Masukเมื่อจวงกงกงให้แยกย้าย ก็ถึงเวลาที่งานเลี้ยงเลิกราพอดี พานเยี่ยนซินรู้สึกหวาดกลัวจนแผ่นหลังของนางเวลานี้เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อเย็น สายตาของมารดามองมาที่นางโดยไร้อารมณ์และความรู้สึก เมื่อกลับไปถึงจวนกั๋วกงแล้วไม่รู้เลยว่า นางจะต้องพบกับอะไรบ้าง
ตลอดการเดินทางตั้งแต่ก้าวเท้าเดินออกจากพระตำหนัก เดินไปตามทางเดินของวังหลวง ขึ้นรถม้ามุ่งหน้าจนกระทั่งมาถึงจวนกั๋วกง หานอิงนิ่งเงียบไม่เอ่ยสิ่งใดทั้งสิ้น
ในที่สุดรถม้าก็หยุดอยู่ที่หน้าจวน
“ตามไปพบข้าที่ห้อง” หานอิงออกคำสั่ง
“เจ้าค่ะ”
แม้นางอยากจะหนีแต่คืนนี้ก็คงจะหนีไม่พ้น ต้องยอมรับชะตากรรมของตนอย่างเงียบ ๆ
อาเสว่นั้นเป็นเพียงหญิงรับใช้จึงมิอาจพูดสิ่งใดมากได้ นางมิได้เดินตามเจ้านายของตนเองไป แต่รีบกลับไปเตรียมน้ำอุ่นและยาทาแผลเอาไว้ให้คุณหนูของนาง
พานเยี่ยนซินก้าวเดินอย่างช้า ๆ ตามหลังมารดาไปเงียบ ๆ ไม่นานก็ไปถึงที่เรือนของท่าน ทันทีที่นางก้าวเท้าเข้าไปในห้องที่ลับสายตาคน ฝ่ามือของมารดาก็ฟาดลงบนใบหน้างดงามของนางในทันที
“ข้าสั่งแล้วใช่หรือไม่ว่าการประชันในวันนี้เจ้าจะต้องชนะเท่านั้น” หานอิงแผดเสียงดังลั่น และออกแรงลงไม้ลงมือกับบุตรสาว
สิ่งที่นางพูดได้นั้นก็คือคำขอโทษ นางมิอาจพูดแก้ต่างให้ตนเองออกไปได้ นั่นเป็นเพราะหากนางยิ่งโต้เถียง โทสะของมารดาก็จะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
“เยี่ยนเอ๋อขอโทษเจ้าค่ะ” นางพูดได้เพียงเท่านั้น
“แล้วไหนจะกิริยาต่อปากต่อคำกับองค์รัชทายาทอีก ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ ให้เจ้าแสร้งสงบเสงี่ยมเจียมตัว เป็นกุลสตรีที่นอบน้อมอ่อนหวาน แต่เจ้ากลับ... แต่เจ้ากลับต่อปากต่อคำกับรัชทายาท เป็นเช่นนี้เขาจะมองเจ้าอย่างไร”
หานอิงมิเพียงแต่พูดเท่านั้นแต่ลงไม้ลงมือย้ำไปในทุกประโยคที่นางเอ่ย
“...”
พานเยี่ยนซินได้แต่เม้มปากไม่ส่งเสียงสะอึกสะอื้นใด ๆ ออกไปทั้งสิ้น
“ข้ากับพ่อของเจ้า ทุ่มเงินไปตั้งมากมายให้เจ้าได้เรียนรู้ศาสตร์หลากหลายแขนง แต่เจ้า... เจ้ากลับแพ้บุตรสาวขุนนางบ้านนอก น่าขายหน้ายิ่งนัก เจ้ามัน... เจ้ามันเป็นจุดด่างพร้อยของข้า พานเยี่ยนซิน เจ้ามันคือจุดด่างพร้อยของข้า”
การลงโทษและด่าทอด้วยสารพัดคำบริภาษหลุดออกมาจากปากของมารดา พานเยี่ยนซินได้แต่ก้มหน้ายอมรับ ความจริงนางก็ไม่อยากโต้เถียงกับซูลิ่งอี้ แต่เป็นเพราะเขายั่วโมโหนาง จะไม่ให้นางโต้เถียงเขาได้อย่างไร คนผู้นั้นทั้งดูถูกทั้งเหยียดหยาม งานประชันวาดภาพในวันนี้ก็เห็น ๆ อยู่ว่าเขาไร้ความเที่ยงธรรม ไม่ว่านางจะวาดออกมาได้งดงามเพียงไร เขาก็จะให้ไป๋ซูเอ๋อชนะอยู่ดี แทนที่ท่านแม่จะกล่าวโทษเขา แต่กลับกล่าวโทษว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความผิดของนาง พานเยี่ยนซินจึงทำได้เพียงเอ่ยคำขอโทษอย่างรู้สึกเจ็บปวดเท่านั้น
ในเวลานี้ไม่ใช่แค่ร่างกายของนางเท่านั้นที่บอบช้ำ แต่จิตใจเองก็แหลกสลายไม่น้อย ตั้งแต่จำความได้ นางไม่เคยเห็นสายตาของท่านแม่ที่แสดงออกว่ารักและห่วงใยนางเลยสักครั้ง ท่านแม่เห็นนางเป็นสิ่งใดกัน?
หานอิงตบตีบุตรสาวจนเหนื่อยแล้ว จึงหยิบขวดกระเบื้องสีน้ำตาลใบหนึ่งออกมา
“สิ่งนี้คือยาปลุกกำหนัด คืนวันพรุ่งนี้รัชทายาทจะออกไปล่าสัตว์และแวะพักกันที่โรงเตี๊ยมนอกเมือง หลังจากฟ้ามืดแล้วข้าจะส่งเจ้าไปที่นั่น” ไม่มีทางเลือกอื่นใดแล้ว จำเป็นต้องใช้วิธีการนี้เท่านั้น
ผู้เป็นบุตรสาวเบิกตาโพลงอย่างตื่นตระหนก
“ท่านแม่!! ไม่ได้นะเจ้าคะ ทำแบบนั้นไม่ได้” ท่านแม่ของนางคิดจะให้นางใช้วิธีการต่ำช้าเช่นนี้อย่างนั้นหรือ
“ข้าสั่งให้เจ้าทำอะไรเจ้าก็ต้องทำ เจ้าเป็นลูกสาวของข้า ข้าสั่งให้เจ้าทำอะไรเจ้าก็ต้องทำ”
“แต่...”
พานเยี่ยนซินมองหน้ามารดาของตนเองอย่างรู้สึกเจ็บปวด หาก ซูลิ่งอี้รู้แผนการนี้ขึ้นมา จากที่เป็นเพียงด่าทอกัน เขามิคิดสังหารนางดอกหรือ สิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับสตรีนั่นก็คือความบริสุทธิ์ แล้วถ้าหากสุดท้ายแล้วเขาก็มิคิดจะรับผิดชอบเล่า “ท่านแม่... ได้โปรดคิดอีกทีเถิดนะเจ้าคะ อย่าใช้วิธีการนี้เลย ฮึก... ได้โปรดเจ้าค่ะท่านแม่”
นางไม่ต้องการ นางไม่ต้องการใช้วิธีการเช่นนี้ นางทำไม่ได้ นางทำไม่ได้จริง ๆ
หานอิงยิ้มเย็นยะเยือก “ข้าคิดดีแล้ว คิดอย่างรอบคอบถี่ถ้วนดีแล้ว นั่นเป็นเพราะเจ้าโง่เขลา มัดใจองค์รัชทายาทไม่ได้สักที นี่เป็นวิธีการสุดท้ายแล้ว ดังนั้นข้าสั่งให้เจ้าทำอะไร เจ้าก็ต้องทำ” ผู้เป็นมารดาจิกศีรษะของบุตรสาว แล้วขู่บังคับให้นางกระทำตามใจของตนเอง
“ท่านแม่ ลูกไม่อยากทำ ท่านแม่ได้โปรด... ให้โอกาสลูกอีกครั้งด้วยวิธีการปกติเถิดนะเจ้าคะ ข้าจะ... ข้าจะอ่อนหวานเรียบร้อย ข้าจะไม่ต่อปากต่อคำกับองค์รัชทายาทอีกต่อไปแล้ว”
“สายไปเสียแล้วเยี่ยนเอ๋อ ข้าให้โอกาสเจ้าใช้วิธีการเช่นนั้นมาตั้งหลายครั้ง แต่เจ้ากลับไม่รักษามันเอาไว้เอง อย่างไรก็จงตอบแทนบุญคุณที่ข้าเลี้ยงดูเจ้ามาสักหน่อยเถิด”
“ท่านแม่...”
“แล้วก็... อย่าคิดที่จะหนี หากเจ้าหนี ข้าจะจัดการกับพี่ชายเจ้าเป็นอันดับแรก เด็กดี... เจ้าต้องลำบากเสียหน่อย เพื่อที่จะให้พี่ชายของเจ้าได้สุขสบาย เข้าใจหรือไม่ หากเจ้าอดทน... พี่ชายของเจ้าที่เจ้ารักใคร่ เขาก็จะใช้ชีวิตอย่างผาสุก เป็นเช่นนั้นไม่ดีหรือ ไหนจะอาเสว่... ที่เจ้ารักดุจน้องสาวแท้ ๆ รับปากข้าสิ... รับปากว่าเจ้าจะทำทุกอย่างตามที่ข้าสั่ง... หากเจ้ารับปากข้าแล้วล่ะก็... ข้าก็จะ... ไม่ทำอะไรพวกเขา”
พานเยี่ยนซินรู้สึกสับสน จนสมองของนางคิดสิ่งใดไม่ออก เพื่อบุญคุณ เพื่อคนที่นางรักอย่างนั้นหรือ เมื่อคิดถึงท่านพี่ที่แสนดีของนางแล้วพานเยี่ยนซินก็มิอาจทำร้ายเขาได้ กับอาเสว่เองก็เช่นกัน
“เจ้าค่ะ... เจ้าค่ะ ลูกเข้าใจแล้ว”
กระทั่งใกล้รุ่งมีแสงสว่างยามเช้าสาดส่องเข้ามาภายในห้อง เหยียนเหวินจิ้งโอบกอดร่างเล็กในอ้อมแขนเอาไว้อย่างแนบแน่น พลางคิดถึงความสุขสมที่ผ่านพ้นไปเมื่อคืนวาน เขาช่างเป็นบุรุษสารเลว ทันทีที่นางตื่นขึ้นมาและพบว่าชายที่นอนเคียงข้างนางเป็นใคร คุณหนูไป๋จะต้องยินยอมตกลงแต่งงานกับเขาเป็นแน่ เขาต้องฤทธิ์ยาปลุกกำหนัด นางเองก็เช่นกัน นึกไม่ออกเลยว่าซูลิ่งอี้จะรู้สึกเช่นไรที่ได้รับรู้ว่าสตรีอันเป็นที่รักของตนนั้น ได้กลายเป็นภรรยาของเขาไปแล้วร่างสูงใช้ข้อศอกยันตัวเองขึ้นมาตั้งใจมองให้ชัด ๆ ว่าสตรีในอ้อมแขนของเขานั้นเป็นใคร เขามิได้ฝันไปใช่หรือไม่ แต่แล้วก็ต้องตกใจ เพราะคนตัวเล็กที่เขากำลังโอบกอดอยู่นั้นมิใช่คุณหนูไป๋“พานเยี่ยนซิน” เหยียนเหวินจิ้งขบกรามแน่น กัดฟันกรอด ไฉนเลยจึงกลายเป็นนางไปได้ เหตุใดจึงเป็นคุณหนูแห่งจวนพานกั๋วกง ขุนนางกังฉินผู้นั้นกันได้เห็นนางในเวลานี้พลันทำให้คิดถึงเมื่อตอนที่อยู่ที่วัด นางอธิษฐานว่าอย่างไรนะ‘ขอให้พระพุทธองค์ให้อภัยในความผิดบาปที่นางจะกระทำคืนนี้อย่างนั้นหรือ’ที่แท้ นางก็มีแผนการเช่นนี้ อัครเสนาบดีหนุ่มมั่นใจว่าเป้าหมายของนางไม่ใช่เขา คงจะเป็นองค์ชายรัชทายาท ก
“อาห์...ท่าน...อย่า” ปากนางปฏิเสธ แต่ร่างกายกลับแอ่นขึ้นต้อนรับเหยียนเหวินจิ้งก้มลงดื่มด่ำกับเนินอกนุ่ม ลิ้นร้อนเลียไล้ ดูดดื่มราวกับทารกที่หิวนม มืออีกข้างลูบไล้ลงต่ำถึงหน้าท้องแบนเรียบ“หวานเหลือเกิน” เขาครางเบา ๆเขาค่อย ๆ จูบลงต่ำ ผ่านสะดือน้อย ๆ ลงสู่เนินเนื้ออวบอิ่ม พานเยี่ยนซินตกใจพยายามหุบขา“ไม่! อย่า...ที่นั่น...” นางอุทานเสียงสั่น“เชื่อข้า” เขากระซิบ แล้วแหวกขาขาวเนียนออก สำรวจถ้ำสีชมพูที่ชุ่มฉ่ำด้วยน้ำรัก“อาห์!” นางร้องเสียงหลง เมื่อลิ้นร้อนของเขาสัมผัสกลีบดอกไม้สีชมพูอันอ่อนนุ่มเขาใช้ลิ้นเลียเล้าโลมอย่างช้า ๆ ดูดดื่มน้ำหวานที่ไหลออกมาไม่ขาดสาย นิ้วค่อย ๆ สอดเข้าไปในโพรงแคบ“แน่น...ร้อน...เจ้ายังบริสุทธิ์” เขาพึมพำอย่างประหลาดใจพานเยี่ยนซินได้แต่ครางตอบ สติแทบจะเลือนหายไปกับความสุขที่ท่วมท้น “ข้า...ข้าทนไม่ไหว...อึก!”คลื่นความสุขครั้งแรกซัดกระหน่ำ ร่างบางสั่นระริกราวกับใบไม้ในพายุ น้ำหวานใสไหลรินออกมาให้เขาดื่มกลืน“หวานยิ่งกว่าน้ำผึ้ง” เขาเงยหน้าขึ้น ริมฝีปากเปียกชื้นเหยียนเหวินจิ้งไม่รอช้า รีบปลดเปลื้องอาภรณ์ตนเองออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นร่างกำยำแข็งแกร่งและหอกหย
(TW : มีการใช้ยาและความเข้าใจผิด และมีการกระทำรุนแรงทางเพศ)มีคนจากในโรงเตี๊ยมเดินออกมารับนางอย่างที่คนของมารดาแจ้งเอาไว้จริง ๆ นางไม่ได้พูดสิ่งใดยังคงใช้เสื้อคลุมปกปิดใบหน้าและร่างกายเอาไว้ คนตัวเล็กเดินตามอีกฝ่ายไปอย่างว่าง่ายลัดเลาะไปตามเส้นทางในความมืด สายตามองไปโดยรอบตัวเพื่อหาโอกาสเหมาะ ๆ สบช่องหาทางหนีและแล้ว นางก็ค้นพบได้ในที่สุดเพราะอีกฝ่ายเดินอย่างรีบร้อน ไม่ได้หันหน้ามาดูด้วยซ้ำว่านางจะเดินไปที่ใด พานเยี่ยนซินค่อย ๆ ลดความเร็วของฝีเท้าตนเอง จนกระทั่งเกิดระยะห่างระหว่างคนของโรงเตี๊ยมและนาง จนมีเส้นทางหนึ่งต้องเลี้ยวซ้ายตรงมุมกำแพง พานเยี่ยนซินหยุดนิ่งรอจนอีกฝ่ายเดินหายไปหัวใจของนางในเวลานี้เต้นตึกตักราวกับจะหลุดออกมานอกเบ้า รู้สึกว่ามือของตนนั้นในเวลานี้เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ อากาศปลายสารทฤดูเย็นยิ่งนัก แต่กลับกันนางดันเหงื่อแตกเพราะความตื่นเต้นไม่มีเวลาให้นางคิดอีกต่อ พานเยี่ยนซินไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้ มีเส้นทางเข้าออกกี่เส้นทางหรือกว้างใหญ่ขนาดไหน หญิงสาวเดินแอบ ๆ หลบมุมไปตามเงามืดของยามราตรีสอดส่ายสายตาหาทางรอดให้กับตนเอง แล้วจึงเห็นประตูไม้บานหนึ่งที
ตอนที่เหยียนเหวินจิ้งเปิดประตูห้องออกมา ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่พานเยี่ยนซินเปิดออกมาพร้อมกัน เขามองหน้านางครู่หนึ่งแล้วเดินเลยนางไป ราวกับมิได้สนใจว่านางเป็นใคร นับว่าเป็นบุรุษที่มีรูปโฉมงดงามนัก ตัวสูงกว่านางหลายเท่า บนตัวเขามีกลิ่นหมึกฮุ่ยโม่จาง ๆ เดาว่าเขามาที่นี่คงจะมาศึกษาพระคัมภีร์พานเยี่ยนซิน คลับคล้ายคลับคลาเหมือนกับจะเคยพบหน้าเขาที่ใดมาก่อน แต่ก็นึกไม่ออก อาจเป็นบุตรชายขุนนางสักคน ว่าแต่เขาอยู่ห้องนั้นอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นเขาก็อาจจะได้ยินที่นางอธิษฐานใช่หรือไม่คิดได้เช่นนั้นพานเยี่ยนซิน รีบเดินไปดักหน้าอีกฝ่าย“คุณชาย...”คุณชาย? นางไม่รู้จักเขาอย่างนั้นหรือ? เหยียนเหวินจิ้งสีหน้าเรียบเฉย ก้มหน้าลงไปมองสตรีที่ตัวเล็กกว่า“คุณหนูมีธุระอันใดหรือเปล่า”ริมฝีปากของพานเยี่ยนซินเม้มเข้าหากัน อยากจะพูดออกไปแต่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี“...”เมื่อได้อยู่ใกล้ ๆ จึงเพิ่งจะเห็นว่าดวงตาของนางเป็นสีน้ำตาล ดูอ่อนโยนน่าทะนุถนอมราวกับลูกกวางตัวน้อย ๆ กลิ่นกายแทนที่จะเป็นกลิ่นเครื่องหอมอย่างที่สตรีในเมืองหลวงนิยมใช้กัน แต่กลับเป็นกลิ่นหอมสะอาดของสมุนไพร ริมฝีปากอวบอิ่มเป็นสีแดงระเร
เหยียนเหวินจิ้งได้ยินว่ารัชทายาทออกล่าสัตว์ และยังได้ยินอีกว่าเขาจะพาคุณหนูไป๋มาร่วมด้วย กำลังคิดอยู่ว่าจะหาวันที่โอกาสเหมาะสมเช่นนี้ได้เมื่อไร เมื่อตัดสินใจแล้ว ก็รีบลงมือทันที อัครเสนาบดีหนุ่มไปรออยู่ที่วัด ที่อยู่ใกล้กับพื้นที่ล่าสัตว์อย่างเงียบ ๆ“ดูเหมือนว่าวันนี้เราจะมีแขกไม่ได้รับเชิญนะขอรับ” กงหยุนเข้ามารายงาน เพราะเมื่อสักครู่นี้เห็นรถม้าของจวนกั๋วกงมุ่งหน้าเข้ามาที่นี่ รอดูสักพักจึงได้เห็นว่าเป็นคุณหนูห้าแห่งจวนกั๋วกง “ใคร”“คุณหนูห้า จากจวนพานกั๋วกงขอรับ”คุณหนูพานห้างั้นเหรอ แค่ได้ยินชื่อนางเหยียนเหวินจิ้งก็พลันรู้สึกหงุดหงิด“นางมาที่นี่ทำไม หรือว่านางมีแผนการอะไร” อัครเสนาบดีหนุ่ม เกรงว่านางอาจจะกำลังวางแผนอะไรสักอย่าง เขาไม่ต้องการให้เรื่องของนางมาส่งผลกระทบต่อแผนการของเขา“ข้าน้อยก็ไม่ทราบขอรับ ร้อยวันพันปีนางไม่เคยเข้าวัดไหว้พระ แต่วันนี้เกิดอยากจะทำบุญ นางจะต้องมีแผนการร้ายอย่างแน่นอนขอรับ ไม่แน่ว่านางอาจจะกำลังคิดแผนการเข้าหาองค์รัชทายาทก็ได้” กงหยุนคิดเช่นนั้นสิ่งที่กงหยุนเอ่ยออกมานับว่ามีน้ำหนักพอสมควร เขาคาดเดาว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น“งั้นข้าจะออกไปดูเสียหน่อยว่าน
อาเสว่ยืนอยู่หน้าเรือนรอรับคุณหนูของนาง จนกระทั่งเห็นเจ้านายเดินโซซัดโซเซมาก็รีบวิ่งเข้าไปประคอง บ่าวคนอื่น ๆ เองก็รู้สถานการณ์ดี และรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น พวกนางเห็นแล้วก็รู้สึกสงสารจับใจ รีบเข้าไปจัดเตรียมเสื้อผ้า น้ำอุ่น ยาสมานแผล และยาสมุนไพรต้มเพื่อบรรเทาอาการบาดเจ็บและช่วยให้นางผ่อนคลาย พานเยี่ยนซินเหนื่อยและเศร้าเกินไป ตอนนี้นางเองก็ไร้เรี่ยวแรงจะดิ้นรนจึงปล่อยให้บ่าวไพร่ปรนนิบัตินางตามใจชอบ“คุณหนู...” อาเสว่ถอดเสื้อผ้าของเจ้านายออก บนร่างกายมีแต่รอยหยิก รอยทุบตี ใบหน้าก็มีบาดแผลอย่างน่าสงสาร“พวกเจ้าร้องไห้ทำไมกัน” พานเยี่ยนซินยิ้ม“เหตุใดฮูหยินจึงลงมือหนักเช่นนี้” อาเสว่ค่อย ๆ ประคองคุณหนูลงในถังอาบน้ำ“เอาเถิดอย่าพูดอีกเลย” พานเยี่ยนซินไม่อยากฟังแล้ว พรุ่งนี้ยังมีหลายเรื่องให้ต้องทำ นางง่วงนอนเหลือเกินอาเสว่และสาวใช้คนอื่น ๆ เห็นเช่นนั้นก็มิได้เอ่ยสิ่งใดอีก เพียงช่วยอาบน้ำทายาแก้ฟกช้ำให้นางเงียบ ๆ เท่านั้นคุณหนูของพวกนางเป็นสตรีที่งดงาม มักจะแต่งกายหรูหราอยู่เสมอ แต่ใครจะไปรู้ว่าการที่นางทำเช่นนั้นก็เพื่อปกปิดร่างกายที่เต็มไปด้วยร่องรอยเช่นนี้ นางใจดีกับบ่าวไพร่ ไม่เคยทำร้า







