LOGINแต่พอเดินตามกันออกมานอกห้อง ผอ. ก็ไม่ลืมที่จะผายมือไปยังทิศทางหน้าอาคารอำนวยการ ว่าให้ยืนรอคนขับรถมารับที่ตรงนั้น
เมื่อผู้อำนวยการขับรถจากไป หมอปริญญ์ก็กลับมาอยู่เพียงลำพัง ที่อาคารพยาบาลไม่มีใครอยู่เลย ไม่มีแม้ช้างสักเชือก ซึ่งอันนี้พอเข้าใจได้ว่า อาจจะไม่มีช้างที่ดูแลต่อเนื่องค้างคืน แต่ถึงจะมีก็อาจจะอยู่ในคอกที่เตรียมไว้ให้ต่างหาก
มันเกิดขึ้นได้ แต่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นก็คือ ขนาดเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่มีสักคน สิ่งมีชีวิตที่มีตัวๆ พอมองเห็นได้ ก็น่าจะมีแค่เธอ และนกเกาะกิ่งไม้อีกสองตัวเท่านั้น
ไม่มีปัญหาๆ
คำๆ นี้ของผู้อำนวยการทำให้เธอถึงกับส่ายหน้ายิ้มขัน
ใครเชื่อก็บ้าแล้ว!
หญิงสาวยืนรออยู่ที่เดิมได้เกือบสิบนาที ก็ค่อยๆ สืบเท้ากลับเข้าสู่ตัวอาคาร
บอร์ดแผนงาน และบอร์ดจิปาถะ ถูกตกแต่งด้วยกระดาษหลากสีแบบฝีมือเด็กประถม ซึ่งมันเคยเหวี่ยงตัวออกจากความน่าสนใจมาตั้งแต่แรกเริ่ม แต่เพราะเวลานี้ ไม่มีสิ่งไหนที่น่าสนใจแม้แต่นิด มันเลยดูมีคุณค่าขึ้นมาทีละนิด ขณะที่คนคิ้วยับย่นเซ็งจัด กำลังขยับเท้าเป็นปู ขนานไปกับบอร์ดติดผนัง เพื่อเดินดูรูปถ่ายการทำงานของคนที่นี่ แต่แล้วหนึ่งในภาพนั้น มันก็ถ่ายติดสัตวแพทย์หญิงคนหนึ่ง ที่กำลังหันหลังให้กล้อง ขณะยืนเท้าสะเอวแหงนมองครวญช้าง ที่กำลังนั่งอยู่บนคอช้าง
ท่ายืนแบบนี้ ทำท่าเท้าสะเอวแบบนี้ แบบที่แค่ดูจากข้างหลังก็รู้ว่ากำลังหนักใจกับอะไรบางอย่าง มันกำลังเป็นภาพที่ทำให้เลือดในกายของหมอปริญญ์กำลังเดือดจัด
สายตาดวงเดิม รีบตวัดไปให้ถ้วนทั่วทุกรูปที่มีภาพของหมอสาวคนนี้ปรากฏ แต่ให้ตายเหอะ ไม่มีรูปสักรูปที่ให้เห็นหน้า ซึ่งแต่ละรูปก็พร้อมใจไขปริศนา โผล่มาแค่มือบ้าง โผล่มาแค่ขาบ้าง โผล่มาแค่ต้นคอบ้าง เล่นเอาท้องน้อยร้อนวูบวาบด้วยความรู้สึกบางอย่าง
เธออธิบายความชุลมุนของอารมณ์ตัวเองไม่ได้จริงๆ!
ทำไมเหมือนกันได้ขนาดนี้ แม้กระทั่งสีผิวยังเฉดเดียวกัน ตัวสูงเท่ากันไปอีก...หญิงสาวที่เต็มไปด้วยความสงสัย ยืนหันรีหันขวาง ยกมือขึ้นกัดเล็บกรอดๆ
แล้วในที่สุด สายตาก็ไปปะทะเข้ากับบอร์ดเจ้าหน้าที่ในองค์กร และนึกโกรธมันมาก ที่เห็นแว้บๆ ว่ามีบางรูปหลุดหายออกไป เท้าเริ่มขยับ หัวใจก็เร่งจังหวะกระหน่ำ มือที่ยังค้างอยู่ริมฝีปากเริ่มสั่น จนเจ้าตัวต้องดึงมันออกมาตีเพี๊ยะเพื่อสงบสติอารมณ์
“จะสั่นทำไมวะ”
โอเคได้ เธอชนะค่ะปริญญ์ ที่ทำให้มันหยุดสั่น แต่เปลี่ยนมาเป็นเข่าอ่อนแทบทรุดลงตรงหน้าบอร์ดเจ้าหน้าที่นั่นแหละ
สพ.ญ. กิดากานต์ ไอยตระกูล
ชื่อไม่คุ้น แต่ใบหน้านั้นโคลนนิ่งกันมาทุกองศา!
“พี่...อูน”
พลันม่านน้ำตาก็บดบังภาพเบื้องหน้าให้พร่าเลือน ปริญญ์รีบหมุนตัวหนีจากพลังที่กระแทกเข้าหัวใจจนต้องยอบตัวลงนั่งยอง
ชื่อที่เห็นไม่ได้ทำให้ติดใจ แต่ทว่านามสกุลที่ไม่ใช่ของแฟนเก่าคนนั้น มันทำให้เธอครวญครางออกมาในใจ
แต่งงานไปแล้วจริงๆ หรือ!?
รู้สึกจุกๆ อยู่ในอก มันมีทั้งดีใจและผิดหวัง มันปวดมันหน่วงไปทั้งกายใจ ไม่สามารถจัดการความรู้สึกให้เป็นปกติได้ในทันที
เพราะผู้หญิงคนนั้น เคยมีอิทธิพลต่อจิตใจของหมอปริญญ์อย่างมาก มากเท่าที่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่อีกคนเคยตราหน้า หลายใจ หยำเป ไม่มีความรับผิดชอบ
เธอทำแบบนั้นมาหมดแล้วจริงๆ ใช้ชีวิตหัวหกก้นขวิด เพื่อเรียกร้องความสนใจคนที่ไม่คิดจะหันกลับมามองกันอีก แล้วการกลับมาเจอกันครั้งนี้ เธอควรจะต้องวางตัวอย่างไร
ว่าแต่...มันใช่พี่จริงๆ รึเปล่าเหอะ
ร่างบอบบางค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นไปมองที่รูปนั้นอีกครั้ง
แต่คีย์ยังเกลียดพี่อยู่นะ เกลียดมากๆ!
โชคชะตากำลังเล่นตลกขั้นรุนแรง ปริญญ์เอาแต่ยืนเขย่าขา อยู่ไม่สุข หนังนิ้วโป้งถูกกัดแทะด้วยความรู้สึกว้าวุ่น อารมณ์นี้ไม่ต่างจากตอนดักรอหมอรุ่นพี่ที่ตัวเองเคยแอบชอบ
หมออาภา คือคนนั้นที่เธอเคยตกหลุมรัก ผู้หญิงคนที่มีรอยยิ้มให้กับทุกสรรพสัตว์ และยังใจดีคอยสอนและดูแลกันตลอดเวลาที่เคยอยู่ด้วยกันที่ลำปาง
แต่สิ่งเหล่านั้นมันกลับเป็นเพียงความลวง รักต่างวัยมันมีอยู่ช่องว่างหนึ่งคือความเกรงใจมากเป็นพิเศษ แต่ถ้าช่องว่างนั้นมันถูกทำลายลงด้วยความไม่เชื่อใจ มันก็มีแต่จะตอบแทนกันด้วยความเจ็บปวดที่อีกฝ่ายจะต้องได้รับมากกว่า
ใบหน้าสวยสง่านั้นคงทำให้หัวใจใครเจ็บปวดมานักต่อนัก คนอะไรกัน แค่มองเห็นด้านหลังก็รู้ว่าสวย เห็นแค่ปลายนิ้วก็ทำให้ใจเต้นแรงได้ แต่ทุกความรู้สึกที่กล่าวมา ปริญญ์อยากจะจารึกมันเอาไว้เป็นเพียงความทรงจำ เธอจะต้องไม่หลงมัวเมาไปกับสิ่งที่ไม่จริงนั้นอีกเด็ดขาด
เธอเอาแต่ยืนกระวนกระวายตัวร้อนผะผ่าวอยู่หน้าบอร์ดนั้นอีกเกือบครึ่งชั่วโมง ความคิดต่างๆ นานา โถมกระหน่ำ แต่ก็สงบตัวเองได้ทัน เมื่อลุงอู๊ดขับรถกะบะสี่ประตูสีบลอนด์เงินเข้ามาจอดหน้าอาคารอำนวยการ
ทั้งสองทำความรู้จักกันในเวลาอันรวดเร็ว แล้วก็นั่งเคียงข้างกันออกมาจากโรงพยาบาล โดยที่มีคำถามแรกมาจากคนที่คิดว่าจิตใจสงบเพียงพอแล้วว่า
“หมออูนแต่งงานแล้วเหรอคะ” ปริญญ์รัวปากถามกับคนที่ยังไม่คุ้นเคย แต่เพราะความอยากรู้มันล้นใจ เธอจึงควบคุมปากตัวเองไม่ได้จริงๆ
พร้อมกันนั้น ลุงอู๊ดก็ถึงกับทำตาโตตกใจ ก่อนจะยิ้มปากกว้างถามกลับมาด้วยความประหลาดใจว่า
“รู้จักกับหมอมาก่อนเหรอครับ”
“มะ...เอ่อ ทะ ทำ ทำไมเหรอคะ”
ไม่แนบเนียนเอาเสียเลย จะตอบว่าไม่ก็ไม่ไปสิ แต่พอคิดอีกที...มันจะหนีความจริงได้อย่างไร หากคนรู้ว่าเคยทำงานด้วยกันที่ลำปาง
ร้อนตัวเป็นเหตุสังเกตได้ ทว่าใบหน้าเก้อๆ กลับเอาแต่มองหน้ารอคำตอบ
“ก็ที่นี่ไม่มีใครเรียกหมอกิว่าหมออูน มีแค่ผมที่เรียก”
“แล้วทำไมลุงอู๊ดถึงเรียกละคะ”
“เมียผมเคยทำงานที่บ้านหมออูนครับ เรียกอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว”
“อะ...อ๋อ หมอเองก็เคยทำงานที่เดียวกันค่ะ” เธอตอบเสียงแห้งออกมา
แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้คำตอบอยู่ดี คำถามนี้จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง
“แต่งรึยังคะ”
“ยังเป็นนางสาวอยู่เลยนะครับ”
“นางสาวก็แต่งได้ป่ะคะ”
คำถามวนๆ กวนๆ ดูไม่สบอารมณ์มันดูค่อนข้างข้ามขั้นการเพิ่งทำความรู้สึกเกินไป แต่หมอปริญญ์ก็ห้ามความอยากรู้ของตัวเองไม่ได้จริงๆ
“ก็ใช่นะครับ”
“แล้วแต่งยังอ่ะ ไหนบอกว่าเมียลุงเคยทำงานบ้านหมออูนไงคะ”
“เคยจริงครับ แต่เรื่องส่วนตัวแบบนั้น คนที่นี่ก็ไม่เคยพูดกัน เพราะหมอเองก็ทำตัวเหมือนโสดนะครับ”
“สรุป ไม่มีใครรู้เหรอคะ”
“ไม่มีใครรู้เรื่องส่วนตัวหมอขนาดนั้นหรอกครับ” ลุงอู๊ดบอกหน้าจืด
“แต่ก็ไม่มีใครวนเวียนหรือเคยมาค้างใช่มั้ยคะ”
“ไม่ครับ แต่หมอก็กลับบ้านบ่อยนะครับ”
“..............................”
จุกขึ้นมากลางอกอย่างแปลกประหลาด อยู่ๆ ปริญญ์ก็นึกโกรธคนที่พยายามชี้นำไปให้เธอคิดในสิ่งที่ไม่อยากยอมรับ ก็ไม่ได้อยากได้เขาแล้ว แต่อาการหวงก้างนี่มันคืออะไร ควรจะยินดีสิที่อาจจะมีใครคนอื่นที่ดูแลหมออูนดีกว่าเธอ
“ไม่ไปได้ยังไงคะป๊า ตั๋วเค้าก็จองให้หมดแล้ว แล้วอูนก็แค่ไปช่วยงาน ยังไม่ได้ย้ายสักหน่อย”“หนูไม่ต้องมาใช้คำว่าสักหน่อยกับป๊า แค่หนูป่วยแค่นิดเดียว หัวใจป๊าก็เจ็บปวด...”พูดยังไม่ทันจะจบ ลูกสาวขี้วีนก็สวนกลับทันที“อย่ามาลิเกค่ะป๊า”“ป๊าไม่ได้ลิเก แต่คราวนี้ป๊ายอมไม่ได้”“ก็บอกแล้วว่าแค่ไปช่วยงาน”“อูนเอาคำว่าแค่ช่วยงานมาอ้างให้ป๊าตายใจ ไปลาออกเลย ลูกสาวคนเดียวป๊าเลี้ยงได้ ไม่ต้องทำงานเป็นหมอแล้ว ป๊านอนไม่หลับสักวันเพราะเรื่องหนูนี่แหละ”“ป๊าลองเป็นช้างสิ ถ้าป่วยมาแล้วไม่มีหมออย่างอูน ป๊าจะรู้สึก”“หนูอย่ามาแช่งป๊านะ”“ไม่ได้แช่ง แต่ป๊าเองไม่ใช่เหรอที่เลี้ยงหนูมาให้รักสัตว์ ป๊าเองไม่ใช่เหรอที่ชอบช้างมากที่สุด หนูก็เดินตามทางที่ป๊าเคยขีดไว้ให้แล้วไง หนูจะสี่สิบแล้ว หนูถึงขอให้เลิกยุ่งกับชีวิตหนูสักที”“ก็หนูทำตัวน่าเป็นห่วง ให้ตายยังไงป๊าก็ไม่ยอมให้หนูไปลำปาง”“งั้นป๊าก็ต้องช่วยหนูแล้ว
“กวนประสาท...ฮือ ทำไงดี เด็กต้องตกใจแน่ๆ ตาพี่แดงไปหมดเลย”ว่าแล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิด มันก็ดันมาเกิดกลางทาง และหากจะพากันไปทั้งสภาพนี้ มันคงแย่พอๆ กับการไม่ไปร่วมขบวน ดังนั้นคนทั้งคู่เลยพากันกลับไปล้างหน้าที่บ้านอีกรอบ“แว่นคีย์ที่พี่เคยซื้อให้อยู่ไหนอ่ะ ใส่อันนั้นพรางตาได้ดีนะ” ปริญญ์บอกคนที่ยืนล้างหน้าอยู่ในครัว“อยู่บนห้องอ่ะ หยิบให้หน่อย”และเมื่อปริญญ์เดินกลับลงมาอีกครั้ง เธอก็เดินเข้าไปสวมกอดผ่านแผ่นหลังกันไปอย่างอ่อนโยน“เลิกเกลียดคีย์เรื่องเพลงน้า”“คนพูดน่ะพูดง่าย”“คีย์ขอโทษ ตอนนี้คีย์อยากเห็นคุณมีความสุข เพลงพวกนั้นมันแค่ข้ออ้างของคนปากเสีย ไม่ได้ขอให้คุณให้อภัยนะคะ แต่อยากให้เข้าใจว่า มันไม่ใช่สิ่งที่คีย์คิดจริงๆ เพราะเพลงที่คีย์ไม่ชอบจริงๆ อ่ะคือเพลงเพื่อชีวิต พี่ก็น่าจะรู้ตั้งแต่เราคบกันแรกๆ”“ไม่ใช่แค่นี้ใช่มั้ยที่โกหกพี่”“มันนานมากแล้วอ่ะ จำไม่ค่อยได้...”“แล้วที่ทำน่ะ เพราะเข้าใจว่าพี่ยังรั
จริงดั่งที่เข้าใจมาตลอด ยิ่งปริญญ์พยายามทำให้อีกคนเจ็บมากเท่าใด แต่หัวใจของเธอกลับเจ็บยิ่งกว่า เธอมองเห็นความอ่อนล้าเหล่านั้นก็อยากจะโผเข้าไปกอด แต่หากจะทะเล่อทะล่าแสดงออกไปเช่นนั้น คนที่มีปมแน่นในใจ คงไม่ยอมเปิดใจให้กันง่ายๆเธอเลยทำได้แค่แสร้งทำเป็นว่าไม่เข้าใจ หญิงสาวไม่พูดอะไร นอกจากการเดินเข้าไปหา แล้วค่อยๆ เอนตัวลงนอนหนุนตักคนที่รักสุดหัวใจนั้นไปเงียบๆ“อืมม์...คีย์คะ คือจริงๆ ไม่ต้องพาไปก็ได้นะ เดี๋ยวพี่ไปเองก็ได้”นั่นไงล่ะ ปริญญ์คิดเอาไว้ไม่มีผิด ว่าจะต้องได้ยินอะไรแบบนี้ ดังนั้นจากที่เคยนอนหงาย ก็ค่อยๆ พลิกตัวเข้าไปกอดกันเอาไว้เพียงหลวมๆ ศีรษะได้รูปทำท่าส่ายหน้า ไม่ยอมรับข้อเสนอนั้น ก่อนจะงึมงำบอกออกมาว่า“ของีบสักห้านาทีนะ แค่ห้านาที หมดเวลาแล้วปลุกเลย”“เหนื่อยเหรอคะ”“ค่ะ ปีนขึ้นปีนลง มาหลายตัวด้วย”“ขอโทษนะที่ไม่ได้ไปช่วย”“ถึงพี่อยู่คีย์ก็ไม่ยอมให้พี่ทำหรอก”“งั้นนอนพักดีกว่ามั้ย ไม่ต้องไปหรอกเนาะ”“ไม่เอา ขอแค
และยิ่งกิดากานต์ปฏิเสธกันเท่าใด อีกคนก็ยิ่งอยากฟาดกันให้ราบคาบเสียแต่ตอนนี้ หญิงสาวเอาแต่ยืนหายใจฟืดฟาด จ้องหน้าไม่พอใจอยู่อย่างนั้น“ก็บอกว่าจะเข้าไปส่งไง”“ก็แล้วจะเข้าเมืองไปทำไม”“จะไปส่งเมียตัวเองมันผิดตรงไหน”“เมียไหนกันแน่ ที่แน่ๆ พี่ยังไม่ใช่เมียเธอ ยัยเด็กคนไหนล่ะที่อยากไปหา มันไม่ใช่แค่อยากไปส่งพี่หรอก”และนี่ก็กลายเป็นการยืนยันว่า พวกเธอยังคงไม่เชื่อใจกันอย่างชัดเจน“ไม่อยากเป็นแล้วเหรอ ไหนเมื่อคืน...”พูดยังไม่ทันจบ อีกคนก็ทุบกำปั้นลงไหล่กันไม่เบานัก“เลิกพล่ามถึงตอนนั้นได้ป่ะ”“ความจริงคนเรามันออกมาตอนนั้นไม่ใช่เหรอ”“แล้วมันจะเป็นไปได้ไง ในเมื่อเธอไม่ได้ต้องการฉันจริงๆ”“.........................”เมื่อไม่อยากจะเถียง ปริญญ์ก็ทำเพียงยิ้มเยาะใส่หน้า เป็นท่ากวนประสาทที่อีกฝ่ายอยากจะตะโกนใส่หน้าให้สุดเสียง“ไม่ต้องด้อยค่ากันถึงขนาดนั้นก็ได้”“เปล่
“มันคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้จริงๆ นะอูน”“นี่คีย์เค้าคิดว่าอูนกลับไปมีอะไรกันกับพี่แทคงั้นเหรอคะ ป้าขา...เราไม่ได้มีอะไรกันจริงๆ นะคะ” กิดากานต์พูดเสียงแหบแห้งออกมาจากใจที่อ่อนล้า“ป้าจะไม่ลงรายละเอียดนะ ให้คุยกันเอง”“ไม่ได้มีจริงๆ นะคะ”“ไปคุยกันเอาเอง เพราะเจ้าปริญญ์มันก็ไม่ฟังใคร มันเชื่อที่ตามันเห็น”“ก็หนูอธิบายเค้าตั้งหลายครั้งแล้วว่าไม่ได้ทำๆ ถึงว่าสิ พอพูดถึงพี่แทคเมื่อไหร่แล้วคีย์จะกลายเป็นคนบ้าไปเลย”หลังจากวางสาย กิดากานต์ก็เพิ่งจะมานั่งคิดทบทวนว่า ปริญญ์เริ่มเปลี่ยนแปลงแหนงหน่ายกันตั้งแต่เมื่อไร และก็ถึงกับน้ำตาซึมว่ามันเกิดหลังจากสาเหตุนั้นจริงๆ เหตุการณ์ในครั้งนั้นเธอมั่นใจว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้นถึงแม้กฤษกรจะทรงแบดดูกินไม่เลือกในเวอร์ชั่นผู้ชาย แต่เขาจะให้เกียรติเธอเสมอ จนกระทั่งตอนนี้ที่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและเขายังดีอยู่ ก็เพราะเขาไม่เคยหาจังหวะรังแกกันเลยสักครั้งแต่แล้วในขณะที่นั่งไล่เรียงไทม์ไลน์อย่างรวดเร็ว พลันอีกหนึ่งความสงสัยก็ผุดขึ
“โอเค คีย์อาจจะขอผิดเวลา แต่ขอให้มั่นใจกับอะไรกว่านี้อีกสักหน่อย คีย์จะกลับมาขอคบอีกครั้ง”“มั่นใจเรื่องอะไรคะ”“ไว้ถึงเวลาแล้วจะบอกค่ะ”“เรื่องที่พี่เคยถามน่ะเหรอ”ทันทีปริญญ์ก็แสยะยิ้มเครียดออกมา ทำเอาอีกคนยิ่งสงสัยหนักเข้าไปอีก“นอนเถอะ...จะได้หายเร็วๆ ไว้หายแล้วค่อยคุยกัน”“ค่ะ”แล้วตอนนี้เราเป็นอะไรกัน เป็นเรื่องน่าปวดหัวที่ไม่มีใครกล้าตั้งมันขึ้นมาเป็นคำถาม...ตั้งแต่ที่ปริญญ์เดินเข้ามาจุ๊บหน้าผากก่อนออกไปทำงาน กิดากานต์ก็กลับไปเป็นคนคลั่งรักได้อย่างเงียบๆ สมองมันแล่นแปลบปลาบ ฉายแต่ภาพซ้ำๆ ที่ทำเอานอนหน้าร้อนเป็นสีระเรื่อปริญญ์เป็นเพียงคนเดียวในชีวิต ที่รู้จักร่างกายเธอดียิ่งกว่าผู้ใด การเคลื่อนไหวอย่างรู้ใจและแสนจะช่ำชอง มันพร้อมจะหลอมละลายกายที่เกร็งสั่น ให้ปวดมวนไปทั่วร่างด้วยความกำซาบฝ่ามือเจ้าเล่ห์ปาดฉวัดเฉวียนเฉียดผ่าน แต่ไม่แตะต้องเพชรเม็ดงามที่ฉ่ำลื่นจนเจ้าตัวต้องถอนหายใจซ้ำซากด้วยความอึดอัด เพราะ


![เพียงหัวใจเพรียกหา - [Omegaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




