Share

บทที่4

last update publish date: 2026-03-16 16:00:53

 

 

 

ท่านโหวกับฮูหยินเวิ่นเพียงยืนนิ่ง สีหน้าของคนทั้งคู่ฉายแววหนักใจอย่างไม่อาจปิดบัง เสิ่นเหมยจื่อเองก็พยายามกลั้นอารมณ์ ด้วยรู้ดีว่าหากยามนี้นางมัวแต่โวยวาย ไม่เพียงไร้ประโยชน์ ยังอาจผลักคู่หมั้นให้หลุดลอยไปอยู่ในมือพี่สาวอย่างแน่นอน

นางทำได้เพียงยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับตรงหัวตาอย่างอดกลั้น ก่อนจะหันไปเรียกร้องความเห็นใจกับญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายชาย

“ท่านลุงโหว…ท่านป้าเวิ่น…” น้ำเสียงแผ่วเบาราวจะขาดหาย 

“เหมยเอ๋อร์มีสิ่งใดบกพร่อง ท่านทั้งสองบอกกล่าวได้เลยเจ้าค่ะ ขอเพียงให้โอกาสเหมยเอ๋อสักครั้ง…”

คำพูดนั้นแทบไม่เหลือศักดิ์ศรีของสตรีไว้แม้เพียงน้อย ท่านโหวตระกูลเวิ่นกับฮูหยินเวิ่นเองก็มองสาวน้อยตรงหน้าอย่างอดเวทนาไม่ได้ เพราะพวกตนก็เฝ้ามองนางเติบโตมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย

ทั้งนิสัยใจคอ งานศิลปะทั้งสี่ก็นับว่าไม่ยิ่งหย่อนกว่าใครในเมืองหลวง ใบหน้าหรือยิ่งโตก็ยิ่งงดงาม หากมีตำหนิก็มีเพียงข้อเดียวคือนางเกิดมาเป็นบุตรีอนุ แต่ทว่าในปัจจุบันฐานะของเหมยเอ๋อเองก็ได้ขยับขึ้นเป็นบุตรีภรรยาเอกอย่างสมบูรณ์แล้ว

ดังนั้นเมื่อเทียบกับเสิ่นเจียวจื่อผู้สุขุมเยือกเย็น เหมยเอ๋อที่มีอุปนิสัยอ่อนหวานสดใสย่อมเป็นที่เอ็นดูของคนทั้งคู่มากกว่า

“ไม่ใช่ว่าป้าไม่เอ็นดูเจ้า เพียงแต่…” น้ำเสียงของฮูหยินเวิ่นแฝงความหนักใจ ก่อนสายตาจะเหลือบไปยังท่านแม่ทัพเสิ่น ผู้ซึ่งเป็นต้นตอของความวุ่นวายในวันนี้

สีหน้าเสิ่นอวี้เองยิ่งนานยิ่งหม่น ความไม่พอใจฉายวาบขึ้นในดวงตา นึกขัดใจกับคำพูดของบุตรสาวคนรอง

ผู้ชายเพียงแค่คนเดียว..ใยทำพฤติกรรมไร้ศักดิ์ศรีขนาดนี้

บรรยากาศรอบตัวท่านแม่ทัพใหญ่ยามนี้จึงไม่มีใครกล้าแตะ 

กลับเป็นเสิ่นเจียวจื่อที่ก้าวเท้าออกมาข้างหน้าอย่างช้า ๆ นางฝืนระบายรอยยิ้มจางราวหมอกบาง ทั้งที่หัวใจปวดหน่วงจนแทบยืนไม่อยู่

สัญญาหมั้นหมายที่ต้องแย่งชิงมาจากผู้อื่น นางไม่ต้องการ!

“ท่านพ่อเจ้าค่ะ” เสียงของนางเรียบนิ่ง ราวกับไร้ความรู้สึก ทั้งที่ความเจ็บปวดภายในกลับท่วมท้นเกินจะเอ่ย

“เจียวเจียว…ไม่ประสงค์จะหมั้นกับพี่เฉินอี้เจ้าค่ะ”

เวิ่นเฉินอี้ได้ฟังคำพูดนั้นก็ชะงักไปชั่วขณะ ความรู้สึกขุ่นมัวที่ไม่อาจอธิบายเอ่อขึ้นมาพร้อมประโยคปฏิเสธงานหมั้น เขาสับสนอยู่เพียงครู่เดียว ทว่าพอเรียบเรียงความคิดได้ว่าหากนางไม่ประสงค์จะหมั้นหมาย แล้วเหตุใดจึงไปขอร้องท่านลุงเสิ่นให้เปลี่ยนคู่หมั้นกันเล่า

“หึ…เจ้าจะมาแสดงอันใดให้ใครดูกัน” เวิ่นเฉินอี้บิดยิ้มเย้ยหยัน ดวงตาเย็นชามองไปยังน้องสาวที่ตนเคยเอ็นดู หากบัดนี้กลับฉายแววชิงชังรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง

“ท่านพี่เฉินอี้…คือข้า…” เสียงของนางขาดหายไปกลางคัน

ถึงยามนี้แล้ว เขาคงเชื่อสนิทว่านางสมรู้ร่วมคิดกับท่านพ่อเพื่อช่วงชิงคู่หมั้น แก้ตัวไปก็เปล่าประโยชน์ เขาคงไม่รับฟังคำอธิบายใดอีก

เสิ่นเจียวจื่อจ้องมองไปยังบิดา ราวกับหวังให้ท่านเอ่ยคำใดสักคำเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ นางเข้าใจดีว่าท่านพ่อรักและหวังดีต่อนาง อยากให้นางได้คู่ครองที่เหมาะสมที่สุด ทว่าแม้จะเป็นความหวังดีนั้น นางก็ไม่อาจยอมรับการแย่งชิงของผู้อื่นมาเป็นของตนได้

ทว่าท่านพ่อกลับเพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเงียบงัน ไม่กล่าวคำใด ดวงตาที่ทอดมองมายังนางไร้ซึ่งแสงอบอุ่นดังเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา ความไม่สบายใจเอ่อล้นขึ้นมาในอกเสิ่นเจียวจื่ออีกระลอก

“ท่านพ่อ…”

เสียงเรียกแผ่วเบานั้น มิได้รับการขานรับแม้เพียงน้อย ท่านแม่ทัพเสิ่นหาได้ใส่ใจบุตรสาวคนโตไม่ กลับผินสายตาไปยังว่าที่ลูกเขย สีหน้าเคร่งขรึมลงในฉับพลัน

“เวิ่นเฉินอี้…” น้ำเสียงเรียบหนักแน่น “เจ้ายังจำเรื่องทะเลสาบหวงเหอเมื่อห้าปีก่อนได้หรือไม่”

“แน่นอน หลานย่อมจำได้” เวิ่นเฉินอี้ขานรับด้วยน้ำเสียงนอบน้อม พลางเหลือบสายตาไปยังเสิ่นเหมยจื่อ แววตานั้นฉายชัดถึงความสำนึกในบุญคุณอย่างไม่อาจปิดบัง

หากมิใช่เหมยเอ๋อร์ลงไปงมข้าขึ้นมาจากทะเลสาบอันหนาวเหน็บ บัดนี้ข้าคงกลายเป็นผีเฝ้าทะเลสาบไปแล้ว..

“ดี”

คำเอ่ยเพียงสั้น ๆ ของท่านลุง กลับขัดกับสีหน้าเย็นชานั้นอย่างประหลาด พาให้เวิ่นเฉินอี้ถึงกับขมวดคิ้ว ความไม่สบายใจแล่นวูบขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ

“วันนั้น หากมิใช่จวนแม่ทัพยื่นมือช่วยไว้ หลานคงนอนตายอยู่ใต้ทะเลสาบไปแล้ว”

“เจ้ารู้เช่นนั้นก็ดีแล้ว…” ท่านแม่ทัพเสิ่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย หากแฝงอำนาจกดดันจนบรรยากาศในห้องโถงเงียบงัน

“ถ้าเช่นนั้น เจ้ายังรู้หรือไม่ว่า..ผู้ใดกันแน่ที่ช่วยชีวิตเจ้าในวันนั้น”

เวิ่นเฉินอี้ไม่ลังเลแม้แต่น้อย

“หลานรู้ ย่อมเป็นเหมยเอ๋อร์”

“เจ้าผิด”

สองคำสั้น ๆ หล่นลงราวคมมีด ท่านแม่ทัพเสิ่นทอดสายตามองตรงไปข้างหน้า ก่อนจะประกาศด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ผู้ที่ช่วยชีวิตเจ้าในวันนั้น แท้จริงแล้วคือเจียวเจียว”

คำกล่าวนั้นพาให้ผู้คนภายในห้องโถงต่างแสดงสีหน้าแตกต่างกันออกไป ทั้งตะลึง..งุนงง และไม่อาจปิดบังแรงสั่นสะเทือนในใจ

แม้แต่เสิ่นเจียวจื่อเองก็ยังมีสีหน้าอ้ำอึ้ง นางแทบจำไม่ได้ว่าไปช่วยเขาตอนไหนกัน

 

 

 

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่116

    ณ จวนสกุลเสิ่นภายหลังจากขับไล่แม่ทัพเสิ่นกับบุตรีออกจากจวน รายจ่ายภายในเรือนที่เคยมีผู้รับผิดชอบกลับถาโถมเข้ามาโดยไร้ที่พึ่งพิง เงินทองที่ใช้บำรุงเรือน จ้างบ่าวไพร่ ไปจนถึงจัดหาหยูกยาให้ฮูหยินผู้เฒ่า ล้วนร่อยหรอลงอย่างน่าใจหายแม้บุตรชายคนรองจะขึ้นมาเป็นผู้นำตระกูล ทว่าเพียงเงินเดือนขุนนางขั้นหก..รายได้มีหรือจะเพียงพอให้คนทั้งสกุลเสิ่นใช้ชีวิตหรูหราเช่นวันที่เสิ่นเจียวจื่อกับบิดายังอยู่ ดังนั้นเพื่อประคองตระกูลและลดภาระค่าใช้จ่าย บ่าวไพร่จำนวนหนึ่งจึงถูกขายออกไปจวนสกุลเสิ่นที่เคยโอ่อ่า บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนไปทีละน้อย สวนที่เคยถูกตัดแต่งอย่างประณีต บัดนี้หญ้ารกเรื้อไร้ผู้ดูแล ทางเดินปูหินถูกใบไม้แห้งทับถมจนมองไม่เห็นทางเดิน เรือนบางแห่งที่ไร้ผู้อยู่อาศัยเต็มไปด้วยฝุ่นจับหนา แม้แต่หลังคากระเบื้องบางแผ่นที่แตกร้าว ก็ยังไร้ผู้เหลียวแลซ่อมแซมทุกสิ่งค่อย ๆ เสื่อมโทรมลง ราวกับสะท้อนชะตาของผู้คนในจวนแห่งนี้หลังจากเสิ่นเหมยจื่อถูกสามีหย่าเป็นครั้งที่สอง นางก็จำต้องกลับมาอาศัยอยู่ยังจวนเดิม ทว่าครานี้ชีวิตกลับหาได้สุขสบาย แตกต่างจากครั้งแรกดั่งฟ้ากับเหว ต้นเหตุมาจากฮูหยินผู้เฒ่า ผู้ซึ่งเคยเ

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่115

    เสิ่นเจียวจื่อเฝ้ารอพระสวามีจนเกือบพ้นยามไห่ นางเริ่มลังเลว่าควรกลับไปพักผ่อนก่อนดีหรือไม่ ทว่าโดยปกติหากพี่เหลียงหลงมิกลับเรือน เขามักจะส่งคนมาแจ้งนางล่วงหน้าเสมอ นางจึงไม่เคยต้องรอเก้อเช่นนี้ หรือว่าพระสวามีของนางจะเกิดเรื่องเลวร้ายอันใดขึ้น?ความวิตกกังวลพลันพุ่งสูงขึ้น จนยากจะข่มใจไว้ได้ขณะที่เสิ่นเจียวจื่อกำลังกระวนกระวายใจอยู่นั้น ประตูเรือนนอนก็ถูกผลักเปิดออก ร่างสูงของพระสวามีผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาสองภพสองชาติรีบรุดเข้ามาอย่างเร่งรีบนางพ่นลมหายใจออกเบา ๆ ราวกับปลดเปลื้องภาระในใจ ก่อนจะยกยิ้มละมุนให้เขา“ท่านพี่เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ท่านทานอะไรมาหรือยัง? ประเดี๋ยวเจียวเจียวให้สาวใช้ไปอุ่นแกงร้อนมาให้นะเจ้าคะ”คำถามที่พรั่งพรูออกมาราวสายน้ำ ทำให้ใบหน้าคมคายของเขาคลายความตึงเครียดลงโดยไม่รู้ตัว“ขอบใจเจ้ามาก พี่รีบควบม้ามา ยังมิได้ทานสิ่งใดเลย” สุรเสียงอบอุ่นมั่นคง นางเข้ามาปลดเปลื้องเสื้อตัวนอกให้ด้วยความเคยชินแววตามเต็มไปด้วยความห่วงใย องค์ชายอิ๋งหลงหลี่ไม่เคยชอบค้างคืน โดยที่ไม่มีนาง ดังนั้นเขาจึงยินยอมเดินทางไม่ได้หยุด“เช่นนั้น..เป็นบะหมี่ดีกว่าไหมเจ้าคะ? ท่านพี่รอเจีย

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่114

    เสิ่นเจียวจื่อรีบเรียกบ่าวรับใช้ภายในจวนให้มารวมตัวกันโดยพลัน แม้ภายนอกยังคงสงบนิ่ง หากดวงตาเรียวยาวกลับแฝงความกังวลอย่างปิดไม่มิด นางนั่งรออยู่ภายในห้องรับรอง จนกระทั่งบิดาเดินเข้ามาด้วยฝีเท้าหนักแน่น สีหน้าของท่านพ่อบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัดเสิ่นอวี้เลือกนั่งลงบนเก้าอี้ข้างกายบุตรสาวโดยไม่เอ่ยสิ่งใด เสิ่นเจียวจื่อจึงรินชาหลงจิ่นยื่นให้ท่านพ่อด้วยสองมือ กลิ่นหอมอ่อนละมุนโชยออกมาในทันที พาให้ผู้เป็นพ่อสงบลงเล็กน้อย“ดื่มชาก่อนเจ้าค่ะ ท่านพ่อ”“ขอบใจเจ้ามาก” เขารับถ้วยชาไป หากสีหน้ายังไม่คลายเสิ่นเจียวจื่อมองสีหน้าของบิดา พลางเอ่ยถามเสียงแผ่ว“เกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?”“หึ ก็ท่านย่าเจ้านั่นแหละ มาพบข้าถึงหน้าเรือน” เสิ่นอวี้เอ่ยเสียงเคร่ง แววตาไม่พอใจชัดเจน“เจ้ารู้หรือไม่ว่านางกล่าวสิ่งใด?” เสิ่นเจียวจื่อเพียงส่ายหน้าเบา ๆ เหตุเพราะตั้งแต่ตัดความสัมพันธ์กับสกุลเสิ่น และนางได้แต่งเข้าสู่ราชวงศ์ คนในตระกูลสกุลเสิ่นต่างก็พยายามหาทางกลับมาสานสัมพันธ์อยู่หลายครั้ง ทั้งคำพูดอ่อนหวานและเล่ห์กลสารพัด พาให้ทั้งนางและท่านพ่อรำคาญใจยิ่งนักตอนทำไม่คิด มาสำนึกผิดตอนที่สายไปแล้ว ใครบ้างเล่าจะไม่เห

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่113

    พริบตาเดียว กาลเวลาก็ล่วงเลยไปเจ็ดปีเสิ่นเจียวจื่อนั่งเหม่อมองไปเบื้องหน้า ท่ามกลางฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่น สายลมแผ่วพัดผ่านพาเอากลิ่นหอมจางของบุปผาโชยมาไม่ขาดสายไม่ไกลออกไป บุรุษในอาภรณ์สีเขียวกำลังสาวสายว่าวตัวใหญ่ให้ทะยานสูง เด็กชายสองคนวิ่งไล่ตามด้วยเสียงหัวเราะใสกระจ่าง ขณะที่เด็กหญิงตัวน้อยอีกคนตะโกนร้องให้พี่ชายกับน้องชายรอนางด้วย“หลินเอ๋อร์ เจ้ารีบตามมา”“เกอเกอ…หากท่านยังไม่รอข้า ข้าจะโกรธจริง ๆ แล้วนะ” เสียงเล็กเอ่ยอย่างเอาแต่ใจ พลางหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน ใบหน้าน้อยน่าเอ็นดูบึ้งตึงทันใดนั้น ทั้งเด็กชายและบุรุษที่วิ่งนำหน้าอยู่ก็ชะงักฝีเท้าลงแทบพร้อมกัน ไม่กล้าก้าวหนีต่อไปแม้แต่ครึ่งก้าว กลับเป็นท่านพ่อที่วิ่งกลับมาหาบุตรสาวเป็นคนแรก“องค์หญิงน้อยของพ่อ เจ้าอย่าได้โกรธเคืองเลย” องค์ชายสามเอ่ยเสียงอ่อน พลางวางว่าวตัวใหญ่ลงข้างกาย ก่อนก้มลงอุ้มร่างเล็กที่กำลังบึ้งตึงขึ้นมาแนบอกอย่างทะนุถนอมอิ๋งหลินหลี่เม้มริมฝีปากน้อย สีหน้ายังคงงอนง้อไม่คลาย เรือนกายเล็กดิ้นขลุกขลัก พยายามจะลงจากอ้อมแขน ราวกับยังไม่คิดยอมความง่าย ๆ“ท่านพ่อ ท่านพี่ และน้องชาย ล้วนใจร้ายยิ่งนัก ไม่ยอมรอข้า หลินห

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่112

    เสิ่นเจียวจื่อเผลอเอ่ยตอบรับออกไปอย่างว่าง่าย พอคำพูดหลุดจากปาก นางจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนกำลังทำสิ่งใดอยู่เหตุใดนางถึงตอบตกลงรวดเร็วราวกับสตรีใจง่ายเช่นนี้กันเล่าใบหน้าเล็กค่อยๆ หลุบต่ำลง ริมฝีปากล่างถูกกัดเบาๆ จนขึ้นสีแดงระเรื่อเหลียงหลงกลับดีใจเสียจนเก็บอาการไม่อยู่ เขาเผลอยกตัวนางขึ้นกอดอย่างทะนุถนอมการเคลื่อนไหวกะทันหันทำให้ร่างเล็กสะท้านเฮือก“นี่…องค์ชายสาม ท่านทำอันใดกันเจ้าคะ”นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตกใจเล็กน้อยเหลียงหลงโน้มตัวลงเล็กน้อย ริมฝีปากแทบชิดข้างใบหูของนาง ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่ว“เรียกพี่ว่าพี่เหลียงหลง…หรือไม่ก็ท่านพี่”ลมหายใจอุ่นที่แผ่วผ่านข้างหู ทำให้เสิ่นเจียวจื่อรู้สึกราวกับกำลังล่องลอยอยู่บนก้อนเมฆหัวใจเต้นแรงอย่างไร้เหตุผล นางอดประหลาดใจไม่ได้เหตุใดตนจึงรู้สึกผูกพันกับบุรุษตรงหน้ามากถึงเพียงนี้ ทว่ามีบางสิ่งบอกกับนางว่าเขาจะไม่มีวันทรยศนางเป็นอันขาด ความเชื่อเช่นนี้คล้ายฝังลงกระดูกจนยากจะสลักออก เช่นนี้อาจเป็นได้ว่าในชาติภพที่แล้วทั้งนางและเขาคงจะเป็นสามีภรรยาตามที่ท่านพ่อว่าไว้เป็นแน่ในยามนี้เวิ่นเฉินอี้อยากแก้ไขโชคชะตาเพียงใดก็แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะอย่

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่111

    “พี่รู้ว่าเจ้ากำลังกังวลเรื่องใด” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ“พี่เอง…ก็มีเรื่องจะสารภาพกับเจ้า”“ท่าน…”เสิ่นเจียวจื่อเริ่มรู้สึกประหม่าเล็กน้อย อยากดึงมือออก หากร่างกายกลับบอกว่าสัมผัสที่คุ้นเคยนี้เป็นเรื่องสมควร และคล้ายกับว่าความใกล้ชิดเช่นนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อมานานแล้ว “พี่เหลียงหลงมีอะไรจะบอกข้าหรือเจ้าคะ?”“องค์ชายสามคือข้าเอง”“พี่ว่าอย่างไรนะเจ้าคะ?” เสิ่นเจียวจื่อเผลออุทานเสียงดังโดยไม่รู้ตัวเหลียงหลงเห็นท่าทางตกตะลึงของนางก็รีบเอ่ยปลอบ สีหน้าค่อนข้างร้อนรน“เจียวเจียวอย่าได้โกรธพี่เลยนะ หากพี่ไม่แสร้งเป็นบุรุษพิการ เสด็จอาคงเพ่งเล็งหาเรื่องพี่เป็นแน่ พี่มีความจำเป็นจริงๆ”เสิ่นเจียวจื่อยังตั้งสติไม่ทัน นางขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถาม“เดี๋ยวก่อนนะเจ้าคะ เช่นนั้น…ราชโองการสมรสเล่า?”“ใช่ พี่เป็นผู้ขอพระราชทานสมรสจากเสด็จอาด้วยตนเอง”เขารีบตอบรับโดยไม่ลังเล หากในใจกลับไม่กล้าเล่าความจริงทั้งหมดให้นางฟัง ว่าก่อนหน้านี้เขาได้ระลึกถึงความทรงจำในภพชาติก่อนอย่างชัดเจนเขาจำได้ว่านางคือพระชายาเอกของเขาในชาติที่แล้วแม้ในชาตินั้นช่วงแรกเขาไม่ได้เต็มใจแต่งงานกับนาง หากเพราะแม่

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่87

    แต่นั่นก็ช่างเถิดเรื่องของสกุลเวิ่น นางจะคิดมากไปไยกัน บัดนี้ทุกเรื่องย่อมไม่เกี่ยวข้องกับนางอีกแล้ว อีกทั้งเมื่อตรึกตรองอีกครั้งการได้รับพระราชโองการหย่าเช่นนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องดี อย่างน้อยนางก็ไม่ต้องเปลืองแรงหาหนทางหย่าให้ยุ่งยาก ส่วนชื่อเสียงที่เสียไปค่อยกู้คืนทีหลัง ครั้นคิดได้ดังนั้นเสิ่นเ

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่84

    เวิ่นเฉินอี้ทำได้เพียงยิ้มฝืนตอบมารดา ภายในใจกลับก่อเกิดความน้อยใจบางเบาโดยไม่รู้ตัวหากยังดีที่เขาพอมีสติอยู่บ้าง เขารู้ว่าก่อนหน้านี้ตนเองก็ทำตัวไม่ดีกับเจียวเจียวไว้ไม่น้อย ดังนั้นการที่นางเลือกจะหลีกเลี่ยงเขา ก็มิใช่เรื่องเกินเลยอันใดเลยคิดได้ดังนั้นเวิ่นเฉินอี้จึงพยายามเปลี่ยนเรื่อง“น่าแปลก…

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่10

    ทว่ายังไม่ทันที่ฮูหยินผู้เฒ่าจะได้เอ่ยปาก ฟู่เหยียนเหยียนกลับตีหน้าเศร้า ฟ้องร้องออกไปก่อน “ท่านพี่เจ้าคะ เมื่อครู่ข้ากำลังพูดคุยเรื่องสินเดิมที่จะติดตัวไปของเจียวเจียวเท่านั้นเอง…” นางสะอื้นเบาๆ คล้ายกล้ำกลืนความน้อยใจ “แต่บุตรสาวกลับโมโห ไม่ยินยอมให้ท่านแม่อย่างข้าเข้าไปจัดการ” ฮูหยินผู้เฒ่าได้

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่9

    ครั้นเจียวจื่ออายุครบสิบขวบนางก็เริ่มได้รับการสอนสั่งให้เรียนรู้การจัดการบัญชีและคุมคน ครั้นอายุย่างเข้าสิบสามปี แม่นางน้อยก็สามารถรับช่วงดูแลร้านค้าที่ติดมากับสินเดิมและต่อยอดกิจการเหล่านั้นได้อย่างเชี่ยวชาญ หึ…เลือดพ่อค้ามันแรง ก็เป็นเช่นนี้เอง “เจียวเจียว” ฟู่เหยียนเหยียนเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงอ่

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status