยแดงก่ำเพราะผ่านการร้องไห้มาหลายรอบแล้ว
บุตรสาวคนรองของรักและเอ็นดูฟู่เสียนเย่ว์มากกว่าผู้ใด ทั้งๆ ที่ในจวนนี้มีเด็กมากมายหลายคน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฟู่เสียนโหย่วและฟู่เสียนเย่ว์เป็นหลานสาวที่ฮูหยินผู้เฒ่านำมาเลี้ยงูที่เรือนฝูอันด้วยตัวเองเหมือนกัน อีกส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะร่างกายของฟู่เสียนเย่ว์อ่อนแอ ป่วยไข้อยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากตู้ซิวซยาผู้เป็นมารดาของฟู่เสียนเย่ว์คลอดเลี้ยงดูนางได้ไม่ถึง 6 เดือน จำเป็นจะต้องไปรับตำแหน่งรองแม่ทัพ ติดตามฟู่ซานหลางผู้เป็นสามีไปเฝ้าชายแดน ทิ้งทารกน้อยอายุ 6 เดือนไว้ให้ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่เลี้ยง ในปีนั้นจวนจงอู่โหว พยามดื้อดึงแย่งหลานสาวคนนี้ไปอยู่ที่จวนโน้น แต่ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฟู่ไม่ยินยอม ฮูหยินผู้เฒ่ายืนยันว่านางจะเลี้ยงดูทารกน้อยไว้ที่เรือนของนางเอง สุดท้ายจวนจงอู่โหวที่มีฮูหยินผู้เฒ่าเป็นถึงองค์หญิงยังต้องยอมแพ้ แต่ท่างนั้นยังขอส่งสาวใช้ มามาคนสนิทและหมอหลวงมาดูแลฟู่เสียนเย่ว์แทน เวลาผ่านไปเด็กน้อยอายุ 3 ปี ยังไม่ยอมพูดเหมือนเด็กคนอื่นๆ สติปัญาบกพร่องเชื่องช้ากว่าคนปกติทั่วไป หมอหลวงฉียืนยันว่าสุขภาพไม่มีปัญหา แค่เด็กน้อยพูดช้ากว่าเด็กคนอื่น การเรียนรู้จะช้ากว่าคนทั่วไป ทำให้เด็กน้อยยิ่งน่าสงสาร ฟู่เสียนโหย่วจึงคิดภาษามือง่ายๆ ไว้เพื่อมาคุยกับน้องสาวของนาง คนที่เข้าใจในเด็กน้อยคนนี้มีจำนวนน้อยยิ่งนัก มีฟู่เสียนโหย่ว จี้มามา เหลียนฮวาและเถาฮวาเท่านั้นที่สามารถสนทนากับฟู่เสียนเย่ว์ได้เข้าใจ ฮูหยินผู้เฒ่าจึงรู้สึกกังวลใจและไม่ยอมให้หลานสาวคนนี้แยกเรือนออกไป สร้างห้องพักในปีกข้างของเรือนฝูอัน ขยายเรือนทางด้านนี้ให้เป็นห้องพักที่กว้างขวางเพื่อให้หลานสาวคนนี้พักอาศัย นายท่านใหญ่ยืนมองด้วยความทุกข์ใจ เมื่อสายตาสบกับฮูหยินใหญ่เจียงซื่อ สตรีผู้เป็นภรรยาของเขา แม้อายุจะล่วงเลยสี่สิบกว่าปีแล้ว แต่ใบหน้ายังคงงดงามอ่อนเยาว์ นางมีสายตาที่อ่อนโยนช่วยปลอมประโลมใจเขาให้ความทุกข์ใจที่มีคลี่คลายลง เจียงซื่อลุกขึ้นเดินมาจับมือนายท่านใหญ่ผู้เป็นสามี พร้อมทั้งเรียกชื่อเพื่อเป็นการปลอบใจ “ท่านพี่” เสียงอ่อนโยนของเจียงซื่อ ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าหันมาสนใจนายท่านใหญ่ทันที “ว่าอย่างไร นังเด็กนั่นว่าอย่างไรบ้าง” เสียงฮูหยินผู้เฒ่ามีความชิงชังแฝงอยู่ เมื่อนายท่านใหญ่ได้ฟังจึงแอบรู้สึกเสียใจเล็กน้อย เพราะไม่ว่าอย่างไรนั่นก็คือบุตรสาวของเขาคนหนึ่ง “ม่านเอ๋อ บอกข้าว่านางไม่ได้เอ่ยคำไดที่ไม่สมควรกับเย่ว์เอ๋อ ขอรับท่านแม่” “อ่อ เช่นนั้นยัยหนูหกของข้านางป่วยเองสินะ อยู่ๆ นางจะป่วยเองได้อย่างไร” “ท่านแม่ ท่านอย่ามีโทสะเลยเจ้าค่ะ เรื่องนี้ที่สำคัญในยามนี้คือขอให้เย่ว์เอ๋อร์มีไข้ลดลงแล้วฟื้นขึ้นมาก่อน” เจียงซื่อพยามไกล่เกลี่ยไม่ให้แม่ลูกทะเลาะกัน “ท่านแม่ ไม่มีใครได้ยินว่าม่านเอ๋อร์พูด นี่เป็นการคาดเดานะขอรับ” นายท่านใหญ่ พยามเอ่ยแก้ตัวให้บุตรสาวคนเล็กของเขา เมื่อเหลียนฮวากับเถาฮวาได้ยินก็คุกเข่าพร้อมเอ่ยขอความเป็นธรรมในทันที เถาฮว่าเป็นคนแรกที่พูดว่า “นายท่านใหญ่เจ้าคะ บ่าวผู้น้อยขอยืนยันว่าหลังจากที่บ่าวยกน้ำชาเข้ามา ก็มองเห็นคุณหนูหกขดตัวร้องไห้เสียใจอยู่บนเตียง ในขณะที่คุณหนูสามมองบ่าวแล้วยิ้มทำหน้าสะใจในความทุกข์ผู้อื่นก่อนจะเดินจากไปเจ้าค่ะ” “ใช่เจ้าค่ะ หลังจากนั้นบ่าวพยามถามคุณหนูหกว่าร้องไห้ทำไม นางส่ายหน้าแล้วสื่อสารว่าท่านพ่อท่านแม่ของนางไม่มีแล้ว แล้วก็ร้องไห้เสียใจมากเจ้า” เหลียนฮวาเล่าซ้ำอีกครั้งด้วยเสียงสั่นเพราะการร่ำไห้อย่างหนัก “หลังจากนั้นบ่าวพยามอ้อนวอนขอให้คุณหนูหกกินข้าวเที่ยงดื่มยา คุณหนูก็ไม่ยอม จนยามบ่ายคุณหนูเริ่มตัวร้อนเนื่องจากเป็นไข้ บ่าวพยามป้อนยาแต่คุณหนูหกก็ไม่ยอมดื่ม ยามเย็นคุณหนูหกก็หมดสติไปแบบนี้เจ้า ฮือๆ” เถาฮวากล่าวเสริมด้วยความโศกเศร้าทั้งร่ำไห้เสียงดัง ทุกคนในห้องต่างฟังด้วยความสะเทือนใจ เจียงซื่อพอได้ฟังก็คุกเข่าต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ “หลี่ม่านจะเป็นคนบอกหรือไม่ ตอนนี้ข้าจะไม่เอ่ยแก้ตัวใดๆ แทนนาง ท่านแม่เจ้าคะที่สำคัญตอนนี้คือข้าอยากขอให้ท่านแม่ไปพักก่อนที่สุขภาพท่านจะทนไม่ไหว ส่วนพวกเจ้าก็หยุดร่ำไห้เสีย เสียงดังอย่างนี้คงจะรบกวนคุณหนูหกของพวกเจ้าแล้ว ขอเพียงท่านแม่สุขภาพดี เย่ว์เอ๋อฟื้นขึ้นมา หายเจ็บไข้ พวกเราค่อยมาชำระความกันในภายหน้าเจ้าค่ะ ตอนนี้ลงโทษกักบริเวณไปก่อน นะเจ้าคะท่านแม่” ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่เมื่อได้ฟังคำของลูกสะใภ้คนโต อารมณ์โกรธที่พุ่งสูงพลันคลายลง แต่ยังอดกล่าวโทษนายท่านใหญ่ไม่ได้ “ดูสิ เจ้ามีภรรยาแสนดีขนาดนี้ยังดึงดันจะรับนางอัปรีย์ผู้นั้นเข้ามาในจวน สุดท้ายก็สร้างแต่เรื่องเดือดร้อนวุ่นวายไม่จบ” “ท่านแม่ลูกอกตัญญูต่อท่านแล้ว ขอท่านแม่ได้โปรดคลายโทสะด้วยขอรับ” นายท่านใหญ่ยอมลงไปคุกเข่าขอโทษที่พื้น ทุกคนจึงต้องรีบลงไปคุกเข่าที่พื้นด้วย “เอาล่ะๆ ทุกคนรีบลุกขึ้นเถอะ สะใภ้ใหญ่เจ้าพาข้ากลับห้องนอนของข้าก่อนเถิด สะใภ้รองลำบากเจ้าช่วยดูแลเย่ว์เอ๋อแทนข้าด้วย พรุ่งนี้จวนจงอู่โหวคงจะมีเรื่องใหญ่มาให้แก้ไขอย่างแน่นอน งานไว้อาลัยยังต้องมีคนดูแล เจ้าใหญ่เจ้ารองก็รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ” เมื่อฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวจบก็ยื่นมือให้เจียงซื่อประคองตนกลับเรือนนอน หลีมามาและสาวใช้คนสนิทติดตามกลับออกไปจากห้อง นายท่านใหญ่หันมาสบตานายท่านรอง ด้วยแววตาลำบากใจ “ลำบากน้องสะใภ้แล้ว” นายท่านใหญ่เอ่ยลาน้องสะใภ้พร้อมรับการคำนับลาก่อนจะเดินกลับไปเรือนนอน นายท่านรองสบตากับภรรยาตนอย่างหนักใจก่อน แล้วเอ่ยขอตัวลาไปพักผ่อนเช่นกัน ซ่งซื่อเอ่ยฝากให้ฟู่เสียนโหย่วช่วยดูแลฟู่เสียนเย่ว์ใหดี เพราะนางจะขอเดินออกไปส่งนายท่านรองที่หน้าเรือน เมื่อทุกคนออกไปจนหมด ในห้องปีกข้างแห่งนี้จึงเหลือเพียงฟู่เสียนโหย่ว สาวใช้คนสนิทของนางนามเสี่ยวจิ่ว คนรับใช้ของฟู่เสียนเย่ว์ เหลียนฮวา และเถาฮวา น้ำตาและความเจ็บแค้นของฟู่เสียนโหย่ว ก็ทะลายออกมา นางจับมือของเด็กน้อยบนเตียงร่ำไห้ “พวกเจ้าดูสิ น้องหกของข้าป่วยหนักขนาดนี้กลับลงโทษหลี่ม่านแค่กักบริเวณเท่านั้น ทำไมท่านพ่อจึงมีใจลำเอียงเช่นนี้ ข้าไม่ได้รังเกียจที่นางเป็นลูกอนุ แต่ข้ารังเกียจนิสัยเลวร้ายของนาง” เสียงร่ำไห้ในห้องเหมือนจะดังขึ้นสักครู่ก่อนจะสงบลง มือเรียวขาวผ่องของฟู่เสียนโหย่วกุมมือเล็กไว้จนอุ่นร้อน ไม่ยอมปล่อยมือจนเผลอหลับฟุบไปบนเตียง ซ่งซื่อกลับมามองหลานสาวทั้งสองแล้วส่ายหน้าก่อนจะเอื้อมมือไปจับหน้าผากของเด็กน้อยบนเตียง “ไข้เริ่มลดแล้ว สีหน้าดีขึ้นแล้วนี่” “บ่าวก็สังเกตุว่าหน้าคุณหนูหกดูดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ” “เหลียนฮวา เจ้าปลดม่านมุ้งลงแล้วหรี่แสงเทียนอีกหน่อย เถาฮวากับเสี่ยวจิ่วอุ้มประคองคุณหนูรองขึ้นเตียง ให้พวกนางนอนด้วยกันนั่นล่ะ ส่วนพวกเจ้านั่งเฝ้าดูให้ดี ข้าจะไปนั่งปักผ้าอีกฝั่งของฉากกั้น หากมีอะไรเกิดขึ้น ให้พวกเจ้ารีบเรียกข้า” เมื่อไฟในห้องหรี่ลง คนเฝ้าในห้องเริ่มเคลิ้มหลับเพราะวันนี้มีเรื่องมากมาย ร่างกายจึงอ่อนล้า จึงไม่มีใครสังเกตุเห็นว่า เด็กน้อยที่แสร้งหลับตามาตลอดแอบลืมตาขึ้น กวาดสายตามองสภาพรอบห้องด้วยความรูสึกแปลกประหลาดใจ ความจริงนางรู้สึกตัวตื่นขึ้นมานานแล้ว และนอนหลับตาแอบฟังพร้อมทั้งทำความเข้าใจเรื่องน่าประหลาดเหล่านี้ด้วยความประหลาดใจ ครั้นจะเอ่ยปากพูด ก็เหมือนว่าปากของนางหนักมาก แขนและขาอ่อนแรงไปหมด จึงทำได้เพียงนอนฟังและคิดวิเคราะห์เรื่องราวอยู่ในใจ ยามนี้นางรู้สึกว่าตนเองเหมือนจะมีแรงขึ้นมาบ้างแล้ว ปากเล็กๆ ของนางขยับขึ้นลงและมีเสียงแหบพร่าพูดไม่ค่อยชัด ดังขึ้นเบาๆ “ข้าฟื้นกลับมาแล้ว” .............สิบปีต่อมา เซียวอวี้หยวนพาฟู่เสียนเย่ว์และเหล่าบุตรชายทั้งหลายหนีพายุหิมะและอากาศหนาวเย็นของเมืองหลินจือมาที่เมืองหนานไฮ่ สองสามีภรรยาตื่นขึ้นมายามเช้าเฝ้ามองพระอาทิตย์ขึ้นด้วยกัน อยู่ในเรือนหอสูงสามชั้นที่เซียวอวี้หยวนตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อฟู่เสียนเย่ว์โดยเฉพาะ และตั้งชื่อว่าหอสูงแห่งนี้ว่าหอลี่หมิง ห้องนอนของทั้งคู่อยู่ชั้นสองมีกระจกโปร่งใส่กันไม่ให้ลมเข้า แต่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ด้านนอกได้อย่างแจ่มชัดสิบปีที่ผ่านมานี้ฟู่เสียนเย่ว์ผ่านการสูญเสียและได้รับความสุขเพิ่มเติมจากเดิมไม่ใช่น้อย เรื่องที่ถือว่าเป็นการสูญเสียของฟู่เสียนเย่ว์หนักมากที่สุดคือฮูหยินผู้เฒ่าฟู่จากนางไปแล้วเมื่อห้าปีก่อน ในยามนั้นนางกำลังตั้งครรภ์เซียวหย่งจื้อบุตรชายคนที่สามอยู่ คราวนั้นนางทุกข์ใจมาก สองปีต่อมานางต้องสูญเสียท่านลุงรองตู้ซิวเซิงและพี่ชายสามตู้หยุนเป่ยไปพร้อมกันทั้งสองคนในสงครามระหว่างแคว้นฉีและแคว้นเหยียน คราวนั้นนางเพิ่งคลอดบุตรชายคนที่สี่จึงตั้งชื่อเขาว่าเซียวหย่งเจี้ยน กระบี่ผู้กล้าหาญเพื่อระลึกถึงวีรบุรุษของตระกูลตู้ การสูญเสียคราวนี้ทำให้ท่านยายของนางจางกงจู่เศร้าเสียพระทัยจนเจ็บป่วย แต่เมื่อพี
หลานสาวคนใหม่ของจวนตู้กั๋วกง มีนามว่าตู้หมิงจู ยามนี้เด็กน้อยอายุได้สามเดือนแล้ว เป็นแก้วตาดวงใจของทุกคน ฟู่เสียนเย่ว์เองอยากไปเยี่ยมหาหลานสาวบ่อยๆ แต่ท้องของนางไม่อำนวยเพราะท้องของนางเริ่มโตมากขึ้นทุกวันและมีขนาดใหญ่กว่าท้องของเถาฮวาเสียอีก ซึ่งเถาฮวาเพิ่งจะคลอดบุตรชายให้แก่จ้าวฮุ่ยไปเมื่อเดือนที่แล้วท่านหมอหลวงฉีตรวจ และยืนยันว่าบุตรในท้องของพระชายาจิ้นอ๋องมีถึงสองคน สร้างความยินดีและความกังวลให้แก่เซียวอวี้หยวนเป็นอย่างมาก เขาถึงกับไปขอร้องให้ฮูหยินสามตระกูลตู้ เจินอวี้ มาช่วยดูแลการตั้งครรภ์ของฟู่เสียนเย่ว์อย่างใกล้ชิดด้วยตัวเอง หากไม่ติดว่าฮูหยินสามเจินซื่อต้องดูแลการตั้งครรภ์ของฟู่เสียนเหยียนผู้เป็นลูกสะใภ้ของนางแล้ว เซียวอวี้หยวนคงขอให้เจินอวี่มาพักค้างคืนเฝ้าดูแลฟู่เสียนเย่ว์อย่างใกล้ชิดไปแล้ว ทางวังหลวงเมื่อได้รับข่าวดีว่าฟู่เสียนเย่ว์ตั้งครรภ์ลูกแฝด จึงส่งมามาและหมอตำแยผู้มีฝีมือดีมาอาศัยอยู่ที่จวนจิ้นอ๋องชั่วคราว เพื่อเตรียมทำคลอดให้แก่ฟู่เสียนเย่ว์เป็นพิเศษ ทุกวันนี้ฟู่เสียนเย่ว์ทำตามตำราที่เจินอวี้ส่งมาให้นางอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเซียวอวี้หยวน เขาไม่เคยละเว้นการอ่านหนั
สามเดือนต่อมาจวนตระกูลฟู่จัดงานมงคลของฟู่อวิ๋นฟางและสวีหรูซาน งานนี้ถือว่าเป็นงานมงคลที่ยิ่งใหญ่ของเมืองหลินจือ เพราะคุณชายสามตระกูลฟู่ ฟู่อวิ๋นฟาง เป็นบุตรชายคนเดียวของนายท่านรองตระกูลฟู่ ฟู่อีหลาง ซึ่งมีการค้าสำคัญมากมาย การค้าของตระกูลฟู่เฟื่องฟูกระจายสาขาไปหลายแคว้น เหล่าพ่อค้าวาณิชย์ต่างยกให้นายท่านรองฟู่เป็นผู้นำหอการค้าที่เพิ่งจัดสร้างขึ้น ส่วนคุณหนูสามของตระกูลสวี สวีหรูซาน ก็เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของนายท่านรองตระกูลสวี สวีหยวนอู่ นายท่านรองตระกูลสวีนอกจากเป็นพี่ชายแท้ๆ ของสวีฮองเฮาแล้วยังดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมพระคลังอีกด้วยงานมงคลครั้งนี้ฟู่เสียนเย่ว์สู้รบกับเซียวอวี้หยวนอยู่หลายวัน ฟู่เสียนเย่ว์จึงสามารถมาร่วมงานมงคลนี้ได้ แต่นางต้องรับปากกับเซียวอวี้หยวนว่า “ในงานหม่อมฉันจะอยู่ไม่ห่างกายของท่านอ๋องเลยเพคะ” นางจึงได้มาร่วมงานฟู่เสียนเย่ว์ยามนี้ตั้งครรภ์ได้ห้าเดือนแล้ว ท้องใหญ่โต รูปร่างอวบกลมใบหน้าอวบอิ่มเต็มไปด้วยรอยยิ้มยามมีผู้อื่นเข้ามาทักทาย นางนั่งรอขบวนรับเจ้าสาวกลับมาจวนตระกูลฟู่อย่างตื่นเต้นอยู่ข้างเซียวอวี้หยวนผู้มีใบหน้ายิ้มแย้มเช่นกันฟู่เสียนหยายามนี้กลับมามีรู
ยามเช้าฟู่เสียนเย่ว์ตื่นมาอย่างไม่กระฉับกระเฉงเหมือนวันอื่น อากาศหนาวไม่มีคนร่างอุ่นร้อนมากอดนางเข้านอนเหมือนเช่นทุกคืน นางเริ่มรู้สึกไม่คุ้นชินเช่นกัน ฟู่เสียนเย่ว์แอบคิดว่าวิธีการเอาคืนเขาแบบนี้คงจะใช้ต่อไปไม่ได้แล้ว คงจะต้องหาวิธีอื่นนางครุ่นคิดหาวิธีลงโทษคนกระทำผิดแบบใหม่อย่างจริงจัง ในขณะที่สาวใช้ปรนนิบัตินางจนเปลี่ยนชุดเสร็จ ฟู่เสียนเย่ว์จึงเอ่ยถามผิงมามาว่า “เมื่อคืนท่านอ๋องย้ายไปนอนที่ไหน มีใครคอยปรนนิบัติหรือเปล่า”ผิงมามาอมยิ้มก่อนเอ่ยตอบว่า “พระชายาวางใจได้เพคะ ท่านเหิงจือคอยปรนนิบัติท่านอ๋องด้วยตนเอง ท่านอ๋องจึงไม่ลำบากมากนัก คราวแรกท่านอ๋องย้ายไปเตรียมนอนที่ห้องหนังสือของเรือนหน้า แต่ครึ่งคืนหลังท่านอ๋องเปลี่ยนใจย้ายมานอนที่ห้องหนังสือที่เรือนฟู่ฮวานี่เองเพคะ เมื่อรุ่งเช้าท่านเหิงจือบอกกับบ่าวว่าถ้าหากพระชายาตื่นแล้วให้คนไปบอกท่านอ๋องที่ห้องหนังสือ เมื่อครู่บ่าวจึงให้เสี่ยวหลันเป็นผู้ไปบอกท่านอ๋องแล้วเพคะว่าพระชายาตื่นนอนแล้ว”ผิงมามาเพิ่งพูดจบ เซียวอวี้หยวนก็เดินเข้าห้องมาอย่างเงียบสงบ เขามีท่าทางอิดโรยคล้ายคนนอนไม่พอ ไม่พูดอะไรกับผู้ใด เดินขึ้นเตียงและดึงม่านมุ้งคลุมเต
วันนี้ในวังหลวงจัดงานฉลองพระชนมายุครบ 50 ชันษาของฮ่องเต้เซียวเกาตี้ ฟู่เสียนเย่ว์ไม่ได้ไปร่วมงานเลี้ยงในวังหลวงด้วย แม้ว่าอาการคงที่ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วกับการตั้งครรภ์ในครั้งนี้ แต่ภายในวังหลวงอะไรก็เกิดขึ้นได้ เซียวอวี้หยวนจึงไม่ยินยอมให้ฟู่เสียนเย่ว์ไปร่วมงานเนื่องจากความเป็นห่วงอากาศหนาวเย็นทำให้ดอกไม้ในสวนโดนหิมะแรกตกใส่เมื่อคืนนี้ ฟู่เสียนเย่ว์ทำได้เพียงเดินเล่นอยู่ในเรือนฟู่ฮวา ท่านหมอหลวงฉีแนะนำว่าช่วงนี้นางควรเริ่มเดินออกกำลังกายบ้างได้แล้ว เซียวอวี้หยวนจึงปล่อยให้นางเดินเองไม่ได้อุ้มนางไปไหนมาไหนอีกต่อไปผิงมามาเดินตามหลังฟู่เสียนเย่ว์ไม่ห่างอย่างห่วงใย และเอ่ยขึ้นเสียงเบาว่า “หม่อมฉันไปสืบได้เรื่องมาแล้วนะเจ้าค่ะว่าข่าวลือมาจากที่ไหน” ผิงมามามีสีหน้าลำบากใจ และสับสนเล็กน้อยฟู่เสียนเย่ว์หยุดเดินแล้วหันมามองผิงมามาอย่างสงสัย “ใครกัน แล้วเขาทำลายชื่อเสียงข้าเพราะอะไร”ผิงมามาก้มหน้าลงไม่กล้าสบตาพระชายา ความจริงนางไม่อยากนำความเรื่องนี้มาบอกกับพระชายาเลย แต่ท่านอ๋องรักพระชายามากถึงขนาดนี้ นางจึงมีความเชื่อว่าเรื่องที่ท่านอ๋องทรงทำไป คงไม่มีความประสงค์ร้ายแอบแฝงเป็นแน่ ผิงม
ฟู่เสียนเย่ว์นั่งรอสองพี่น้องตระกูลสวี อยู่ในห้องอุ่นของเรือนฟู่ฮวา โดยมีผิงมามานั่งอยู่เป็นเพื่อน ส่วนเถียนมามายามนี้โดนฟู่อวี้ชิงรั้งตัวไว้ที่เรือนลี่หมิง เรือนที่เซียวอวี้หยวนเพิ่งตกแต่งใหม่และยกให้เป็นเรือนพักส่วนตัวของฟู่อวี้ชิงสวีหรูอี้และสวีหรูซานเข้ามาในห้องอุ่น เห็นฟู่เสียนเย่ว์นั่งกินผลไม้ดองอย่างเอร็ดอร่อย ทั้งสองมองหน้ากันอย่างสับสนเล็กน้อยก่อนจะทักทายกันตามธรรมเนียม“มีคนพูดกันว่าเจ้ามีภาวะครรภ์อ่อนแอ เหตุใดข้าจึงเห็นเจ้าหน้าตาผ่องใสไม่คล้ายคนเจ็บป่วยเลยเล่า” สวีหรูอี้เอ่ยถาม“นั่นนะสิ ในยามนี้มีข่าวลือว่าดวงพิฆาตนารีของจิ้นอ๋องกำลังทำงานอีกครั้งแแล้ว พระชายาที่เพิ่งแต่งงานได้สี่เดือนยามนี้ร่างกายอ่อนแอจนไม่สามารถลุกขึ้นมาเดินได้ ยามนี้ต้องนอนพักผ่อนอยู่แต่บนเตียงเท่านั้น” สวีหรูซานเอ่ยเล่าเรื่องข่าวลือ ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเพราะโดนสวีหรูอี้หยิกเตือนที่แขน“เจ้านี่นะ ปากไม่ดีใครใช้ให้เจ้าปากมาก ตีปากตัวเองแก้เคล็ดเดี๋ยวนี้” สวีหรูอี้เอ่ยเตือนน้องสาว สวีหรูซานหน้าเสียรีบตีปากตัวเองจนฟู่เสียนเย่ว์ต้องรีบเอ่ยห้าม“พอแล้วอย่าตีตนเองอีกเลย แค่เรื่องที่พูดเล่นกันเท่านั้น ความจริ







