Share

บทที่10

last update Tanggal publikasi: 2026-05-13 17:17:56

ทว่ายังไม่ทันที่ฮูหยินผู้เฒ่าจะได้เอ่ยปาก ฟู่เหยียนเหยียนกลับตีหน้าเศร้า ฟ้องร้องออกไปก่อน

“ท่านพี่เจ้าคะ เมื่อครู่ข้ากำลังพูดคุยเรื่องสินเดิมที่จะติดตัวไปของเจียวเจียวเท่านั้นเอง…” นางสะอื้นเบาๆ คล้ายกล้ำกลืนความน้อยใจ

“แต่บุตรสาวกลับโมโห ไม่ยินยอมให้ท่านแม่อย่างข้าเข้าไปจัดการ”

ฮูหยินผู้เฒ่าได้ฟังถึงกับตัวแข็งทื่อ นางหลับตาลงแน่นในใจ

หญิงผู้นี้เจ็บมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งกี่หน เหตุใดจึงยังไม่รู้จักจำ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าอวี้เอ๋อร์ถือหางหลานสาวน่าชังผู้นั้นเพียงใด

บรรยากาศในห้องโถงกลับมาเย็นยะเยือกอีกครั้ง เสิ่นเจียวจื่อลอบด่ามารดาเลี้ยงอยู่ในใจ นางชิงชังพฤติกรรมสลับดำเป็นขาวเช่นนี้ยิ่งนัก ยังดีไม่ว่าเมื่อใด ท่านพ่อก็มักมองออกและยืนอยู่ข้างนางเสมอ

เขาไม่มีวันหลงเชื่อคำโป้ปดของฟู่เหยียนเหยียนอย่างแน่นอน

ทว่าอย่างไรเสีย นางก็ยังต้องแสดงตนเป็นบุตรีผู้ยึดถือคุณธรรมร่างบอบบางในชุดกระโปรงผ้าฝ้ายสีเหลืองอ่อนค้อมกายลง กล่าวแย้งขึ้นในทันทีด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ข้าไม่ได้โมโหนะคะท่านพ่อ เพียงแต่…ข้าเห็นว่าเรื่องสินเดิมนี้ ไม่จำเป็นต้องรบกวนให้ท่านแม่ต้องกังวลเจ้าค่ะ”

เสิ่นอวี้มิได้เอ่ยสิ่งใด เพียงหลุบตามองแก้วชาในมือ กิริยานั้นเย็นชาจนผิดสังเกต

ความเงียบนั้นเองที่บีบรัดดวงใจของบุตรสาวแน่นขึ้นทุกขณะ นางเริ่มมั่นใจแล้วว่า…มีบางสิ่งไม่ปกติเกิดขึ้นจริง และมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ท่านพ่อเปลี่ยนไป

ฮูหยินผู้เฒ่าเกรงบุตรชายจะลำเอียงจึงรีบกล่าวช่วย

“เจ้าไม่ใช่ว่าไม่รู้…เหมยเอ๋อร์กับเฉินอี้เป็นคู่รักกัน..การที่เจ้าดึงวาสนาของคนอื่นไปให้บุตรสาวคนโปรดนั่นคือเรื่องที่ผิด” ถ้อยคำเหล่านั้นถูกพรรณนาออกมาเป็นเรื่องเป็นราว หากกลับทำให้เสิ่นอวี้รู้สึกรำคาญใจ เขาแทบไม่ได้ฟังประโยคต่อจากนั้น

ดวงตาคมวาบขึ้น จ้องเพียงมองบุตรสาวคนโตด้วยอารมณ์หลากหลาย ก่อนที่ความเจ็บปวดกลางอกจะผุดขึ้นราวกับเหตุการณ์นั้นเพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน

‘ท่านพ่อ..ท่านต้องยอมรับ..ทุกอย่างเป็นความผิดของท่าน’ น้ำเสียงเย็นชาจนไร้ความสั่นไหว ดวงตาที่คล้ายอดีตภรรยาฉายแววเย้ยหยัน มองเขาราวกับเป็นเพียงคนโง่ผู้หนึ่ง

ครั้งหนึ่งข้าเคยรักเจ้า เคยทุ่มเทวางแผนให้ครึ่งหลังของชีวิตเจ้าอยู่ดีมีสุข ทว่าในท้ายที่สุด…เจ้ากลับเลือกทรยศหักหลังข้า

หมาป่าตาขาว…เลี้ยงเท่าไรก็ไม่เชื่อง

เสิ่นอวี้เผลอยิ้มเยาะให้แก่ตนเอง ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้มารดา

“ท่านแม่กล่าวมาก็มิผิด” คำเออออเห็นด้วย ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจากบุตรชายคนโต..ทำให้คนทั้งห้องถึงกับนิ่งงัน ฟู่เหยียนเหยียนก้มหน้าลอบยิ้มอย่างสะใจ ขณะที่เสิ่นเจียวจื่อกลับหน้าซีดเผือด เลือดในกายเหมือนถูกแช่แข็ง

“เจียวเจียว” เสิ่นอวี้กล่าวเรียบๆ ราวกับตัดสินคดี

“เจ้ามอบสินเดิมให้ท่านแม่ของเจ้าเป็นผู้จัดการเถอะ”

“ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านพี่” เสิ่นฮูหยินรีบรับคำทันที ก่อนจะหันมายิ้มอ่อนโยนให้บุตรีเลี้ยง

แม่ทัพเสิ่นเห็นว่าเรื่องราวน่าจะจบลงแล้ว จึงตั้งใจจะขอตัว ทว่าเสิ่นเจียวจื่อยังคงเป็นเสิ่นเจียวจื่อ

นางกลอกตาไปมาเล็กน้อย ก่อนจะฝืนยิ้ม

“เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะ ท่านพ่อ…ข้าไม่เห็นด้วยที่จะให้ท่านแม่เป็นผู้จัดการสินเดิมของข้า”

เป็นครั้งแรกที่บุตรสาวคนโตกล้าเอ่ยถ้อยคำคัดค้านตรงๆ

ดวงตาสองคู่สบประสานกันอย่างรู้เท่าทัน แม้เสิ่นเจียวจื่อจะไม่อาจแน่ใจได้ว่าเหตุใดท่านพ่อจึงเปลี่ยนไป ทว่าสิ่งใดที่เป็นของนาง แม้เพียงเหวินเดียว นางก็ไม่มีวันยอมปล่อยให้หลุดมือ

“อ้อ…เจ้าไม่เห็นด้วยหรือ?” ท่านพ่อย้อนถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท

“แต่ข้าเคยสั่งสอนเจ้าให้ยึดถือคุณธรรม” เขาหยุดเล็กน้อย ปลายเสียงแฝงแววเย้ยหยัน

“หรือสิ่งที่ข้าสั่งสอนไป เจ้าลืมหมดแล้ว?”

เสิ่นเจียวจื่อฝืนยิ้มเล็กน้อย กิริยายังคงสุภาพสมกับเป็นลูกหลานตระกูลผู้ดี จนแม้แต่ฟู่เหยียนเหยียนยังหงุดหงิดกับการเก็บอารมณ์ดังกล่าว

“ท่านพ่อกล่าวแรงไปกระมังเจ้าค่ะ”

“เจียวเจียวไม่เคยหลงลืมคำสอนของท่าน หากแต่สิ่งที่ท่านพ่อกล่าวอ้างว่าเจียวเจียวมิได้ยึดถือคุณธรรม…เจียวเจียวกลับไม่อาจเข้าใจได้จริงๆ”

เสิ่นอวี้เม้มปากแน่น ดวงตาคมเริ่มฉายแววไม่พอใจ บุตรสาวที่เขาเลี้ยงมากับมือ…ช่างเถียงคำฉลาดนัก

“เจ้าลืมไปแล้วหรือไม่” เขากล่าวเสียงเรียบ

“สัญญาหมั้นหมายที่เจ้าได้รับมา เดิมทีควรเป็นของเหมยเอ๋อร์” ก่อนจะหยุดเล็กน้อย แล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ดังนั้นเห็นแก่คุณธรรม สินเดิมที่มารดาเจ้ามอบให้ไว้ ก็สมควรแบ่งปันให้เหมยเอ๋อร์ด้วย หากเข้าใจแล้วก็แยกย้ายกันไปเถอะ” พูดจบเสิ่นอวี้ก็หันหลังกลับ ราวกับเรื่องทั้งหมดได้สิ้นสุดลงแล้ว

ถ้อยคำตรงไปตรงมานั้น กลับทำให้คนฟังปวดร้าวยิ่งนัก

“แต่ข้าไม่เข้าใจเจ้าค่ะ” เสียงของเสิ่นเจียวจื่อดังขึ้นอีกครั้ง

“เรื่องหมั้นหมาย…ท่านพ่อคล้ายจะลืมไปแล้วนะเจ้าค่ะ ว่าลูกไม่เคยต้องการหมั้นหมายกับพี่เฉินอี้”

คำโต้แย้งนั้นทำให้ผู้อาวุโสในห้องเริ่มขมวดคิ้ว มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความไม่พอใจ

“เสิ่นเจียวจื่อ!” ฮูหยินผู้เฒ่าตวาดเสียงกร้าว

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่116

    ณ จวนสกุลเสิ่นภายหลังจากขับไล่แม่ทัพเสิ่นกับบุตรีออกจากจวน รายจ่ายภายในเรือนที่เคยมีผู้รับผิดชอบกลับถาโถมเข้ามาโดยไร้ที่พึ่งพิง เงินทองที่ใช้บำรุงเรือน จ้างบ่าวไพร่ ไปจนถึงจัดหาหยูกยาให้ฮูหยินผู้เฒ่า ล้วนร่อยหรอลงอย่างน่าใจหายแม้บุตรชายคนรองจะขึ้นมาเป็นผู้นำตระกูล ทว่าเพียงเงินเดือนขุนนางขั้นหก..รายได้มีหรือจะเพียงพอให้คนทั้งสกุลเสิ่นใช้ชีวิตหรูหราเช่นวันที่เสิ่นเจียวจื่อกับบิดายังอยู่ ดังนั้นเพื่อประคองตระกูลและลดภาระค่าใช้จ่าย บ่าวไพร่จำนวนหนึ่งจึงถูกขายออกไปจวนสกุลเสิ่นที่เคยโอ่อ่า บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนไปทีละน้อย สวนที่เคยถูกตัดแต่งอย่างประณีต บัดนี้หญ้ารกเรื้อไร้ผู้ดูแล ทางเดินปูหินถูกใบไม้แห้งทับถมจนมองไม่เห็นทางเดิน เรือนบางแห่งที่ไร้ผู้อยู่อาศัยเต็มไปด้วยฝุ่นจับหนา แม้แต่หลังคากระเบื้องบางแผ่นที่แตกร้าว ก็ยังไร้ผู้เหลียวแลซ่อมแซมทุกสิ่งค่อย ๆ เสื่อมโทรมลง ราวกับสะท้อนชะตาของผู้คนในจวนแห่งนี้หลังจากเสิ่นเหมยจื่อถูกสามีหย่าเป็นครั้งที่สอง นางก็จำต้องกลับมาอาศัยอยู่ยังจวนเดิม ทว่าครานี้ชีวิตกลับหาได้สุขสบาย แตกต่างจากครั้งแรกดั่งฟ้ากับเหว ต้นเหตุมาจากฮูหยินผู้เฒ่า ผู้ซึ่งเคยเ

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่115

    เสิ่นเจียวจื่อเฝ้ารอพระสวามีจนเกือบพ้นยามไห่ นางเริ่มลังเลว่าควรกลับไปพักผ่อนก่อนดีหรือไม่ ทว่าโดยปกติหากพี่เหลียงหลงมิกลับเรือน เขามักจะส่งคนมาแจ้งนางล่วงหน้าเสมอ นางจึงไม่เคยต้องรอเก้อเช่นนี้ หรือว่าพระสวามีของนางจะเกิดเรื่องเลวร้ายอันใดขึ้น?ความวิตกกังวลพลันพุ่งสูงขึ้น จนยากจะข่มใจไว้ได้ขณะที่เสิ่นเจียวจื่อกำลังกระวนกระวายใจอยู่นั้น ประตูเรือนนอนก็ถูกผลักเปิดออก ร่างสูงของพระสวามีผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาสองภพสองชาติรีบรุดเข้ามาอย่างเร่งรีบนางพ่นลมหายใจออกเบา ๆ ราวกับปลดเปลื้องภาระในใจ ก่อนจะยกยิ้มละมุนให้เขา“ท่านพี่เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ท่านทานอะไรมาหรือยัง? ประเดี๋ยวเจียวเจียวให้สาวใช้ไปอุ่นแกงร้อนมาให้นะเจ้าคะ”คำถามที่พรั่งพรูออกมาราวสายน้ำ ทำให้ใบหน้าคมคายของเขาคลายความตึงเครียดลงโดยไม่รู้ตัว“ขอบใจเจ้ามาก พี่รีบควบม้ามา ยังมิได้ทานสิ่งใดเลย” สุรเสียงอบอุ่นมั่นคง นางเข้ามาปลดเปลื้องเสื้อตัวนอกให้ด้วยความเคยชินแววตามเต็มไปด้วยความห่วงใย องค์ชายอิ๋งหลงหลี่ไม่เคยชอบค้างคืน โดยที่ไม่มีนาง ดังนั้นเขาจึงยินยอมเดินทางไม่ได้หยุด“เช่นนั้น..เป็นบะหมี่ดีกว่าไหมเจ้าคะ? ท่านพี่รอเจีย

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่114

    เสิ่นเจียวจื่อรีบเรียกบ่าวรับใช้ภายในจวนให้มารวมตัวกันโดยพลัน แม้ภายนอกยังคงสงบนิ่ง หากดวงตาเรียวยาวกลับแฝงความกังวลอย่างปิดไม่มิด นางนั่งรออยู่ภายในห้องรับรอง จนกระทั่งบิดาเดินเข้ามาด้วยฝีเท้าหนักแน่น สีหน้าของท่านพ่อบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัดเสิ่นอวี้เลือกนั่งลงบนเก้าอี้ข้างกายบุตรสาวโดยไม่เอ่ยสิ่งใด เสิ่นเจียวจื่อจึงรินชาหลงจิ่นยื่นให้ท่านพ่อด้วยสองมือ กลิ่นหอมอ่อนละมุนโชยออกมาในทันที พาให้ผู้เป็นพ่อสงบลงเล็กน้อย“ดื่มชาก่อนเจ้าค่ะ ท่านพ่อ”“ขอบใจเจ้ามาก” เขารับถ้วยชาไป หากสีหน้ายังไม่คลายเสิ่นเจียวจื่อมองสีหน้าของบิดา พลางเอ่ยถามเสียงแผ่ว“เกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?”“หึ ก็ท่านย่าเจ้านั่นแหละ มาพบข้าถึงหน้าเรือน” เสิ่นอวี้เอ่ยเสียงเคร่ง แววตาไม่พอใจชัดเจน“เจ้ารู้หรือไม่ว่านางกล่าวสิ่งใด?” เสิ่นเจียวจื่อเพียงส่ายหน้าเบา ๆ เหตุเพราะตั้งแต่ตัดความสัมพันธ์กับสกุลเสิ่น และนางได้แต่งเข้าสู่ราชวงศ์ คนในตระกูลสกุลเสิ่นต่างก็พยายามหาทางกลับมาสานสัมพันธ์อยู่หลายครั้ง ทั้งคำพูดอ่อนหวานและเล่ห์กลสารพัด พาให้ทั้งนางและท่านพ่อรำคาญใจยิ่งนักตอนทำไม่คิด มาสำนึกผิดตอนที่สายไปแล้ว ใครบ้างเล่าจะไม่เห

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่113

    พริบตาเดียว กาลเวลาก็ล่วงเลยไปเจ็ดปีเสิ่นเจียวจื่อนั่งเหม่อมองไปเบื้องหน้า ท่ามกลางฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่น สายลมแผ่วพัดผ่านพาเอากลิ่นหอมจางของบุปผาโชยมาไม่ขาดสายไม่ไกลออกไป บุรุษในอาภรณ์สีเขียวกำลังสาวสายว่าวตัวใหญ่ให้ทะยานสูง เด็กชายสองคนวิ่งไล่ตามด้วยเสียงหัวเราะใสกระจ่าง ขณะที่เด็กหญิงตัวน้อยอีกคนตะโกนร้องให้พี่ชายกับน้องชายรอนางด้วย“หลินเอ๋อร์ เจ้ารีบตามมา”“เกอเกอ…หากท่านยังไม่รอข้า ข้าจะโกรธจริง ๆ แล้วนะ” เสียงเล็กเอ่ยอย่างเอาแต่ใจ พลางหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน ใบหน้าน้อยน่าเอ็นดูบึ้งตึงทันใดนั้น ทั้งเด็กชายและบุรุษที่วิ่งนำหน้าอยู่ก็ชะงักฝีเท้าลงแทบพร้อมกัน ไม่กล้าก้าวหนีต่อไปแม้แต่ครึ่งก้าว กลับเป็นท่านพ่อที่วิ่งกลับมาหาบุตรสาวเป็นคนแรก“องค์หญิงน้อยของพ่อ เจ้าอย่าได้โกรธเคืองเลย” องค์ชายสามเอ่ยเสียงอ่อน พลางวางว่าวตัวใหญ่ลงข้างกาย ก่อนก้มลงอุ้มร่างเล็กที่กำลังบึ้งตึงขึ้นมาแนบอกอย่างทะนุถนอมอิ๋งหลินหลี่เม้มริมฝีปากน้อย สีหน้ายังคงงอนง้อไม่คลาย เรือนกายเล็กดิ้นขลุกขลัก พยายามจะลงจากอ้อมแขน ราวกับยังไม่คิดยอมความง่าย ๆ“ท่านพ่อ ท่านพี่ และน้องชาย ล้วนใจร้ายยิ่งนัก ไม่ยอมรอข้า หลินห

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่112

    เสิ่นเจียวจื่อเผลอเอ่ยตอบรับออกไปอย่างว่าง่าย พอคำพูดหลุดจากปาก นางจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนกำลังทำสิ่งใดอยู่เหตุใดนางถึงตอบตกลงรวดเร็วราวกับสตรีใจง่ายเช่นนี้กันเล่าใบหน้าเล็กค่อยๆ หลุบต่ำลง ริมฝีปากล่างถูกกัดเบาๆ จนขึ้นสีแดงระเรื่อเหลียงหลงกลับดีใจเสียจนเก็บอาการไม่อยู่ เขาเผลอยกตัวนางขึ้นกอดอย่างทะนุถนอมการเคลื่อนไหวกะทันหันทำให้ร่างเล็กสะท้านเฮือก“นี่…องค์ชายสาม ท่านทำอันใดกันเจ้าคะ”นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตกใจเล็กน้อยเหลียงหลงโน้มตัวลงเล็กน้อย ริมฝีปากแทบชิดข้างใบหูของนาง ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่ว“เรียกพี่ว่าพี่เหลียงหลง…หรือไม่ก็ท่านพี่”ลมหายใจอุ่นที่แผ่วผ่านข้างหู ทำให้เสิ่นเจียวจื่อรู้สึกราวกับกำลังล่องลอยอยู่บนก้อนเมฆหัวใจเต้นแรงอย่างไร้เหตุผล นางอดประหลาดใจไม่ได้เหตุใดตนจึงรู้สึกผูกพันกับบุรุษตรงหน้ามากถึงเพียงนี้ ทว่ามีบางสิ่งบอกกับนางว่าเขาจะไม่มีวันทรยศนางเป็นอันขาด ความเชื่อเช่นนี้คล้ายฝังลงกระดูกจนยากจะสลักออก เช่นนี้อาจเป็นได้ว่าในชาติภพที่แล้วทั้งนางและเขาคงจะเป็นสามีภรรยาตามที่ท่านพ่อว่าไว้เป็นแน่ในยามนี้เวิ่นเฉินอี้อยากแก้ไขโชคชะตาเพียงใดก็แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะอย่

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่111

    “พี่รู้ว่าเจ้ากำลังกังวลเรื่องใด” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ“พี่เอง…ก็มีเรื่องจะสารภาพกับเจ้า”“ท่าน…”เสิ่นเจียวจื่อเริ่มรู้สึกประหม่าเล็กน้อย อยากดึงมือออก หากร่างกายกลับบอกว่าสัมผัสที่คุ้นเคยนี้เป็นเรื่องสมควร และคล้ายกับว่าความใกล้ชิดเช่นนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อมานานแล้ว “พี่เหลียงหลงมีอะไรจะบอกข้าหรือเจ้าคะ?”“องค์ชายสามคือข้าเอง”“พี่ว่าอย่างไรนะเจ้าคะ?” เสิ่นเจียวจื่อเผลออุทานเสียงดังโดยไม่รู้ตัวเหลียงหลงเห็นท่าทางตกตะลึงของนางก็รีบเอ่ยปลอบ สีหน้าค่อนข้างร้อนรน“เจียวเจียวอย่าได้โกรธพี่เลยนะ หากพี่ไม่แสร้งเป็นบุรุษพิการ เสด็จอาคงเพ่งเล็งหาเรื่องพี่เป็นแน่ พี่มีความจำเป็นจริงๆ”เสิ่นเจียวจื่อยังตั้งสติไม่ทัน นางขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถาม“เดี๋ยวก่อนนะเจ้าคะ เช่นนั้น…ราชโองการสมรสเล่า?”“ใช่ พี่เป็นผู้ขอพระราชทานสมรสจากเสด็จอาด้วยตนเอง”เขารีบตอบรับโดยไม่ลังเล หากในใจกลับไม่กล้าเล่าความจริงทั้งหมดให้นางฟัง ว่าก่อนหน้านี้เขาได้ระลึกถึงความทรงจำในภพชาติก่อนอย่างชัดเจนเขาจำได้ว่านางคือพระชายาเอกของเขาในชาติที่แล้วแม้ในชาตินั้นช่วงแรกเขาไม่ได้เต็มใจแต่งงานกับนาง หากเพราะแม่

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่3

    ขณะที่เสิ่นเหมยจื่อถึงกับหน้าซีดเผือด ดวงตากลมโตคลอด้วยหยาดน้ำใสท่านพ่อลำเอียงเกินไปแล้ว!ใคร ๆ ในเมืองหลวงต่างรู้ดีว่า เวิ่นเฉินอี้ กับนางคือคู่รักกันมาเนิ่นนาน แล้วเหตุใดท่านพ่อจึงยกว่าที่คู่หมั้นของนาง ไปให้นังสายเลือดต่ำผู้นั้นได้!“เจ้า! ช่างเหลวไหลสิ้นดี!” ฮูหยินผู้เฒ่ากระแทกไม้เท้าลงกับพื้น

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่2

    เดิมทีเสิ่นเจียวจื่อยังมิได้กังวลเรื่องคู่ครองนักเพราะนอกจากจะเชี่ยวชาญการค้าขายแล้ว สิ่งใดที่สตรีในยุคนี้พึงเรียนรู้ นางล้วนร่ำเรียนมาครบถ้วน นางจึงเชื่อมั่นว่าไม่ว่ากรณีใด ท่านพ่อก็ย่อมคัดเลือกบุรุษที่เหมาะสมให้แก่นางแน่ต่อให้มิได้แต่งเข้าสู่ตระกูลสูงศักดิ์ก็หาได้เป็นปัญหา ขอเพียงไม่ต้องตกเป็นอน

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่1

    ฮูหยินผู้เฒ่าแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ ปล่อยให้นางคุกเข่าอยู่ชั่วครู่ จนกระทั่งเอ้อร์เสิ่นต้องเอื้อมมือสะกิดเบา ๆ นางจึงค่อยพยักหน้าอย่างเสียมิได้ ให้นางลุกขึ้น เสิ่นเจียวจื่อผินหนัาส่งยิ้มให้อาสะใภ้รองอย่างขอบคุณ ไม่นานนักเสิ่นเหมยจื่อ น้องสาวต่างมารดาก็เยื้องย่างก้าวเข้ามา อาภรณ์สีชมพูอ่อนขับผิวพรรณขา

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทนำ

    แสงอาทิตย์ยามบ่ายอาบไล้ผ่านช่องหน้าต่าง พัดพาละอองฝุ่นสีทองลอยเอื่อยอยู่ในอากาศผ่านเข้ามาในห้องส่วนใน เสิ่นเจียวจื่อเพ่งมองกระจกสำริด ใบหน้าเล็กเนียนละเอียดผัดเพียงแป้งบางเบา เส้นผมดำยาวถูกรวบขึ้นอย่างประณีต เผยต้นคอขาวผ่องราวหยก แลดูสุภาพสมวัย กลีบปากบางยกยิ้มภาพสะท้อนพึงพอใจเล็กน้อยนางในวันนี้แ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status