LOGINเสิ่นเจียวจื่อ บุตรีภรรยาเอกแห่งจวนแม่ทัพใหญ่ เพียงเพราะมารดาของนางถือกำเนิดจากตระกูลพ่อค้า ญาติฝ่ายบิดาจึงไม่เคยมีผู้ใดมองนางด้วยความเอ็นดู แต่แล้วอย่างไรเล่า? แม้คนทั้งตระกูลจะเมินเฉย ทว่าท่านพ่อกลับรักนางดั่งดวงใจ ครั้นมารดาสิ้น นางก็มิได้ถูกทอดทิ้ง ยังคงมีความเป็นอยู่สุขสบาย มิขาดสิ่งใด จนกระทั่งวันปักปิ่นมาถึง บิดานางกลับทำเรื่องที่ทุกคนในเมืองหลวงต่างตื่นตะลึงท่านพ่อยื้อแย่งสัญญาหมั้นหมายของน้องสาวมาให้นาง ซื่อจื่อแห่งจวนโหวเวิ่น..พี่ชายที่เคยพานางวิ่งเล่นท่ามกลางแสงอาทิตย์ในวัยเยาว์ ชายผู้เป็นรักแรก…รักเดียว…ที่นางเก็บซ่อนไว้ในใจมาเนิ่นนาน ทว่าเขากลับเป็นคนรักของน้องสาวลูกอนุ เมื่อการหมั้นหมายผิดฝาผิดตัว จากความใกล้ชิดแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชา เขาเกลียดนาง ชิงชังนางสุดหัวใจ..กล่าวหาว่านางเป็นเพียงสตรีใจร้ายผู้สวมรอยแทนที่น้องสาวของตน ไม่ว่านางจะทำดีเพียงใดหัวใจของเขาก็มิอาจอ่อนลง นาง…ยอมแล้ว หากการจากไปของนาง จะทำให้เขาและน้องสาวได้ครองคู่สมดังปรารถนาเช่นนั้นนางยอม 'หย่า' และขออวยพรให้คนทั้งสองได้เคียงคู่กัน แม้ฟ้าดินจะล่มสลายลงตรงหน้าก็ไม่อาจแยกจาก ส่วนนางไม่ขอรั้งอีกต่อไป
View More“ไหนว่า ซื่อจื่อสกุลเวิ่นเกลียดชังภรรยาเอกนักมิใช่หรือ? ที่เห็นอยู่กลับเหมือนบุรุษคลั่งรักเสียมากกว่า”“ข้าเห็นคนพูดกันว่าเสิ่นเจียวจื่อแย่งสัญญาการแต่งงานมาจากน้องสาว แต่ดูจากท่าทีซื่อจื่อแล้วเห็นทีจะรักพี่สาวมากกว่าเสียอีก”ถ้อยคำเหล่านั้นเสียดแทงเข้าหูไม่ต่างจากมีดคมใบหน้าเล็กของเสิ่นเหมยจื่อที่ซีดเผือดอยู่แล้ว ยิ่งซีดลงไปอีก ในใจเต็มไปด้วยความอับอายจนแทบหาที่หลบซ่อนไม่ได้สุดท้ายสิ่งที่นางทำได้ก็มีเพียงเสแสร้งแกล้งเป็นลม เพื่อหลีกหนีสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกตรงหน้าเวิ่นเฉินอี้อย่างไรเสียก็หาใช่บุรุษใจดำ เมื่อเห็นเช่นนั้นจึงรีบก้าวเข้ามาประคองนางไว้ในทันทีสถานการณ์หน้าจวนในเวลานั้นวุ่นวายยิ่งนักเวิ่นเฉินอี้พยายามอุ้มว่าที่ภรรยาเอกคนใหม่หมายจะพาเข้าไปในจวนแม่ทัพ ทว่าไร้ประโยชน์ เพราะคำสั่งของเสิ่นอวี้ได้ถูกประกาศออกมาแล้วว่า ซื่อจื่อสกุลเวิ่นห้ามก้าวเข้าจวนสกุลเสิ่นแม้แต่ครึ่งก้าวเวิ่นเฉินอี้ร้อนรนดั่งไฟสุมอก เพียงจะได้พบหน้าเสิ่นเจียวจื่อสักครั้ง บัดนี้กลับดูคล้ายเป็นเรื่องยากเย็นเสียแล้วเมื่อทำสิ่งใดไม่ได้ เวิ่นเฉินอี้จึงหันไปโยนว่าที่ภรรยาคนใหม่ใส่มือบ่าวรับใช้ผู้หนึ่งอ
ทว่าสิ่งหนึ่งที่เสิ่นเจียวจื่อยังไม่ล่วงรู้ก็คือหลังจากที่เสิ่นอวี้ส่งบุตรกลับห้องแล้ว เวิ่นเฉินอี้ผู้รู้ความจริงทั้งหมดได้พยายามขอเข้าพบนาง หากผู้เป็นพ่อมีหรือจะยอม แต่เห็นแก่ทั้งสองตระกูลเป็นสหายกันมาเนิ่นนาน เขาจึงเรียกมาคุยเตือนสติทั้งตั้งใจเตือนไม่ให้มายุ่งกับเจียวเจียวอีก บรรยากาศภายในห้องโถงเวลานี้เงียบงัน แม้แม่ทัพเสิ่นจะถูกยึดตราทหารไปแล้ว แต่อำนาจบารมีที่สั่งสมมานานก็ยังคงเต็มเปี่ยม มิใช่สิ่งที่ผู้ใดจะมองข้ามได้ง่าย ความกดดันจึงแผ่ซ่านไปทั่วเวิ่นเฉินอี้นั่งตัวเกร็งอยู่เบื้องล่าง เหงื่อเย็นไหลซึมแผ่นหลัง ดวงตาเต็มไปด้วยความร้อนรนและทุกข์ระทม ริมฝีปากแห้งผากราวกับไม่รู้จะเอ่ยคำใดดี“ท่านอาเสิ่น…ข้าขอโทษ ขอท่านอาให้เจียวเจียวออกมาพบข้าสักครั้งได้หรือไม่ขอรับ”เสิ่นอวี้ตอบกลับด้วยท่าทีสง่างามไม่เร่งร้อน ดวงตาหลุบต่ำ มองแก้วชาที่ถืออยู่ในมือ ราวกับความรู้สึกว้าวุ่นของเวิ่นเฉินอี้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย หาใช่เรื่องสำคัญอันใดไม่เวิ่นเฉินอี้เองก็หวั่นเกรงบุคลิกของอดีตแม่ทัพผู้นี้ไม่น้อย“ท่านอา…ข้าขอร้อง” เสิ่นอวี้แค่นหัวเราะเบา ๆ“หึ…เวิ่นเฉินอี้ เจ้ายังต้องการสิ่งใดอีก?” อดีตพ
“พ่อขอโทษ” เสิ่นอวี้เอ่ยคำขอโทษอย่างหนักแน่น ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงขื่นขม“ตอนนั้นภาพล่อลวงนั้นสมจริงเกินไป จนพ่อเชื่อว่าทุกอย่างคือความจริง กระทั่งวันที่พ่อลอบตามฟู่เหยียนเหยียนไปถึงกระท่อมร้างแห่งนั้น พ่อจึงได้รู้สาเหตุของการย้อนเวลา และรู้ว่าความทรงจำบางส่วนของพ่อถูกบิดเบือนไป”เสิ่นเจียวจื่อขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะพยายามเรียบเรียงเหตุการณ์ทั้งหมด“หมายความว่า…ท่านลุงฟู่เป่าโห นอกจากจะทำพิธีย้อนเวลาแล้ว ยังสร้างภาพลวงตาขึ้นด้วยหรือเจ้าคะ?”“ใช่” เสิ่นอวี้ตอบทันที ก่อนเสียงจะแข็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด“แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องเรียกนักพรตชั่วผู้นั้นว่าท่านลุง เจ้าไม่ควรไปนับญาติกับมัน”น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธเกลียดทำให้เสิ่นเจียวจื่อสัมผัสได้ชัดเจน นางลอบกลืนน้ำลาย พลางถามต่ออย่างระมัดระวัง“แล้วตอนนี้…เขาเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”ในเมื่อฟู่เหยียนเหยียนถูกหย่าแล้ว พี่ชายของนางเล่า..จะต้องเผชิญชะตาเช่นไรเสิ่นอวี้ตอบกลับแทบจะทันที“ตายไปแล้ว”หลังคำพูดของเสิ่นอวี้จบลง บรรยากาศภายในห้องก็พลันตกสู่ความเงียบงันเสิ่นเจียวจื่อยกมือขึ้นนวดขมับเบา ๆ คล้ายพยายามจัดระเบียบความคิดของตนเอง เรื่อง
ยิ่งฟังคนเป็นลูกยิ่งเบิกตากว้าง สมองเริ่มบวมประมวลผลไม่ถูก พอเสิ่นอวี้เล่าเรื่องราวจนจบ เสิ่นเจียวจื่อเอ่ยถามกลับด้วยน้ำเสียงยังคงสั่นเล็กน้อยในทันที นางแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน“ท่านพ่อ… ท่านพูดเรื่องจริงหรือเจ้าคะ?”เรื่องราวเช่นนี้ ฟังดูราวกับนิทานปรัมปรา หากเป็นผู้อื่นเล่าให้นางฟังเสิ่นเจียวจื่อคงด่าว่าเพ้อเจ้อไปแล้ว ทว่าคำพูดเหล่านี้กลับออกมาจากปากของท่านพ่อ บุรุษผู้ที่ทั้งชีวิตไม่เคยกล่าวเรื่องไร้สาระแม้แต่ครั้งเดียวนางจึงได้แต่จ้องมองเขาอย่างตะลึงงัน ใจหนึ่งยังไม่อาจเชื่อ แต่อีกใจกลับรู้ดีว่าเสิ่นอวี้ไม่มีทางล้อเล่นกับเรื่องเช่นนี้“พ่อรู้…ว่าเจ้าคงยากจะเชื่อพ่อ แต่พ่อสาบานได้ ทุกอย่างที่พ่อพูดคือเรื่องจริง”สีหน้าและแววตาจริงจัง น้ำเสียงหนักแน่นของบิดา ทำให้เสิ่นเจียวจื่อเริ่มคล้อยตามไปกว่าครึ่งนางนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ เอ่ยทวนสิ่งที่เพิ่งได้ยิน“ท่านพ่อหมายความว่า…ในชาติที่แล้ว ข้าไม่ได้แต่งเข้าจวนโหว แต่กลับได้แต่งเป็นพระชายาขององค์ชายสาม” เสิ่นอวี้พยักหน้าเบา ๆ“ส่วนน้องรอง…เป็นผู้ที่แต่งเข้าสกุลเวิ่นแทนข้า”“ใช่” เขาตอบสั้น ๆเสิ่นเจียวจื่อขมวดคิ้วแน่นขึ้

















