แชร์

บทที่5

ผู้เขียน: อาภาลดา
last update วันที่เผยแพร่: 2026-03-16 17:04:26

“ไม่จริง…เหตุใดจึงเป็นเจียวเจียวที่ช่วยข้า”

เวิ่นเฉินอี้ส่ายหน้าปฏิเสธอย่างไม่อาจยอมรับได้ เขาหันไปมองเสิ่นเหมยจื่อที่กำลังหลั่งน้ำตา สายตานางทอดมาทางเขาอย่างเจ็บปวด สีหน้าบ่งบอกชัดว่าคำพูดของท่านลุงนั้นเป็นเรื่องโกหก

แน่ละ เขารู้ดี..จวนแม่ทัพใหญ่มักลำเอียง รักและปกป้องแต่บุตรีคนโต แต่การที่ขโมยความดีความชอบของบุตรสาวคนรองไปให้แก่บุตรสาวคนโตมันเกินไปหน่อยไหม?

“ท่านโกหก!” เสียงนั้นหลุดออกมาด้วยอารมณ์เดือดดาล

“หึ…” เสิ่นอวี้หัวเราะในลำคอแผ่วเบา สีหน้าไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย

“หากเจ้าไม่เชื่อ ก็ลองถามท่านพ่อของเจ้าดู”

“ท่านพ่อ…” เวิ่นเฉินอี้หันไปหาเจ้าจวนโหว น้ำเสียงสั่นไหวปนดื้อดึง

“ท่านบอกข้าสิ..คนที่ช่วยชีวิตข้าในวันนั้นคือเหมยเอ๋อร์ ไม่ใช่เจียวเจียว”

เจ้าจวนโหวเวิ่นนิ่งไปเพียงชั่วอึดใจ ก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบา สีหน้าเคร่งขรึมลงอย่างที่ไม่อาจปิดบังได้

“ก็เป็นดังที่ท่านอาเสิ่นของเจ้ากล่าว” ประโยคสั้น ๆ นั้นทำให้บรรยากาศในห้องโถงหยุดชะงัก

“ผู้ที่ช่วยชีวิตเจ้าในวันนั้น คือเจียวเจียว”

“ไม่ข้าไม่เชื่อ..”

“ดังนั้นงานหมั้นก็ตามที่ว่าไว้ ต่อไปคู่หมั้นหมายของเจ้าคือเจียวเจียว”

“ท่านพ่อ!!”

เมื่อพิธีปักปิ่นของตระกูลแม่ทัพเสิ่นสิ้นสุดลง ข่าวลือก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวง ว่าบุตรสาวคนโตสับเปลี่ยนคู่หมั้นหมายของน้องสาวอย่างไร้ยางอาย มิหนำซ้ำยังมีคำครหาว่านางสวมรอยเป็นผู้มีพระคุณในเหตุการณ์ช่วยชีวิตเมื่อครั้งอดีต

ไม่นานนัก ข่าวลือเหล่านั้นถูกแต่งเติมจนกลายเป็นบทเพลงล้อเลียน ถูกนำขึ้นขับขานเป็นบทละครตามโรงมหรสพ ราวกับเรื่องราวของนางเป็นเพียงนิทานเยาะเย้ยให้ผู้คนหัวเราะเยาะกันเล่น

เสิ่นเจียวจื่อเองก็ร้อนใจยิ่งนัก นางพยายามขอพบท่านพ่อครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อขอยกเลิกงานหมั้นหมาย ทว่าเวลาผ่านไปหลายวัน ประตูเรือนกลับปิดสนิท

ท่านพ่อผู้ซึ่งเคยเอ็นดูและรักนางยิ่งกว่าผู้ใด บัดนี้กลับไม่แม้แต่จะยอมให้เข้าพบ

ความสัมพันธ์กับผู้คนภายในจวนเองก็ทรุดลงจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ว่าที่คู่หมั้นไม่เคยแม้แต่จะแวะเวียนมาถามไถ่ ราวกับนางเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่ถูกลบออกจากชีวิตเขาแล้ว

ครั้นเสิ่นเจียวจื่อคิดจะไปถึงจวนตระกูลเวิ่นด้วยตนเอง หัวใจก็พลันหนักอึ้ง นางไม่กล้าฝืนไป เพราะเกรงว่าความหวังเพียงน้อยนิดที่เหลืออยู่ จะถูกตอบแทนกลับมาด้วยความอับอายยิ่งกว่าเดิม

“คุณหนูใหญ่ กลับไปเสียเถอะขอรับ”

“เจ้าบอกท่านพ่อหรือยัง ว่าข้ามา” เสิ่นเจียวจื่อยังคงยืนอยู่หน้าเรือน ไม่ยอมถอยง่าย ๆ อย่างไรเสีย วันนี้นางก็ต้องพูดกับท่านพ่อให้รู้เรื่อง

“ท่านรออยู่ตรงนี้ก็เสียเปล่า วันนี้ท่านแม่ทัพออกเดินทางกลับค่ายตั้งแต่เช้าตรู่แล้วขอรับ”

“ท่านพ่อ…ไปที่ค่ายอย่างนั้นหรือ?” นางย้อนถามเสียงแผ่ว ความหดหู่ฉายชัดในแววตา

เมื่อพ่อบ้านพยักหน้ารับ เสิ่นเจียวจื่อก็ทำได้เพียงก้มหน้าลง ก่อนจะหมุนกายจากไปอย่างเซื่องซึม

ในขณะที่เสิ่นเจียวจื่อกำลังปวดศีรษะกับสัญญาหมั้นหมายที่ตนไม่เคยคาดคิดว่าจะต้องรับไว้ อีกฟากหนึ่งผู้ที่เชื่อว่าตนถูกช่วงชิงทุกสิ่งไปกลับนอนร่ำไห้อยู่บนเตียง ไม่ยอมแตะต้องข้าวปลาอาหาร

“เหมยเอ๋อ เจ้าลุกขึ้นมากินอะไรสักนิดเถิด แม่เห็นเจ้าเป็นเช่นนี้ ใจแม่ก็ปวดใจนัก”

“ฮึก…ฮือ…” เสิ่นเหมยจื่อส่ายหน้าอย่างดื้อรั้น “ข้าไม่กิน! ท่านพ่อไม่ยุติธรรม!”

นางคว้ำหน้าซบลงกับหมอน ปล่อยให้น้ำตาใสไหลรินไม่ขาดสาย จนดวงตากลมโตแดงก่ำไปหมด เสียงสะอื้นขาดห้วงราวกับความคับแค้นทั้งหมดกำลังถาโถมใส่นางเพียงผู้เดียว

ทั้งที่นางกับท่านพี่เฉินอี้ผูกใจรักใคร่มาเนิ่นนาน ทว่าท่านพ่อกลับชิงวาสนาของนางไปยกให้สตรีชั้นต่ำผู้นั้น

“โถ่…เหมยเอ๋อของแม่” ฮูหยินเสิ่นลูบหลังบุตรีอย่างอ่อนโยน น้ำเสียงเต็มไปด้วยการปลอบประโลม

“เจ้าทั้งงดงามทั้งอ่อนหวาน เพียงนี้ ตระกูลโหวจะเป็นกระไรไปได้”

“ท่านแม่!” เสิ่นเหมยจื่อสะอื้น ก่อนจะหันมาตะวาดมารดาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก

“นั่นตระกูลโหวเชียวนะเจ้าคะ…ท่านแม่ก็รู้ดี ตระกูลเสิ่นจะว่าเล็กก็ไม่เล็ก จะว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่”

นางกัดริมฝีปากแน่น น้ำตาร่วงลงไม่ขาดสาย

“การที่ข้าจะได้แต่งเข้าตระกูลโหว นั่นย่อมต้องทำบุญมาหลายชาติแล้ว ฮึก…เหตุใดท่านพ่อจึงใจร้ายกับข้าเช่นนี้”

“เรื่องเช่นนี้…ก็ยังไม่แน่เสมอไป”

“ท่านแม่หมายความว่ากระไร ฮึก…” เสิ่นเหมยจื่อสะอื้นหนักขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด

“ไม่รู้ล่ะ! หากข้าไม่ได้แต่งกับท่านพี่เฉินอี้ ข้าจะฆ่าตัวตายให้ดู!”

“ไฮ้! เจ้าพูดอันใดกัน!” ฟู่เหนียนเหนียนตกใจจนเสียงสั่น รีบดึงบุตรสาวเข้ามากอดแน่น

“เจ้าเป็นลูกสาวคนเดียวของแม่ หากเจ้าเป็นอะไรไป แล้วแม่จะมีชีวิตต่อไปอย่างไรได้”

นางลูบหลังบุตรสาวซ้ำ ๆ เพื่อปลอบโยน หากในใจกลับหนักอึ้ง

ฟู่เหนียนเหนียนย่อมรู้ดี ว่าแท้จริงแล้วบุตรสาวผู้นี้มีนิสัยดื้อดึง เอาแต่ใจ ไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ และคำพูดเมื่อครู่นั้น มิใช่เรื่องลอย ๆ หากเป็นสิ่งที่นางอาจทำจริง

“ข้าพูดจริง” เสิ่นเหมยจื่อย้ำอีกครั้ง น้ำเสียงเด็ดขาดไร้ลังเล

ตั้งแต่เล็กจนโต นางรู้ดีว่าสิ่งใดที่ตนต้องการ และตราบใดที่เอ่ยปากบอกท่านแม่ ท่านแม่ย่อมหาทางนำมันมาให้ได้เสมอ ไม่ว่าหนทางนั้นจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่116

    ณ จวนสกุลเสิ่นภายหลังจากขับไล่แม่ทัพเสิ่นกับบุตรีออกจากจวน รายจ่ายภายในเรือนที่เคยมีผู้รับผิดชอบกลับถาโถมเข้ามาโดยไร้ที่พึ่งพิง เงินทองที่ใช้บำรุงเรือน จ้างบ่าวไพร่ ไปจนถึงจัดหาหยูกยาให้ฮูหยินผู้เฒ่า ล้วนร่อยหรอลงอย่างน่าใจหายแม้บุตรชายคนรองจะขึ้นมาเป็นผู้นำตระกูล ทว่าเพียงเงินเดือนขุนนางขั้นหก..รายได้มีหรือจะเพียงพอให้คนทั้งสกุลเสิ่นใช้ชีวิตหรูหราเช่นวันที่เสิ่นเจียวจื่อกับบิดายังอยู่ ดังนั้นเพื่อประคองตระกูลและลดภาระค่าใช้จ่าย บ่าวไพร่จำนวนหนึ่งจึงถูกขายออกไปจวนสกุลเสิ่นที่เคยโอ่อ่า บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนไปทีละน้อย สวนที่เคยถูกตัดแต่งอย่างประณีต บัดนี้หญ้ารกเรื้อไร้ผู้ดูแล ทางเดินปูหินถูกใบไม้แห้งทับถมจนมองไม่เห็นทางเดิน เรือนบางแห่งที่ไร้ผู้อยู่อาศัยเต็มไปด้วยฝุ่นจับหนา แม้แต่หลังคากระเบื้องบางแผ่นที่แตกร้าว ก็ยังไร้ผู้เหลียวแลซ่อมแซมทุกสิ่งค่อย ๆ เสื่อมโทรมลง ราวกับสะท้อนชะตาของผู้คนในจวนแห่งนี้หลังจากเสิ่นเหมยจื่อถูกสามีหย่าเป็นครั้งที่สอง นางก็จำต้องกลับมาอาศัยอยู่ยังจวนเดิม ทว่าครานี้ชีวิตกลับหาได้สุขสบาย แตกต่างจากครั้งแรกดั่งฟ้ากับเหว ต้นเหตุมาจากฮูหยินผู้เฒ่า ผู้ซึ่งเคยเ

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่115

    เสิ่นเจียวจื่อเฝ้ารอพระสวามีจนเกือบพ้นยามไห่ นางเริ่มลังเลว่าควรกลับไปพักผ่อนก่อนดีหรือไม่ ทว่าโดยปกติหากพี่เหลียงหลงมิกลับเรือน เขามักจะส่งคนมาแจ้งนางล่วงหน้าเสมอ นางจึงไม่เคยต้องรอเก้อเช่นนี้ หรือว่าพระสวามีของนางจะเกิดเรื่องเลวร้ายอันใดขึ้น?ความวิตกกังวลพลันพุ่งสูงขึ้น จนยากจะข่มใจไว้ได้ขณะที่เสิ่นเจียวจื่อกำลังกระวนกระวายใจอยู่นั้น ประตูเรือนนอนก็ถูกผลักเปิดออก ร่างสูงของพระสวามีผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาสองภพสองชาติรีบรุดเข้ามาอย่างเร่งรีบนางพ่นลมหายใจออกเบา ๆ ราวกับปลดเปลื้องภาระในใจ ก่อนจะยกยิ้มละมุนให้เขา“ท่านพี่เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ท่านทานอะไรมาหรือยัง? ประเดี๋ยวเจียวเจียวให้สาวใช้ไปอุ่นแกงร้อนมาให้นะเจ้าคะ”คำถามที่พรั่งพรูออกมาราวสายน้ำ ทำให้ใบหน้าคมคายของเขาคลายความตึงเครียดลงโดยไม่รู้ตัว“ขอบใจเจ้ามาก พี่รีบควบม้ามา ยังมิได้ทานสิ่งใดเลย” สุรเสียงอบอุ่นมั่นคง นางเข้ามาปลดเปลื้องเสื้อตัวนอกให้ด้วยความเคยชินแววตามเต็มไปด้วยความห่วงใย องค์ชายอิ๋งหลงหลี่ไม่เคยชอบค้างคืน โดยที่ไม่มีนาง ดังนั้นเขาจึงยินยอมเดินทางไม่ได้หยุด“เช่นนั้น..เป็นบะหมี่ดีกว่าไหมเจ้าคะ? ท่านพี่รอเจีย

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่114

    เสิ่นเจียวจื่อรีบเรียกบ่าวรับใช้ภายในจวนให้มารวมตัวกันโดยพลัน แม้ภายนอกยังคงสงบนิ่ง หากดวงตาเรียวยาวกลับแฝงความกังวลอย่างปิดไม่มิด นางนั่งรออยู่ภายในห้องรับรอง จนกระทั่งบิดาเดินเข้ามาด้วยฝีเท้าหนักแน่น สีหน้าของท่านพ่อบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัดเสิ่นอวี้เลือกนั่งลงบนเก้าอี้ข้างกายบุตรสาวโดยไม่เอ่ยสิ่งใด เสิ่นเจียวจื่อจึงรินชาหลงจิ่นยื่นให้ท่านพ่อด้วยสองมือ กลิ่นหอมอ่อนละมุนโชยออกมาในทันที พาให้ผู้เป็นพ่อสงบลงเล็กน้อย“ดื่มชาก่อนเจ้าค่ะ ท่านพ่อ”“ขอบใจเจ้ามาก” เขารับถ้วยชาไป หากสีหน้ายังไม่คลายเสิ่นเจียวจื่อมองสีหน้าของบิดา พลางเอ่ยถามเสียงแผ่ว“เกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?”“หึ ก็ท่านย่าเจ้านั่นแหละ มาพบข้าถึงหน้าเรือน” เสิ่นอวี้เอ่ยเสียงเคร่ง แววตาไม่พอใจชัดเจน“เจ้ารู้หรือไม่ว่านางกล่าวสิ่งใด?” เสิ่นเจียวจื่อเพียงส่ายหน้าเบา ๆ เหตุเพราะตั้งแต่ตัดความสัมพันธ์กับสกุลเสิ่น และนางได้แต่งเข้าสู่ราชวงศ์ คนในตระกูลสกุลเสิ่นต่างก็พยายามหาทางกลับมาสานสัมพันธ์อยู่หลายครั้ง ทั้งคำพูดอ่อนหวานและเล่ห์กลสารพัด พาให้ทั้งนางและท่านพ่อรำคาญใจยิ่งนักตอนทำไม่คิด มาสำนึกผิดตอนที่สายไปแล้ว ใครบ้างเล่าจะไม่เห

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่113

    พริบตาเดียว กาลเวลาก็ล่วงเลยไปเจ็ดปีเสิ่นเจียวจื่อนั่งเหม่อมองไปเบื้องหน้า ท่ามกลางฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่น สายลมแผ่วพัดผ่านพาเอากลิ่นหอมจางของบุปผาโชยมาไม่ขาดสายไม่ไกลออกไป บุรุษในอาภรณ์สีเขียวกำลังสาวสายว่าวตัวใหญ่ให้ทะยานสูง เด็กชายสองคนวิ่งไล่ตามด้วยเสียงหัวเราะใสกระจ่าง ขณะที่เด็กหญิงตัวน้อยอีกคนตะโกนร้องให้พี่ชายกับน้องชายรอนางด้วย“หลินเอ๋อร์ เจ้ารีบตามมา”“เกอเกอ…หากท่านยังไม่รอข้า ข้าจะโกรธจริง ๆ แล้วนะ” เสียงเล็กเอ่ยอย่างเอาแต่ใจ พลางหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน ใบหน้าน้อยน่าเอ็นดูบึ้งตึงทันใดนั้น ทั้งเด็กชายและบุรุษที่วิ่งนำหน้าอยู่ก็ชะงักฝีเท้าลงแทบพร้อมกัน ไม่กล้าก้าวหนีต่อไปแม้แต่ครึ่งก้าว กลับเป็นท่านพ่อที่วิ่งกลับมาหาบุตรสาวเป็นคนแรก“องค์หญิงน้อยของพ่อ เจ้าอย่าได้โกรธเคืองเลย” องค์ชายสามเอ่ยเสียงอ่อน พลางวางว่าวตัวใหญ่ลงข้างกาย ก่อนก้มลงอุ้มร่างเล็กที่กำลังบึ้งตึงขึ้นมาแนบอกอย่างทะนุถนอมอิ๋งหลินหลี่เม้มริมฝีปากน้อย สีหน้ายังคงงอนง้อไม่คลาย เรือนกายเล็กดิ้นขลุกขลัก พยายามจะลงจากอ้อมแขน ราวกับยังไม่คิดยอมความง่าย ๆ“ท่านพ่อ ท่านพี่ และน้องชาย ล้วนใจร้ายยิ่งนัก ไม่ยอมรอข้า หลินห

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่112

    เสิ่นเจียวจื่อเผลอเอ่ยตอบรับออกไปอย่างว่าง่าย พอคำพูดหลุดจากปาก นางจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนกำลังทำสิ่งใดอยู่เหตุใดนางถึงตอบตกลงรวดเร็วราวกับสตรีใจง่ายเช่นนี้กันเล่าใบหน้าเล็กค่อยๆ หลุบต่ำลง ริมฝีปากล่างถูกกัดเบาๆ จนขึ้นสีแดงระเรื่อเหลียงหลงกลับดีใจเสียจนเก็บอาการไม่อยู่ เขาเผลอยกตัวนางขึ้นกอดอย่างทะนุถนอมการเคลื่อนไหวกะทันหันทำให้ร่างเล็กสะท้านเฮือก“นี่…องค์ชายสาม ท่านทำอันใดกันเจ้าคะ”นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตกใจเล็กน้อยเหลียงหลงโน้มตัวลงเล็กน้อย ริมฝีปากแทบชิดข้างใบหูของนาง ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่ว“เรียกพี่ว่าพี่เหลียงหลง…หรือไม่ก็ท่านพี่”ลมหายใจอุ่นที่แผ่วผ่านข้างหู ทำให้เสิ่นเจียวจื่อรู้สึกราวกับกำลังล่องลอยอยู่บนก้อนเมฆหัวใจเต้นแรงอย่างไร้เหตุผล นางอดประหลาดใจไม่ได้เหตุใดตนจึงรู้สึกผูกพันกับบุรุษตรงหน้ามากถึงเพียงนี้ ทว่ามีบางสิ่งบอกกับนางว่าเขาจะไม่มีวันทรยศนางเป็นอันขาด ความเชื่อเช่นนี้คล้ายฝังลงกระดูกจนยากจะสลักออก เช่นนี้อาจเป็นได้ว่าในชาติภพที่แล้วทั้งนางและเขาคงจะเป็นสามีภรรยาตามที่ท่านพ่อว่าไว้เป็นแน่ในยามนี้เวิ่นเฉินอี้อยากแก้ไขโชคชะตาเพียงใดก็แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะอย่

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่111

    “พี่รู้ว่าเจ้ากำลังกังวลเรื่องใด” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ“พี่เอง…ก็มีเรื่องจะสารภาพกับเจ้า”“ท่าน…”เสิ่นเจียวจื่อเริ่มรู้สึกประหม่าเล็กน้อย อยากดึงมือออก หากร่างกายกลับบอกว่าสัมผัสที่คุ้นเคยนี้เป็นเรื่องสมควร และคล้ายกับว่าความใกล้ชิดเช่นนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อมานานแล้ว “พี่เหลียงหลงมีอะไรจะบอกข้าหรือเจ้าคะ?”“องค์ชายสามคือข้าเอง”“พี่ว่าอย่างไรนะเจ้าคะ?” เสิ่นเจียวจื่อเผลออุทานเสียงดังโดยไม่รู้ตัวเหลียงหลงเห็นท่าทางตกตะลึงของนางก็รีบเอ่ยปลอบ สีหน้าค่อนข้างร้อนรน“เจียวเจียวอย่าได้โกรธพี่เลยนะ หากพี่ไม่แสร้งเป็นบุรุษพิการ เสด็จอาคงเพ่งเล็งหาเรื่องพี่เป็นแน่ พี่มีความจำเป็นจริงๆ”เสิ่นเจียวจื่อยังตั้งสติไม่ทัน นางขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถาม“เดี๋ยวก่อนนะเจ้าคะ เช่นนั้น…ราชโองการสมรสเล่า?”“ใช่ พี่เป็นผู้ขอพระราชทานสมรสจากเสด็จอาด้วยตนเอง”เขารีบตอบรับโดยไม่ลังเล หากในใจกลับไม่กล้าเล่าความจริงทั้งหมดให้นางฟัง ว่าก่อนหน้านี้เขาได้ระลึกถึงความทรงจำในภพชาติก่อนอย่างชัดเจนเขาจำได้ว่านางคือพระชายาเอกของเขาในชาติที่แล้วแม้ในชาตินั้นช่วงแรกเขาไม่ได้เต็มใจแต่งงานกับนาง หากเพราะแม่

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่87

    แต่นั่นก็ช่างเถิดเรื่องของสกุลเวิ่น นางจะคิดมากไปไยกัน บัดนี้ทุกเรื่องย่อมไม่เกี่ยวข้องกับนางอีกแล้ว อีกทั้งเมื่อตรึกตรองอีกครั้งการได้รับพระราชโองการหย่าเช่นนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องดี อย่างน้อยนางก็ไม่ต้องเปลืองแรงหาหนทางหย่าให้ยุ่งยาก ส่วนชื่อเสียงที่เสียไปค่อยกู้คืนทีหลัง ครั้นคิดได้ดังนั้นเสิ่นเ

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่84

    เวิ่นเฉินอี้ทำได้เพียงยิ้มฝืนตอบมารดา ภายในใจกลับก่อเกิดความน้อยใจบางเบาโดยไม่รู้ตัวหากยังดีที่เขาพอมีสติอยู่บ้าง เขารู้ว่าก่อนหน้านี้ตนเองก็ทำตัวไม่ดีกับเจียวเจียวไว้ไม่น้อย ดังนั้นการที่นางเลือกจะหลีกเลี่ยงเขา ก็มิใช่เรื่องเกินเลยอันใดเลยคิดได้ดังนั้นเวิ่นเฉินอี้จึงพยายามเปลี่ยนเรื่อง“น่าแปลก…

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่82

    หากทว่าเสิ่นเจียวจื่อยังคำนวนความหน้าด้านของคนได้ไม่มากพอ เสิ่นเหมยจื่อเมื่อเริ่มรู้ว่าไม่สามารถไปกลับที่จวนสกุลเวิ่นตามใจนึกเฉกเช่นในอดีต นางจึงมักหาเรื่องสร้างการพบปะด้วยความ 'บังเอิญ' กับพี่เขยอยู่บ่อยครั้ง เวิ่นเฉินอี้ก็ยังนึกเอ็นดูสงสารนางอยู่ไม่น้อย จึงไม่คิดปฏิเสธภาพที่เสิ่นเหมยจื่อ “บังเอ

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บมที่73

    เสิ่นเหมยจื่อมองตามแผ่นหลังของมารดาที่เร่งร้อนจากไป สายตาวูบโหวงราวกับสูญเสียที่พึ่งพิงไปชั่วขณะยังไม่ทันได้รวบรวมสติ ผู้จัดการตำหนักขององค์ชายอิ๋งหลงหลี่ก็มายืนตรงหน้า พลางโค้งคำนับเล็กน้อยก่อนเอ่ยเสียงเรียบ“องค์ชายทรงมีรับสั่ง ให้พระชายาเข้าเฝ้าขอรับ”หัวใจของเสิ่นเหมยจื่อกระตุกวาบ ความสงสัยปนค

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status